Thursday, 20 August 2026
Hard News Team

'จตุพร' สวนไอโอหน้าโง่ งัดรูปร่วมโต๊ะ 'เทพเทือก' ปมยัดเยียดใส่ร้ายรับงานถล่ม ‘ทักษิณ’

(31 ม.ค. 66) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์ ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน 'ความคับแค้น แปรเปลี่ยนเป็นพลัง' มี อรุโณทัย ศิริบุตร ดำเนินรายการ โดยตอบโต้ขบวนการไอโอปกป้องเพื่อไทย นำรูปถ่ายกับสุเทพ เทือกสุบรรณ มายัดเยียดใส่ร้ายว่า รับงานวิพากษ์วิจารณ์ถล่มทักษิณ ชินวัตร

นายจตุพร ประเมินถึงวิกฤตในอนาคตว่า ว่า จะเกิดขึ้นจาก 2 เรื่องสำคัญคือ กรณีตะวัน-แบม และคำประกาศกลับบ้านของทักษิณ ชินวัตร โดยวิธีพิเศษ ในส่วนการอดอาหารของตะวัน-แบมนั้น เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดตรึงเครียดยิ่งขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีส่วนสำคัญในการสร้างปัญหาให้ ม.112 ขยายตัวมากขึ้น จึงต้องเป็นผู้ดึงฟืนออกจากไฟ เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่า พระราชประสงค์ของ ร.10 ไม่ต้องการดำเนินคดีกับใคร ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นคนสร้างความเดือดร้อนให้ ร.10

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประมุขฝ่ายบริหารกับประมุขฝ่ายตุลาการต้องหารือหาทางออกร่วมกัน เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่คาดคิด จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ซึ่งเป็นความรู้สึกและอารมณ์ที่ไม่ต้องการอธิบายด้วยเหตุผลจากฝ่ายใด ๆ สถานการณ์แบบนี้ยากที่ใครจะควบคุมอยู่ได้ 

"ตะวัน-แบม อดอาหารเดิมพันชีวิตอย่างเอาจริง ฝ่ายรัฐจะประเมินด้วยเหตุการณ์อดอาหารแบบเดิม ๆ ไม่ได้ และเรื่องนี้จะอาศัยความสะใจหรืออคติหรือความเป็นการเมืองไม่ได้เลย แต่แก้ไขได้อย่างเดียวคือให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่จะดึงไฟออกจากฟืนก่อนที่จะเกิดวิกฤตรุนแรง จนลุกลามเป็นไฟลามทุ่งอย่างที่คาดไม่ถึง"

กรณีการประกาศกลับบ้านของทักษิณนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ใครอาจจะคิดว่าไม่มีอะไร เนื่องจากประกาศมาหลายครั้งก็ไม่ได้กลับและไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ประกาศในช่วงเวลาที่กำลังจะได้เสียทางการเมือง และยิ่งมาประกาศไม่ใช้กฎหมาย ไม่พึ่งเพื่อไทยหรือรอมชอมกับพลังประชารัฐ (พปชร.) นั้น ในทางกฎหมาย คดีที่มีโทษจำคุกเป็นที่สุดแล้ว ทักษิณต้องเข้าเรือนจำอย่างเดียวเท่านั้น

ดังนั้น ใครจะไปดีลโดยไม่สมควรดีล ซึ่งได้เริ่มต้นดีลแล้วยิ่งจะทำให้กลายเป็นชนวนใหญ่ เท่ากับปลุกผี พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาหลอกหลอนสังคมไทย จนกลายเป็นชนวนเผชิญหน้าของฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์และฝ่ายทักษิณ อีกครั้งหนึ่งอย่างไม่จำเป็นเลย

"เมื่อเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และทักษิณกลับบ้านจะกลายเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก แล้วนำไปสู่การล้มกระดานทั้งปวง ดังนั้นพวกเราจึงตอกย้ำเตือนให้ยึดประเทศไทยต้องมาก่อน เพราะความแตกแยกรุนแรงท่ามกลางการเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารหรือนักการเมืองก็ตาม"

นายจตุพร กล่าวถึงการแตกหักกับทักษิณ และถูกขบวนการไอโอระบาดทำลายมากขึ้นว่า ที่ผ่านมาตนเจอปฏิบัติการไอโอจากทั้งฝ่ายเสมอ ขณะนี้ฝ่ายทักษิณได้แพร่รูปตนกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งร่วมโต๊ะอาหารในงานเลี้ยงแต่งงานลูกของชาดา ไทยเศรษฐ์ นักการเมืองคนสำคัญขณะสังกัดพรรคชาติไทย โดยมีเจตนาทำให้เข้าใจผิดแล้วหวังทำลายตน

ก่อนจะชี้แจงรูปนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับนายสุเทพ นายจตุพร กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับสุเทพว่า ข้อเท็จจริงแรก สุเทพเป็นเพื่อนทักษิณ ในช่วง 4 ปีแรกที่ทักษิณเป็นนายกฯ แต่สุเทพนั่งเลขา ปชป. เป็นฝ่ายค้าน และไม่เคยอภิปรายทักษิณสักครั้งเดียว สามารถตรวจค้นความจริงกันได้ทั่วไป

สองทักษิณ เคยไปร่วมรับประทานอาหารที่บ้านสุเทพถึง อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และเครือข่ายยังซื้อหุ้นสหกรณ์โคออฟร่วมลงทุนกับสุเทพด้วย นอกจากนี้ลูกน้องมือทำงานคนสำคัญของสุเทพ ปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารระดับรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อีกทั้งถึงการเลือกตั้งปี 2548 สุเทพเริ่มมีปัญหาขัดแย้งกับทักษิณ แล้วนัดเจรจากันที่บ้านพิษณุโลก ตอนนั้นตนอยู่ในทีมโฆษกพรรคได้ แถลงข่าวเสนอให้ทักษิณเลิกคบกับสุเทพ

อีกอย่างในบทบาททางการเมือง ตนกับสุเทพต่างทำหน้าที่อยู่กับคนละฝายกันทั้งในการอภิปรายฟาดฟันในสภา และต่อสู้กันยิบตาบนท้องถนน ไม่มีอะไรลดราวาศอกกันเช่นเดิม กระทั่งได้มาคุยกันตัวต่อตัวในวันเจรจาก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จะยึดอำนาจปี 2557 ซึ่งเป็นการคุยกันครั้งสุดท้ายและไม่ได้คุยกันอีกเลย

ส่วนกรณีรูปภาพถ่ายกับนายสุเทพนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ชาดา เป็นนักการเมืองใจนักเลง มีมิตรอยู่แทบทุกพรรค ซึ่งตนชอบนักเลงการเมืองมากกว่านักธุรกิจการเมือง เพราะพูดคำไหนคำนั้น ไม่ว่าอยู่ซีกไหน ไม่มีอะไรซับซ้อน จึงได้คบค้าสมาคมกัน แต่นักธุรกิจการเมืองพูดวันนี้ พรุ่งนี้เป็นอีกอย่าง

จากนั้น ชาดา ชวนไปงานแต่งงานลูกในเดือนมกราคม ปี 2559 ตนก็ไปและเจอสุเทพ ก็เดินดิ่งเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะ จึงมีภาพถ่ายปรากฎ สิ่งสำคัญ เมื่อเป็นงานแต่งงานก็ต้องมีมารยาทกันตามประเพณีต้องให้เกียรติเจ้าภาพ จะฟาดฟันกันยับเยินได้อย่างไร อีกอย่างถ้าตนหลบหนีสุเทพไปนั่งโต๊ะอื่น ก็จะถูกอีกฝ่ายด่าอยู่ดี พวกไอโอจะให้ตนไปรบกันในงานแต่งงานหรือ?

นอกจากนี้ ในงานแต่งบางงานของอดีต ส.ส.เพื่อไทย สุเทพก็ไปเช่นกัน เพราะเขามีเพื่อนมากทุกพรรค เมื่อครั้งงานแต่งของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งจัดทั้งที่บ้านเจ้าบ่าวและเจ้าสาว กรณีงานจัดที่บ้านเจ้าสาวนั้น สุเทพเป็นประธานจัดงาน เพราะสนิทกับพ่อเจ้าสาว ช่วงนั้นเสื้อแดงสู้กันเต็มบ้านเมือง ตนจึงไม่ได้ไป แต่เมื่อจัดบ้านณัฐวุฒิ มีจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน ตนก็ไป เมื่อสุเทพไปงานแต่งงานณัฐวุฒิได้ ก็ไม่เห็นขบวนการไอโอทั้งสองฝ่ายรุมถล่มว่าอะไร

นายจตุพร กล่าวว่า แต่อยู่ดีๆ ตนไปนั่งร่วมโต๊ะกินช้าวกับสุเทพในงานแต่งเมื่อปี 59 ผ่านมา 7 ปีแล้ว ขบวนการไอโอก็เอามาปั่นกระแส โยงถึงการถล่มทักษิณก็ว่ากันไป แต่ตนถล่มทักษิณเพราะมาดูถูกกันเมื่อเร็วๆ นี้เอง จะให้รอจนกว่าเลือกตั้งเสร็จแล้วจะตอบโต้หรืออย่างไรกัน

‘เปลวสีเงิน’ มองไทย ยุค ‘8 ปี นายกฯ ลุงตู่’ พัฒนาไกลลิ่ว เทคโนโลยีก้าวหน้า-ต่างชาติยอมรับ-โครงสร้างพื้นฐานยอดเยี่ยม

(31 ม.ค. 66) เปลวสีเงิน ได้นำเสนอบทความ ในหัวข้อ ไทย ‘พัฒนาไกลเกินมอง’ โดยระบุว่า…

‘ประเทศไทย’ ยุค ‘๘ ปี นายกฯ ประยุทธ์’ นี่

หลาย ๆ ด้าน ....

มันพัฒนา "เกินหน้า-เกินตา" ประเทศเพื่อนบ้านเขาเร็วมากไป

จึงค่อนข้าง "วางตัวยาก" ในหมู่เพื่อนบ้าน อย่างเช่น เขมร เวียดนาม แม้กระทั่งกับสิงคโปร์ก็เถอะ!

เพราะไทยเรา เดี๋ยวติดอันดับประเทศคนมาท่องเที่ยวมากที่สุดบ้าง เดี๋ยวเป็นประเทศน่าอยู่-น่าลงทุนที่สุดบ้าง

เดี๋ยวเป็นประเทศที่ค่าเงินเสถียรที่สุดบ้าง

เดี๋ยวเป็นประเทศที่คนใจดี-น่ารักที่สุดบ้าง เป็นประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโทรคมนาคม สะดวก-เร็ว ที่สุดบ้าง

เพื่อนบ้านเขาจึง "มองค้อน"!

ยิ่งตอนนี้ "การรถไฟ" ร่วมมือกับ "สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง"

ผลิตหัวรถไฟพลังงานแบตเตอรี่ออกทดลองวิ่งที่ "สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์" นำหน้าในอาเซียน

ภาพการทดลองวิ่งปรากฏออกไปเท่านั้้นแหละ

เวียดนาม "กินไม่ได้-นอนไม่หลับ"!

นักรบคีย์บอร์ดออกมากระแนะ-กระแหนด้วยฤทธิ์แรงริษยา ประเทศเขาตะหาก ที่จะเป็นเจ้า EV ในอนาคต

ส่วนเพื่อนเขมร กางแผ่นหินนครวัด "เคลมทุกอย่าง" ในโลก ว่าลอกเลียนไปจากเขมรทั้งนั้น

ตอนนี้ชักจะล้ำเส้นเกินไปซักหน่อย

เคลมมวยไทยเป็น "กุน ขแมร์" ก็พอจะทำให้คลายเครียด แต่การนำ "ครุฑ" ตราแผ่นดินของไทย ไปปักกางเกงนักมวยเขานี่ซี

"ผู้หลัก-ผู้ใหญ่" ฝ่ายไทย-ฝ่ายเขมร น่าจะคุยกัน ไปเตือนทั้งสองฝ่าย ว่าเอาพอหอมปาก-หอมคอ "อยู่ในกรอบ" พอรับกันได้เถอะ

แต่ถ้า "ล้นกรอบ" มากไป

อย่างเอา "ตราแผ่นดิน" ของไทยไปใช้ไม่เหมาะสมอย่างนั้นน่ะ...มันเกินไป 

ฝรั่งว่า เรื่องอย่างนี้ Sensitive เรื่องเล็กมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ

ควรห้ามปราม อย่าปล่อยให้ไฟในเตา กระเด็นออกมาเป็นไฟลามบ้าน-ลามเมืองเลย

ก็พอรู้แหละ....
ว่ามีคนปั่นจิ้งหรีด หวังให้ "ไทย-เขมร" กินใจ ต้องการให้ไปถึงขั้นบาดหมาง "ระดับประเทศ"

เมื่อรู้ ก็ควรรีบคุยกันแต่เนิ่นๆ ให้มันอยู่แค่ "มวย" พอแล้ว

ขืนปล่อยให้ลามปามไปถึงขั้น "ตราแผ่นดิน" ไม่มีคนไทยคนไหนจะวางเฉยได้หรอก

ก็เตือนสติกันไว้ กับเรื่องที่ "ไวต่อความรู้สึก"

"มวยไทย" น่ะ คือศาสตร์ที่ดึงเอาส่วนกายกับส่วนจิตในความเป็นสัญชาตญาณ พัฒนาให้ความคิดและความรู้สึกผนึกรวมเป็นศิลป์ ผ่านความเป็นแม่ไม้มวยไทยเปี่ยมปัญญา-เปี่ยมสปิริต

มวยไทย ใครๆ ก็ "ครูพักลักจำ" ได้

แต่จะให้เข้าถึงศาสตร์และศิลป์ด้วยจิตวิญญาณ ถ้าไม่เรียนด้วยตัวเอง ไม่มีทางเข้าถึงได้

เพราะอย่างนั้น "มวยไทย" จึงต้อง "ไหว้ครู"

เพราะ "มวยไทย" มีครู

นักมวยไทยทุกคน จึงได้รับการขนานนามว่า "ศิษย์มีครู"

"มวยไทย" จึงไม่ใช่สัตว์ ที่เขา "จับใส่กรงให้กัดกัน"

เพราะมวยไทย ครูสอนให้ลูกศิษย์ รู้จักคำว่า "สุภาพบุรุษ"

คำว่า "สุภาพบุรุษสังเวียน" จึงคู่กับ "มวยไทย" มาแต่อ้อน-แต่ออก!

ด้วยความลึกซึ้งของมวยไทยที่ "หลายชาติ" เข้าไม่ถึง

จึงใช้ความหยาบฉกฉวยรูปแบบมวยไทยไปทางธุรกิจการค้า โดยตั้งชื่อเลี่ยงไปต่างๆ นานา

อย่างสิงคโปร์ ก็จากมวยไทย ด้วยหัวการค้า พลิกแพลงเอามวยไทยผสมมวยมนุษย์ยุคหิน

ให้ค่าตัวแพงๆ มวยไทยก็แห่ไปฟัดกับมวยต่างชาติเป็นการล่ารางวัล

สำหรับผม ดูแล้วไม่เห็นมีตรงไหน ที่เรียกว่า "ศาสตร์และศิลป์" เลย

ไม่ต่าง "จับสัตว์ขังกรง" ให้กัดกัน

มันจึงมีแค่คำว่า "สัตว์ป่า" เข้ามาแทนคำว่า "สปิริต"!

นี่ "มวยสิงคโปร์"

แต่เขาเก่ง เขาไม่ได้เคลมมวยไทยด้วยอิจฉา แต่เขาใช้หัวการค้าประยุกต์ "ทำการตลาด" จึงเกิดเป็น "ธุรกิจคนกัดกัน"

ส่วน "มวยเขมร" อะไรนั่น จะกุน ขแมร์ ก็กุนไป ไม่มีใครว่า แต่การเคลมว่ามวยไทยว่าก๊อบไปจากมวยเขมร

ก็ไม่รู้จะไปหาเหตุผลจากคนตะแบงไปเพื่ออะไร สู้มองไปในทาง "ตลกคลายเครียด" จะสบายใจกว่า              

"มวยไทย" เป็นที่รู้จักและยอมรับเป็น "สากลโลก" ไปแล้ว

มันเลยจุดต้องมานั่งเล่นจ้ำจี้กับเพื่อนเขมรแล้ว!

เมื่อวาน อ่าน "การพยากรณ์เรื่องที่จะเกิดในโลกอนาคตที่" ดร.วรศักดิ์ กนกนุกูลชัย" โพสต์เฟซ และอาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา นำมาแชร์

ดร.วรศักดิ์สรุปจากที่ศาสตราจารย์ "Yuval Noah Harari" เขียนเป็น ๑๓ หัวข้อ ในหัวข้อที่ ๘ มีว่า

8.ในที่สุดมนุษยชาติจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนชั้น ได้แก่                    

-กลุ่มชนชั้นสูง (Super Elite Class) ที่เป็นผู้มีอำนาจควบคุม AI

และการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของมนุษยชาติ (เพื่อให้ฉลาดขึ้น หรือ อายุยาวขึ้น)

-กลุ่มชนที่ไร้ประโยชน์ (Useless Class)

ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงกำลังพลทางทหาร (กำลังพลจะไร้ความหมาย เพราะกองทัพในอนาคต จะใช้เทคโนโลยี AI แทน)

ถามว่า "โลกอนาคต" ที่ว่านี่ หมายถึงเมื่อไหร่?

ก็ราวๆ ๒๐-๓๐ ปี ต่อจากนี้ พูดชัดๆ คือศตวรรษที่ ๒๑ ใครมีลูกตอนนี้ ก็รุ่นลูกโตเป็นหนุ่ม-เป็นสาว นั่นแหละ

ผมอ่าน แล้วประเมินจากสังคมปัจจุบัน ประเด็นที่ท่านศาสตราจารณ์ Yuval Noah Harari เขียนไว้

มีความน่าจะเป็น ระดับ ๙๙.๙๙%

-กลุ่มชนชั้นสูง (Super Elite Class) ที่เป็นผู้มีอำนาจควบคุม AI ก็เห็น และเป็นอยู่ขณะนี้

-การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของมนุษยชาติ (เพื่อให้ฉลาดขึ้น หรืออายุยาวขึ้น)

ข้อนี้ ไม่ต้องมองหาที่ไหน ...

ณ วันนี้ ขณะนี้ คนไทย ด้วย "วิจัย-พัฒนา" วิทยาการไทยไปถึงระดับเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของมนุษยชาติสำเร็จแล้ว!

ไม่ใช่สำเร็จอยู่ใน "ห้องทดลอง" นะครับ

เป็นผลิตภัณฑ์ Life Science วางขายตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่ยา แต่เป็นอาหารเสริม

เป็นคนละเรื่อง-คนละอย่างกับ "อาหารเสริม" ที่เราเรียกกันเปรอะทั่วไป

แต่นี่เป็นผลิตภัณฑ์ Life Science "วิจัย-พัฒนา" ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพชั้่นสูง สู่ความยั่งยืนของมนุษย์

หลักๆ คือ ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพนี่แหละ จะทำให้ยุคต่อไปนี้ มนุษย์ตายช้า คืออายุยืนขึ้น ไม่เจ็บ-ไม่ป่วย แถมฉลาดยิ่งขึ้น

คงจำกันได้ เมื่อปีที่แล้ว ผมเคยนำมาเล่าว่า ปตท.เขาดิสรัปท์ "ข้ามสายพันธุ์" จากประเทศมั่นคงทางพลังงาน ไปสู่สายพันธุ์ "มั่นคงทางยา"

โดยเฉพาะด้าน "ชีววิทยาศาสตร์" หรือ Life Science ตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด "ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ" เป็นประธาน

แป๊บเดียวร่วม ๒ ปี

'คาเฟ่เรือโจรสลัด' ถูกคลื่นลมแรงซัด จมกลางทะเลพัทยา จนท. พร้อมเรือท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง เร่งเข้าช่วยเหลือ

เมื่อวานนี้ (30 ม.ค. 66) เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยา ได้รับแจ้งว่า เรือคาเฟ่เรือโจรสลัด ถูกคลื่นซัดอย่างหนักทำให้เกิดจมน้ำ หลังรับแจ้ง กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ เมืองพัทยา ได้ไปตรวจสอบบริเวณท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พบว่าคลื่นลมแรงมาก เรือท่องเที่ยวหลายลำได้วิ่งไปทำการช่วยเหลือพนักงานที่อยู่ในเรือ โดยสามารถช่วยเหลือมาได้อย่างปลอดภัย

นาย โทนี่ เวียดนาม อายุ 37 ปี ชึ่งเป็นพนักงานร่มเตียงชายหาดเล่าว่า ช่วงเวลา 15.00 น. ของวันนี้ ได้สังเกตเห็นว่าเรือโป๊ะที่ออกแบบลักษณะเป็นเรือโจรสลัด ได้ล่มกลางอ่าวพัทยา ชึ่งทำให้ข้าวของที่อยู่บนเรือลอยมาติดพื้นที่ชายหาด ตนจึงได้เก็บขึ้นไว้บนฝั่งก่อน เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่หรือเจ้าของเรือมาติดต่อขอรับของดังกล่าวไป จากที่สังเกตุเห็นว่าเรือนั้นค่อย ๆ เอียงลง แต่จากการสอบถามแล้วเบื้องต้น ยังไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนเรื่องการเกิดเหตุนั้น ยังไม่มีใครรู้ถึงการเกิดเหตุในครั้งนี้

‘ศุภชัย’ ยกคำวินิจฉัย กกต. ตอกหน้า ‘แพทย์ชนบท’ หลังจะยื่นฟ้อง ‘ลุงหนู’ ปมขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์หน้า รพ.

‘ศุภชัย’ ยกคำวินิจฉัย กกต.ตอก ‘เพจแพทย์ชนบท’ ปมดราม่า ‘ป้ายอนุทิน’ ไม่ผิดกฎหมาย เป็นการปฏิบัติภารกิจในอำนาจหน้าที่ทางราชการ!

จากกรณีที่เพจแพทย์ชนบท ให้ กกต. สอบเรื่องการขึ้นป้ายหน้าโรงพยาบาล ที่ปรากฏหน้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บนป้ายประชาสัมพันธ์นโยบายดูแลผู้สูงอายุอาจเข้าข่ายการหาเสียง ซึ่งผิดกฎหมาย

ล่าสุด (30 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suphachai Jaismut’ โดยนำรูปภาพเอกสารการพิจารณาของ กกต.ฉบับหนึ่ง พร้อมข้อความว่า

“ไม่ผิดกฎหมายครับ

เรื่องที่เพจแพทย์ชนบท จะยื่น กกต. เพราะสงสัยว่า การที่โรงพยาบาลขึ้นภาพรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สธ. อาจเข้าข่ายหาเสียง เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นั้น

ผมอยากจะเรียนว่า เรื่องการขึ้นป้ายนั้น ไม่ผิดกฎหมายครับ

และผมไม่ได้พูดลอย ๆ แต่ผมได้เอาคำวินิจฉัยของ กกต. แนบมาให้อ่านโดยทั่วกัน

'อลงกรณ์' ลุยโรงงานต่างด้าวอิทธิพลสั่งลงดาบซ้ำมอบกรมชลประทานดำเนินคดี พร้อมชื่นชม ผู้ว่าเพชรฯ.สนธิกำลังปิดโรงงานลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองชลประทานก่อมลพิษกลิ่นเหม็นเน่าสร้างความเดือดร้อนชุมชน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยวันนี้ (30 ม.ค.) ว่าได้มอบหมายให้กรมชลประทานพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีโรงงานต่างด้าวอิทธิพลที่ลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองชลประทานที่บ้านนาขลู่หมู่1ซึ่งเข้าข่ายการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง ที่บัญญัติ "ห้ามมิให้ผู้ใดปล่อยน้ําซึ่งทำให้เกิดเป็นพิษแก่น้ําตามธรรมชาติหรือ สารเคมีเป็นพิษลงในทางน้ำชลประทานจนอาจทำให้น้ำในคลองชลประทานเป็นอันตรายแก่เกษตรกรรม การบริโภค อุปโภคหรือสุขภาพอนามัยของประชาชน" พร้อมกับให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรีขุดลอกตะกอนน้ำเสียออกจากคลองเพื่อไม่ให้น้ำเสียที่ขังในคลองส่งกลิ่นเหม็นในบริเวณชุมชนใกล้เคียง

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่17 มกราคมที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาอบต.และประชาชน หมู่1ตำบลนาพันสามระหว่างลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนตำบลนาพันสามที่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ต.นาพันสาม อ.เมือง กรณีที่มีโรงงานทำขนมลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองชลประทานส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงมาเป็นเวลานานสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนและชุมชนโดยรอบจึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่า มีการลักลอบปล่อยน้ำเสียจากโรงงานทำขนมหวานลงคลองชลประทาน 3 ขวา 1 ซ้าย สายใหญ่ 3 เป็นระยะทางยาวนับร้อยเมตรส่งกลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงและเมื่อเข้าไปตรวจสอบภายในโรงงานพบว่ามีสายยางวางจากบ่อเกรอะพาดข้ามกำแพงโรงงานปล่อยลงคลองส่งน้ำของชลประทานและยังพบคนงานเป็นต่างด้าวหลายคนจึงให้ตามเจ้าของมาพบซึ่งได้รับแจ้งว่าไม่อยู่และมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาบอกว่าเป็นภรรยาเจ้าของจึงสอบถามว่าทำไมถึงลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองส่งน้ำของชลประทานซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและได้รับคำตอบว่าพยายามแก้ไขแต่ทำไม่ได้ ตนจึงแจ้งว่าถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ต้องปิดโรงงานและจะดำเนินคดีพร้อมกับได้โทรศัพท์แจ้งให้นายณัฏฐชัย นำพูลสุขสันติ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีและนายสันต์ จรเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี (ผคบ.เพชรบุรี) ทราบเพื่อดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำทีมติดตามความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ เร่งสำรวจพื้นที่พิพาทเพื่อบังคับใช้กฎหมายนำการเจรจา

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ม.ค.66 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีปัญหาข้อพิพาทในที่ดินที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมที่ดิน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากชาวบ้านกว่า 200 คน และต่อมาเมื่อวันที่ 24 ม.ค.66 ได้เรียกประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อสรุปข้อมูลเบื้องต้นและกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวไปแล้ว นั้น

หลังจากการประชุมดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะหลีเป๊ะ เป็นหลักในการนำธนารักษ์จังหวัดสตูล พื้นที่เขตการศึกษาจังหวัดสตูล ครูโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ และผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินพื้นที่ข้างเคียง ได้ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อชี้แนวเขตการครอบครองที่ดิน โดยยึดแผนที่ของทางราชการเป็นหลักได้แก่ แผนที่ตามนำส่งขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ (ทว 9), แผนที่ตามการรังวัดปักหลักเขตที่ราชพัสดุ พ.ศ.2533, แผนที่ของกรมอุทยานฯ และแผนที่พื้นที่ข้างเคียง รวมทั้งยังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในการสำรวจที่อยู่อาศัยของชาวเล เพื่อวางแผนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 โดยจะนำข้อมูลที่ได้ เข้าสู่ที่ประชุมในวันจันทร์ที่ 30 ม.ค.66 ต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (30 ม.ค.66) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย ดร.ณฐพร โตประยูร ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมอุทยานแห่งชาติ และกรมบังคับคดี ได้ลงพื้นที่เกาะหลีเป๊ะอีกครั้ง เพื่อร่วมประชุมกับคณะกรรมการฯ และกำหนดแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติม หลังจากที่ได้ตั้งเป็นคณะอนุกรรมการจำนวน 3 คณะแล้ว เบื้องต้นในส่วนของการตรวจสอบสิทธิมีความคืบหน้าในส่วนของการเปรียบเทียบหลักเขตซึ่งวัดโดยเครื่องมือพิเศษและเปรียบเทียบกับแผนที่ปี พ.ศ.2493 โดยมีเจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมสังเกตการณ์ 

โดยกรมธนารักษ์จะร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้รุกล้ำที่ดินราชพัสดุทุกราย หากพื้นที่ใดสามารถยืนยันเขตได้อย่างชัดเจนแล้ว จะให้กรมที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ให้เรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันพรุ่งนี้ นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าในส่วนของพื้นที่พิพาทที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้รื้อถอนจำนวน 15 แห่ง ล่าสุดดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 11 แห่ง ในส่วนที่เหลือจะมีการติดป้ายบังคับคดีตามคำพิพากษาให้ชัดเจนเพื่อรอการรื้อถอน ในส่วนของการตรวจสอบโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตนั้นพบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 109 แห่ง 

ตำรวจ ปส. สกัดผู้ต้องหา คาด่านชั่งน้ำหนักย่านพระราม 2 หลังลอบขนยาบ้า 3 ล้านเม็ด ก่อนยาหลุดลงภาคใต้

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร.(กม)/ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2  ให้ ตำรวจ ปส. เร่งเดินหน้ากวาดล้าง จับกุม และขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมทั้งการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ชั้นในและในชุมชน และการทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดให้ครอบคลุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นย้ำ ในการสืบสวนหาข่าวเครือข่ายหน้าใหม่ รวมทั้งกลุ่มเครือข่ายเก่า 

ตามนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ล่าสุด ช่วงสายของวันที่ 27 ม.ค.2566 เจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดพัทยา กก.1 ร่วมกับ ศูนย์วิเคราะห์ข่าว บก.ปส.2, ตำรวจทางหลวง และ ป.ป.ส.ภ.7 เข้าจับกุม นายยมนา หรือหมี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ได้ที่บริเวณหน่วยบริการตำรวจทางหลวงสมุทรสงคราม ถ.พระราม 2 ในจุดสถานีตรวจสอบน้ำหนัก (ขาออก) อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร ก่อนจับกุมได้รับแจ้งว่ากลุ่มเครือข่ายยาเสพติดจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.สระบุรี ลงไปยังพื้นที่ภาคใต้ โดยจะใช้รถบรรทุก 12 ล้อ เป็นพาหนะที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด 

ผบ.ตร. ชื่นชม สารวัตร ปคม. สวมจิตวิญญาณผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ตะครุบตัวรวบคนร้ายบุกชิงทองในห้างได้ทันควัน ขณะเจ้าตัวเดินอยู่ในห้าง

วันนี้ (30 ม.ค.66) เวลา 15.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบรางวัลโครงการ “ทำดี มีรางวัล” แก่ สารวัตร ปคม. ช่วยรวบคนร้ายชิงทอง

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2566 เวลาประมาณ 17.00 น. ขณะที่ พ.ต.ต.ประเวศน์ แสงพรหม สว.กก.1 บก.ปคม. กำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้ยินเสียงคนตะโกนให้ช่วยจับคนร้ายชิงทรัพย์ร้านทอง และพยายามจะหลบหนีวิ่งออกจากห้าง ขณะนั้นมีพลเมืองดีวิ่งไล่ติดตามและตะโกนให้ช่วยจับ พ.ต.ต.ประเวศน์ฯ จึงได้ตัดสินใจวิ่งไล่ตามรวบตัวคนร้ายเอาไว้ได้ในที่สุด พร้อมของกลางสร้อยคอทองคำ หนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น จึงได้ประสานตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ท้องที่เกิดเหตุมาควบคุมตัวเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

‘บิ๊กป้อม’ อ้าแขนรับ ‘2 กุมาร-บิ๊กน้อย’ กลับพรรค ชี้ ช่วยเศรษฐกิจ-การเมือง

(30 ม.ค. 66) เมื่อเวลา 14.38 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางเข้าที่ทำการพรรค พปชร. ถ.รัชดาภิเษก จากนั้น พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรครวมแผ่นดิน รวมถึงนายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่เดินทางตามหลังขบวนรถพล.อ.ประวิตร มาติดกัน มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค และนายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีม กทม.ได้ให้การต้อนรับ พร้อมขึ้นไปยังห้องทำงานพล.อ. ประวิตรทันที เพื่อยื่นใบสมัคร โดยพล.อ.ประวิตร ลงนามใบสมัครด้วยตัวเอง ก่อนที่จะสวมเสื้อพรรคให้นายอุตตม และนายสนธิรัตน์ ก่อนที่ทั้งหมดจะลงมาแถลงข่าวร่วมกัน

ต่อมาเวลา 15.10 น. พล.อ.ประวิตร พร้อมนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ร่วมกันแถลงเปิดตัว พล.อ.วิชญ์ นายอุตตม และนายสนธิรัตน์ 

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นที่น่าดีใจที่เราได้ต้อนรับทั้ง 3 คน คนแรก พล.อ.วิชญ์ คนที่สอง คือ นายอุตตม และคนที่สามคือ นายสนธิรัตน์ ถือเป็นเกียรติกับ พปชร.เป็นอย่างยิ่ง ตนพูดไม่เก่ง แต่ฟังเก่ง แล้วฟังรู้เรื่องด้วย อยากจะฝากบอกกับทุกคนว่าพรรคของเราเป็นพรรคที่เรารวมกัน ก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งหมด ฉะนั้น ทั้งสามคนจะมาช่วย พปชร.ในการดำเนินการกิจกรรมการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อที่จะให้พรรคมีความเข้มแข็ง เราต้องขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจกันทั้งสามคน เราได้สองหัวหน้าพรรค กับหนึ่งเลขาธิการพรรคนับว่าเป็นเกียรติกับ พปชร.เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้นายอุตตมจะมาช่วยดูแลเรื่องเศรษฐกิจ นายสนธิรัตน์จะช่วยดูเศรษฐกิจและการเมืองด้วย ส่วนพล.อ.วิชญ์ ช่วยทั้งพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า การกลับมาของทั้งสามคน จะทำให้ได้เป็นนายกฯ คนที่ 30 หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องประชาชนเลือก คุณถามอย่างนี้ผิดนะ จะให้ตนเป็นนายกฯ คนที่ 30ได้อย่างไร ประชาชนต้องเป็นคนเลือก ถ้าไม่ได้เลือกจะเป็นได้อย่างไร 

เมื่อถามว่า ตอนนี้แคนดิเดตนายกฯ ในพรรค มีแค่คนเดียว ไม่มีคนอื่นแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ถ้าตอบว่าตนไม่รู้ จะหาว่าตนไม่รู้อีก 

เมื่อถามย้ำว่า แล้วที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ระบุจะเข้ามาและเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า ใครบอก ถ้านายมิ่งขวัญบอกเองก็ต้องไปถามนายมิ่งขวัญ แต่ยืนยันว่านายมิ่งขวัญยังอยู่กับพรรค และช่วยด้านเศรษฐกิจ เพราะในพรรคมีงานให้ทำเยอะแยะ ไม่ต้องห่วง 

เมื่อถามอีกว่า แล้วจะให้ใครเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นทั้งหมดเลยครับ ไม่เป็นไร หัวหน้ามีได้หลายคน

เมื่อถามว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย จะตามมาร่วมงานหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ต้องถามนายสมคิด จะถามตนได้อย่างไร เพราะไม่ได้คุยกันเลย 

เมื่อถามว่า จะป้องกันปัญหาเรื่องความขัดแย้งอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ที่นายอุตตม และนายสนธิรัตน์ออกไปจากพรรค เพราะมีเรื่องความขัดแย้ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีความขัดแย้ง ออกไปก็ไม่ได้ขัดแย้ง 

ด้านนายอุตตม กล่าวเปิดใจถึงสาเหตุที่กลับมา พปชร. ว่า เรื่องสำคัญสุดคือ การสร้างปรองดอง ต้องขอบคุณหัวหน้าพรรคที่ได้เชิญชวนพวกตนมาทำงานร่วมกันในเวลาที่ประเทศชาติต้องการเดินหน้า พล.อ.ประวิตรแสดงอุดมการณ์มุ่งมั่นชัดเจนที่จะรวบรวมผู้คนจากหลาย ๆ ฝ่ายมาทำงานด้วยกัน อีกเหตุผลหนึ่งคือ พวกตนเคยเป็นสมาชิกในบ้าน สมาชิกเก่าในบ้านหลังนี้ มีส่วนร่วมริเริ่มสร้าง พปชร.มา มีส่วนในการคิดและผลักดันนโยบายส่วนหนึ่งขึ้น เช่น บัตรประชารัฐ ที่พวกเราช่วยกันทำมา หัวหน้าพรรค พปชร.ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะนำพรรคขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเหล่านี้ เรายินดีที่จะทำงานร่วมกับทุกคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ก้าวข้ามขัดแย้งได้แล้ว

‘จิรวัฒน์’ ปลุก ปชช. เข้าคูหากา ‘เพื่อไทย’ สกัดอำนาจ ส.ว. เลือก ‘ประยุทธ์’ นั่งนายกฯ

(30 ม.ค. 66) นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม.เขตทวีวัฒนา พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการล้มวาระแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ที่เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 159 และมาตรา 272 ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยว่า การเสนอแก้รัฐธรรมนูญ 2 มาตรานี้เป็นความพยายามแก้ไขเพื่อให้นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. และตัดอำนาจ ส.ว.ไม่ให้มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ การล้มมติดังกล่าวเป็นการขับเคี่ยวกันทางการเมือง ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยได้ยื่นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้มา 7 ครั้งแล้ว แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมประมาณ 25 ฉบับกลับถูกตีตก ผ่านเพียงฉบับเดียวคือกฎหมายเลือกตั้งซึ่งเปลี่ยนระบบแก้ไขเรื่องของบัญชีรายชื่อแล้วก็เขตเลือกตั้งเท่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่จะยังคงต้องการสืบทอดอำนาจ คสช.ต่อไปอย่างชัดเจน

นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีความพยายามโดย ส.ว.บางคน ที่หยิบยกประเด็นดังกล่าวโยนหินถามทางในเวทีการเมือง เพื่อจะใช้กลไกและเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญอุ้มนายกฯ ที่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่ออายุของพล.อ.ประยุทธ์ ไปให้มากกว่าแปดปี ทั้งนี้ ประชาชนสามารถหยุดยั้งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ได้โดยการเลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสเป็นนายกฯ ต่อ เชื่อว่าหากพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อ จะมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อกกรอบเวลา 8 ปีอย่างแน่นอน และอาจจะมีการแก้ให้รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.คงอำนาจในการโหวตเลือกนายกฯ พร้อมต่ออายุของส.ว.จากห้าปีต่อไปอีกก็เป็นไปได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top