Friday, 24 July 2026
Hard News Team

“อนุทิน” เผย แอสตร้าฯ ชมการผลิตวัคซีนสยามไบโอไซเอนซ์ ได้มาตรฐาน ผ่านการตรวจสอบจากนานาชาติแล้ว

เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้ตนได้เข้าประชุมร่วมกับผู้แทนจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า เพื่อติดตามความคืบหน้าของการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยวัคซีนแอสตร้าฯ ที่ผลิตในประเทศไทย ผ่านการตรวจสอบคุณภาพผลิตในต่างประเทศแล้ว อาทิ สก็อตแลนด์ เบลเยี่ยม สหรัฐอเมริกา 

“ทางบริษัทแอสตร้าฯ ได้กล่าวชื่นชมมาตรฐานการผลิตของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ โดยการผลิตแต่ละขั้นตอนเป็นไปตามคุณภาพที่กำหนด และกล่าวไว้ว่า Asean countries can only rely on Siam Bioscience for AstraZeneca ที่มีความหมายว่า สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นแหล่งผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าสำหรับทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน เป็นสิ่งที่เราต้องภาคภูมิใจ” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ตามสัญญาจัดซื้อจัดหาวัคซีนระหว่างบริษัทแอสตร้าฯ และกรมควบคุมโรค ระบุว่าจะส่งให้ประเทศไทยในเดือน มิ.ย. แต่ทางไทย ขอต่อรองฯ ให้ส่งเร็วขึ้น ซึ่งทางแอสตราฯ ได้รับพิจารณา และจะหาทางช่วย ทั้งนี้ การรับถ่ายทอดเทคโนโลยี บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ สามารถทำได้ภายใน 5-6 เดือนจากเดิมที่ต้องใช้ประมาณ 24 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วมากและนับเป็นความสามารถของผู้ผลิต

นายอนุทิน กล่าวว่า นอกจากนี้เราได้เจรจาถึงเรื่องสัดส่วนที่จะมีการนำวัคซีนแอสตร้าฯ ที่ผลิตในไทยส่งให้กับโครงการโคแวกซ์และประเทศในอาเซียนว่า ประเทศไทยต้องได้รับความสำคัญ ได้รับการจัดสรรให้มากที่สุดก่อน แต่ยืนยันว่า จะไม่กระทบกับยอดการสั่งซื้อวัคซีนที่จะนำไปฉีดเพื่อคนไทยอย่างแน่นอน และเพราะโรงงานผลิตตั้งอยู่ในประเทศไทย จึงสามารถลดขั้นตอนการขนส่งและจัดเก็บได้ โดยก่อนจะนำไปฉีดให้ประชาชน ก็ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของทุกคน

ทบ. แจงเหตุจำเป็นด้านความมั่นคง ต้องซื้อยุทโธปกรณ์ หลังงบได้รับอนุมัติผ่านสายบังคับบัญชา-รบ.มาแล้ว ขณะที่ “บิ๊กบี้” กำชับหน่วย งบอะไรช่วยโควิดได้ ขอให้พิจารณาปรับ

เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2564 พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกที่ยังมีอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า ภาพรวมเจตนาการใช้งบประมาณของกองทัพบก คือจะต้องใช้งบประมาณตามที่ได้รับการจัดสรรให้ดีที่สุด โดยล่าสุดพล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับทุกหน่วยทหารว่างบประมาณอะไรที่สามารถปรับมาใช้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ก็ขอให้พิจารณา แต่อะไรที่เป็นเรื่องของการดำรงความพร้อมทางด้านความมั่นคงของประเทศ และมีความจำเป็น รวมถึงผ่านการเห็นชอบในระดับสายการบังคับบัญชาและรัฐบาลแล้ว คงจำเป็นต้องเดินหน้า ภายใต้ข้อผูกพันธ์ต่างๆที่มี ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเสริมสร้างความพร้อมรบ ความแข็งแกร่ง และศักยภาพความมั่นคงของประเทศในภาพรวม แต่ยังไม่ขอลงในรายละเอียดในแต่ละโครงการ

เมื่อถามถึงข้อเสนอของน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เสนอให้กองทัพยกเลิกโครงการจัดซื้ออาวุธ ถ้าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของความคิดเห็น เราก็รับฟัง

เมื่อถามย้ำว่า ถ้ารับฟังแล้วกองทัพบกจะทบทวนหรือไม่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า การบริหารงบประมาณของกองทัพบก มีการอนุมัติ และพิจารณาเห็นชอบจากหลายส่วนแล้ว เจตนารมณ์ของกองทัพบกนอกจากจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรงกับความต้องการ เสริมสร้างความแข็งแกร่งงานความมั่นคง อะไรที่สามารถผ่องถ่ายไปช่วยเหลือประชาชน หรือปรับไปเพื่อดูแลสถานการณ์โควิด ทางกองทัพบกก็ดำเนินการอยู่ แต่ในรายละเอียดไม่ได้มีการตีแผ่ให้ส่วนต่างๆได้รับทราบ จึงขอให้มั่นใจว่ากองทัพบกจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเรื่องโควิดอย่างเต็มที

ทบ.สั่งเตรียมกำลังพลสายแพทย์ช่วยงานสาธารณสุข ส่วน รพ.สนาม ทบ. เปิดแล้ว 7 แห่ง ในกทม.-ประจวบฯ-สงขลา เผยส่งรถพยาบาลและทีมแพทย์เหล่าทัพช่วยงาน รพ.สนาม

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของไทยในปัจจุบันที่ต้องเข้ารับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล โดยศบค.และกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการจัดตั้งรพ.สนามเพื่อดูแลผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรงเข้ามารับการรักษาพยาบาล สำหรับกองทัพบกได้เตรียมการสนับสนุนเกี่ยวกับ รพ.สนาม มาอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพบกได้ใช้อาคาร สถานที่ในหน่วยทหาร และสิ่งอุปกรณ์ที่มีอยู่ดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในขั้นต้นแล้ว จำนวน 19 แห่ง รองรับผู้ติดเชื้อได้ 3,050 เตียง ซึ่ง ปัจจุบัน รพ.สนามของกองทัพกได้เปิดดำเนินการแล้ว 7 แห่ง โดยมอบให้ กระทรวงสาธารณสุข เข้าบริหารจัดการแล้ว 3 แห่ง 

ได้แก่ 1. โรงพยาบาลสนามกองทัพบก (กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1) เปิดให้บริการเมื่อ 19 เมษายน 2564 รองรับผู้ป่วยได้ จำนวน 300 เตียง ปัจจุบันมียอดผู้ป่วยพักแล้ว จำนวน 246 ราย (25 เมษายน 2564)  ซึ่ง กระทรวงสาธารณสุขได้มอบให้โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะจัดบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาบริหารจัดการ โดยกองทัพบกได้ช่วยอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัยสถานที่ที่เป็นการทำงานในลักษณะกองอำนวยการร่วม แห่งที่ 2 คือ โรงพยาบาลสนามกองทัพบก (ศูนย์การทหารราบ) จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับผิดชอบการดำเนินงานโดยโรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ รองรับผู้ป่วยได้ จำนวน 100 เตียง เปิดให้บริการเมื่อ 16 เมษายน 2564 ปัจจุบันมียอดผู้ป่วยเข้าใช้บริการ จำนวน 31 ราย (25 เมษายน2564)

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับแห่งที่ 3 คือ คือ โรงพยาบาลสนามกองทัพบก(กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 5) จ.สงขลา รองรับผู้ติดเชื้อได้ 100 ราย ปัจจุบันมีผู้เข้าพักแล้ว 36 ราย ส่วนโรงพยาบาลสนามกองทัพบก(กรมพลาธิการทหารบก) ได้เปิดให้บริการแล้วใน 21 เมษายน 2564 สามารถรองรับผู้ป่วยได้ จำนวน 200 เตียง โดยหลังกระทรวงสาธารณสุขเข้าตรวจสอบพื้นที่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายเพื่อรองรับผู้ป่วยเพิ่มเติม โดยยังไม่มีผู้ป่วยเข้าพัก (25 เมษายน 2564) อยู่ระหว่างการปรับปรุง นอกจากนี้กองทัพบกยังได้จัดเตรียมโรงพยาบาลสนามกองทัพบก (กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15) จ.กระบี่ สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 280 ราย โรงพยาบาลสนามกองทัพบก (กองพลทหารราบที่ 15) จ.สงขลา สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 100 ราย และโรงพยาบาลสนามกองทัพบก (กองพันเสนารักษ์ที่ 1) จ.ลพบุรี สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 150 ราย 

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ป่วยเข้าพัก โดยล่าสุดกองทัพบกเตรียมจัดตั้ง โรงพยาบาลสนามกองทัพบก(มณฑลทหารบกที่ 11) ที่กระทรวงสาธารณสุขเข้าตรวจสอบความคืบหน้า และยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงให้เหมาะสมตามคำแนะนำของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งจะจัดบุคลากรทางการแพทย์เข้าบริหารจัดการ โดยมีการแบ่งสัดส่วนชัดเจนเพื่อความปลอดภัย  นอกจากนี้ในส่วนของโรงพยาบาลสนามกองทัพบก(เกียกกาย) ซึ่งกองทัพบกบริหารจัดการเอง ดำเนินการโดย ศบค.19 ทบ. และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รองรับผู้ติดเชื้อได้ 137 ราย เพื่อรองรับกำลังพลและครอบครัว เป็นการลดภาระของโรงพยาบาลสาธารณสุขและรองรับผู้ป่วยCOVID-19 อาการทุเลาแล้วจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้าพักแล้ว 101 ราย (25 เมษายน 2564)

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวอีกว่า ล่าสุดจากการที่กระทรวงกลาโหมได้จัดชุดแพทย์ผสมเหล่าทัพไปสนับสนุน การบริการด้านการแพทย์ ให้กับรพ.สนามในความรับผิดชอบของกทม.นั้น ในส่วนของกองทัพบกได้มอบหมายให้ กรมแพทย์ทหารบก จัดชุดแพทย์ 2 ชุด จำนวน 10 นาย เข้าสนับสนุนการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลสนาม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ร่วมกับโรงพยาบาลลาดกระบัง ตั้งแต่ 22 เมษายน เป็นต้นไป โดยหมุนเวียนกับชุดแพทย์ของเหล่าทัพอื่น นอกจากนี้ กองทัพบกยังได้สนับสนุนรถพยาบาลเพื่อช่วยเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อCOVID-19 ในกระบวนการรับ- ส่งผู้ป่วยจากที่พัก เพื่อเข้ารับการรักษา ณ รพ.สนามในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้เพิ่มศักยภาพในกระบวนการรับ-ส่ง ผู้ป่วย โดยได้รับการสนับสนุนการจัดยานพาหนะ จากทุกเหล่าทัพ และโดยขณะนี้กองทัพบกสนับสนุนยานพาหนะ 10 คัน จาก กองทัพภาคที่ 1, หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก และกรมการขนส่งทหารบก ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทำงานเป็นวงรอบกับเหล่าทัพอื่นๆ ด้วย 

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์COVID-19 ที่ผ่านมาทำให้บุคลากรทางการแพทย์แถวหน้าต้องทำงานอย่างหนัก อีกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ผู้บัญชาการทหารบกมีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว ได้สั่งการให้ ศบค.19 ทบ. และกรมแพทย์ทหารบกได้จัดเตรียมกำลังพลที่เคยปฏิบัติงานสายแพทย์สำรองไว้ เพื่อเป็นกำลังสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่จะมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนจำนวนมากในอนาคต ซึ่งขณะนี้กองทัพบกได้จัดทำบัญชีรายชื่อและแผนการปฏิบัติงานรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว พร้อมสนับสนุนเมื่อได้รับการร้องขอ 

โดยมองว่างานด้านการรักษาพยาบาลถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลประชาชน ให้ความสำคัญกับการรักษาพยาบาลและดูแลประชาชน เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และลดภาระบุคลากรทางการแพทย์แถวหน้าที่ทำงานหนักในสถานการณ์ที่ผ่านมา สำหรับการป้องกันการติดเชื้อในหน่วยทหาร เพื่อดำรงสภาพความพร้อมของกองทัพบกในการสนับสนุนภารกิจดูแลประชาชนในสถการณ์COVID-19 ขณะนี้กองทัพบกได้กระชับและดำรงความเข้มงวดใน “มาตรการพิทักษ์พล” และมีการปรับการปฏิบัติในบางภารกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ อาทิ ยกระดับกองรักษาการณ์คัดกรองการผ่านเข้า-ออกหน่วยทหาร, การจัดสรรกำลังพลให้ปฏิบัติงานในลักษณะ WFH, หลีกเลี่ยงหรืองดการสังสรรค์แบบหมู่คณะ, การประชุมและจัดการเรียนการสอนออนไลน์, งดการฝึก, การรักษากำลังพลที่ติดเชื้อและกักตัวผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เป็นต้น ส่วนการดูแลประชาชน 

เพื่อลดผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อน ยังคงเดินหน้านโยบาย อาทิ Army Delivery, ช่วยเหลือเกษตรกร, อุดหนุนผลผลิตทางการเกษตร, แจกจ่ายหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ พร้อมลงพื้นที่สร้างความรับรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติตน การสังเกตและเฝ้าระวังอาการผิดปกติ รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดCOVID-19 จากแนวโน้มของการแพร่ระบาดที่สูงขึ้นนี้ กองทัพบกได้ติดตามและเตรียมความพร้อมในศักยภาพทั้งบุคลากรสิ่งอุปกรณ์และความร่วมมือ พร้อมให้การสนับสนุนทุกภาคส่วนขับเคลื่อนให้มาตรการป้องกันและการรักษาพยาบาลของภาครัฐ สามารถรองรับและดูแลประชาชนได้อย่างดีที่สุด

ทบ.ชี้ “ทหารเมียนมา” เข้าใจผิด ขอโทษยิงส่งสัญญาณขอให้เรือจอดเทียบท่า นึกว่าเป็นเรือส่งสินค้า บอกไม่ได้มีเจตนาในทางลบ ขณะที่ไทยเตือนให้ระมัดระวัง-ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วม

เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2564 พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ทหารเมียนมายิงเรือไทยว่า กองทัพบกโดยกองกำลังนเรศวร ซึ่งเป็นหน่วยรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจ.แม่ฮ่องสอน ได้เข้าพบปะพัฒนาสัมพันธ์กับทหารเมียนมาที่รับผิดชอบพื้นที่ตรงข้าม บ.แม่สามแลบ อ.สบเมยจ.แม่ฮ่องสอน โดยทันที จากการพูดคุยถึงข่าวที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของการเข้าใจผิด โดยทางเมียนมายอมรับว่ากำลังพลของตนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรือขนสินค้า จึงได้ทำการส่งสัญญาณขอให้เรือจอดเทียบท่า เพื่อขอซื้อเวชภัณฑ์และอาหาร โดยไม่ได้มีเจตนาในทางลบ พร้อมกล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้พูดคุยให้ระมัดระวังและให้ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมที่ได้กำหนดไว้มาก่อนหน้าแล้ว โดยเฉพาะจะต้องไม่มีปฏิบัติการทางทหารหรือใช้อาวุธที่อาจจะส่งผลต่อความรู้สึกหรือการดำเนินชีวิตของประชาชน และการค้าขายชายแดนตามลำน้ำสาละวิน ซึ่งเป็นแนวเขตแดน(ลำน้ำกลาง) 

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในปัจจุบันการสัญจรและค้าขายในบริเวณแม่น้ำสาละวินยังคงดำเนินไปตามปกติ
จากสถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก มีความอ่อนไหว ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงและกองทัพบกได้บูรณาการดูแลพื้นที่และประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน, การหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย, การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยยึดตามนโยบายของรัฐบาล ศบค. ภายใต้กลไกคณะกรรมการชายแดนในระดับต่าง ๆ ร่วมแก้ไขและคลี่คลายในทุกปัญหาที่เกิดขึ้น

พาณิชย์ ถกห้างสต็อกสินค้า - อาหารแห้งเพิ่มรับโควิด

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสต็อกสินค้าเพิ่มมากขึ้นจากภาวะปกติ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ทั้ง ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง น้ำดื่ม และของใช้อื่น ๆ ให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน 

พร้อมกันนี้ยังขอเพิ่มความถี่ในการเติมสินค้าในชั้นวางอยู่เสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าสินค้า ไม่มีปัญหาขาดแคลน หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด–19 ระลอกใหม่ที่มีความรุนแรง อีกทั้งกรมฯ ยังได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าและต้องปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน

ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือขายสินค้าโดยไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หากตรวจพบว่ามีการจำหน่ายสินค้าในราคาแพงเกินสมควร หรือมีการกักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายจะมีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 10,000 บาท

สมอ. ไฟเขียวคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า 20 รายการกันไฟดูด

นายวันชัย  พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ สมอ. มีมติเห็นชอบให้ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง วีดิทัศน์ และการสื่อสาร ที่มีแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 600 โวลต์ รวม 20 รายการ เป็นสินค้าควบคุมต้องได้มาตรฐาน มอก. 62368-2563 เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้บริโภคหลายรายใช้สินค้าแล้วได้รับอันตรายถูกไฟดูด ไฟช็อต บางรายถึงขนาดเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ใช้อะแดปเตอร์ไม่ได้มาตรฐานชาร์จโทรศัพท์มือถือ 

โดยจะเร่งประกาศบังคับใช้มมอก. ภาคบังคับภายในกลางปีนี้ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนจากอันตรายที่เกิดจากไฟฟ้า  โดยข้อกำหนดในมาตรฐานจะควบคุมด้านความปลอดภัย  มีการทดสอบเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่เกิดจากไฟฟ้า การทดสอบเกี่ยวกับไฟไหม้ที่เกิดจากไฟฟ้า การทดสอบความร้อน การทดสอบการแผ่รังสี และการทดสอบเกี่ยวกับสารอันตราย เป็นต้น
 
สำหรับสินค้าที่เตรียมยกระดับเป็นมอก. ภาคบังคับ 20 รายการ  ได้แก่ เครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่และแท็บเล็ต   (อะแดปเตอร์) เครื่องรับวิทยุ เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องขยายสัญญาณ เครื่องเล่นแผ่นดิสก์ เครื่องเล่นวีดีโอเกมส์ เครื่องรับสัญญาณไมโครโฟนไร้สาย เครื่องรับสัญญาณวิทยุ เครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม ลำโพงพร้อมขยายสัญญาณ เครื่องแปลงสัญญาณ เครื่องปรับแต่งสัญญาณ เครื่องผสมสัญญาณเสียง เครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเล่นเสียงและภาพ เครื่องรับสัญญาณภาพและเสียงผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เครื่องรับสัญญาณเคเบิลทีวี และเครื่องแปลงสัญญาณเสียง

“บิ๊กตู่” สั่งตั้งศูนย์บริหารวัคซีน ตั้งเป้า 3 เดือนฉีดให้ได้ 30 ล้านคน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการหารือกับพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และมว.กลาโหม และคณะที่ปรึกษา ที่มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา  เพื่อหารือถึงการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าวัคซีนที่เข้ามาอีก 26 ล้านโดส และวัคซีนจากซิโนแวค อีกกว่า 1 ล้านโดส ซึ่งในช่วง 3 เดือนข้างหน้า รัฐบาลได้ตั้งเป้าให้มีการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน 30 ล้านคน เฉลี่ย 3 แสนคน/วัน 

จากประชากรเป้าหมาย 50 ล้านคน และจะเร่งการฉีดวัคซีนให้ครบ 50 ล้านคนในภายสิ้นปีนี้ ทั้งนี้จะเป็นการฉีดเข็ม1 และการฉีดวัคซีนทั้ง 2 เข็ม สำหรับวัคซีนโควิด-19 ที่ได้ขึ้นทะเบียนในขณะนี้ นอกเหนือจากซิโนแวคและแอสตราเซเนก้า คือวัคซีนโควิด-19 จาก บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน สำหรับวัคซีนไฟเซอร์และสปุตนิค วี อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเร่งนำเข้ามา โดยนายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้มีการเร่งจัดหาวัคซีนให้ได้กว่า 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี โดยวางแนวตั้งศูนย์บริหารจัดการวัคซีนแบบ Single Command เพื่อให้เกิดความชัดเจนและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังสั่งเร่งช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งตกค้างประมาณกว่า 1,400 ราย ซึ่งผู้ป่วยกว่า 800 รายได้ถูกนำตัวเข้าสู่สถานพยาบาลแล้วและจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานดำเนินการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้ประกันตน  สำหรับการแจ้งอาการป่วยผ่านระบบสายด่วนนั้น เมื่อได้รับแจ้งจะมีเจ้าหน้าที่ไปรับตัวจากบ้านเพื่อนำเข้าสู่จุดคัดกรอง 

ส่วนในวันที่ 28 เมษายน นี้ จะเป็นการหารือเพิ่มเติมกับภาคเอกชนในวันพุธนี้ เพื่อหาแนวทางความร่วมมือต่างๆ ทั้งการจัดเตรียมสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนให้ประชาชน 3 แสนคน/วัน โดยอาจเป็นสถานที่อื่นๆ นอกเหนือจากในโรงพยาบาล  โดยระดมกำลังความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลเอกชน หรือแพทย์ พยาบาล ที่เกษียณอายุแล้วมาช่วยฉีดวัคซีนทางเลือก รวมทั้งการให้ภาคเอกชนมีวัคซีน-19 สำหรับบุคคลากรในภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรมของตนเอง

'ราเมศ' สอน 'สัณหพจน์' การเมืองที่ดีต้องอย่าเห็นแก่ประโยชน์ตนกว่าส่วนรวม

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง สส นครศรีธรรมราช ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรี รับผิดชอบแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด ว่า

นายสัณหพจน์ กล่าวมาคาดการณ์ได้ว่าหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ท้วงติงการแบ่งมอบหมายงานของนายกรัฐมนตรีในหลายจังหวัด เพราะมีพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวที่ออกมาพูดเรื่องนี้ 

เรื่อง สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 นายสัณหพจน์คงไม่ได้ติดตามข่าวสาร พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆทั้งให้ความรู้และเรื่องการป้องกันและให้ความช่วยเหลือประชาชน ล่าสุดก็ได้มีการเปิดศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 (ศปฉ.ปชป.) เพื่อช่วยประสานคลี่คลายปัญหาผู้ป่วยติดเชื้อตกค้างได้ให้เข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด รวมถึงศูนย์บริการกฎหมายที่ได้เปิดมาตั้งแต่ช่วงแรกของการแพร่ระบาด 

และที่บอกว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องการเมือง พูดถูกแต่ปฏิบัติตัวผิดไปจากคำพูดถ้าตามที่พูดก็ไม่ควรออกมาสัมภาษณ์ให้ร้ายพรรคอื่นเช่นนี้ทุกคนมองออกถึงเจตนา 
และที่บอกว่าที่ผ่านมามีเพียงกลุ่มการเมืองเดิมที่อยู่มากกว่า 30 ปีแต่ภาคใต้กลับไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรเอาส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก่อน พี่น้องชาวปักษ์ใต้ทราบดีว่าได้ทำอะไรให้กับประชาชนบ้าง วางโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม รถไฟทางคู่ ถนนสี่ช่องจราจร พัฒนารายจังหวัดให้มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยว ราคายาง ราคาปาล์ม เรื่องแบบนี้คนปักษ์ใต้ทราบดี

และเมื่อครั้งที่รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เลือกปฏิบัติ จนภาคใต้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณ พรรคไหนที่ต่อสู้ก็พรรคประชาธิปัตย์อีกที่ต่อสู้ เรื่องการไม่สร้างศูนย์ประชุมที่ภูเก็ต เรื่องถนนหนทางไปภาคใต้ ที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม ตอนนั้นไม่ทราบว่านายสัณหพจน์ไปมุดอยู่ตรงไหน 
ฉะนั้นที่บอกว่า 30 ปี ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยนั้น ให้กลับไปถามบรรพบุรุษในปักษ์ใต้ดูก็จะได้ความจริง

ที่บอกว่าการเปลี่ยนตัวบุคคลสะท้อนความล้มเหลวของกลุ่มการเมืองเดิม เห็นว่าคำพูดนี้พูดเพื่อให้ดูดีในทางการเมือง ชาวปักษ์ใต้ตอบรับการเมืองที่ดี ส่วนการเมืองที่เลวร้ายเชื่อว่าวันนึงสังคมจะรู้
การมอบหมายงานรัฐมนตรี ประชาธิปัตย์ก็บอกตรงๆไปแล้วว่าไม่พอใจเพราะไม่มีความเหมาะสมใดๆเลย พื้นที่ภาคใต้มีพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง สวนปาล์ม แต่มันสัมปะหลังไม่ค่อยมีอาจจะเป็นเพราะดินฟ้าสภาพอากาศ ก็ควรหารัฐมนตรีคนที่เหมาะสมไปทำงานที่เหมาะสมจะเกิดประโยชน์มากกว่า

พรรคพลังประชารัฐ ควรตักเตือนให้พูดจาในทางการเมืองที่สร้างสรรค์ เรื่องบางเรื่องควรเปลี่ยนวิธีการพูด ก่อนจะออกเป็นคำพูดต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากส่วนสำคัญของร่างกายที่ทำหน้าที่คิดก่อนถ้าจะออกมาพูดแบบนี้เหมือนส่วนสำคัญดังกล่าวหายไป พรรคร่วมควรช่วยกันคิดร่วมกันทำงานเพื่อประชาชนแต่ถ้าคิดแต่ประโยชน์ส่วนตน เชื่อว่านับถอยหลังได้เลย

กห. ขอความร่วมมือกำลังทหารทุกเหล่าทัพ ร่วมบริจาคเลือดช่วยผู้ป่วยที่เริ่มอยู่ในภาวะขาดแคลน

กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม  เปิดเผยว่า พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ได้เน้นย้ำขอให้ทุกเหล่าทัพดำเนินการตามนโยบายของ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในการขอความร่วมมือกำลังพลที่มีความพร้อมด้านสุขภาพและสมัครใจ ทะยอยเดินทางไปร่วมบริจาคโลหิตเพิ่มเติมให้กับสภากาชาดไทย ที่ปัจจุบันเริ่มประสบกับภาวะขาดแคลนโลหิตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19  เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเจ็บในสถานพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศที่รอการรักษา  

ทั้งนี้ ภาพรวมตั้งแต่ 10 มี.ค.63 หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19  กำลังทหารของทุกเหล่าทัพกว่า 58,000 นาย ได้สมัครใจเดินทางไปบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทยแล้ว ปริมาณรวม 23.9 ล้านมิลลิลิตร และยังคงทะยอยเดินทางไปร่วมบริจาคโลหิตเพิ่ม เพื่อรองรับปัญหาการขาดแคลนโลหิตที่กำลังเกิดขึ้น

ด้านกองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ได้จัดกำลังพลเข้าร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองในยามขาดแคลน มอบให้แก่สภากาชาดไทย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ขยายวงกว้างไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้การบริจาคโลหิตมีจำนวนลดลง  ส่งผลกระทบต่อปริมาณโลหิตสำรองของโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีจำนวนลดลงไปซึ่งในวันนี้ทางกำลังพลของเหล่าทัพ ได้เดินทางไปบริจาคโลหิต ที่ธนาคารเลือด ชั้น 3 โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดย กองบัญชาการกองทัพไทย  และเหล่าทัพ ได้จัดกำลังพลร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ จำนวน 62 นาย โลหิตที่ได้มีปริมาณ 27,900 มิลลิลิตร ซึ่งจะนำไปมอบให้กับสภากาชาดไทยเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มเติมโลหิตที่ปลอดภัยให้กับผู้ป่วยทั่วประเทศในภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ต่อไป

ซีอีโอข้ามเพศชื่อดัง 'แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์' หรือ แอน JKN ร่วมบริจาคอาหารและน้ำดื่ม จำนวน 1 ล้านชุด ให้บุคลากรทางการแพทย์ มูลนิธิคนยากไร้และผู้ป่วยโควิด เป็นเวลา 5 เดือน

โดยเธอได้แจกอาหารให้บุคลากรทางการแพทย์ มูลนิธิคนยากไร้และผู้ป่วยโควิด 1,000,000 กล่อง ตลอดจนแคปซูลวิตามินรวมให้กับหมอ และพยาบาล ร่วมถึงคุกกี้ และน้ำดื่มอีก 1,000,000 ชุดตลอดระยะเวลาห้าเดือนจากนี้ไป

พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ศูนย์รวมการสื่อสารทุกอย่างในการรับของ ส่งของและการมอบคำแนะนำทั้งหมด แอนขอให้ทุกคนส่งข้อความไปที่ Facebook ชื่อ JKN 18 ตลอดจนช่องทีวีดิจิตอล JKN 18 เช่นเดียวกันจะมีข่าวรายงานให้ฟังตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลาห้าเดือนจากนี้ไปเราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันค่ะ #แอนจักรพงษ์ #annejakrajutatip #jkn18 #ข้ามเพศพันล้าน”

 

ที่มา: https://www.posttoday.com/ent/news/651319


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top