Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้แทนกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน หารือกระชับความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมร่วมเดินหน้ากวาดล้างขบวนการทั้งในเมียนมา กัมพูชา และลาว 

เมื่อวานนี้ (28 ม.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ส. , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. , พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สทส.รรท.รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวสิน รอง ผบช.สอท. , พล.ต.ตรุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. , พล.ต.ต.สุระพันธุ์ ไทยประเสริฐ ผบก.ตท. , พ.ต.อ.ทรงกลด เกริกกฤตยา รอง ผบก.อก.บช.ส.รรท.ผบก.ปคม. ร่วมหารือกับผู้แทนกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย นายหลิว จงอี้ (Mr.Liu Zhongyi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน/ผู้บัญชาการสำนักงานสอบสวนอาชญากรรม และคณะ ณ ห้องพรหมนอก ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในการหารือวันนี้เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ในการปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ทั้งการป้องกัน , การปราบปรามจับกุม , การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ,การติดตามจับกุม 30 ผู้ต้องหาที่ทางการจีนออกหมายจับคดีหลอกลวงนายหวังซิง นักแสดงชาวจีน ซึ่งทางการจีนจับกุมได้แล้ว 20 คน , การช่วยเหลือบุคคลสูญหายหรือถูกกักไว้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียวดี , การตัดระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น น้ำ ไฟ สัญญาณอินเตอร์เน็ต จากไทยไปยังฝั่งเมียวดี และการเสริมสร้างกลไกความร่วมมือ การบังคับใช้กฎหมาย ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ทางการจีนได้มีข้อเสนอในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างไทย-จีน ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอทางการจีนว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้ประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และประสานความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการร่วมมือกันป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานระหว่างประเทศ ซึ่งวานนี้ (27 มกราคม 2568) ทางสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้เชิญตนเป็นผู้นำหน่วยปฏิบัติเฉพาะกิจด้านการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Lead the Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) ซึ่งจะมีการประสานการทำงานร่วมกันในระดับสากล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความยินดีหากทางการจีนเข้าร่วมกับศูนย์ประสานดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่เพียงจะปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา เท่านั้น แต่จะร่วมมือกันในการขยายผลปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งประเทศกัมพูชา และบริเวณสามเหลี่ยมทองคำในพื้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และตัดระบบสาธารณูปโภค เช่น ซิม สาย เสา น้ำ และไฟฟ้า มาโดยตลอด ตามยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” และประสานความร่วมมือกับกองทัพบกและฝ่ายปกครองในการลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน ป้องกันการลักลอบให้บริการดังกล่าวจากฝั่งไทย และที่ผ่านมายืนยันว่ายังไม่พบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการกระทำความผิดในประเทศไทย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการประสานข้อมูลจากทางการจีนในเรื่องของคนร้ายที่กระทำผิด เพื่อกรณีมีคนร้ายเข้ามาในประเทศไทย แม้ไม่มีหมายจับ แต่ทางการไทยจะใช้ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ในการเพิกถอนวีซ่า และประสานส่งตัวกลับประเทศต้นทางได้ทันที

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า ทางการจีนขอขอบคุณและชื่นชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย และทางการไทย ที่ให้ความสำคัญในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจังและจริงใจ ซึ่งทางการจีนยินดีให้ความร่วมมือกับไทยในทุกด้าน เพื่อการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

ออสเตรเลียพบการใช้ AI สร้างคอนเทนต์ deepfake ปลอมใบหน้า-เสียง คุกคามเด็ก อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

(29 ม.ค. 68) ศูนย์ปราบปรามการแสวงประโยชน์จากเด็กแห่งออสเตรเลีย สังกัดสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย ได้เตือนพ่อแม่ผู้ปกครองถึงความเสี่ยงเด็กถูกล่วงละเมิดผ่านสิ่งที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงกรณีนักเรียนนักศึกษาสร้าง “ดีปเฟค” (deepfake) หรือใบหน้า-เสียงปลอม มาคุกคามหรือกลั่นแกล้งเพื่อน

เฮเลน ชไนเดอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ชี้ว่าสิ่งใดที่สื่อถึงการทารุณผู้เยาว์ถือเป็นสิ่งที่ล่วงละเมิดเด็กตามกฎหมาย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะ “จริง” หรือไม่ก็ตาม พร้อมเรียกร้องพ่อแม่ผู้ปกครองพูดคุยอย่างเปิดใจกับบุตรหลานถึงอันตรายและภัยคุกคามที่เกิดจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้าถึงได้ง่ายและผสานเข้าสู่แพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ออกมาเตือนเหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองให้ระมัดระวัง ยามโพสต์รูปถ่ายของเด็กบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อต้อนรับวันแรกของปีการศึกษา 2025 ซึ่งตรงกับวันอังคาร (28 ม.ค.) โดยชไนเดอร์เผยว่าสิ่งสำคัญคือการพิจารณาข้อมูลที่ปรากฏในรูปถ่ายเหล่านั้นและใครบ้างที่มีสิทธิเข้าถึงรูปถ่ายเหล่านี้

ชไนเดอร์เสริมว่าศูนย์ฯ พบกรณีรูปถ่ายทั่วไปของเด็กและเยาวชนตกเป็นเป้าหมายของความคิดเห็นหรือการสวมบทบาทสมมุติ (role play) ที่ทำให้เป็นวัตถุทางเพศและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยแม้กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ครอบครัวควรปกป้องความปลอดภัยของเด็กในเชิงรุก

‘ธนาธร’ รับเสียใจ ‘ก้าวไกล’ อดร่วมรัฐบาลเพื่อไทย เชื่อถ้าได้เป็นรัฐบาล ประเทศไทยดีกว่านี้แน่

เมื่อวันที่ (29 ม.ค. 68) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ 'รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ' ในหลากหลายประเด็น ช่วงหนึ่งเขาถูกถามถึงพรรคเพื่อไทยและการจับมือจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา

"ดูหลังผมสิครับ มีดปักเต็มเลย ไม่กล้านั่งพิงเลย ยังเจ็บอยู่ทุกวันนี้เลยครับ"

สรยุทธ สุทัศนะจินดา ถามว่า คุณถูกแทงข้างหลังเหรอครับ ?

"ก็ดูมีดสิครับ เต็มเลย"

เมื่อ สรยุทธ ถามถึงเรื่องที่ 'ทักษิณ ชินวัตร' เคยเตือน บอกให้ใจเย็น ๆ ธนาธร ยืนยันเราใจเย็นอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่คิดจะทุบทุกอย่างภายในวันนี้ ค่อย ๆ ทำ พิถีพิถันในกระบวนการไปทีละขั้นตอน แต่เสนอปลายทางข้างหน้า แต่ไม่ใช่ปะผุแบบนี้ไม่ได้

เมื่อถูกถามว่าเป็นดีลฮ่องกง ใช่หรือไม่ 'ธนาธร' ยอมรับว่าใช่ เมื่อถามต่อว่า วันนั้นที่ไปคุยคิดจะร่วมกันไหม เขายืนยันว่า "ตอนนั้นแตกแล้ว"

"พวกเราเสียใจมากจริงๆ วันนั้นที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย" ยืนยันมาตลอดว่า หลังปี 66 ถ้าก้าวไกลได้ร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย ประเทศไทยจะดีกว่านี้

นายธนาธร ย้ำว่ายังยืนยันความคิดเดิม ถ้า 2 พรรคร่วมกัน เราพาประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้

"ผมกล้าพูดเหมือนกันว่าในประเทศไทย ไม่มีใครเสียใจกว่าผมแน่ ๆ เสียใจที่เราไม่มีโอกาสไปพัฒนาประเทศ ผมเชื่อว่า มันมีทั้งพลังของเพื่อไทยและก้าวไกล ณ วันนั้น ที่จะผนวกกันเพื่อพาประเทศไทยไปข้างหน้าได้ ผมเสียดายโอกาสตรงนี้มาก"

เมื่อ สรยุทธ ถามว่า เกิดจุดเปลี่ยนยังไงที่ทำให้ไม่ได้จับมือกัน 'ธนาธร' เผยว่าทุกคนรู้ดีว่า วาระหลัก ๆ มันไม่ใช่เรื่องการพัฒนาประเทศ แต่เป็นวาระเรื่องพาคุณทักษิณกลับบ้าน ย้ำอีกครั้งว่า พอไปเกิดดีลแบบนี้ทำให้การแก้ปัญหาที่โครงสร้างมันเป็นไปไม่ได้เลย

ส่วนเหตุผลที่ไปฮ่องกง แม้จะรู้แล้วว่าการจับมือเป็นไปไม่ได้แล้ว ธนาธร ระบุว่า "บางเรื่องยังพูดไม่ได้" เมื่อเกษียณทางการเมือง พูดคุยกับ 'ปิยบุตร แสงกนกกุล' ว่าจะเขียนหนังสือสักเล่ม

เมื่อถามอีกว่า จากนี้ไปจะสามารถร่วมงานกับ พรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

ธนาธร ตอบว่า ต้องถาม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกอย่างเดินมาถึงจุดนี้ เลือกตั้งครั้งหน้า ประชาชนต้องคว้า สส.ให้ได้มากกว่า 250 ที่นั่ง

"เอาหลังพิงประชาชน ถามว่าเขาจะเดินไปกับเราหรือเปล่า"

คนยูเครนเกินครึ่งเบื่อสงคราม หนุนถกรัสเซีย ปูตินเปิดช่องสันติภาพ แต่ไม่ขอคุยกับเซเลนสกี

(29 ม.ค. 68) ผลสำรวจล่าสุดเผย ชาวยูเครนครึ่งหนึ่งสนับสนุนแนวทางการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติให้ยุติสงครามที่ดำเนินมากว่า 3 ปี

ผลสำรวจของ Socis สำนักโพลของยูเครนที่เมื่อไม่นานมานี้  แสดงให้เห็นว่าประชากรยูเครน 50.6% สนับสนุนแนวทางการเจรจาสันติภาพ โดยมีตัวกลางจากนานาชาติเข้ามามีบทบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 36.1% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 สะท้อนถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของชาวยูเครน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นในสมรภูมิรบ

ในขณะเดียวกัน อัตราการสนับสนุนให้เดินหน้าต่อสู้เพื่อทวงคืนชายแดนสู่แนวเดิมในปี 1991 ลดลงจาก 33.5% ในช่วงต้นปี 2024 เหลือเพียง 14.7% ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่แนวคิดการตรึงสมรภูมิไว้ในแนวปัจจุบันก็ได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นจาก 8.2% เป็น 19.5%

ด้านประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แสดงท่าทีว่าพร้อมพิจารณาการเจรจาสันติภาพ แต่ปฏิเสธการพูดคุยโดยตรงกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ซึ่งเขามองว่าเป็นผู้นำที่ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" เนื่องจากหมดวาระไปแล้วในช่วงกฎอัยการศึก อย่างไรก็ตาม ปูตินเปิดทางให้มีการเจรจาผ่านตัวแทนจากทั้งสองฝ่าย

เซเลนสกี ตอบโต้ท่าทีของปูติน โดยระบุว่ารัสเซียพยายามยื้อเวลาและกลัวการเจรจาจริงจัง เขาย้ำว่าแนวทางเดียวที่ยอมรับได้คือสันติภาพที่รักษาอธิปไตยของยูเครน พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรตะวันตกเดินหน้าสนับสนุนเคียฟต่อไป

ด้านสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อทั้งสองฝ่ายให้บรรลุข้อตกลงโดยเร็ว ทรัมป์เตือนว่าหากรัสเซียไม่ยอมรับการเจรจา อาจเผชิญมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม นอกจากนี้ เขายังแต่งตั้งคีธ เคลลอกก์ ทูตพิเศษด้านยูเครนคนใหม่ พร้อมกำหนดระยะเวลา 100 วันให้ดำเนินการหาข้อตกลงสันติภาพให้ได้

มอสโกยังคงยืนยันจุดยืนว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อยูเครนละทิ้งความต้องการเข้าร่วมนาโต รวมถึงยอมรับสถานะใหม่ของดินแดนที่ถูกรัสเซียผนวกไปก่อนหน้านี้ ขณะที่เคียฟยืนกรานว่าการเจรจาต้องนำไปสู่การฟื้นฟูอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมด รวมถึงไครเมียที่ถูกยึดไปตั้งแต่ปี 2014

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายยังคงมีจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่แรงกดดันจากประชาคมโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ อาจทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ทั้งสองประเทศจะต้องหันหน้าสู่โต๊ะเจรจาในอนาคตอันใกล้

บริษัทบิ๊กเทคตะวันตกระส่ำ หลังจีนปล่อย DeepSeek เอไอต้นทุนถูก

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ถึงกรณีที่จีนได้เปิดตัว Deepseek เอไอต้นทุนถูก ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐ อเมริการ โดยระบุว่า แค่จีนปล่อยของให้โลกตะลึง ด้วยสิ่งที่เริ่ดกว่า/ต้นทุนต่ำกว่า เดินเกมเหนือ บริษัทเทคฝรั่งที่ว่าแน่ร่วงระนาว ลุงทรัมป์ จะโต้กลับยังไงเอ่ย

พร้อมยังระบุในช่องคอมเมนต์ด้วยว่า หุ้น 7 นางฟ้าที่ว่าแน่ นางฟ้าทั้ง 7 ตกสวรรค์ถ้วนหน้า !! แค่โดน A.I.จีน DeepSeek ปล่อยหมัดเบาๆ ด้วยสิ่งที่เริ่ดกว่า/ต้นทุนต่ำกว่า มีบางจังหวะ NvidiA ของเจนเซ่น หวง  โดนน๊อกหนัก ร่วงลงไป เกือบ 5 แสนล้านบาท

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแสดงความเสียใจกับการสูญเสียตำรวจน้ำดี “ส.ต.อ.เจริญพรฯ” ตำรวจ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ช่วยคนขับรถจักรยานยนต์โซ่ขาด ถูกรถพุ่งชนจนเสียชีวิต 

(29 ม.ค. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สูญเสียตำรวจน้ำดีอีก 1 ราย กรณี ส.ต.อ.เจริญพร เนียมนิยม อายุ 35 ปี ผู้บังคับหมู่ งานป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจสายตรวจหน่วยบริการประชาชนบ้านบางใหญ่ ซึ่งถูกรถกระบะพุ่งชนท้ายระหว่างช่วยเหลือคนขับรถจักรยานยนต์โซ่ขาด ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี เมื่อคืนวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา 

เหตุดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 18.10 น. ส.ต.อ.เจริญพร เนียมนิยม ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ และได้เข้าช่วยเหลือรถจักรยานยนต์ของผู้อื่นซึ่งเกิดโซ่รถหลุดระหว่างทาง ด้วยการพาไปซ่อมบริเวณที่พักสายตรวจบางใหญ่ โดย ส.ต.อ.เจริญพรฯ ใช้เท้ายันรถจักรยานยนต์คันที่โซ่ชำรุดทางด้านหลัง โดยให้เจ้าของรถนั่งประคองรถของตนเองไป เมื่อไปถึงบริเวณ ถ.เลี่ยงเมือง ตรงข้ามสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ได้ถูกรถยนต์กระบะคู่กรณีแล่นเข้ามาเฉี่ยวชนทางด้านหลัง เป็นเหตุให้ ส.ต.อ.เจริญพรฯ เสียชีวิตในเวลา 

นอกจากนี้ เนื่องจาก ส.ต.อ.เจริญพรฯ ผู้เสียชีวิต ได้เคยแจ้งความประสงค์บริจาคอวัยวะกับสภากาชาดไทย ล่าสุดภรรยาของ ส.ต.อ.เจริญพรฯ จึงได้ติดต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ในการบริจาคอวัยวะ ซึ่งคณะแพทย์โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีได้ผ่าตัดอวัยวะสำคัญของ ส.ต.อ.เจริญพรฯ เพื่อนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย 5 คน ต่อไปแล้ว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรับทราบกรณีดังกล่าว ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ ส.ต.อ.เจริญพรฯ ผู้เสียชีวิต พร้อมยกย่อง ส.ต.อ.เจริญพรฯ ปฏิบัติหน้าที่สมกับความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ช่วยเหลือประชาชนจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียครั้งสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมชื่นชมภรรยาของ ส.ต.อ.เจริญพรฯ ที่ติดต่อบริจาคอวัยวะตามเจตจำนงของผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาดูแลสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เบื้องต้นครอบครัวจะได้รับเงินช่วยเหลือประมาณ 1,150,000 บาท เลื่อนเงินเดือนไม่เกิน 3 ขั้น และเสนอเลื่อนยศเป็น ร.ต.ต.

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพ เน้นแก้ปัญหาเร่งด่วน 3 ด้าน

(29 ม.ค. 68) เวลา 11.30 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2568 ข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมวันนี้เน้นย้ำส่วนราชการระดับกระทรวงและเทียบเท่า และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดำเนินการเร่งด่วน 3 เรื่อง ได้แก่
1. การแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน โดยขอความร่วมมือทุกภาคส่วนดำเนินการผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
2. การกระชับความร่วมมือในโอกาส 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน โดยขอให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน มุ่งไปสู่การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น
3. การดูแลความมั่นคง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหลักในการร่วมดำเนินการในเรื่องการป้องกันปราบปรามปัญหายาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ และการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวและกลุ่มชาติพันธุ์

ทั้งนี้ ตามนโยบายรัฐบาล 10 นโยบาย ซึ่งมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 3 นโยบาย ได้แก่ นโยบายที่ 7 การเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว , นโยบายที่ 8 การแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร และนโยบายที่ 9 การแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์/มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งตามนโยบายดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เร่งรัดดำเนินการ ดังนี้

การแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร โดยเน้นการสืบสวนหาข่าวประเทศเพื่อนบ้าน การตรวจสอบและลาดตระเวนชายแดน การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตั้งแต่บริเวณชายแดนจุดพักคอย และเส้นทางหลัก เส้นทางรอง พื้นที่ชั้นใน การสืบสวนปราบปรามจับกุม ทำลายเครือข่าย และการป้องกันสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยได้เปิดปฏิบัติการสยบไพรี โดยบูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม         ยาเสพติด และประเทศเพื่อนบ้าน ในการทลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดข้ามชาติ ผู้ค้ารายย่อย สกัดกั้นเส้นทางการลักลอบขนยาเสพติด ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายทั่วประเทศ และยึดทรัพย์ผู้ค้ารายสำคัญ  

การแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์/ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดมาตรการระเบิดสะพานโจร เพื่อตัดช่องทางการติดต่อหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ รวมทั้ง กรณีปัญหาคนต่างชาติถูกหลอกลวงโดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังพื้นที่ชายแดน ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนด 7 มาตรการเข้มข้น ตั้งแต่กระบวนการก่อนเดินทางเข้าประเทศ ขณะอยู่ในประเทศ การสกัดกั้นแนวชายแดน และการช่วยเหลือ ประสานงานจากประเทศที่สาม โดยให้หน่วยต่างๆ ดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 7 วัน พร้อมคาดโทษตำรวจทุกหน่วยที่ปล่อยปละละเลย หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยว ต้องถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีกำลังพลจำนวนจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในห้วงเวลานี้ ได้แก่ ยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ และปัญหาคนต่างด้าวถูกหลอกลวงไปยังประเทศที่สาม ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักในภารกิจสำคัญดังกล่าว และได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังพลและ อุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับกระทรวง ทบวง กรม ในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในห้วงเวลานี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการประชุมและ กำหนด 7 มาตรการเข้มข้น ให้หน่วยในสังกัดไปปฏิบัติ ตั้งแต่ก่อนคนต่างด้าวเดินทางเข้าประเทศ การปฏิบัติท่าอากาศยาน เส้นทาง รถเช่า รถสาธารณะ และจุดพักต่าง ๆ ตลอดจนในพื้นที่จังหวัดชายแดน และการสกัดกั้น รวมทั้งการช่วยเหลือประสานงานกับประเทศที่สาม จึงใคร่ขอความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคง กองกำลังทหาร ฝ่ายปกครอง และภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่และส่วนกลาง ได้ร่วมกันปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน เกิดความผาสุกแก่ประชาชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยต่อไป 

‘ตำรวจลับราชวงศ์หมิง’ จุดเริ่มต้น ‘ราชวงศ์หมิง’ ล่มสลาย | THE STATES TIMES Story EP.162

ประวัติศาสตร์จีนในยุค ‘ราชวงศ์หมิง’ ได้ถือกำเนิดตำรวจลับขึ้นเพื่อใช้จัดการขุนนางฉ้อฉลและคอยปกป้ององค์จักรพรรดิ แต่กลุ่มตำรวจลับนี้เอง ที่กลับกระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม จนต้องเกิดกลุ่มตำรวจลับใหม่ ๆ ขึ้นเพื่อใช้ปราบปราม ทว่า กลับกลายเป็นวัฏจักรอันน่าอดสู และทำให้ราชวงศ์หมิงมีอายุได้เพียง 200 ปี เท่านั้น

วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมเรื่องราวของตำรวจลับแห่งราชวงศ์หมิงมาเล่าสู่กันฟัง ถ้าพร้อมแล้ว ไปฟังกัน…

ก.อุตฯ จับมือ สวทช. เปิดตัว “แจ้งอุต” ผ่าน Traffy Fondue ช่องทางร้องเรียนปัญหานำพาสู่การแก้ไขแบบทันใจประชาชน

กระทรวงอุตสาหกรรม จับมือ สวทช. เตรียมเปิดตัว “แจ้งอุต” ให้ประชาชนแจ้งเผาอ้อย – โรงงานเถื่อน – สินค้าไร้ มอก. ง่าย ๆ ผ่านแพลตฟอร์มร้องเรียนปัญหาอุตสาหกรรมออนไลน์ หวังเป็นช่องทางนำสู่การแก้ไขปัญหารวดเร็ว

(28 ม.ค. 68) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเปิดตัว “แจ้งอุต” โดยใช้เทคโนโลยี Traffy Fondue ผ่านความร่วมมือระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยจะเปิดให้ประชาชน แจ้งเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหากากพิษ, โรงงานเถื่อน, สินค้าไร้มาตรฐาน, เผาอ้อย รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อจะเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เชื่อว่า ช่องทางดังกล่าว จะช่วยให้สามารถรับเรื่อง, แก้ไขปัญหา และติดตามสถานะให้ประชาชนได้เพิ่มมากขึ้น จากเดิม 300%

โดยได้ทำการประชุมซักซ้อมการเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 68 เพื่ออบรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ 300คน ปรากฏว่า ได้มีเคสร้องเรียนจริงจากจังหวัดนครราชสีมาเข้ามา ซึ่งได้เร่งจัดการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วทันใจพี่น้องประชาชนในพื้น นับเป็นมิติใหม่ดี ๆ ที่ช่วยให้การแก้ปัญหากากพิษ, โรงงานเถื่อน, สินค้าไร้มาตรฐาน, เผาอ้อย รวดเร็วทันใจและโปร่งใสได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับ “แจ้งอุต” เตรียมเปิดตัวในงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการวันที่ 30 มกราคม 68 ที่ ตึกกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

Google Maps เปลี่ยนชื่อ 'อ่าวเม็กซิโก' เป็น 'อ่าวอเมริกา' แต่..เห็นเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐฯ เท่านั้น

(28 ม.ค.68) Google ได้โพสต์บน X ว่า Google Maps เตรียมปรับเปลี่ยนชื่อ 'อ่าวเม็กซิโก' เป็น 'อ่าวอเมริกา' หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำการปรับปรุงข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์หรือ Geographic Names Information System (GNIS) ซึ่งเป็นมาตรฐานการตั้งชื่อทางภูมิศาสตร์ของรัฐบาลกลางและระดับชาติ

Google ชี้แจงว่า การเปลี่ยนแปลงชื่อในครั้งนี้เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่กำหนดสำหรับการอัปเดตชื่อสถานที่ในแผนที่ หลังจากได้รับการยืนยันจากแหล่งข้อมูลทางการของรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งให้เปลี่ยนชื่อ 'อ่าวเม็กซิโก' เป็น 'อ่าวอเมริกา' เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า อ่าวนี้จะถูกเรียกชื่อว่า 'อ่าวอเมริกา' อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ชื่อ 'อ่าวอเมริกา' จะปรากฏเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐฯ เท่านั้น ส่วนผู้ใช้ในเม็กซิโกจะยังเห็นชื่อ 'อ่าวเม็กซิโก' เหมือนเดิม ในขณะที่ผู้ใช้จากประเทศอื่น ๆ จะเห็นทั้งสองชื่อบน Google Maps

นอกจากนี้ Google Maps ยังจะปรับชื่อยอดเขาเดนาลี ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอเมริกาเหนือ และมีชื่อที่ชาวอลาสกาตั้งให้เป็นยอดเขาเมาท์แมคคินลีย์ เมื่อหน่วยงานด้านระบบสารสนเทศชื่อภูมิศาสตร์ (GNIS) ได้ทำการปรับเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นทางการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top