Tuesday, 21 July 2026
Hard News Team

หนุนแนวคิด ‘พีระพันธุ์’ ย้ำ กฎหมายต้องทันสมัยในยุคดิจิทัล แก้ปัญหาสแกมเมอร์-ทุนเทาได้จริง เร่งสร้างเกราะคุ้มครองประชาชน

นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือ “ดีเจเคนโด้” รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมายืนยันและขยายความแนวคิดของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ได้กล่าวทั้งในรายการ สัปดาห์วิจารณ์ ช่องสยามรัฐ และเวทีบรรยายโครงการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายระดับอาเซียน โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ALSA RPCA) ถึง ปัญหา “กฎหมายล้าสมัย” ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามอาชญากรรมยุคใหม่

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามสำคัญว่า “จะปราบทุนเทา จีนเทา หรือสแกมเมอร์ได้อย่างไร ถ้ากฎหมายยังไม่รองรับ?”

พร้อมชี้ว่า รัฐสภาในปัจจุบัน—ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา—ควรกลับไปทำหน้าที่หลักคือการบัญญัติกฎหมาย มิใช่ทำตัวเป็นเพียง “นักสืบ” ที่ตรวจสอบแต่ไม่สร้างระบบรองรับให้สังคมเดินหน้า

ด้าน ดีเจเคนโด้ ในฐานะผู้ติดตามการทำงานและรองโฆษกพรรค กล่าวเสริมว่า แนวคิดของหัวหน้าพรรคสะท้อนปัญหาที่ประชาชนเจอมาจริง โดยตนเองเคยพบเหตุเดือดร้อนในกรณี “คดีฌาปนกิจสงเคราะห์” และ “แชร์ลูกโซ่” ที่ชาวบ้านถูกหลอกเพราะ กฎหมายอ่อน ใช้มาตั้งแต่ยุคแชร์แม่ชะม้อย ไม่สอดคล้องกับกลวิธีการหลอกลวงในยุคดิจิทัล

“ทุกวันนี้คนโกงลอยนวลเพราะกฎหมายไม่เข้มพอ ไม่มีเครื่องมือทันยุค เราจำเป็นต้องมีนักการเมืองที่เข้าใจกฎหมายจริง ๆ อย่างพี่พีระพันธุ์ ที่รู้ว่าจะแก้อย่างไรถึงจะได้ผล”

ดีเจเคนโด้ยังฝากถึงประชาชนว่า อย่าฝากความหวังไว้กับคนที่ “ทำงานไม่เป็น” แต่ต้องสนับสนุนคนที่เข้าใจระบบกฎหมายและลงมือทำได้จริง

“พีระพันธุ์” เปลี่ยนเวทีการเมือง เป็นห้องปฏิบัติการกฎหมาย

แนวคิดของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามต่อระบบ แต่เป็นการ วางกรอบใหม่ของ “การเมืองเชิงกฎหมาย” ที่มุ่งให้รัฐสภากลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง — คือ “บัญญัติกฎหมายที่ทันโลก” ไม่ใช่เพียงการอภิปรายหรือจับผิดฝ่ายตรงข้าม

ในภาวะที่สังคมไทยเผชิญภัยจาก “ทุนเทา-สแกมเมอร์-อาชญากรรมไซเบอร์” ซึ่งข้ามพรมแดนและใช้เทคโนโลยีล้ำหน้า การมีกฎหมายที่ล้าหลังเท่ากับ “ไม่มีเกราะคุ้มครองประชาชน”

คำถามของพีระพันธุ์ว่า

“มีกฎหมายรองรับหรือยัง?”
เป็นคำถามที่ตีแสกหน้าฝ่ายนิติบัญญัติทุกพรรค

ส่วนบทบาทของดีเจเคนโด้ในฐานะคนทำงานภาคสนาม ทำให้เสียงสนับสนุนนี้ไม่ใช่แค่การเมืองบนโพเดียม แต่เป็นเสียงจาก “ของจริง” ที่ประชาชนเจอมาแล้ว

รวมไทยสร้างชาติ จึงพยายามวางภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคที่ “ไม่พูดลอย ๆ” แต่เข้าใจกลไกของกฎหมายในเชิงปฏิบัติ นำโดยหัวหน้าพรรคที่มีพื้นฐานนักกฎหมายมืออาชีพ และทีมสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

“นี่คือการเมืองแบบปฏิบัตินิยม” — ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนการโต้เถียง แต่บนการแก้ปัญหาด้วยกฎหมายที่ใช้ได้จริง
 

กรมอุทยานฯ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระดมทีมสัตวแพทย์-เครือข่ายช่วยชีวิต ดูแล “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง เตรียมถ่ายเลือด รักษาโรคติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์

(10 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ซึ่งป่วยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้างชนิดที่ 4 (EEHV Type 4) ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รายงานความคืบหน้าในการดูแลลูกช้างป่าเพศเมีย ชื่อ “ข้าวต้ม” ที่พลัดหลงจากโขลง ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน โดยตลอด 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่พบภาวะวิกฤต แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ทีมสัตวแพทย์ได้รายงานว่า ลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงกินนมและน้ำข้าวต้มได้ แต่ปริมาณยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่คำนวณไว้ ทั้งยังมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวสลับกับลักษณะเนื้อครีม อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังคงใส ไม่มีสัญญาณชี้ถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง

เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน ควบคู่กับการให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร วิตามิน และยาต้านไวรัส พร้อมดูแลรักษาแผลและแผลกดทับอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างทำความสะอาดและพ่นยารักษาแผล

ที่สำคัญ ทีมสัตวแพทย์ได้วางแผนจะทำการถ่ายเลือดให้กับลูกช้าง “ข้าวต้ม” ในคืนนี้ (10 พ.ย. 68) โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากวังช้างอยุธยา แล เพนียด และ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งกำลังดำเนินการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดและวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจากผู้บริจาค เพื่อให้การถ่ายเลือดมีความปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด

ทั้งนี้ น.สพ.ปุญญพัฒน์ สาระแขวีระกุล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และสพ.ญ.กานต์พิชชาหาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ย้ำว่า อาการของลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงต้องประเมินเป็นรายวัน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคีเครือข่ายยังคงร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือลูกช้างป่าตัวนี้ให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง และพร้อมกลับคืนสู่ธรรมชาติในอนาคต

กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้ “ข้าวต้ม” ผ่านการติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมย้ำว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าคือหน้าที่ของทุกคน ภายใต้แนวคิด “อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลกับธรรมชาติ”

บทพิสูจน์ของความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องเร่งรีบ “ใหม่–เต๋อ” เข้าพิธีวิวาห์ในบรรยากาศสุดอบอุ่น หลังรัก 7 ปี จัดงานเรียบง่าย ที่เขาใหญ่พร้อมแหวนเพชร 15 กะรัต

(10 พ.ย. 68) ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ และ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เข้าพิธีแต่งงานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ เขาใหญ่ บรรยากาศโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติ โดยมีครอบครัวและเพื่อนสนิทร่วมงานในพิธีเรียบหรูและเป็นส่วนตัว

ก่อนวันงาน ทั้งคู่ย้ำถึงทิศทางงานว่า "เล็กและเป็นส่วนตัว" เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเน้นคนใกล้ชิดเป็นหลัก โดยพิธีในวันจริงเน้นความสุภาพ เรียบง่าย และเป็นกันเองอย่างยิ่ง

ไฮไลต์ของงานคือแหวนหมั้นเพชรราว 15 กะรัต ที่เต๋อคุกเข่าขอใหม่แต่งงานกลางปี 2568 และกลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้งในพิธีสมรสครั้งนี้

ความรักของทั้งคู่ที่เริ่มต้นจากการร่วมงานในวงการบันเทิงและคบหาดูใจมาแล้วกว่า 7 ปี ถ่ายทอดผ่านพิธีงานแต่งครั้งนี้ที่สะท้อนถึงความรักที่เติบโตเงียบ ๆ และมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความเรียบง่ายเหนือสิ่งอื่นใด

กลางศึกไทย–กัมพูชา จุดกระแสถามหา “ไอ้โม่ง” ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ปูดมี ‘ผู้ใหญ่’ สั่งให้หยุด สู่บททดสอบ “อธิปไตยกับการเมือง” อีกครั้ง

การที่ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หรือที่ประชาชนเรียกขานด้วยความชื่นชมว่า "แม่ทัพกุ้ง" หรือ "แม่ทัพมนต์แคน" ออกมาเปิดเผยในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ว่า ในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการปะทะกับกองทัพกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เขาได้รับคำสั่งจาก "ผู้ใหญ่" ให้หยุดยิง แต่เขาเลือกที่จะไม่หยุด และขู่ว่าหากถูกบังคับให้หยุด เขาจะเปิดเผยชื่อผู้ที่สั่ง ซึ่งมีโทษถึงประหาร นับเป็นการเปิดเผยที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองและทหารไทยอย่างยิ่ง และสิ่งที่ตามมาคือสังคมต้องการรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็น “ไอ้โม่ง” สั่งให้หยุดยิง

ย้อนที่มาของ คำสั่งหยุดยิงใน 6 ชั่วโมงแรก – ใครสั่งและทำไม ซึ่งเกิดขึ้นในงานบรรยาย "สานต่อความดี : รับมอบรางวัลเชิดชูเกียรติอันทรงเกียรติ พลังขับเคลื่อนการบรรยายพิเศษเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่" ที่พุทธสถานปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยพลโท บุญสิน ได้เปิดเผยว่า :

"วันแรกที่มีการปะทะกับกัมพูชา โดย 6 ชั่วโมงแรกได้มีคำสั่งให้หยุด แต่ผมขอไม่หยุด เพราะได้สตาร์ทแล้ว โดยผมได้ขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุด และได้ต่อรองไปหลายวัน"

"ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา"

พร้อมกับสำทับว่า "ถ้าหยุดผมจะเปิดเผยชื่อคนสั่งหยุด ซึ่งมีโทษถึงประหาร"

แม้ว่าพลโท บุญสิน จะไม่ระบุชื่อผู้ที่สั่งให้หยุดยิงอย่างชัดเจน แต่จากบริบทและสายการบังคับบัญชาของกองทัพไทย สามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีผู้ที่อาจมีอำนาจในการสั่งการดังกล่าว ได้แก่:

ผู้บัญชาการทหารบก - เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของแม่ทัพภาคต่าง ๆ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด - มีอำนาจบัญชาการกองทัพทั้งหมด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม - เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือนที่ควบคุมกองทัพ
นายกรัฐมนตรี - เป็นหัวหน้ารัฐบาลและมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบาย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลานั้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีข้อมูลภายหลังที่แสดงให้เห็นว่าเธอมีการติดต่อสื่อสารกับ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา อย่างใกล้ชิด หลังปรากฏ คลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จ ฮุน เซน ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ก่อนหน้าการปะทะครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม

ในคลิปเสียงดังกล่าว นางสาวแพทองธารได้กล่าวถึงกองทัพไทยในลักษณะที่ถูกตีความว่าเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ของรัฐบาล และยอมรับกับฮุน เซนว่ารัฐบาลของเธอมีปัญหากับกองทัพ รวมถึงกล่าวว่า "คนของฝ่ายตรงข้ามหมดเลย" ซึ่งถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการพาดพิงถึงบุคคลสำคัญในกองทัพ โดยเฉพาะพลโท บุญสิน

แต่ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า คำสั่งหยุดยิงในช่วง 6 ชั่วโมงแรกนั้น น่าจะมาจากความพยายามของฝ่ายการเมืองที่ต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะที่รุนแรง โดยมีเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการ:

หลีกเลี่ยงความสูญเสียชีวิต - ไม่ต้องการให้มีการสูญเสียทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
รักษาความสัมพันธ์ทางการทูต - พยายามแก้ปัญหาผ่านการเจรจามากกว่าการใช้กำลัง
หลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายรุก - กลัวว่ากัมพูชาจะนำเรื่องขึ้นศาลโลก อ้างว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารโดยเฉพาะพลโท บุญสิน มองว่าการหยุดยิงในขณะนั้นจะเป็นการเสียเปรียบทางยุทธวิธี และอาจทำให้กัมพูชาได้โอกาสในการเสริมกำลังหรือใช้เป็นข้ออ้างในเวทีระหว่างประเทศก็ได้ จึงขอเดินหน้าต่อ

ซึ่งเรื่องนี้ ร้อนถึง ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือบิ๊กเล็ก รมว.กลาโหม ต้องออกมายืนยันว่า พลเอกณัฐพล ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ไม่ได้เป็นคนสั่งให้หยุดยิง โดยระบุว่า ตอนนี้กำลังมีขบวนการตัดต่อคลิป พยายามบ่งชี้ว่า “ใครสั่งแม่ทัพกุ้งหยุดยิง” แน่นอนมันเป็นการดิสเครดิตตัว ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐมนตรีกลาโหมเกี่ยวข้อง 

พร้อมได้นำคำพูดของ บิ๊กเล็ก ที่ได้สนทนากัน มายืนยันด้วยว่า “พี่ตอบอาจารย์จริง ๆ นะ พี่สาบาน พี่ไม่เคยโทรไป หรือสั่งการใดๆ กับกุ้ง หรือแม้แต่ ผบ.ทบ. เลย พี่เป็นทหารทำไมจะไม่รู้”

ส่วนใครจะเป็นคนสั่งนั้น บิ๊กเล็ก ย้ำว่า “ไม่ก้าวล่วง และเข้าไม่ถึง…ด้วย” นั่นทำให้ชื่อคนสั่งหยุดยิงยังเป็นปริศนาต่อไป

แต่ต่อมา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ก็ได้ออกโพสต์เฟซบุ๊ก พุ่งเป้าไปที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ให้ออกมาชี้แจง เรื่องที่มีการขอให้แม่ทัพกุ้งหยุดยิง ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องเด็กต่อยกัน แล้วมีผู้ใหญ่มาขอให้หยุด ซึ่งการรบกับเขมรนั้น เป็นเรื่องของอธิปไตย เรื่องดินแดน เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ จะปล่อยให้ใครเข้ามาแทรกแซงไม่ได้

อย่างน้อยท่านที่ปรึกษา ของพลเอกณัฐพล ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า ท่านไม่เกี่ยว ไม่เคยโทรไปหาแม่ทัพกุ้ง ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจ และสังคมกำลังเคลือบแคลง ก็ควรจะออกมาชี้แจงเพื่อความโปร่งใส

ซึ่งการออกมาตอกย้ำของ นพ.วรงค์ ต่อประเด็นที่พลโท บุญสิน ได้เปิดไว้ ทำให้สังคมต้องติดตามและจับตากันต่อไปว่า จะมีใครออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนหรือไม่ และเชื่อว่า คำถามนี้จะย้อนกลับไปสู่ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ซึ่งจะโดนจี้ให้ตอบคำถามให้กระจ่างอย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่อยากได้คำตอบ
 

ซัด ‘อ.ไชยันต์’ บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมวิถีกระสุนคดี 6 ศพวัดปทุม ชี้ มีทั้งคลิป–คำพิพากษายืนยันชัด แต่ทำตัวเป็น “โอโม่ฟอกขาวอภิสิทธิ์”

(10 พ.ย. 68) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางสังคมและผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า แม้แต่คดี 6 ศพ วัดปทุม ในเฟส อ.ไชยันต์ ไชยพร ยังปั่นว่าไม่ได้มาจากวิถีกระสุนของทหารบนรางรถไฟฟ้า โดยอ้างคำพูดจากหมอพรทิพย์ว่าวิถีกระสุนมาจากแนวราบ 

นี่ขนาดมีคลิปวิดีโอโจ่งแจ้งทั้งในเหตุการณ์ทหารบน BTS วัดปทุม และสไนเปอร์บนสะพานลอยแถวสีลมก่อนหน้านี้ที่มีทหาร 2 คนยิงแล้วตะโกนบอกว่า "ล้มแล้ว ๆ"  ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการยิงประชาชนที่มีอยู่จริง

ทำไมคนที่เรียนและสอนปรัชญาระดับนี้ ถึงไม่สามารถยอมรับความจริงพื้น ๆ แบบนี้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ศาลได้ไต่สวนการเสียชีวิตแล้ว พบว่าเป็นกระสุนที่มีขนาดเดียวกัน

ผมแปะลิงก์ไว้ใน Comment ว่าศาลสรุปว่ายังไง การโต้แย้งของไชยันต์อ่อนชนิดเหลือเชื่อ ทำตัวเป็นโอโม่ฟอกขาวให้อภิสิทธิ์ขนาดนั้นเลย



 

‘ชูวิทย์’ ชำแหละ 'มีเรา ไม่มีเทา' สโลแกนวางแผนเลือกตั้งของพรรคส้ม อาจปลุกคะแนนเสียงแซงกระแสรักชาติ หลังรัฐบาลอนุทินปราบสแกมเมอร์ไม่คืบ .

(9 พ.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “มีเรา ไม่มีเทา” เนื้อหาระบุว่า การเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดเลือกตั้งด้วยเรื่อง “สีเทา” เป็นหัวหอกหาเสียงหลัก กลิ่นยุบสภากระจายฟุ้ง พรรคส้มที่ตั้งธงจะแก้รัฐธรรมนูญจากการตั้งรัฐบาลพรรคน้ำเงิน ตอนนี้แม้รัฐบาลยุบสภาหนีซักฟอก ก็พร้อมเลือกตั้ง เหตุเกิดจากศึกหนักเรื่อง “สแกมเมอร์” ที่ถูกโยงมาถึง “มิสเตอร์แป้ง” ว่าพัวพันจนสั่นคลอน แม้ไม่มีหลักฐาน แต่ฝ่ายค้านตัวเอกที่เริ่มเรื่องอย่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม ตีฆ้องร้องป่าวทุกวี่ทุกวัน จนขึ้นแท่น “มือปราบสแกมเมอร์” แท็กทีมกับ “ไอซ์ รักชนก” จนเป็นทีมรุ่นใหม่ไฟแรงชนสีเทาฝั่งรัฐบาล

อีกทั้งนานาชาติต่างรุมกดปุ่มถล่มฐานเงินเทา ยึดทรัพย์มโหฬารของจีนเทา ฝรั่งเทา เขมรเทา เป็นเงินหลายแสนล้าน ถึงขั้นออกกฎหมายไล่ล่า “โจรสแกมเมอร์” มีชื่อเทา ๆ คุ้นหู ที่ถูกกระตุกโดย ส.ส. รังสิมันต์ โรม

แต่ตัดกลับมาที่ประเทศไทยอันมีดินแดนติดประเทศกัมพูชา “เมืองหลวงโลกสแกมเมอร์” นายกฯ อนุทินทำได้แค่ท่าทางขึงขังว่า “การปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นวาระแห่งชาติ จะจัดการให้สิ้นซาก”

ว่าแล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ (อีกแล้ว) แต่กลับไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างนานาชาติที่ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการลิเกใด ๆ รุมยึดทรัพย์ได้รวดเร็ว เห็นผลชัดเจน สะเทือนซ้ำการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ได้เห็นเป็นข่าวไปทั่วโลก เส้นเงินประเทศอื่นเขาไม่ต้องมี แต่ตามยึดได้เป็นแสน ๆ ล้าน ส่วนของไทยเส้นเงินพันกันอีนุงตุงนังจนดูเวียนหัว แต่ถึงบัดนี้ยังยึดอะไรจาก “เฉินจื้อ” ไม่ได้สักบาท รัฐบาลอนุทินยังมัวทำเงื้อง่าราคาแพง แม้มี สส. นักการเมืองสารพัดชื่อในพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปมีเอี่ยว แต่ก็ตีลูกมึนบอก ”ใครมีหลักฐานก็ส่งมา“ ซ้ำร้ายยังไปตั้งทนายความของ “ฝรั่งเทา“ ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสด ๆ ร้อน ๆ จาก ครม. หนู

เมื่อรัฐบาลหนูวางแผนสั้น แต่พรรคส้มวางแผนยาวไปถึงการเลือกตั้งด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ตีกันด้วยเรื่องเทา ๆ ที่ชาวบ้านร้านตลาดถูกใจเหมือนเวอร์ชันก่อนที่พรรคส้มออกสโลแกน “มีลุง ไม่มีเรา” ปลุกกระแสชังสีเทา แซงกระแสรักชาติที่ซาหายลงไป เรื่องการตลาดหาเสียงอย่างนี้พรรคน้ำเงิน พรรคแดง สู้พรรคส้มเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ จึงเห็นทีมงานพรรคส้ม นำโดย สส.โรม รับข้อมูลจาก “โจ๊ก ระเบิดพลีชีพ” ตีไปที่บรรดาบ่อนออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ จี้ไปที่เรื่องเทา ๆ ของรัฐบาล “พรรคน้ำเงินเทา” กับ “พรรคกล้าเทา” ยังมีอีกมากล้น ตั้งแต่อดีต พรรคประชาธิปัตย์ฉายา “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” เคยบอกผมในฐานะ สส.ใหม่ว่า “เราเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีเรื่องก็ต้องพูดให้มีเรื่อง หากเป็นเรื่องเล็กต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หากเป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องล้มรัฐบาลเลย”

แต่มาสมัยนี้ เรื่องสีเทาที่ทั่วโลกรุมทึ้งอย่างสแกมเมอร์ ทำไมที่ไทยไปไม่ถึงไหน? มีทีมงานพรรคส้มแค่ไม่กี่คนจัดการ ส่วนรัฐบาลก็ “โนสน โนแคร์” เหมือนจะบอกว่า “ช่วยรีบ ๆ ยื่นซักฟอกหน่อย” เพราะพรรคน้ำเงินสะสมทุนเตรียมพร้อม พรรคแดงก็มีหัวหน้าพรรคคนใหม่แล้ว  และสำหรับพรรคส้ม ด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” แม้ยังจัดการใครไม่ได้สักคน แต่แค่หลับตาชี้ไปที่นักการเมืองก็ได้สีเทาอ่อนเทาเข้ม จะชี้ผิดยากเต็มทน ประชาชนเขายี้ไม่อยากเลือก

คนมักถามผมว่า “บ้านเมืองเราจะเป็นยังไง?” ผมได้แต่ตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ประเทศไทยยังอยู่บนแผนที่โลกเหมือนเดิมไม่ไปไหน” โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ อย่าไปหวังอะไรให้มาก เขามาแค่แป๊บเดียว ห้อยหลวงพ่อโกยมาเต็มคอกันทุกคน

Meta ถูกแฉ! โกยรายได้ 10% จากโฆษณาหลอกลวง กว่า 4.8 แสนล้านบาท แม้รู้ปัญหาแต่ไม่จัดการแลกกับรายได้มหาศาล ชี้ ขาดทั้งจริยธรรมและความรับผิดชอบ

Meta ถูกแฉ! เอกสารภายในเผยรายได้ 10% มาจาก “โฆษณาหลอกลวง” มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างเอกสารภายในของบริษัท Meta (เจ้าของ Facebook, Instagram, WhatsApp) ระบุว่า รายได้ของบริษัทในปี 2024 ถึง 10% หรือราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) มาจากโฆษณาที่เข้าข่าย “Scam” หรือโฆษณาที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์และสินค้าปลอม

เอกสารระบุเพิ่มเติมว่า Meta แบนผู้ลงโฆษณาได้เฉพาะเมื่อระบบ “มั่นใจเกิน 95%” ว่าเป็นการละเมิดกฎเท่านั้น หากระบบไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทจะไม่ลบโฆษณา แต่จะ “ขึ้นราคาค่าโฆษณา” เพื่อเป็นการลงโทษแทน ซึ่งหมายความว่า Meta ยังคงได้ประโยชน์จากโฆษณาผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าในแต่ละวัน มีโฆษณาประเภทหลอกลวงถูกแสดงบนแพลตฟอร์มของ Meta มากกว่า 15,000 ล้านครั้ง และผู้ใช้ที่เผลอคลิกโฆษณาเหล่านี้จะถูกระบบแนะนำโฆษณาอื่น ๆ ต่อเนื่องผ่านอัลกอริทึม personalization ของบริษัท

ด้านโฆษก Meta ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียง “มุมมองบางส่วน” ของการประเมินภายใน และตัวเลข 10% อาจสูงเกินจริง โดยบริษัทเชื่อว่าตัวเลขจริง “ต่ำกว่านั้นมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารภายในของ Meta เองก็ยอมรับว่า แพลตฟอร์มของตน “มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฆษณาหลอกลวงในสหรัฐฯ สูงถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด” และย้ำว่า “มันง่ายกว่ามากที่จะยิงโฆษณาหลอกลวงบน Meta มากกว่า Google”

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกมา รัฐบาลมาเลเซีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสาร ดาโต๊ะ ฟาห์มี ฟัดซิล (Datuk Fahmi Fadzil) ประกาศว่า จะเรียก Meta เข้าชี้แจงต่อรัฐบาลมาเลเซียโดยตรง พร้อมระบุว่า “ตัวเลข 10% ที่ Reuters รายงาน แม้ Meta จะปฏิเสธว่าเกินจริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายต่อสาธารณะ”

ฟาห์มีกล่าวเสริมว่า หลัง Online Safety Act (ONSAR) มีผลบังคับใช้ แพลตฟอร์มอย่าง Meta จะมี “พันธะทางกฎหมายในการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย” หากละเมิดอาจถูกดำเนินการทางกฎหมายได้

> “คนมาเลเซียสมควรได้รับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปลอดภัย บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่บนระบบของตนเอง” — ฟาห์มี ฟัดซิล กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาโฆษณาหลอกลวงบน Facebook และ Instagram เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ทั่วโลกรับรู้กันมานาน แต่การหลุดของเอกสารภายในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ยืนยันว่า Meta “รู้ถึงปัญหาและยอมปล่อยให้เกิดขึ้น” เพื่อแลกกับรายได้มหาศาล


สรุปตัวเลขสำคัญ
รายได้จากโฆษณา Scam: ~10% ของรายได้ทั้งหมด (≈15,000 ล้านดอลลาร์)
ปริมาณการแสดงโฆษณาหลอกลวง: 15,000 ล้านครั้ง/วัน
สัดส่วน Scam ในสหรัฐฯ: 1/3 ของทั้งหมด

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ หวั่นกม. อากาศสะอาดสะดุด แม้ผ่านสภาฯ แล้ว แต่ติดขั้นวุฒิสภา เสี่ยงไม่ทันประกาศใช้ก่อนยุบสภา เรียกร้องให้เร่งพิจารณาเพื่อสุขภาพประชาชน

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า

ตามที่มีกระแสข่าวในขณะนี้ ว่ามีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งอยู่ในชั้นพิจารณาของวุฒิสภา โดยกังวลว่ากฎหมายดังกล่าว อาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าบางประการ ทำให้กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาในขั้นคณะกรรมาธิการฯ มีแนวโน้มล่าช้ากว่าปกติ และอาจไม่ทันประกาศใช้ภายในวาระรัฐบาลปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยุบสภา

ทั้งที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นข้อเสนอของภาคประชาชน มีผู้ร่วมลงชื่อมากกว่าหนึ่งหมื่นคน และผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพคนไทยนับหมื่นรายต่อปี และสร้างภาระต่อเศรษฐกิจและสาธารณสุขมหาศาล

จึงขอเรียกร้องและขอการสนับสนุนจากวุฒิสภาให้เร่งรัดการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ และให้ความเคารพต่อเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เสนอร่าง รวมถึงเพื่อคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนทุกคนในการเข้าถึง “อากาศสะอาด” อย่างเท่าเทียมและโดยเร็วที่สุด

‘คนเหนือ’ ยังไม่ฟันธง ‘คนเหมาะเป็นนายกฯ’ แม้คะแนน ‘ณัฐพงษ์ – พรรคประชาชน’ มาแรง สวนทาง ‘เพื่อไทย’ ส่อสูญเสียฐานเสียงภาคเหนือ สะท้อนภาพการเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน

จากผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลเกี่ยวกับกระแสการเมืองภาคเหนือที่เปิดเผยในต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 นับเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพการเมืองไทยในมิติที่น่าสนใจหลายประการ การสำรวจจากประชาชน 2,000 ตัวอย่างใน 17 จังหวัดภาคเหนือไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความนิยมของบุคคลและพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยถึงสภาวะจิตใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

สัญญาณที่เด่นชัดที่สุดจากผลสำรวจคือ ร้อยละ 36.60 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 28.40 ระบุว่า "ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้" ตัวเลขเหล่านี้สูงกว่าความนิยมของบุคคลหรือพรรคการเมืองใดๆ ที่ติดอันดับ แสดงให้เห็นถึงภาวะ "วิกฤติความเชื่อมั่น" ที่แท้จริงของระบบการเมืองไทย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังสะสมของประชาชนต่อการเมืองไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การรัฐประหารซ้ำซาก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่จบสิ้น ผู้คนในภาคเหนือ ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง กำลังส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่พร้อมที่จะมอบความไว้วางใจให้กับใครง่ายๆ อีกต่อไป

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนนี้อาจสะท้อนถึงความรู้สึกว่า ทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อความต้องการหรือความคาดหวังของพวกเขาอย่างแท้จริง ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความตระหนักรู้มากขึ้น
.
แม้จะมีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจถึงร้อยละ 36.60 แต่ในกลุ่มที่มีความชัดเจนแล้ว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดที่ร้อยละ 21.50 ห่างจากคู่แข่งอันดับสองคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ร้อยละ 13.90 อย่างชัดเจน

ความสำเร็จของนายณัฐพงษ์ในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางเทคนิค มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และไม่มีภาระประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่หนักหนาเกินไป ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับได้ในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นกลางที่ต้องการเห็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความเป็นมืออาชีพ

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนยังคงรักษาตัวตนในฐานะพรรคกลางที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนเกินไป ทำให้สามารถดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายสเปกตรัมทางการเมือง รวมถึงกลุ่มที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบขั้วตรงข้ามที่รุนแรงในยุคที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความนิยมร้อยละ 21.50 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจแสดงให้เห็นว่า นายณัฐพงษ์ยังต้องทำงานหนักมากเพื่อโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังลังเลอยู่ ความท้าทายคือการแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ใช่แค่ตัวเลือกที่ "น่าจะดีที่สุด" แต่เป็นผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีกว่าได้จริง

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ในขณะนี้ ได้รับความนิยมอันดับสองที่ร้อยละ 13.90 และพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 10.40 สะท้อนให้เห็นถึงฐานเสียงที่มั่นคงแต่ยังไม่กว้างพอในภาคเหนือ 

พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีรากฐานมาจากกลุ่มอำนาจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการขยายฐานเสียงในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะทางการเมืองแตกต่างจากอีสาน

นายอนุทินเองมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในฐานะนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงวิกฤติโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทำให้เขาต้องแบกรับทั้งผลดีและผลเสียจากการบริหารประเทศในช่วงนั้น

ความท้าทายสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคเหนือคือการต่อสู้กับการรับรู้ว่าเป็นพรรคที่ใกล้ชิดกับอำนาจเก่า ในขณะที่กระแสการเมืองในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ มักเอื้อต่อพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ก้าวหน้าหรือเป็นทางเลือกใหม่มากกว่า

ขณะที่ พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยครองภาคเหนือมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในภูมิภาคนี้ การที่พรรคได้รับความนิยมเพียงร้อยละ 16.60 ซึ่งต่ำกว่าพรรคประชาชนอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิทัศน์การเมืองภาคเหนือ

ที่น่าสนใจคือ แม้พรรคเพื่อไทยจะได้ร้อยละ 16.60 แต่เมื่อถามถึงบุคคลที่จะสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครจากพรรคเพื่อไทยที่ติดอันดับต้นๆ เลย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้เพียงร้อยละ 3.25 อยู่ในอันดับที่ 6 นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของพรรคในการสร้าง "ภาพลักษณ์" ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน

การที่พรรคเพื่อไทยมีหลายคนติดอันดับแต่ทุกคนได้คะแนนต่ำ เช่น นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 1.95) นายจาตุรนต์ ฉายแสง (ร้อยละ 1.70) และนายชัยเกษม นิติสิริ (ร้อยละ 1.25) สะท้อนถึงปัญหาภายในพรรคที่มีหลายกลุ่มหลายขั้ว ขาดความเป็นเอกภาพ และไม่มีผู้นำที่โดดเด่นชัดเจน

สาเหตุสำคัญของการเสื่อมถอยของเพื่อไทยในภาคเหนือมีหลายประการ ประการแรกคือ การที่พรรคต้องเผชิญกับปัญหาภายในเรื่องทิศทางและแนวทางการทำงาน การแตกแยกของกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ประการที่สองคือ การที่คนรุ่นใหม่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ไม่ผูกพันกับประวัติศาสตร์การเมืองที่ซับซ้อนและขัดแย้งของพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ การตัดสินใจทางการเมืองของพรรคในบางเรื่อง เช่น การร่วมรัฐบาลหรือการสนับสนุนนโยบายบางอย่าง ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ฐานเสียงเดิมว่า พรรคยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์เดิมหรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ฐานเสียงบางส่วนหันไปหาพรรคอื่นที่มีจุดยืนชัดเจนกว่า

และการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับความนิยมร้อยละ 5.90 และพรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 5.15 ในภาคเหนือถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีฐานเสียงหลักอยู่ภาคใต้ แต่การที่ยังคงได้รับการสนับสนุนในระดับหนึ่งในภาคเหนือแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในภาพลักษณ์ของพรรคในฐานะพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีนโยบายที่ชัดเจน

นายอภิสิทธิ์เองยังคงเป็นชื่อที่มีน้ำหนักในแวดวงการเมืองไทย เพราะประสบการณ์ของเขาในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ความสามารถในการสื่อสาร และภาพลักษณ์ของความเป็นนักวิชาการ ยังคงดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความมั่นคงและความเป็นระเบียบในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่จำกัดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่พรรคและบุคคลต้องเผชิญกับภาระทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คนในภาคเหนือ การที่จะขยายฐานเสียงในภาคเหนือได้มากกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ที่ไม่ผูกพันกับอดีตเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของความนิยมไปยังพรรคและบุคคลต่างๆ ในสัดส่วนที่น้อย ตั้งแต่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ร้อยละ 4.15) พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (ร้อยละ 2.50) ไปจนถึงบุคคลอื่นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงในสัดส่วนที่ต่ำมาก

การกระจายตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการเมืองไทยที่มีความหลากหลายแต่ก็แยกส่วน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีทางเลือกมากมาย แต่ไม่มีทางเลือกใดที่โดดเด่นจนสามารถรวมใจคนส่วนใหญ่ได้ นี่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน

จุดแข็งคือ ประชาชนมีทางเลือกหลากหลายและไม่ถูกบังคับให้เลือกจากตัวเลือกที่จำกัด แต่จุดอ่อนคือ การกระจายตัวมากเกินไปทำให้การสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายเป็นเรื่องยาก ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐบาลผสมที่มีความขัดแย้งภายในสูง

ผลสำรวจนิด้าโพลครั้งนี้ให้ข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่งเกี่ยวกับสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ภาคเหนือซึ่งเคยเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของบางพรรคการเมือง กำลังกลายเป็นสนามรบที่มีความไม่แน่นอนสูง

ตัวเลขสำคัญที่สุดคือร้อยละ 36.60 ที่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้และร้อยละ 28.40 ที่ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นเสียงร้องของประชาชนที่กำลังบอกว่า พวกเขาต้องการสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่แตกต่าง สิ่งที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขาได้

สำหรับพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคน ผลสำรวจนี้คือโอกาสและความท้าทาย โอกาสในการโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินใจ และความท้าทายในการพิสูจน์ว่าตนเองคือคำตอบที่แท้จริงต่อปัญหาของประเทศ ไม่ใช่แค่อีกหนึ่งตัวเลือกในบัญชีที่ยาว

ในท้ายที่สุด การเมืองภาคเหนือและการเมืองไทยโดยรวมกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตไม่ใช่ผู้ที่มีเงินหรืออำนาจมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน สร้างความเชื่อมั่น และนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นไปได้สำหรับอนาคตของประเทศไทย

โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘การบินไทย’ หลังถูกพาดพิงด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกระทบความเชื่อมั่น หวั่นหานักลงทุนซื้อหุ้นยากหลังพ้น lock up period

(9 พ.ย. 68) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เนื่องจากมีสื่อบางสำนักได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบินไทยและมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและพาดพิงถึงผม จึงขออธิบายดังนี้

ประเด็นที่ 1 พอใกล้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของการบินไทยในเดือนธันวาคมก็มีคนเริ่มป่วนว่าจะมีกรรมการใหม่มาแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระและต้องยุติการทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์

แม้ว่าคณะกรรมการการบินไทยกำหนดให้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นการประชุมใหญ่ “สามัญ” แต่ก็มีนักกฎหมายที่เห็นว่าได้ว่ามีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ไปแล้ว ดังนั้นการประชุมในเดือนธันวาคมจึงต้องเป็นการประชุม “วิสามัญ” ทำให้มีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งยื่นคัดค้านการจัดประชุมใหญ่ “สามัญ”ในช่วงที่อยู่ในแผนฟื้นฟู อำนาจของผู้ถือหุ้นถูกโอนไปให้ผู้บริหารแผนตามกฎหมายล้มละลาย

โดยกฎหมายมหาชนกำหนดให้เรื่องการอนุมัติงบการเงินของปีก่อน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และการจ่ายเงินปันผลเป็นอำนาจของผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงได้อนุมัติเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้บริหารแผนได้จัดการประชุมผู้ถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นได้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งถอดถอนกรรมการในวันที่ 18 เมษายน 2568 จึงถือว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการวาระที่พึงกระทำในการประชุม “สามัญ” ผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการประชุมผู้ถือหุ้นหลังจากนี้หากจะจัดให้มีขึ้นคงเป็นการประชุม “วิสามัญ” เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 คนที่รู้ทันหัวเราะลั่นว่าถ้าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูไม่ถูกเสนอชื่อกลับมาแล้วก็จะเป็นสัญญาณอันตรายของการถอยหลังกลับสู่วังวนเดิม ปิยสวัสดิ์เองก็หมดหน้าที่แล้วตั้งแต่การบินไทยออกจากแผน

ปิยสวัสดิ์ยังไม่ได้หมดหน้าที่เมื่อการบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 เพราะปิยสวัสดิ์ และชาญศิลป์เป็นกรรมการเดิมของการบินไทย ส่วนผู้บริหารแผนที่ไม่ได้เป็นกรรมการ คือคุณพรชัย ได้หมดหน้าที่เมื่อออกจากแผน

แผนฟื้นฟูต้องการให้เกิดความต่อเนื่องจึงกำหนดให้การประชุมเพื่อเลือกกรรมการเพิ่มเติมเป็นการประชุม “วิสามัญ” เพื่อให้กรรมการเดิมซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารแผนสามารถเป็นกรรมการต่อไปได้จนการประชุมใหญ่ “สามัญ” ประจำปีในปีถัดไป (เมษายน 2569) และในการประชุม “วิสามัญ” เพื่อเลือกกรรมการใหม่เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารแผนก็เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถยื่นเสนอวาระได้ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ต้องการให้กรรมการเดิมเป็นกรรมการต่อไปก็สามารถยื่นวาระถอดถอนกรรมการเดิมได้

ประเด็นที่ 3 การปลุกปั่นให้คนการบินไทยและคนอื่น ๆ รู้สึกเกลียดชังรังเกียจกรรมการใหม่ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ไม่มีใครเกลียดชังกรรมการใหม่หรอกครับถ้าหากกรรมการใหม่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ พนักงานและประชาชนทั่วไป

ประเด็นที่ 4 คนมากมายจึงฝากบอกว่าที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ควรทำให้ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นหน้าที่คือช่วยหาวิธีหยุดทุกเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบจนบริษัทเสียหายทั้งภาพพจน์และความมั่นใจต่อผู้ถือหุ้นและประชาชน

ถ้าจะแก้ไขปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาเพราะต้นตอของปัญหาก็คือข่าวที่ออกมาว่าจะมีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งที่การประชุมใหญ่ “สามัญ” ครั้งต่อไปควรจะเป็นเดือนเมษายน 2569 ข่าวที่ออกมาจึงทำให้ราคาหุ้นการบินไทยลดลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดจาก 13 บาทต่อหุ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ลงมาเหลือจุดต่ำสุด 9 บาทกว่า ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะหมด lock up period ระยะแรกแล้ว บริษัทจำเป็นต้องการนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นรองรับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นที่ได้หุ้นในราคาต่ำจากการแปลงหนี้เป็นทุน แต่ข่าวที่ออกไปทำให้ไม่สามารถหานักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นได้

ประเด็นที่ 5 ก่อนล้มละลายก็มีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของการบินไทยร่วมอยู่ด้วย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการบินไทยหลังจากที่การบินไทยพ้นสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วให้การบินไทยยื่นฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นผู้ทำแผนได้

ประเด็นที่ 6 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 40,000 ล้านบาทรักษาการบินไทยไว้พร้อมเอาธนาคารรัฐร่วมใส่เงินด้วยเนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั้งไทยและเทศไม่ปล่อยเงินกู้ให้

การบินไทยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้จากรัฐหรือธนาคารใด ๆ แม้แต่บาทเดียว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิม กระทรวงการคลังได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยในราคา 4.48 บาท จำนวน 4,701 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หากเทียบกับราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 9.45 บาท (หลังจากปรับลดลงมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา) กระทรวงการคลังยังมี กำไรกว่า 23,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สิทธิ์ในการแปลงหนี้จำนวน 13,398 ล้านบาท เป็นหุ้นจำนวน 5,264 ล้านหุ้น ในราคา 2.5452 บาท ซึ่งทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 36,000 ล้านบาท

ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินเอกชน และผู้ถือหุ้นกู้ทั้งหลายก็ได้กำไรจากการแปลงหนี้เป็นทุนและการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกัน

หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2567 ทุนของการบินไทยก็ยังคงเป็นลบ และไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ในปี 2568 แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในปี 2568 การบินไทยจะมีทุนเป็นบวกภายในปลายปี และสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในกลางปี 2569 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายล้มละลาย และอาจจะเป็นผลดีต่อการบินไทยด้วยซ้ำ เพราะยังมีระยะเวลาในการบริหารงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกหนึ่งปี

ประเด็นที่ 7 กัปตันรุ่นเก๋าคัดค้านการเช่าเครื่องบิน A330- 200 และถามว่าถ้าเครื่องรุ่นนี้ดีจริงทำไมเจ้าของไม่ใช้ต่อแต่การบินไทยกลับใช้เงินถึง 13,000 ล้านบาทไปเช่ามา

ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความจำเป็นในการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม เพื่อทดแทนเครื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้า หลังไม่สามารถจัดหาเครื่องใหม่ได้ครบ 9 ทำตามแผนเดิม

ทั้งนี้มีเครื่องบินที่จะออกจากฝูงบินในปี 2569 ดังนี้
• Boeing 777-200ER จำนวน 6 ลำ (อายุเฉลี่ยราว 20 ปี)
• Boeing 787-8 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
• Airbus A350-900 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
รวมทั้งหมด 10 ลำ โดยยังไม่รวมเครื่องที่มีปัญหาเครื่องยนต์ Trent 1000 และ Trent XWB ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขในระดับอุตสาหกรรม

ตลาดเครื่องบินโลกปัจจุบันมีความต้องการสูงหลังการเดินทางฟื้นตัวหลังโควิด หากลงนามจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างที่ผลิตใหม่ จะได้รับมอบตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป ส่วนเครื่องมือสองก็มีจำกัด เนื่องจากสายการบินทั่วโลกยังคงต้องการใช้งานเอง
.
สิ่งที่การบินไทยพยายามทำคือการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นถึงกลาง (1–5 ปี) โดยไม่จำกัดแบบ ขอเพียงตอบโจทย์ด้านต้นทุน ความพร้อมใช้งาน ประสบการณ์ผู้โดยสาร และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาว A330 จึงไม่ได้เป็น “เครื่องที่ถูกผลักดันเป็นพิเศษ” แต่เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ในตลาด และสามารถส่งมอบได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การได้มาซึ่งเครื่องบินมือสองต้องมีการลงทุนปรับปรุงภายใน ทั้งเก้าอี้ ระบบสื่อสาร และการตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัทและสร้างประสบการณ์ผู้โดยสารที่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น A330 หรือ B787 ต่างต้องลงทุนในส่วนนี้เช่นกัน

ประเด็นที่ 8 ปิยสวัสดิ์จัดหาเครื่องบิน A320 ซึ่งไม่มี crew rest ทำให้ไทยสมายล์ต้องบินในประเทศและระยะใกล้อันเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดทุนของไทยสมายล์

ในช่วงที่ปิยสวัสดิ์ เป็น DD การบินไทยได้มีการจัดหาเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบหลายลำเครื่องบินลำตัวแคบคือ A320 จัดหามาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นซึ่งเก่ามากได้แก่ B737 ซึ่งใช้บินในประเทศและบนเส้นทางในภูมิภาค รวมทั้ง A300-600 ซึ่งเก่ามากและต้องปลดออกจากฝูงบินเช่นกัน สมรรถนะของเครื่องบิน A320 ไม่สามารถบินได้ไกลได้ ไม่สามารถไป Perth ได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี crew rest และเครื่องบิน A320 ของทุกสายการบินทั่วโลกก็ไม่มี crew rest


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top