Thursday, 20 August 2026
Hard News Team

‘สหพรรค’ รบ.วิบากกรรมของ ‘หม่อมคึกฤทธิ์’ ดั่งถูก ‘สหบาทา’ จากผลประโยชน์อันมิลงรอย

ณ ปัจจุบันนี้ เราจะเห็น ส.ส. ในพรรคต่าง ๆ ย้ายพรรคกันอย่างสนุกสนาน เพื่ออนาคตหลังการเลือกตั้ง ซึ่งทุกคนต่างก็หวังจะได้มีโอกาสเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฟากฝั่งของรัฐบาล โดยเฉพาะได้อยู่ในพรรคอันดับหนึ่งที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคใหญ่อันดับรอง ๆ ที่มีโอกาสต่อรองสูง 

แต่หากย้อนกลับไปในอดีต มีพรรคขนาดเล็กที่มี ส.ส.เพียง 18คน ที่สามารถเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่ ส.ส. ทั้งสภามีที่นั่งรวม 296 คน 

ผมนั่งเขียนเรื่องนี้แล้วก็คิดตามว่า...มันต้องมีพลังในการประสานประโยชน์เบอร์ไหนถึงทำได้ ว่าแล้วก็ลองไปติดตามกันดูครับ 

ในการเลือกตั้งเมื่อ วันที่ 26 มกราคม 2518 เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 10 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการปกครองของระบอบเผด็จการทหาร พร้อมเปลี่ยนจากการเลือกตั้งจากเขตจังหวัด มาเป็นหลายอำเภอรวมกันเป็นหนึ่งเขตเลือกตั้ง และมีจำนวน ส.ส. ได้เขตละ 3 คน 

การเลือกตั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ทำให้ประชาธิปไตยมีความเบ่งบานอย่างมาก จึงทำให้มีพรรคเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเป็นประวัติการณ์ และผลจากการเลือกตั้งก็ได้พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. เข้าสภาฯ ถึง 22 พรรค โดยชัยชนะตกเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค โดยได้ ส.ส. ไป 72 คน ตามมาด้วยพรรคธรรมสังคม 45 คน, พรรคชาติไทย 28 คน, พรรคเกษตรสังคม 19 คน, พรรคกิจสังคม 18 คน ทั้งนี้มีพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่าพรรคต่ำสิบอีก 13 พรรค และมีพรรคที่ได้เพียง 1 คน อีก 5 พรรค ซึ่งหากจะตั้งรัฐบาลได้จะต้องมี ส.ส. 135 คน จาก ส.ส. ทั้งหมด 269 คน 

ในฐานะพรรคอันดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์ได้สิทธิ์รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สร้างไว้เองคือ คำสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงว่าพรรคจะไม่จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ ‘อดีตสมาชิกพรรคสหประชาไทย’ ซึ่งเคยเป็นพรรคของ จอมพล ถนอม กิตติขจร โดยเด็ดขาดเพราะเป็นพรรคเชื้อสายทรราช (คุ้น ๆ อีกแล้ว) ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้ไม่สามารถจับมือกับพรรคธรรมสังคมซึ่งมี ส.ส. 45 คน รวมไปถึงพรรคสังคมชาตินิยมอีก 16 คน นอกจากนี้ ยังไม่สามารถตกลงจับมือกับพรรคชาติไทยซึ่งนำโดย พล.ต.อ. ประมาณ อดิเรกสาร ได้ เพราะพรรคชาติไทยเรียกร้อง 3 กระทรวงใหญ่คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ถ้ามองกันรวม ๆ แล้ว ที่การตกลงกันไม่ได้นั้น น่าจะเกิดจากความไม่ตั้งใจจริงที่จะเจรจากันมากกว่า รวมถึงความไม่สนใจที่จะไปเจรจาจับมือกับกลุ่มพรรคต่ำสิบ 

ทำให้สุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์ต้องไปรวมกับพรรคเกษตรสังคมที่มี 19 คน และพรรคแนวร่วมสังคมนิยม รวมมีคะแนนเสียงสนับสนุน 103 คน ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภาที่ต้องมี 135 คน เลยต้องพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อยขึ้น แต่ก็ล้มเหลว เพราะเมื่อ เมื่อถึงวันแถลงนโยบายเพื่อขอความไว้วางใจในการจัดตั้งรัฐบาลต่อสภา ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2518 ปรากฏว่า รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 111 เสียง ไม่ได้รับการไว้วางใจให้จัดตั้งรัฐบาล จึงต้องสละสิทธิ์การจัดตั้งรัฐบาลไป แม้ประชาธิปัตย์จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แต่ก็ล้มเหลวในการรวมเสียงตั้งรัฐบาล แท้งตั้งแต่ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นช่องที่ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมี ส.ส.เพียง 18 คน ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ‘สหพรรค’ ขึ้น

หลังความล้มเหลวของ ‘หม่อมพี่’ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แห่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้ ก็ถึงคิวของ ‘หม่อมน้อง’ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม โดยเริ่มต้นการเจรจาไปที่พรรคการเมืองที่มีอดีตสมาชิกพรรคสหประชาไทย (ซึ่งหม่อมพี่ไม่เอา) รวมกลุ่มกันในชื่อ ‘กลุ่มรวมชาติ’ เป็นแกนนำของ ‘พรรคธรรมสังคม’ ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 มี ส.ส. 45 คน ได้เจรจากับพรรคกิจสังคม โดยหวังใช้ชื่อเสียงและบารมีของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มาช่วยเรื่องภาพลักษณ์ในอดีตของกลุ่มตน

แม้พรรคกิจสังคมจะมี ส.ส. เพียง 18 ที่นั่งในสภา แต่ด้วยกลวิธีการเจรจาต่อรอง สร้างแรงจูงใจจากความสามารถของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรค ทำให้สามารถตั้งรัฐบาลได้ !!! โดยมีพรรคหลัก ๆ อย่าง พรรคกิจสังคม พรรคไท พรรคพลังประชาชนและพรรคอื่น ๆ ที่เรียกกันอย่างสุภาพว่า ‘รัฐบาลสหพรรค’ หรือฉายาที่มีคนตั้งให้ว่า ‘รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่’ เพราะเป็นรัฐบาลผสมที่เกิดขึ้นจาก 12 พรรค ได้ 135 เสียง เท่ากับครึ่งหนึ่งพอดี (ก่อนจะดึงพรรคอื่นมารวมเบ็ดเสร็จไม่ต่ำกว่า 16 พรรค) 

ที่สุดแล้วการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2518 ผลการลงมติออกเสียงเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2518 ปรากฏว่า หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเสียง ส.ส. 135 คน และ พ.อ. สมคิด ศรีสังคม ได้ 59 คน งดออกเสียง 88 คน และคณะรัฐบาลได้รับการไว้วางใจไปด้วยคะแนน 140 ต่อ 124 เสียง ไม่มาก ไม่น้อย 

ผบ.ตร.สั่งเข้มทุกหน่วย ปฏิบัติตามกฎเหล็กจุดตรวจ ตำรวจแต่งเครื่องแบบ มี bodycam บันทึกข้อมูลด่าน ใช้วาจาสุภาพ แม่นกฎหมาย นำหลักรัฐศาสตร์มาช่วยในการตรวจตรานักท่องเที่ยวเพื่อสร้างภาพลักษณ์บรรยากาศการท่องเที่ยวที่ดี พร้อมสั่งคุมอบายมุขทุกประเภท ห้ามปล่อยปละละ

วันนี้ (6 ก.พ.66) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จตช., พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. และ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ ผบช., ผบก.,รอง ผบก. และ หน.สถานี หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจการตั้งด่าน จุดตรวจ จุดสกัด การลงข้อมูลในระบบ TPCC การเสริมสร้างทางวินัยคุมเข้มการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และอบายมุขทุกประเภท ในที่ประชุม ผบ.ตร.สั่งการให้หน่วยปฏิบัติตามหนังสือบันทึกข้อความด่วนที่สุดที่ 0007.22/438 ลงวันที่ 2 ก.พ. 66 เรื่อง กำชับการปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด 
 

โดยเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัดทุกนายแต่งเครื่องแบบและติดกล้องบันทึกภาพเคลื่อนไหวแบบดิจิทัล (Police Body Camera) ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติ ให้บันทึกภาพและเสียงขณะตรวจไว้ตลอดเวลา แล้วนำไปจัดเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของหน่วยในโอกาสแรกหลังเลิกการปฏิบัติ โดยเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 20 วัน การตั้งจุดตรวจเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และจุดตรวจเพื่อบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ต้องได้รับอนุมัติจาก ผบก. ขึ้นไปทุกครั้ง

กำชับการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ ให้ทุกหน่วยลงข้อมูลในสารสนเทศของ ตร. (Thai Police Checkpoint Control : TPCC) ให้ผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. บช. หรือ ภ. และ บก. หรือ ภ.จว. ออกสุ่มตรวจการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัดให้เป็นไปตามแนวทางที่ ตร.กำหนด หากตรวจพบให้แนะนำ ตักเตือน ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็ว ทั้งนี้ ให้ติดตามผลการปรับปรุงแก้ไขในกรณีดังกล่าวด้วย  พร้อมให้ จต. สุ่มตรวจการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ โดยนำข้อมูลจุดบกพร่อง ปัญหาที่พบเข้าที่ประชุมบริหารระดับภาค หรือ ตร. เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

หากมีกรณีร้องเรียน ปรากฏเป็นข่าว หรือปรากฏตามสื่อสังคมออนไลน์ และผลการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือเรียกรับสินบน ให้พิจารณาดำเนินการทางวินัย อาญา และปกครอง แล้วแต่กรณีกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และพิจารณาข้อบกพร่องของผู้บังคับบัญชาผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมกำกับ ดูแล จนถึง หน.สถานี หรือ ระดับ บก.หรือ ภ.จว. ที่ปล่อยปละละเลย แล้วแต่กรณีด้วย 

ผบ.ฉก.นราธิวาส ส่งมอบบ้านตามโครงการ 'หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ซ่อมสร้าง ปันสุข' เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนที่มีฐานะยากจนให้ได้รับความสุข และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

(6 ก.พ. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 1 ตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ส่งมอบบ้าน ตามโครงการ 'หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ซ่อมสร้าง ปันสุข' ให้กับ นางสาวยุวนี ธยามานนท์ ซึ่งเป็นประชาชนที่มีฐานะยากจน และให้ความร่วมมือกับส่วนราชการ และหน่วยของรัฐเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตสร้างขวัญและกำลังใจ เพิ่มพูนความสุข ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยมี พันเอก ทวีรัตน์ เบญจาทิกุล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ปลัดอำเภอระแงะ นายกเทศมนตรีตำบลมะรือโบตก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อิหม่ามประจำตำบล และประชาชน เข้าร่วมในพิธี

สำหรับ โครงการ 'หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสซ่อมสร้าง ปันสุข' เกิดขึ้นโดยสืบเนื่อง จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ส่งผลกระทบในด้านความปลอดภัย และจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ในการประกอบอาชีพ ทำให้ขาดแคลนรายได้ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จึงกำหนดครอบครัวเป้าหมายที่มีความยากจน หรือเป็นพี่น้องประชาชนครอบครัว ไทยพุทธ และไทยมุสลิมในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ ซึ่งมีฐานะยากจนและมีจิตสาธารณะ ในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 10 อำเภอ ของจังหวัดนราธิวาส โดยได้ดำเนินโครงการการซ่อมสร้างบ้าน ประจำปีงบประมาณ 2566 จำนวน 12 หลัง ซึ่งหลังนี้ เป็นหลังแรก โดยจะดำเนินการซ่อม หรือสร้างบ้าน ให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และสร้างทัศนะคติที่ดี ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ 

รวบสามีภรรยาแดนมังกร ฉ้อโกงประชาชน ชักชวนซื้อเหรียญเว็บพนันออนไลน์ หอบเงินหนีซุกไทย มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

สืบเนื่องจากได้รับการประสานงานจาก สำนักงานกงสุล(ฝ่ายตำรวจ) ณ นครคุนหมิง และสถานฑูตจีนประจำประเทศไทย กรณีผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรายสำคัญ ราย   

1. MR.YANG หรือ นาย หยาง (นามสมมติ) อายุ 38 ปี    
2. MS.ZENG หรือ นาง เจิ้ง (นามสมมติ) อายุ 36 ปี    
ซึ่งก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในลักษณะฉ้อโกงประชาชนฯ  มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท แล้วหลบหนีการจับกุมเข้ามายังประเทศไทย 

จึงได้สั่งการให้  พ.ต.ต.สิทธิมณ สร้อยภู่ระย้า สว.กก.4 บก.สส.สตม.,ร.ต.อ.อดิศร บุญชุ่ม รองสว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม. พร้อมพวก ทำการสืบสวนติดตามจับกุม MR.YANG หรือนาย หยาง และ MS.ZENG หรือ นางเจิ้ง จนทราบว่า ได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่คอนโด ในพื้นที่สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ และ ผบก.สส.สตม.ได้อนุมัติเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรฯของ MR.YANG หรือนาย หยาง และ MS.ZENG หรือ นางเจิ้ง ไว้แล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 66 เวลาประมาณ 09.00 น. จึงได้เดินทางไปเพื่อตรวจค้น เมื่อไปถึงห้องพัก พบ MR.YANG หรือนาย หยาง ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับบุคคลตามหมายจับประเทศจีน และถูกเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรฯ ออกมาจากห้อง  จึงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงหมายค้นศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอทำการตรวจค้น โดยก่อนการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์จนเป็นที่พอใจแล้ว โดย MR.YANG สมัครใจพาตรวจค้นห้อง จึงทำการตรวจค้นพบ MS.ZENG หรือ นางเจิ้ง ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับบุคคลตามหมายจับประเทศจีน และถูกเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรฯ อาศัยอยู่ในห้องดังกล่าวด้วย จึงได้ทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริง จึงได้แจ้งทั้ง 2 ราย ถึงการถูกเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรของบุคคลต่างด้าวฯ และตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ เงินสดสกุลเงินไทยและสกุลเงินอื่นกว่า 6 สกุลเงิน มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท

‘แสนสิริ’ ครองแชมป์เปิดโครงการใหม่ปี 66 เดินหน้า 52 โครงการ มูลค่ากว่า 7 หมื่นลบ.

ไม่นานมานี้ นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ในปี 2565 แสนสิริสามารถเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยประสบความสำเร็จด้วยยอดขายรวม 50,000 ล้านบาท เติบโตเกือบ 50% จากปี 2564 มียอดโอน 36,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 เช่นกัน

สำหรับในปี 2566 แสนสิริ วางแผนเปิดตัว 52 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 75,000 ล้านบาท นับเป็นการทุบสถิติการเปิดตัวโครงการใหม่ ด้วยมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือเติบโต 74% จากปี 2565 และเติบโตจากช่วงเกิดโควิด-19 ถึง 1,000% หรือ 10 เท่าตัว

ทั้งนี้โครงการใหม่ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 30 โครงการ คอนโดมิเนียม 22 โครงการ โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2566 อยู่ที่ 55,000 ล้านบาทและตั้งเป้ารายได้รวม 40,000 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงตั้งเป้ากำไรสุทธิที่จะทุบสถิติ ALL-Time High พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตั้งบริษัท

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า โครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2566 ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวน์โฮม ในทุกระดับราคา ทุกทำเล และเจาะกลุ่ม Real demand โดยเฉพาะโครงการแนวราบ วางแผนเปิดตัว 30 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 50,700 ล้านบาท และเตรียมเปิดตัว 9 แบรนด์ใหม่ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ส่วนโครงการแนวสูงนั้น มีแผนจะเปิดตัวคอนโดมิเนียม 22 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 24,300 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 151% จากปี 2565

“ในปี 2566 นี้แสนสิริได้ปรับภาพแบรนด์ใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ในคอนเซปต์ Stay Well-Rounded คอนโดที่คิดเพื่อชีวิตดีรอบด้าน โดยนำเสนอคอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่ใส่ใจความเป็นอยู่ที่ดีในชีวิตทุกด้าน กับแบรนด์ดีคอนโด ซีรีส์ใหม่ 5 โครงการ 5 ทำเล รวมมูลค่าโครงการกว่า 5,000 ล้านบาท”นายอุทัย กล่าว

สตม. บุกทลายบริษัททำวีซ่าปลอม ค้นเจอพาสปอร์ตหลายร้อยเล่ม

สืบเนื่องจากตั้งแต่ห้วงเดือนธันวาคม 2565 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ประจำด่านต่างๆ ได้จับกุมตัวชาวต่างชาติจำนวนหลายราย ซึ่งกำลังเดินทางออกนอกประเทศ ในข้อหา “ปลอมและใช้รอยตราของเจ้าพนักงาน (รอยตราวีซ่า)” ซึ่งจากการจับกุมพบว่ารอยตราวีซ่าปลอมมีลักษณะเดียวกัน จึงเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกันเป็นผู้กระทำความผิด ต่อมา บก.สส.สตม. ได้รับสั่งการให้ทำการสืบสวนขยายผลจนพบว่า บริษัท รับทำวีซ่าแห่งหนึ่ง บริเวณ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. มีพิรุธน่าสงสัย เชื่อว่าเป็นบริษัทที่รับทำวีซ่าให้กับลูกค้าชาวต่างชาติโดยเป็นผู้ปลอมรอยตราวีซ่าให้กับชาวต่างชาติที่มาใช้บริการ จึงได้ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลอาญา 

ซึ่งศาลอาญาอนุมัติหมายค้นที่ ค.49/2566 ลง 17 ม.ค.2566 จึงได้เข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว พบ น.ส.อังศณา เกษมสุข เจ้าของบริษัท พร้อมลูกน้อง ซึ่งจากการเข้าตรวจค้นพบหนังสือเดินทางของชาวต่างชาติ ภายในบ้านจำนวน 700 เล่ม บางส่วนแอบใต้ฝากเพดานชั้น 2 บางส่วนวางกระจัดกระจายอยู่ที่ชั้น 1 จึงได้ทำการตรวจสอบพบว่า มีหนังสือเดินทางจำนวน 124 เล่ม มีรอยตราวีซ่าปลอมในหนังสือเดินทาง จากนั้นได้ตรวจยึดหนังสือเดินทางทั้งหมดเพื่อตรวจสอบและนำส่งกองพิสูจน์หลักฐานต่อไป และได้ขออนุมัติหมายจับ น.ส.อังศณาฯ ต่อศาลอาญา โดยศาลอาญาอนุมัติหมายจับที่ จ.226/2566 ลง 21 ม.ค.2566

ผบช.ภ.1 ร่วมกับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ปปส.ภาค 1 จัดแถลงข่าวจับกุมยาเสพติดเครือข่าย 'เฮียเยะ เชียงราย' ได้ของกลางยาบ้า 1.73 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือสู่ภาคกลาง

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ สถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา สํานักงาน ปปส.ภาค 1 ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายลําเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ "เฮียเยะ เชียงราย" เพื่อนํามาจําหน่าย และแพร่กระจายในภาคกลางและภาคตะวันตก

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายบุญหลง หรือ หลง ยานะนวล อายุ 42 ปี ลําเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง โดยใช้เส้นทางถนนสายเอเชีย จึงประสานให้ สภ.มหาราช ตั้งจุดสกัดที่ถนนสายเอเชีย กม.47 บริเวณหน้าตู้ยาม ต.02 สภ.มหาราช ต.ท่าตอ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนกําลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่เหลือ ได้วางกําลัง เฝ้าสังเกตุการณ์ตามเส้นทางหลักและรอง เพื่อจะสกัดกั้นการลําเลียงยาเสพติดในครั้งนี้

'ลุงป้อม' ลงพื้นที่ติดตามโครงการน้ำ-แก้ภัยแล้ง จ.ชัยภูมิ ชาวบ้านปลื้ม!! มีน้ำใช้เพียงพอ หนุนเป็น 'ว่าที่นายกฯ คนที่ 30'

(6 ก.พ. 66) เมื่อเวลา 15.30 น. พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ในฐานะ ผอ.กอนช. พร้อมคณะ ได้เดินทางไปปฏิบัติราชการต่อเนื่องจากจังหวัดขอนแก่นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยในช่วงบ่ายได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อติดตามขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร

โดยเมื่อเดินทางถึงศาลากลาง จ.ชัยภูมิ ได้ประชุมหารือร่วมกับนายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด, เลขาฯ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมพญาแล โดยสรุป จังหวัดยังมีปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเกิดจากน้ำหลากพื้นที่ลาดชัน ก่อให้เกิดสภาพน้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่หลายอำเภอ ซึ่งจังหวัดได้มีการถอดบทเรียน ร่วมฟังความคิดเห็นจากประชาชน แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างยั่งยืน สำหรับภัยแล้ง เกิดจากปริมาณฝนเฉลี่ยน้อยขาดแหล่งเก็บกักน้ำ ประกอบกับดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ในปี 61-65 งบกลางกรณีฉุกเฉินปี 65 และงบบูรณาการปี 66 รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการ สนับสนุนโครงการตามที่จังหวัดร้องขอเพิ่มเติมได้แก่ โครงการก่อสร้างวงแหวนน้ำรอบพื้นที่เมืองชัยภูมิ และก่อสร้างฝายแกนดินซีเมนต์เพื่อชะลอการไหลของน้ำในฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง จำนวน 1,000 ฝาย รองรับการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ

‘ปตท.’ มุ่งต่อยอด ‘ขยะ’ สู่วัสดุทดแทนที่มีคุณค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม - สอดคล้อง BCG Model

ปตท. มุ่งพัฒนาศักยภาพ 'ขยะ' ต่อยอดเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ร่วมขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ (BCG Model) ของประเทศไทย

จากวัสดุเหลือทิ้ง หรือ ‘ขยะ’ ที่ถูกมองข้าม ปตท. โดยทีมนักวิจัย จากสถาบันนวัตกรรม และ บริษัท เอช จี เนกซ์ จำกัด จับมือร่วมพัฒนาต่อยอดจนได้ทางออกที่สมบูรณ์ให้กับผู้ที่อยากเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรทดแทนที่มีคุณค่า เติมเต็มช่องว่างของการค้นหาทรัพยากรใหม่ ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดในปัจจุบัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดพิธีเปิดงานนิทรรศการ ‘Waste is MORE’ โดยมี นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้เห็นถึงมิติของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการพัฒนาศักยภาพของ ‘ขยะ’ ที่ถูกมองว่าไร้ค่า ให้กลายเป็นวัสดุทดแทนที่ ‘ไม่ไร้ค่า’ อีกต่อไป โดย ปตท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันศักยภาพของนวัตกรรมการวิจัย และการออกแบบของคนไทย ให้เติบโตไปแข่งขันในเวทีระดับโลก ทั้งยังคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

‘อนุทิน’ ยัน!! โยก ‘หมอสุภัทร’ เป็นเรื่องฝ่ายประจำ ชี้!! อุทธรณ์เป็นสิทธิ ว่ากันไปตามขั้นตอน

‘อนุทิน’ ยันซ้ำโยก ‘หมอสุภัทร’ เป็นเรื่องฝ่ายประจำ รมต.ไม่เกี่ยว ชี้ อุทธรณ์เป็นสิทธิว่าตามขั้นตอน เมิน ‘ก้าวไกล’ หวังใช้โจมตีช่วงอภิปราย ม.152 ห้ามใครพูดไม่ได้ ลั่นต้องยึดกม. แจงปม ‘ป้ายนโยบายผู้สูงอายุ’ แยกระหว่างงานการเมือง กับงานบริหารราชการแผ่นดิน เปรียบเหมือนเป็น ‘แบรนด์แอมบาสเดอร์’ ให้ฟรี อัดกลับอย่ามาเสียเวลากับเรื่องที่ไร้ผลใด ๆ

(6 ก.พ. 66) ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีการโยกย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ ไปเป็น ผอ.โรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ที่มีผลวันที่ 6 ก.พ. 66 ว่า ถ้าตามเอกสารมีผลวันที่ 6 ก.พ. 66 และเท่าที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรายงานก็เห็นว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามขั้นตอนราชการ ซึ่งตนยังไม่มีเวลาไปติดตาม เพราะว่าไม่ใช่เรื่องของตน เป็นเรื่องของส่วนราชการประจำ

เมื่อถามว่า ได้มีการยื่นคัดค้านมาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าจะมีการยื่นคัดค้านมา ก็มีขั้นตอนอยู่แล้ว ต้องยื่นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นสิทธิข้าราชการ ต้องยื่นอุทธรณ์ขึ้นมาเป็นลำดับชั้น ตนคิดว่าเราต้องดูตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าอุทธรณ์ขึ้นมาจะมีระยะเวลากำหนดว่าต้องกี่วัน ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับระดับการเมือง เพราะมาไม่ถึงจริง ๆ ขึ้นมาก็ขึ้นไม่ถึง ลงมาก็ลงไม่ถึง เพราะว่าระบบของส่วนราชการอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าอะไรก็ตามเป็นเรื่องงานบริหารราชการในส่วนข้าราชการประจำ ก็เป็นเรื่องปลัดกระทรวงอยู่แล้ว รัฐมนตรีมอบนโยบายในการทำงานของกระทรวง ไม่ใช่มอบนโยบายในการบริหารบุคคล อันนั้นไม่ใช่หน้าที่รัฐมนตรี ไม่มีสิทธิมอบด้วย

เมื่อถามว่า แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างกรณีพรรคก้าวไกลมองว่าเป็นเรื่องการเมือง นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้ายิ่งมองเป็นเรื่องการเมือง ยิ่งทำให้ความชอบธรรมไม่เกิด เรื่องนี้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีวุฒิภาวะ มีดุลพินิจในการบริหารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเต็มตัวอยู่แล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องมาปรึกษาใด ๆ กับฝ่ายการเมือง

ตนขอเรียนย้ำอีกครั้งการหารือในเรื่องของการบริหารงานบุคคล ในส่วนที่ปลัดกระทรวงจะหารือกับทางรัฐมนตรีได้ก็คือ เมื่อมีการเสนอข้าราชการระดับ 10 ขึ้นไป ตรงนั้นรัฐมนตรีมีสิทธิหารือปลัดกระทรวงได้ เพราะรัฐมนตรีเป็นคนลงนาม นำเสนอเพื่อรับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตรงนั้นถึงจะมีช่องทางพูดคุยกันได้ ในส่วนของข้าราชการที่ต่ำกว่าระดับซี 10 ลงไป ตรงนี้ปลัดกระทรวงไม่จำเป็นต้องมาหารือใด ๆ ฝ่ายนโยบาย 

เมื่อถามว่า จะเป็นประเด็นให้พรรคก้าวไกล นำไปใช้ช่วงอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่สามารถห้ามใครพูดอะไรได้ แต่การชี้แจงต้องเป็นไปตามกฎหมาย บางครั้งไม่ชอบใจในบางเรื่องก็บอกว่ารัฐมนตรีก้าวก่าย บางเรื่องรัฐมนตรีไม่เคยยุ่ง ก็บอกทำไมรัฐมนตรีไม่ลงไปล้วงลูก เพราะฉะนั้น การเถียงแบบนี้มันนานาจิตตัง สิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องยึดตามระเบียบว่าอย่างไรก็ตามนั้น กรณีนี้ในการโยกย้าย ผอ.โรงพยาบาล ถือเป็นระดับซี 9 ไม่มีส่วนไหนที่รัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top