Sunday, 8 November 2026
Hard News Team

กรมสุขภาพจิตชี้ มุมมองทางการเมืองของแต่ละบุคคลแตกต่างกันได้ วอน สื่อสารด้วยความเข้าใจ แตกต่างแต่ไม่แตกแยก

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2566) กรมสุขภาพจิต ขอให้สังคมติดตามการรายงานผลการเลือกตั้งด้วยสติ ใช้เวลาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผลการเลือกตั้งอย่างเหมาะสม เนื่องจากทุกบุคคลมีพื้นฐานความชื่นชม ศรัทธาและประสบการณ์ต่างกัน ย่อมมีความคาดหวังที่หลากหลาย ทำให้มีทั้งผู้ที่มีความเห็นแตกต่างและไม่สมหวังในผลของการเลือกตั้งฯ ครอบครัวและชุมชนควรสื่อสารกัน ด้วยความเข้าใจ ยอมรับ และป้องกันความขัดแย้งอันจะนำไปสู่ความรุนแรงทั้งในครอบครัวหรือในสังคม

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากกระแสความใส่ใจในการเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2566  กรมสุขภาพจิตได้ติดตามสถานการณ์ทางอารมณ์และสุขภาพจิตของประชาชนอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับในทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญในสังคม และจากรายงานทางระบบ Mental Health Check In ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 พบว่า ประชาชนมีระดับความเครียดเริ่มขยับตัวสูงขึ้นจาก ร้อยละ 2.17 ตั้งแต่ต้นปี 2566 และในระยะสองสัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง ระดับความเครียดขยับเพิ่มถึง ร้อยละ 3.07 และมีระดับสูงขึ้นเท่าตัว คือสูงกว่าร้อยละ 6.0 ในบางวัน และในช่วงเวลาการรอคอยผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการนี้ มีแนวโน้มที่ความเครียดของประชาชนจะสูงขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในครอบครัวหรือกลุ่มต่างๆในสังคมที่มีสมาชิกหลายกลุ่มวัย ที่อาจมีผลต่อมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างได้มากขึ้น 

แพทย์หญิงอัมพร กล่าวต่ออีกว่า  สิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้ คือ สถานการณ์การรายงานผลการเลือกตั้งฯ ที่ประชาชนหลายภาคส่วนยังคงตั้งใจ จดจ่อเพื่อติดตามว่าพรรคหรือบุคคลที่ตนเองเลือก จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งในวงจรของการเลือกตั้งย่อมมีทั้งผู้ที่ลงคะแนนเลือกแล้วเป็นไปตามที่หวังและไม่สมหวัง หากผู้ที่ติดตามข่าว ไม่สามารถดูแลอารมณ์ของตนได้ อาจเกิดปัญหาการมีปากเสียงหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งได้ กรมสุขภาพจิตเสนอข้อแนะนำเพื่อการดูแลสุขภาพจิตและสัมพันธภาพกับคนรอบข้างในช่วงของการรอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ด้วยหลัก 4 ไม่ 4 ต้อง โดย 4 ไม่ ได้แก่ 1. ไม่กดดัน ตำหนิ ผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง 2. ไม่เยาะเย้ย ดูถูก หรือถากถาง ผู้ที่ผิดหวัง 3. ไม่ใส่อารมณ์ ความรู้สึกกับข่าวมากเกินไป 4. ไม่ล้อเลียน ไม่ซ้ำเติมความผิดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ และ 4 ต้อง ประกอบด้วย 1. ต้องรับฟังอย่างเปิดใจ 2. ต้องหลีกเลี่ยงการรับข่าวสารมากเกินไป 3. ต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจตนเอง 4. ต้องให้กำลังใจ พูดคุย ด้วยสติและถ้อยคำที่สุภาพแสดงความห่วงใย ซึ่งโอกาสนี้นอกจากผู้ที่ไม่สมหวังจะต้องยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง ผู้ที่สมหวังเองก็ต้องแสดงออกถึงการให้เกียรติ มีน้ำใจนักกีฬาโดยยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เพื่อให้ครอบครัวหรือญาติมิตรได้ปรับปรุงสายใยความผูกพันและสังคมก็สามารถดำเนินพัฒนาการทางการเมืองระดับมหภาคต่อไปได้ ด้วยความสงบและสันติสุข

กรมสุขภาพจิต ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารผลของการลงคะแนนการเลือกตั้งฯ อย่างมีสติและปล่อยใจให้สงบ แต่หากรู้สึกเครียดสามารถสำรวจสุขภาพใจด้วย Mental Health Check-In (MHCI)เพื่อรับทราบแนวทางการดูแลตนเอง หรือรับการปรึกษาที่สถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้านหรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง 
 
เสริมสร้างสุขภาพใจ และสายใยครอบครัว ในช่วงลุ้นผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
นภาพร/เชียงใหม่

‘กำนันเผ่น’ ส.ส. เพื่อไทย ดวงเฮง!! ถูกรางวัลที่ 1 รับ 24 ล้าน หลังแพ้ชัยให้ ‘ก้าวไกล’ ถือเป็นรางวัลปลอบใจแม้สอบตก

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.66 ภายหลังกองสลากประกาศผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 66 รางวัลที่ 1 ได้แก่หมายเลข 132903 รางวัลเลขท้าย 2 ตัวได้แก่ 99

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ ‘สังคมข่าว สมุทรสาคร 2’ ได้โพสต์ภาพ ‘กำนันเผ่น’ หรือ นายอุดม กันม่วง อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร พรรคเพื่อไทย เขต 1 ดวงเฮงถูกรางวัลที่ 1 หมายเลข 132903 งวดประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 จำนวน 4 ใบ ได้รับเงินรางวัล 24 ล้าน

โดยระบุข้อความว่า “24 ล้านอยู่นี่เอง กำนันเผ่น กำนันอุดม กันม่วง อดีตกำนันตำบลพันท้ายนรสิงห์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร พรรคเพื่อไทย เขต 1 ดวงเฮง ถูกลอตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 รางวัลที่ 1 4 ใบ เป็นเงิน 24 ล้านบาท”

สำหรับ นายอุดม กันม่วง เพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย เขต 1 จ.สมุทรสาคร ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่เพิ่งผ่านมา และได้อันดับ 3 ส่วนผู้ชนะได้แก่ ว่าที่ ส.ส.จากพรรคก้าวไกล

จับแล้วหนึ่งในแก๊งปลอมไลน์ผู้ว่าขอนแก่น หลอกยืมเงินข้าราชการในพื้นที่กว่า 5 แสนบาท

สืบเนื่องจากกรณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้ออกประกาศแจ้งเตือนผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว “ไกรสร กองฉลาด” แจ้งเตือนมิจฉาชีพใช้รูปภาพและชื่อไลน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ทักข้อความไปยืมเงินบุคคลอื่น ทั้งภาพและข้อความระบุว่า “ใช้รูปภาพและชื่อผู้ว่าขอนแก่น หลอกยืมเงิน ตั้งแต่เช้าแล้วครับ ทั้งนายอำเภอบ้านแฮด บ้านไผ่ และเขาสวนกวาง โทรมาพร้อมทั้งส่งข้อความแชทมารายงาน มีคนแอบอ้างชื่อและนำรูปผมไปเป็นโปร์ไฟล์ หลอกยืมเงินนายกเทศมนตรีเทศบาลบ้าง สมาชิกสภาเทศบาลบ้าง ในพื้นที่ 3 อำเภอในข้างต้น”

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 จึงได้สืบสวนติดตามกรณีดังกล่าว โดยมิจฉาชีพปลอมไอดีไลน์ ได้ใช้รูปโปรไฟล์และชื่อตรงกับ นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ทักข้อความไปหาผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดขอนแก่นหลายแห่ง หลอกยืมเงินรายละ 500,000 บาท จากการตรวจสอบพบว่าบัญชีที่ใช้ก่อเหตุมีนายสารนิช อายุ 24 ปี เป็นเจ้าของบัญชี ประกอบกับหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้เปิดบัญชีมีคนต่างด้าว ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์ เป็นผู้จดทะเบียน จึงเชื่อมั่นว่ากลุ่มแก๊งดังกล่าวมีลักษณะเป็นขบวนการมิจฉาชีพกลุ่มใหญ่ ประกอบกับ นายสารนิช ยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น”

โดยได้หลบหนีการจับกุมมาอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
กระทั่งวันที่ 15 พ.ค.66 กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 จึงนำข้อมูลทั้งหมดประสานกรณีดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.สงขลา และบูรณาการกำลังร่วมกันทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี
ในเบื้องต้นผู้ต้องหารับว่าเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารดังกล่าว ซึ่งตนไปรับจ้างเปิดและขายบัญชีให้กับคนที่รู้จักกันทางเฟซบุ๊ค ชื่อ นายฮ้อย (รับจัดหาบัญชี) ในราคา 300 บาท เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ปี 66

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท.,พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 พร้อมชุดสืบสวนร่วมดำเนินการจับกุม

‘ต่าย ชุติมา’ ย้ำสถานะ ‘ทิม พิธา’ เป็นแค่พ่อและแม่ แถมบอกตอนนี้มีคนคุกเข่า ‘ขอแต่งงาน’ แล้ว!!

(17 พ.ค.66) แม้จะเลิกรากันไปหลายปี แต่อยู่ๆความสัมพันธ์ของ ‘ต่าย ชุติมา’ กับ ‘ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ก็กลับมาถูกจับตาอีกครั้งในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา หลังฝ่ายหญิงโพสต์สนับสนุน รวมถึงยังนำภาพหวานในอดีตมาลงอีกครั้ง 

ล่าสุดต่ายได้ไปร่วมรายการ ‘แย่งซีน’ ของ แพรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า เธอกับเขามีสถานะเพียงพ่อและแม่ของลูก ซึ่งตอนนี้ลูกสาวอายุได้ 7 ขวบ ในส่วนการเลี้ยงลูก เธอจะมีระเบียบมากกว่า ขณะที่พิธาจะออกแนวสบายๆ

เมื่อแพรรี่ถามว่า พิธาโอ๋ลูกสาวไหม ต่ายก็ว่า เขาจะมีความหวง “ตอนเด็กๆ เขาจะบอกว่าไม่ต้องแต่งงานหรอก” เธอเล่ายิ้มๆ แล้วว่า “เขาเป็นคุณพ่อที่โรแมนติกกับลูก วันวาเลนไทน์ก็ซื้อดอกไม้ให้ลูกทุกปี” เมื่อถามว่าซื้อให้แค่ลูกเหรอ ต่ายตอบว่า “ซื้อให้แค่ลูกค่ะ”

เขาได้บอกไหมว่าหนูฝากเอาไปให้หม่ามี๊ด้วย? “เคยมีมาเป็นคำพูดค่ะ ก็มีแบบปะป๊าคิดถึง อะไรอย่างนี้ เราก็เอ๊ะ…พูดเองหรือเปล่า” ต่ายเล่าพลางยิ้ม

เรื่องที่พิธากำลังฮอตเป็นที่หมายตา เหมือนจะเป็นสามีแห่งชาติไปแล้ว ต่ายบอก “ก็ยินดีกับเขาด้วย” มันทำให้เราอยากขยับเขยื้อนกลับไปไหม กับคำถามนี้ เธอบอกทันทีว่า “ไม่ เพราะคนใหม่มันดีกว่า” ก่อนจะตามมาด้วยคว่า “ไม่ได้ๆ อันนี้พูดไม่ได้” บอกพลางหัวราะ

ส่วนเรื่องการแชร์ภาพแต่งงานที่ทำให้หลายคนฮือฮา เธออธิบายว่า เป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการที่มีด้อมโพสต์เรื่องแต่งงานกับพิธา โดยเธอตั้งใจจะแซวเล่นเท่านั้น อีกทั้งภาพสติ๊กเกอร์ที่ใช้ก็ไม่ใช่ภาพปากคว่ำ แต่เป็นรูปยิ้มมุมปากต่างหาก “แซวด้อมเฉยๆ แซว หวงอะไรอ่ะ” เธอว่าที่ด้อมบอกให้ไปต่อแถว อย่ามาแซงคิว เรื่องนี้ก็ไม่ได้คิด เพราะเราไม่ได้ต่อคิว “เขาบอกอย่าแซงคิว เราก็บอกไม่แซงอยู่แล้วละ เพราะเราไม่ได้ต่อตั้งแต่แรก จนออกจากแถวไปแล้ว แล้วเขาเพิ่งมาจะให้มาต่อใหม่ ไม่ต่อแล้วดิ”

สำหรับโอกาสจะกลับมาคืนดี ต่ายบอกขอบคุณคนที่เชียร์ แต่สถานะพ่อแม่ของลูกในตอนนี้ก็แฮปปี้อยู่แล้ว เมื่อถามว่ามีโอกาสจะเป็นไปได้ไหม เธอบอกนั่นเป็นเรื่องอนาคต ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ “กรรมยังไม่หมดกัน เราก็ต้องมาชดใช้กันอยู่ดี”

ช่วงที่พิธาหาเสียง ต่ายบอกว่าเธอก็ได้ให้กำลังใจ ฝากลูกไปบอกว่าเชียร์อยู่นะ ขอให้ได้ 
“แบบยูทำได้อยู่แล้ว อะไรประมาณนั้น”

ครั้นแพรี่ถามว่าไม่อยากเป็นสตรีหมายเลข 1 หรือ เธอก็ว่า “มันเหนื่อยไป ไม่ๆๆๆ” การไปไหนแล้วสื่อจับจ้อง ก็ไม่ใช่ฟีลของเธอ

เมื่อถูกถามว่าในความคิดของเธอ อะไรคือเสน่ห์ของพิธา เธอบอกอันดับแรกก็รูปลักษณ์ภายนอก แล้วเขาเป็นคนคลั่งรักไง จะชัดเจน จะลงรูปคู่ ซึ่งในความเห็นเธอ ความชัดเจนทำให้ผู้หญิงมีความปลอดภัยในความรู้สึก

สำหรับเรื่องของหัวใจในปัจจุบัน ต่ายบอก “จริงๆ เป็นคนไม่มีคนจีบนะ ถ้าเจอก็จะคลิกกันเองมากกว่า ไม่ได้ต้องมาตามจีบ” บอกด้วยว่า เธอจะดูคนที่สามารถคุยด้วยกันได้ สมมติเขาเป็นคนดีมาก หล่อมาก รวยมาก แต่คุยแล้วไม่รู้จะคุยอะไร ก็ไม่คุยนะ มันต้องรู้สึกว่าถ้าเราอยากจะคุย อยากจะรู้จักเขามากขึ้น มันก็จะคุยกันไปเอง ก็ไม่ได้เชิงว่ามีสเปก แต่ถ้าเจอแล้วชอบ ก็คือใช่

เรื่องความคิดจะแต่งงาน เธอบอกพลางหัวเราะว่า “จริงๆ มีคนขอแต่งงานแล้วนะ ไม่นาน เมื่อปีที่แล้ว เขาก็คุกเข่า แต่แหวนผิดไซส์ ก็เลยใส่นิ้วอื่น”

แพรี่ถามอีกว่า การที่อยู่ดีๆ ก็โดนพาดพิง โดนแซะ ในแบบที่ไม่ค่อยดีมีความรู้สึกอยากฟาดไหม เธอรับว่า “อยากฟาดมาก ถ้าพูดเรื่องจริงไม่ได้ว่าอะไรเลย แต่ส่วนใหญ่จะรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่รู้แล้วพูดทำไม เห็นแล้วแบบดูมั่นใจมาก ก็จะแบบเจ๋อเนอะ”

ผบ.ตร. มอบรางวัลแก่ตำรวจสายตรวจสน.เทียนทะเล

ผบ.ตร. มอบรางวัลแก่ตำรวจสายตรวจสน.เทียนทะเล เข้าระงับเหตุตามหลักยุทธวิธีตำรวจ
วันนี้ (16 พ.ค.66) เวลา 12.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบเกียรติบัตรโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ตำรวจสายตรวจ สน.เทียนทะเล เข้าระงับเหตุตามหลักยุทธวิธีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ทำดี มีรางวัล” 
นั้นเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและประชาชนที่ประกอบคุณงามความดีมีจิตสาธารณะ จนเป็นที่ยอมรับของสังคม ตลอดจนข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นทุ่มเททำงานจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างชื่อเสียงให้แก่หน่วยงาน และกรณีนี้จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลเทียนทะเล ได้รับแจ้งเหตุ ว่ามีชายทะเลาะกับภรรยา และมีพฤติกรรมคล้ายจะทำร้ายร่างกาย ในพื้นที่ติดต่อใกล้เคียง จึงได้รุดนำกำลังเข้าตรวจสอบ

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นหมู่บ้านจัดสรร บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ พบลูกสาวของผู้ก่อเหตุ และเจ้าหน้าที่สายตรวจของสถานีตำรวจภูธรโคกขาม จำนวน 2 นาย กำลังประเมินสถานการณ์ โดยลูกสาวของผู้ก่อเหตุได้ให้ข้อมูลว่า พ่อของตนเกิดอาการคุ้มคลั่งทะเลาะกับแม่ และมีอาวุธปืนติดตัว ในขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามข้อมูลจากผู้แจ้ง ได้มีเสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้นในบ้าน เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ดูแล้ว มีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่ปลอดภัย จึงได้ตัดสินใจเข้าระงับเหตุตามหลักยุทธวิธีและใช้จิตวิทยาโน้มน้าวผู้ก่อเหตุ จนสามารถคลี่คลายสถานการณ์ ระงับเหตุได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า ตำรวจทั้ง 3 นายเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง ปฏิบัติงานตามหลักยุทธวิธีตำรวจสมควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ตามโครงการ “ทำดีมีรางวัล” เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจและสังคมสืบไป 

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า “ตนขอชื่นชมในความกล้าหาญ ที่ให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีตนจึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” และเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจหรือประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน ประกอบคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชน หรือทางราชการ ประพฤติตนดี คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและช่วยเหลือประชาชนจนเป็นที่ยอมรับต่อสังคม”

แม่ทัพภาคที่ 4 กำชับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นหูเป็นตา แนะนำ ชี้แนะ ส่งเสริม สนับสนุนสิ่งที่ถูกต้อง ให้แก่เด็กเยาวชน ตลอดจนชุมชน เพื่อต่อยอดความคิดและพัฒนาคุณภาพชีวิต  พร้อมแจงคืบหน้าพูดคุยสันติสุข จชต.

ที่หอประชุมวิทยาลัยชุมชนจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานมอบนโยบายแนวทางการปฏิบัติงานการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบของจังหวัดนราธิวาส รวมถึงหารือแนวทางการทำงานร่วมกันของหน่วยกำลังในพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี พลโท อุทิศ อนันตนานนท์ แม่ทัพน้อยที่ 4, พลตรี ปราโมทย์  พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย นายสนั่น  พงศ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และหัวหน้าส่วนราชการ, นายอำเภอ, ปลัดอำเภอ, กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ร่วมรับมอบนโยบายฯ

โดย พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ย้ำว่าผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นกำลังสำคัญและเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันดูแลปกป้องประชาชน ให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายสำคัญเร่งด่วน คือการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พยายามที่จะมีการพบปะกับผู้นำทุกจังหวัดเพื่อมาพูดคุยหารือกัน จะเห็นได้ว่าภายหลังจากรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 มีการแถลงแผนเสริมสร้างสันติสุข เพื่อสร้างความสันติสุขคืนสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สิ่งหนึ่งที่ทางกองในการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า อยากเรียนให้รับทราบ คือ ความคืบหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พลตรี ปราโมทย์  พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นหนึ่งในคณะทำงาน ได้มาสื่อสารให้กับพี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้านให้รับทราบถึงความคืบหน้าในการพูดคุยและได้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการพูดคุยสันติสุขเพื่อให้จังหวัดจะเดินภาคใต้เกิดสันติสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ส่วนหน้าได้มีการบูรณาการร่วมกันกับทุกภาคส่วนใน การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินหน้าขับเคลื่อนกับทุกภาคส่วน ช่วยเหลือกัน หาทางออกร่วมกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความสงบสุขเรา สิ่งสำคัญที่สุดที่มีความตั้งใจ คือ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ตัดวงจรผู้เสพ ผู้ค้ายาเสพติดทุกพื้นที่ภาคใต้ด้วยการบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่และทุกภาคส่วน ทั้งการจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายและการบำบัดฟื้นฟูรักษา

โดยใช้สภาประชาธิปไตยตำบลเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดควบคู่แนวทางการบำบัด Camp 35 ที่เชื่อมโยงกับกระบวนการชุมชนบำบัดยาเสพติด (CBTx) พร้อมย้ำว่าให้ชุมชนมีการเสริมสร้างการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพและต้านยาเสพติดในกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ได้สร้างความสามัคคี รักการเล่นกีฬา ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และส่งเสริมบทบาทกลุ่มสตรีที่มีความสามารถให้ผู้นำชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการแต่งกายตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำ กำนันผู้ใหญ่บ้านดูแลพื้นที่ให้มีการดูแลพื้นที่ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งดูแลเส้นทาง ร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ได้เน้นย้ำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องรู้จักพื้นที่ รู้ว่ามีใครเข้าออกเคลื่อนไหวในพื้นที่รับผิดชอบ และต้องไม่เข้าข้างฝ่ายตรงข้าม หากตรวจพบว่าให้การสนับสนุนที่พักอาศัยแก่กลุ่มผู้ก่อเหตุในทุกกรณีถือว่ามีความผิดเทียบเท่า ผู้ก่อเหตุทุกประการ จะต้องถูกดำเนินการทางคดีอย่างเข้มงวด หากมีปัญหาต้องช่วยกันแจ้งเบาะแสไม่ต้องกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัยในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 ขอรับรองสามารถโทรมาแจ้งเบาะแสได้ที่เบอร์ 061-1732999 ซึ่งเป็นเบอร์ของแม่ทัพภาคที่ 4 โดยตรง ขอให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ให้สงบสุข ด้วยการแจ้งเบาะแสข่าวสารแก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาต่างๆในพื้นที่ให้เกิดความสงบสุขเร็วยิ่งขึ้น


ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

“อลงกรณ์”ประกาศจุดยืนเคารพเสียงประชาชนเตรียมเสนอพรรคประชาธิปัตย์โหวต”พิธา”เป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล หวังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปโดยราบรื่นและรวดเร็ว

นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้(16 พ.ค.)ว่า 
พรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดเจนในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะฟังเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งเพื่อกำหนดจุดยืนของพรรคหลังทราบผลการเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อประชาชนกว่า14ล้านคนเลือกพรรคก้าวไกลเป็นอันดับ1ของประเทศทั้งส.ส.แบบเขตเลือกตั้งและส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้นพรรคปชป.จะเคารพเสียงของประชาชนด้วยการลงมติสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล​ หากพรรคก้าวไกลสามารถรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ

โดยตนจะเสนอแนวทางนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการซึ่งจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้ารวมทั้งแกนนำและสมาชิกพรรคทั่วทั้งประเทศ

นายอลงกรณ์ยังกล่าวต่อไปว่า ถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องช่วยผ่าทางตันที่อาจเกิดขึ้นในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาอย่างน้อย 376เสียง  เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

“แม้พรรคประชาธิปัตย์จะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล แต่พรรคปชป.ก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลพรรคก้าวไกลโดยยึดหลักการ 3 ข้อเป็นแนวทางการทำงานของพรรคได้แก่
1.พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 
2.ประชาธิปไตยสุจริต
3.ประชาธิปไตยอิ่มท้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน”นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิด ‘เขื่อนภูมิพล’ อย่างเป็นทางการ

วันนี้ เมื่อ 59 ปีก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิดเขื่อนภูมิพลอย่างเป็นทางการ

โครงการสร้างเขื่อนภูมิพล เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2496 โดยในระยะแรกนี้ใช้ชื่อว่า "เขื่อนยันฮี" ถือเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งและเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ แห่งแรกของประเทศไทยเลยทีเดียว ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยให้ใช้เป็นชื่อเขื่อนนี้ว่า "เขื่อนภูมิพล"

ลักษณะของเขื่อนเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ และใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกในขณะนั้น สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีรัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตรความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด 13,462  ล้านลูกบาศก์เมตร

ในหลวง ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2504 การก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วย งานก่อสร้างตัวเขื่อน ระบบส่งไฟฟ้า และอาคารโรงไฟฟ้า และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมและ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ตามลำดับ

ในหลวง ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 จากนั้นมาก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงการผลิตกระแสไฟฟ้าเรื่อยมา ๆ และให้ประโยชน์ในด้านชลประทานแก่พื้นที่ถึง 10 ล้านไร่ ต่อปี 

อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสามารถจุน้ำได้ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื้อที่ผิวน้ำประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร นอกจากประโยชน์ทางด้านพลังงานไฟฟ้าและชลประทานแล้ว เขื่อนภูมิพลยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทยอีกด้วย สิ้นค่าก่อสร้างในขณะนั้น 2,500 ล้านบาท

‘ชาล็อต ออสติน’ ขอโทษ ‘ทักษิณ’ ทันที หลังโดนขุดคอมเมนต์ในอดีตเมื่อ 9 ปีก่อน

16 พ.ค.66) งานงอกจังๆ สำหรับนางงามลูกรัก ‘ณวัฒน์ อิสรไกรศีล’ อย่าง ‘ชาล็อต ออสติน’ รองอันดับ 5 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปี 2022 และมิสแกรนด์ชุมพร ปี 2022 หลังจากที่โดนมือดีขุดโพสต์เก่าเมื่อ 9 ปีก่อนมาแชร์จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่น เป็นข้อความที่เจ้าตัวเคยคอมเมนต์ถึง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำนองว่า “คนอย่างทักษิณแค่หัวหลุดยังน้อยไป”

ล่าสุด สาวชาล็อต ก็ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ พร้อมขอโทษกับความผิดในอดีตที่เคยทำพลาดจากความไม่ยั้งคิดของเด็กอายุ 14 ปีในตอนนั้น รวมทั้งได้ขอโทษทักษิณ ชินวัตร ครอบครัว และ นปช. อีกด้วย

“เรื่องที่จะชี้แจงต่อจากนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนสำหรับโพสต์ 9 ปีที่แล้ว : ก่อนอื่นหนูขอโทษที่โพสต์ดังกล่าวที่กำลังเป็นประเด็นให้เกิดความไม่สบายใจอยู่ในตอนนี้ หนูไม่มีคำใดที่จะยกขึ้นมากล่าวและแก้ตัวเพื่อให้พ้นจากความผิดในอดีตของหนูได้เลย กับสิ่งที่เคยทำผิดพลาดซึ่งเป็นความไม่รู้จักยั้งคิดของเด็กอายุ 14 ปี ณ ขณะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหนูน้อมรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

แต่ ณ วันนี้หนูโตขึ้นแล้ว หนูคิดว่าตัวเองมีความเข้าใจมากขึ้น มองเห็นและตีความเหตุการณ์ได้อย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น คำพูดหรือการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความขัดเคืองต่อความรู้สึกของผู้ที่สนับสนุนบุคคลในโพสต์หรือคนอื่นๆ หรือเหตุการณ์ทางการเมืองใดๆ ก็ตาม หนูในวันนี้ซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีก และขอยืนยันค่ะว่าจะอยู่เคียงข้างความถูกต้อง ความยุติธรรม และประชาชน ขอโทษอีกครั้งสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอโทษจริงๆ ค่ะ

ชาล็อตจะเก็บไว้เป็นบทเรียนค่ะว่าควรตระหนักคิดเยอะๆ ก่อนจะพูด หรือ กระทำการใดใด เพราะอาจส่งผลต่อเราในอนาคตได้ จะระมัดระวังและรอบคอบให้มากขึ้นค่ะ ขอโทษอีกครั้งค่ะ

ทั้งนี้ ชาล็อตต้องขอโทษคุณทักษิณ ชิณวัตร ครอบครัว และนปช. ทุกท่านที่ได้โพสต์ข้อความในเชิงข่มขู่คุกคามในตอนนั้นค่ะ”

การบินไทยฟื้นตัว คงสถานะสายการบินแห่งชาติ คาด!! พร้อมกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส 4 ปี 67

(16 พ.ค. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชมที่ รัฐบาลสามารถแก้ปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้อย่างคืบหน้าในระดับหนึ่ง ซึ่งขอให้เร่งรัดแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น เพื่อให้ได้กลับคืนสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งฝากดูแลเจ้าหน้าที่พนักงานของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ไทยสมายล์แอร์เวย์ฯ ให้ได้รับความเป็นธรรมและสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมั่นใจ

สำหรับมติที่สำคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการดำเนินการปรับโครงสร้างทุน การแปลงหนี้เป็นทุนและการจัดสรรเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม ไม่จัดสรรและเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นที่จะทำให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดย การบินไทย จะดำเนินการแปลงหนี้เป็นทุนและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน PPO ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2567 ซึ่งจะทำให้มีส่วนของผู้ถือหุ้น จำนวน 28,685 ล้านบาท เพื่อให้สามารถกลับไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ภายในไตรมาส 4 ปี 2567

ส่วนการปรับปรุงประสิทธิภาพฝูงบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ไทยสมายล์แอร์เวย์ฯ มีอากาศยานที่ใช้ทำการบินรวม 64 ลำ ซึ่งบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการขออนุญาตจัดหาอากาศยานเพิ่มเติมโดยเช่าดำเนินงาน 13 ลำ และมีอากาศยานที่อยู่ระหว่างจัดหาตามแผนการจัดหาอากาศยานปี 2567-2568 อีกจำนวน 9 ลำ 

ทั้งนี้ยังคงสถานะสายการบินแห่งชาติ เนื่องจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย 83.93% ถือเป็นสัดส่วนการถือหุ้นที่มีความเหมาะสมสำหรับการกำหนดให้เป็นสายการบินแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ รวมถึงให้สามารถกลับเข้าร่วมในคณะกรรมการต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการการจัดสรรเวลาเข้า-ออก ของเที่ยวบิน คณะกรรมการของผู้แทนของรัฐบาลเพื่อพิจารณาจัดทำความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศกับรัฐบาลต่างประเทศเป็นประจำ

นอกจากนี้ในการติดตามหนี้สินที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีสิทธิเรียกร้องและทุนทรัพย์สูง โดยธนาคารเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และ ธนาคารกรุงไทย โดยได้นำเงินฝากในบัญชีกองทุนบำเหน็จพนักงานการบินไทยหักกลบหนี้ตามมูลหนี้ ที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีต่อธนาคารต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top