Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ป.ป.ส. – UNODC ผนึกกำลังควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในประเทศไทย

วันอังคารที่ 30 มีนาคม 2564 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (รอง เลขาธิการ ป.ป.ส.) พร้อมด้วย นายเจเรมี ดักลาส ผู้แทนจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เป็นประธานในการเปิดประชุมหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายด้านการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานภาคีที่มีหน้าที่กำกับดูแลควบคุมการใช้สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2564 

โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยเข้าร่วมประชุม ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส.  กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการค้าภายใน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กองบัญชาการกองทัพไทย กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ถูกนำไปใช้ในการผลิตยาเสพติดในระดับภูมิภาค และหารือเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรคเพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในประเทศไทย ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพมหานคร  

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า  “การประชุมในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการประชุมที่มีความสำคัญที่ทุกหน่วยงานจะได้แลกเปลี่ยน และร่วมรับฟังปัญหา อุปสรรคในการทำงานของทุกหน่วยงาน ว่ามีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง อันจะส่งผลต่อการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมุ่งหวังว่าการประชุมนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และทราบถึงแนวโน้มกฎหมายการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ตลอดจนสามารถประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานได้ 

โดยสำนักงาน ป.ป.ส. จะนำผลจากการประชุมในครั้งนี้ ไปจัดทำเป็นกรอบการทำงานด้านการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ของประเทศไทย และสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือ ในการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ของประเทศไทย และกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ต่อไป

‘สมยศ - ไผ่ - หมอลำแบงค์’ รับปากศาลหากได้ประกันตัวจะไม่พูดพาดพิงสถาบันฯอีก ด้านหมอลำแบงค์ บอกเพิ่ม ‘เลิกชุมนุม - ยุ่งการเมือง - ขอติดกำไลEM’ ส่วน ‘รุ้ง’ เสียงสั่น โอดกระทบเรียน - สอบ จ่ออดอาหารประท้วงตาม ‘เพนกวิน’

ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.287/2564 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้อง นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน กับพวกรวม 22 คน แกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตาม ป.อาญา ม.112, ยุยงปลุกปั่นฯ ม.116 และข้อหาอื่นๆ จากกรณีร่วมกันชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 - 20 ก.ย.63 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ - สนามหลวง โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวจำเลยซึ่งถูกคุมขังไม่ได้รับการประกันตัวมาศาล ส่วนจำเลยที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาลครบ

ทั้งนี้สาระสำคัญตามรายงานกระบวนพิจารณาได้เผยถึง นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยที่ 4 ว่า เนื่องจากจำเลยที่ 4 ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว ทำให้ไม่อาจหาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ และไม่สามารถตรวจดูพยานหลักฐานโจทก์ได้โดยละเอียด เกรงว่าหากไม่ได้รับโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ จะเป็นเหตุให้ตนไม่ได้รับความยุติธรรม หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะไม่ ‘พูดพาดพิงเกี่ยวกับสถาบันฯ อีก’

ขณะที่ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง จำเลยที่ 5 แถลงว่า ขณะนี้กำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสังคมและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ การถูกคุมขังในระหว่างพิจารณา โดยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นอุปสรรคต่อการเรียนและสอบ ทำให้ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา ทั้งเป็นเหตุให้ไม่อาจตรวจดูพยานหลักฐานของโจทก์ และหาพยานหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ ทั้งขาดโอกาสในการปรึกษาทนายความเพื่อจะต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ขอศาลพิจารณาเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อให้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ น.ส.ปนัสยา ยังระบายความอัดอั้นตันใจต่อศาล ขอโอกาสได้รับการประกันตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ถ้าไม่ได้รับการประกันตัว ‘จำเป็นจะต้องอดอาหารประท้วงเป็นเพื่อนเพนกวิน’

ส่วน นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ จำเลยที่ 7 แถลงว่า หากได้รับการปล่อยชั่วคราว ‘จะไม่พูดกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อีก’

นอกจากนี้ นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงค์ จำเลยที่ 3 แถลงว่า หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ‘จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองและพูดพาดพิงสถาบันฯ อีกอย่างเด็ดขาด’ โดยจะไปประกอบอาชีพร้องหมอลำเพื่อหาเลี้ยงชีพต่อไป ทั้งยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่เครื่องมือติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) การวางเงื่อนไขห้ามออกนอกเขตกำหนด หรือการวางเงื่อนไขห้ามยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุม และจะมาศาลทุกนัด หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่มาศาลนัดหนึ่งนัดใด ก็ยินดีที่จะให้ศาลถอนประกัน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำแถลงของจำเลยที่ 3 กรณีมีข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป โดยจำเลยที่ 3 มีการเสนอเงื่อนไขที่จะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมพูดพาดพิงถึงสถาบันฯ หากได้รับการปล่อยชั่วคราว ยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการติดเครื่องมือติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือห้ามออกนอกเขตกำหนดและจะมาศาลตามนัดทุกนัด จึงบันทึกไว้เพื่อประกอบดุลพินิจในการปล่อยชั่วคราว

.

ที่มา: https://www.dailynews.co.th/politics/834050


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

กลาโหมฯ จัดกิจกรรมช่วยเหลือประชาชน เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม พร้อม นายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมให้กำลังใจกำลังพลและข้าราชการที่บริจาคโลหิต

พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เป็นประธานในการจัดกิจกรรมการช่วยเหลือประชาชน เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 134 ปี  ณ บริเวณลานภูธเรศ ชุมชนแพร่งภูธร โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ชุมชนโดยรอบศาลาว่าการกลาโหมเข้าร่วมกิจกรรม สำหรับการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย การบริจาคโลหิตสำหรับประชาชนในชุมชน

การบริการตัดผมให้กับประชาชน การมอบยาสามัญประจำบ้าน การมอบถังดับเพลิง และดวงไฟส่องสว่าง การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมว การสาธิตการทำเจลล้างมือ โดยวิทยากรจิตอาสา 904 การมอบถุงยังชีพให้กับผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ชุมชน ซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหมได้เดินมอบตามบ้านให้กับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงด้วยตนเอง  นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีอีกด้วย 

ซึ่งกิจกรรมการช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ให้ชุมชนในพื้นที่โดยรอบศาลาว่าการกลาโหม ได้รับทราบถึงความเป็นมา และความสำคัญของวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม รวมถึงได้รับทราบถึงความรักความห่วงใยที่มีร่วมกัน ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กับประชาชนโดยรอบศาลาว่าการกลาโหม ซึ่งจะก่อให้เกิดความรักความสามัคคี และความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับชุมชนต่อไป

และในวันเดียวกันสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 134 ปี เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ณ ห้องพินิตประชานาถในศาลาว่าการกลาโหมซึ่งกิจกรรมดังกล่าว มี คุณรมิดา อินทรเจริญ นายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เดินทางมาให้กำลังใจกำลังพลและข้าราชการของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ร่วมบริจาคโลหิต

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ชาวเมียนมา 2,000 - 3,000 คน พยายามอพยพเข้ามาในประเทศไทย

มีแนวโน้มอาจสูงถึงหมื่นคนในเร็ว ๆ นี้ โดยรัฐควรจัดให้มีขั้นตอนการรับบุคคลที่จำเป็นต้องอพยพลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย ให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล และเร่งเพิ่มสถานที่กักตัวของรัฐ (State Quarantine) ตามจังหวัดแนวชายแดนไทย - เมียนมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำรอยเหมือนปัญหาแรงงานต่างชาติลักลอบเข้าประเทศ จนเกิดการระบาดรอบสอง

"ปัญหาการลี้ภัยทางการเมืองของชาวเมียนมา ไม่ควรฝืนธรรมชาติ เพราะคนหนีร้อนมาพึ่งเย็น เพียงแต่รัฐบาลไทยต้องเตรียมความพร้อม จัดให้มีขั้นตอนที่ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีสถานที่กักตัวดูอาการป้องกันโควิด-19 และควรประสานงานกับค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด" เลขาธิการพรรคกล้ากล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลทหารเมียนมากระทำต่อประชาชน แม้เป็นเรื่องภายใน แต่ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย มีการสังหารประชาชนอย่างทารุณ จึงฝากถึงรัฐบาลไทยให้วางตัวอย่างระมัดระวัง อย่าให้คนเข้าใจว่าสนับสนุนการกระทำของรัฐบาลเมียนมา


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

เจ้าชายซาอุฯ เผย โครงการสีเขียว หารือร่วมมือ 5 ชาติอาหรับ ปลูกต้นไม้ 5 หมื่นล้านต้น ผลักดันพลังงาน - หมุนเวียน - ลดคาร์บอน - ลดมลพิษ - สู้โลกร้อน

มกุฎราชกุมาร Mohammed bin Salman แห่งซาอุดิอาระเบียได้ทรงเชิญผู้นำ คูเวต, กาตาร์, บาห์เรน, อิรัก และซูดาน หารือเผื่อผนึกกำลังในโครงการสีเขียว โดยต้องการปลูกต้นไม้พื้นที่มหาศาลกว่า 5 หมื่นล้านต้น และการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ

โดยเจ้าชายทรงเผยโครงการที่ประสงค์จะปลูกต้นไม้กว่า 1 หมื่นล้านต้นในหลายสิบปีข้างหน้าในซาอุดิอาระเบีย และจะทำงานร่วมกับประเทศอาหรับในการปลูกต้นไม้ 4 หมื่นล้านต้น เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ต่อสู้กับมลพิษ และการเสื่อมโทรมของพื้นที่

รวมทั้งโครงการนี้ยังต้องการที่จะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายที่จะผลิตพลังงานในประเทศให้ได้มากกว่า 50% จากพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2030 ผลักดันการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์

โครงการสีเขียวเป็นส่วนหนึ่งในแผนวิสัยทัศน์ ปี 2030 ของพระองค์เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และพัฒนาคุณภาพชีวิต

"ราชอาณาจักร ภูมิภาค และทั่วโลก จำเป็นต้องทำมากกว่านนี้และรวดเร็วกว่านี้ เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง" มกุฎราชกุมาร Mohammed bin Salman แห่งซาอุดิอาระเบียตรัส
.

ที่มา

https://www.facebook.com/1523107561151019/posts/3557251361069952/

https://www.vision2030.gov.sa/en/vision/crown-message

https://www.reuters.com/.../saudi-crown-prince-discusses...

https://www.reuters.com/.../saudi-arabia-sees-fields-of…


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

ทุกข์หลังสุข!! ‘แข้งเมียนมา’ สุดซวย!! ถูกสมาคมบอลมาเลเซียแบน หลังชูสามนิ้วดีใจ สะท้อนต้านคณะรัฐประหาร

เฮียน เทต อ่อง นักฟุตบอลเมียนมา ในตำแหน่งปีกวัย 19 ปี ของสโมสรสลังงอร์ ในลีกรองของมาเลเซีย ถูกสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย หรือ FAM สั่งแบน 1 นัด จากเหตุการณ์ที่เขาได้แสดงความดีใจหลังทำประตูได้ ด้วยการชูสามนิ้ว เพื่อแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหารในประเทศ ในการแข่งขันเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ต้นสังกัดเอาชนะ PDRM เอฟซี 3-0

แถลงการณ์ระบุว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ตามระเบียบข้อที่ 59 เรื่องการแสดงภาษากายที่ไม่เหมาะสม และการพาดพิงถึงผู้อื่นอันเป็นการแสดงความแตกแยก

ทั้งนี้ แข้งรายนี้จะหมดสิทธิ์ลงสนามในเกมวันที่ 2 เมษายน ที่ต้นสังกัดจะเจอกับ เปรัค เอฟซี (ทีมสำรอง)

ทางด้าน เฮต ออง กล่าวหลังได้รับบทลงโทษดังกล่าวว่า “ผมถูกลงโทษฐานความประพฤติผิดในเกมฟุตบอล แต่ผมทำไปเพื่อจริยธรรมและมนุษยธรรม”

.
ที่มา: https://www.thairath.co.th/sport/thaifootball/changsuek/2058883


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

น้องภูผา อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง ในอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ถูกรุ่นพี่ชั้น ป.5 และ ม.4 ทำโทษที่เข้าแถวไม่เป็นระเบียบ และถูกสั่งให้วิ่ง แต่น้องภูผาวิ่งไม่ไหวเพราะเจ็บขา รุ่นพี่ทั้ง 2 คน จึงใช้ยาซีม่า จำนวน 6 ขวด ราดตามร่างกาย

เป็นแผลพุพองโดยเฉพาะที่ขาหนีบและอวัยวะเพศ เป็นแผลมากที่สุด ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเขาพนม กว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งขณะนั้น ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยยอมรับว่า รุ่นพี่ได้ทำโทษน้องภูผาจริง เพราะไม่รักษาความสะอาด จนเป็นหิด รุ่นพี่จึงใช้สำลีชุบยาซีม่า ทาที่ตัวน้องภูผาด้วยความหวังดี จนเป็นแผลพุพอง

ต่อมา นางจินตนาพร แม่ของน้องภูผา ยืนยันว่า น้องถูกรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายอย่างแน่นอน ยอมรับยังคาใจในหลายประเด็นกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะครูที่รู้ว่าน้องเป็นแผลตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม แต่กลับไม่ยอมพาไปส่งโรงพยาบาล พร้อมกับจะดำเนินคดีกับครู และ รุ่นพี่ทั้งสองคนให้ถึงที่สุด

ขณะที่ ผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยว่า ตอนนี้ได้ตั้งกรรมการสอบสวนครูแล้ว ส่วนรุ่นพี่ที่ทำร้ายน้อง ผลสอบเสร็จสิ้นแล้ว เกิดจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทางโรงเรียนได้ว่ากล่าวตักเตือน พร้อมทั้งตัดคะแนนความประพฤติตามระเบียบ และ ทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเยียวยาช่วยเหลือเด็ก และครอบครัว

เรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนทั้ง สื่อหลัก และสื่อออนไลน์ ตลอดช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิ ผู้อำนวยโรงเรียน คณะครู นายอำเภอ สส.พื้นที่ และเจ้าหน้าที่ พมจ. รวมถึงนายจ้างของแม่น้องภูผา ขอให้ยุติไม่แจ้งความเอาผิดกับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นจะให้ออกจากงาน

ความคืบหน้าวันนี้ ที่โรงพยาบาลเขาพนม ทางแม่ของน้องภูผา ซึ่งยังคงเฝ้าดูอาการป่วยของน้องมาอย่างต่อเนื่อง และมีลูกสาวและลูกชายพี่ๆ ของน้องที่มาคอยช่วยดูแล โดยอาการพบว่าบาดแผลพุพองได้หาย และตกสะเก็ดเกือบทั้งหมดแล้ว ยังมีเพียงเล็กน้อยในร่มผ้า และวันนี้แพทย์ได้อนุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้

โดยจะออกจากโรงพยาบาลในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งวันนี้ได้มีครูของน้องเดินทางมาดูแลด้วย โดยได้นำหนังสือเรียนมาให้น้องทั้ง 3 คน ได้อ่านเพื่อเตรียมตัวสอบในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการสอบปลายภาค เพื่อไม่ให้การเรียนสะดุด และทางครูก็จะนำข้อสอบไปให้น้องทำที่บ้านต่ออีกด้วย

ขณะที่ แม่ของน้องภูผา บอกว่า อาการของน้องดีขึ้นมากแล้ว และขณะนี้จิตใจตนก็ดีขึ้นตามอาการของน้อง จึงได้ข้อสรุปว่า จะไม่ขอแจ้งความเอาผิดกับโรงเรียนทั้งในส่วนของนักเรียนรุ่นพี่ที่กระทำน้อง ครูที่ดูแล รวมถึงทางโรงเรียน และจะไปหาโรงเรียนใหม่ให้น้องทั้ง 3 คน เป็นโรงเรียน อ.เหนือคลอง เพราะบ้านของตนอยู่นั่น และขณะนี้ตนก็ได้งานใหม่แล้ว ก็เลยไม่หนักใจมากนัก แต่หากจะให้เรียนที่เดิม ก็จะลำบากตนเรื่องการเดินทางที่จะต้องไปมา 2 อำเภอ

ด้าน ครู บอกว่า ทาง ผอ.เป็นห่วงนักเรียนอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้มาช่วยดูแลเรื่องการเรียนของเด็กที่ต้องต่อเนื่อง โดยจะดูแลจนกว่าจะสอบเสร็จ และหากทางแม่ต้องการให้เรียนที่โรงเรียนเดิม ทางโรงเรียนก็พร้อมที่จะดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนหากจะย้ายโรงเรียนนั้นก็จะเดินเรื่องให้

ที่มา: https://www.thainewsonline.co/news/809181



สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

ชินวรณ์ ฝากการบ้าน รมว.ศธ.คนใหม่ 5 ข้อ ขอให้ทำทันที

30 มีนาคม 2564 นายชินวรณ์ บุญญเกียรติ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความยินดีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง พร้อมทั้งชื่นชมการประกาศ 12 นโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และ 7 มาตรการเร่งด่วน ที่นับได้ว่าเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีและตรงกับสถานการณ์และสภาพปัจจุบันปัญหาการศึกษาของประเทศในขณะนี้

"ขอเป็นกำลังใจและให้กล้าตัดสินใจเดินหน้าอย่างจริงจัง การศึกษาไม่มีเวลาให้ใครมาลองผิดลองถูกอีกต่อไป และขอให้ระวังกับดักของข้าราชการระดับสูง (ยกยอ ปอปั้น หาผลประโยชน์) เหมือนรัฐมนตรีหลายท่านที่ผ่านมา" นายชินวรณ์กล่าว 

พร้อมกับระบุเพิ่มเติมว่า นอกจาก 12 นโยบาย 7 มาตรการเร่งด่วนแล้ว ตนในฐานะเป็นอดีต รมว ศธ. เป็นสส. และเป็นรองประธานกรรมการขับเคลื่อน พรบ.การศึกษาแห่งชาติภาคประชาชน ขอเสนอให้ทำทันที 5 ประการ  

1.) เร่งรัดให้ ครม. เสนอ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กฤษฏีกาและตัวแทนครูร่วมกันพิจารณา

2.) เรียกขวัญกำลังใจครู นักเรียน กลับมาโดยการเดินหน้าทำงานหนักและชูธง 12+7+5 ทันที 

3.) สั่งสอบสวนกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน สก.สค. และย้ายเลขาธิการและคณะไปประจำ สร. เพื่อความยุติธรรมทันที

4.) สั่งสอบสวนกระบวนการหาผลประโยชน์จากการสั่งซื้อหนังสือเรียนไม่ครบ และหาผลประโยชน์จากการใช้งบเหลือจ่ายงบ 63 และงบปี 64 หลายพันล้านของ สพฐ.  และย้ายเลขาธิการและคณะเพื่อความยุติธรรมทันที 

5.) สั่งสอบสวนกรณีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่มีข่าวการซื้อขายตำแหน่งโดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา (ไร่ขิง) 

"ผมเชื่อมั่นในความตั้งใจของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ เพื่ออนาคตลูกหลานของเราเดินหน้าเถอะครับ" นายชินวรณ์กล่าวในที่สุด

รมว.แรงงาน แจงยอดปล่อยกู้กลุ่มรับงานไปทำที่บ้าน ปีงบ 64 คงเหลือพร้อมให้กู้ 3.7 ล้าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยผลการดำเนินงานกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 หลังปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% นาน 12 งวด ย้ำยังมีวงเงินให้กู้ สำหรับผู้เข้าเงื่อนไขที่กรมการจัดหางานกำหนด

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สภาพคล่องในการใช้จ่ายรวมทั้งการดำเนินการของผู้รับงานไปทำที่บ้าน กระทรวงแรงงานจึงพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินของกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน อยู่ในอัตราร้อยละ 0 ต่อปี ในงวดที่ 1 -12  ภายใต้กรอบวงเงิน 7,000,000 บาท 

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงานนอกระบบผู้กู้ยืมเงินกองทุนฯ ตามที่นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เน้นย้ำเสมอในเรื่องการดูแลแรงงานนอกระบบให้สามารถอยู่ได้ มีโอกาสเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในการประกอบอาชีพ สามารถขึ้นทะเบียน มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นองค์กร ได้รับการส่งเสริมคุ้มครอง และพัฒนาสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“สำหรับผลการดำเนินงานกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 29 มีนาคม 2564) ปล่อยกู้แล้วทั้งสิ้น จำนวน 20 กลุ่ม เป็นเงิน 3,210,000 บาท โดยยังมีวงเงินคงเหลือสำหรับผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ต้องการกู้ยืมเงินกองทุนฯ อีก 3,790,000 บาท ซึ่งผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ต้องการเงินทุน และเข้าเกณฑ์เงื่อนไขของกรมการจัดหางาน สามารถยื่นคำขอกู้เงินได้ที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สำนักงานจัดหางานจังหวัด ในท้องที่ที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้จดทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางาน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว

ด้านนายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า สำหรับการกู้ยืมเงินกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ที่คิดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม ร้อยละ 0 ต่อปี ในงวดที่ 1- 12 โดยไม่ปลอดเงินต้น และในงวดที่ 13 เป็นต้นไปจนสิ้นสุดสัญญา คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ภายในกรอบวงเงิน 7,000,000 บาทนั้น มีเป้าหมายเพื่อให้แรงงานนอกระบบที่เป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนถูกกฎหมาย อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเริ่มให้ยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา จนถึง 31 สิงหาคม 2564 โดยต้องทำสัญญากู้ยืมให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2564 

“คุณสมบัติผู้กู้จะต้องเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางาน มีผลการดำเนินการและมีรายได้จากการรับงานไปทำที่บ้าน หรือมีหลักฐานการรับงานไปทำที่บ้านจากผู้จ้างงาน ซึ่งมีทั้งประเภทบุคคลและกลุ่มบุคคล โดยประเภทบุคคลต้องมีทรัพย์สินหรือเงินทุนไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ส่วนประเภทกลุ่มบุคคลจะต้องมีผู้นำกลุ่มและสมาชิกกลุ่มกู้ร่วมกันไม่น้อยกว่า 5 คน  มีทรัพย์สินหรือเงินทุนในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มรวมกันไม่น้อยกว่า 10,000 บาท รายบุคคลกู้ได้ไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนภายใน 2 ปี และรายกลุ่มบุคคลไม่เกิน 300,000 บาท 

ระยะเวลาชำระคืนภายใน 5 ปี โดยตั้งแต่ปี 2548 – ปัจจุบัน  มีผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนกับกรมการจัดหางาน จำนวน 1,034 ราย/กลุ่ม สมาชิกจำนวน 5,993 คน และมีผู้กู้เงินจากกองทุนฯแล้ว จำนวน 509 ราย/กลุ่ม (29 ราย/480 กลุ่ม) เป็นเงิน 52,016,000 บาท” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

"แรมโบ้" ซัด "จตุพร" นัดเคลื่อนไหว ระวัง!ถูกผสมโรง

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ พีส ทอล์ค ชวนประชาชนร่วมระดมความเห็นจัดขบวนความคิด ในวันที่ 4 เมษายน ไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า นายจตุพร ต้องทบทวนการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย เป็นการซ้ำเติมประเทศในขณะที่กำลังประสบปัญหากับการระบาดโควิด-19 

นายเสกสกล กล่าวว่า ส่วนประเด็นทางการเมืองการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าไปตามกระบวนการขั้นตอนของรัฐสภาอยู่แล้ว นายจตุพรคงจะเป็นจะตายถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้ดั่งใจ คงเดือดร้อนกว่าการแพร่เชื้อไวรัสโควิดหรืออย่างไร คนตายทั้งประเทศเพราะพิษโควิดไม่เป็นไร ขอให้รัฐธรรมนูญสมดังใจนายจตุพรเอาเช่นนั้นหรือ คิดแค่นี้ก็เห็นแก่ตัวไม่สงสารชีวิตพี่น้องประชาชน 

นายเสกสกล กล่าวว่า ที่ผ่านมานายกฯได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนกับประเทศชาติไปบ้างแล้ว มีการแก้ไขปัญหา และพัฒนาประเทศอย่างไร ไม่ใช่แต่กลัวว่านายกฯ จะสืบทอดอำนาจต่อหรือไม่ ยืนยันว่านายกฯ ให้การสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตลอดมา ปล่อยให้สมาชิกรัฐสภาว่ากันเองแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ปล่อยให้เป็นอิสระ นายจตุพรอย่ากินไม่ได้ถ่ายไม่ออก ไม่ได้อะไรสมดังใจก็ใส่ความแต่นายกฯ 

นายเสกสกล กล่าวว่า ขอเตือนนายจตุพรอีกครั้ง อาจจะมีกลุ่มที่เคลื่อนไหวล้มสถาบันอยู่ในขณะนี้นำเรื่องสถาบันมาผสมโรงกับการเคลื่อนไหวนายจตุพรด้วย และอาจถูกหลอก ถูกใช้เป็นเครื่องมือแบบไม่รู้ตัว  เหมือนเหตุการณ์ในอดีตที่นายจตุพร พาคนเสื้อแดงมาตายไปกี่คน ยังไม่สงสารดวงวิญญาณคนเหล่านั้นหรือ ควรหยุดเคลื่อนไหวได้แล้ว หัดรู้จักเอาบทเรียนมาปรับทัศนคติ ให้รู้จักรับผิดชอบชั่วดี ให้กับชีวิตตนเองบ้างเถิด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top