Sunday, 8 November 2026
Hard News Team

‘ดร.หิมาลัย-สส.สัญญา’ รับมอบข้าวสารจากวิสาหกิจชุมชนนครสวรรค์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย-ขาดแคลนอาหาร ตามโครงการ ‘ใจถึงใจ’

(24 ก.ย. 66) ‘มูลนิธิพระราหู’ โดย ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหูพร้อมด้วย นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ เขต 3 รวมทั้ง พ.อ.วาทิน เปริญกุล ที่ปรึกษามูลนิธิฯ และ คุณพิมพ์ปวีณ์ นิลสุพรรณ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมคณะ ‘ชมรม FC สัญญาใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน’ ได้ร่วมรับมอบข้าวสาร จำนวน 10 ตัน ที่สนับสนุนจัดซื้อจากวิสาหกิจชุมชน ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตามโครงการ ‘ใจถึงใจ’

โดยมี นายณัฐวุฒิ อรุโนธา ปลัดอาวุโส อำเภอชุมแสง พร้อมด้วย นายสุพัฒน์ กันสุข นายกอบต.หนองกระเจา นางสรัญชณา กันสุข กำนันตำบหนองกระเจา นายทศพร เชาว์วิเศษ เกษตรตำบลหนองกระเจา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ แพทย์ฯ สารวัตร ตำบลหนองกระเจา และสมาชิกกลุ่มสิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรม IT อินทรีย์บ้านเนินตะโก ม.11 ตำบลหนองกระเจา อ.ชุมแสง ร่วมให้การต้อนรับ และร่วมพิธีส่งมอบข้าวสารครั้งนี้

จากนั้น ดร.หิมาลัย และนายสัญญา นิลสุพรรณ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังวิสาหกิจชุมชน ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เพื่อรับมอบข้าวสารจากการสนับสนุนจัดซื้อข้าวสารจากวิสาหกิจชุมชน ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จำนวนอีก 10 ตัน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตามโครงการใจถึงใจ

โดยมี นายสำรวย พระโพธิ์ นายก อบต.เกยไชย นางกัลย์ชพร รอดบำรุง สจ. นครสวรรค์ นายชัยยันต์ กองอรรถ ปลัด อบต.เกยไชย คุณสำอางค์ เปี่ยมส้ม ผู้ใหญ่ ม.7 เกยไชย นายมานพ เกตุศรีเนียม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายนพดล มั่นศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนาจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมให้การต้อนรับ และร่วมพิธีส่งมอบข้าวสารดังกล่าว

ดร.หิมาลัย กล่าวว่า สำหรับการสนับสนุนจัดซื้อข้าวสารจากวิสาหกิจชุมชนครั้งนี้ โดย มูลนิธิพระราหู ร่วมกับ ชมรม FC สัญญาใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน โดย สส.สัญญา นิลสุพรรณ ได้ร่วมลงพื้นที่มารับมอบในการสนับสนุนจัดซื้อข้าวสารจากวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิพระราหู ซึ่งเป็นดำริของท่าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ได้มีแนวคิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิพระราหู ในการซื้อข้าวสารต่างๆ ไปแจกให้กับประชาชน และชาวบ้านที่มีความขาดแคลนและต้องการ แทนที่เราจะไปซื้อจากห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่างๆ ซึ่งเขาสามารถดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว เราจึงมีแนวคิดหันมารับซื้อจากวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายข้าวสาร รวมทั้งเพื่อใช้ในการแจกจ่ายถุงยังชีพ ช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยต่างๆ ตามโครงการใจถึงใจ

ดร.หิมาลัย กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ได้รับความรู้มากมาย พร้อมรับรู้ปัญหาต่างๆจากการที่ชาวบ้านได้มาร้องเรียน เนื่องจากพื้นที่ตำบลนี้ขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องต่อสู้กับ ดิน ฟ้า อากาศ ผมขอยกย่องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และเกษตรกรชาวนาทุกท่าน ที่ยังช่วยรักษาแผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลานได้ พร้อมกับดำเนินตามรอยพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านให้ไว้กับพวกเราทุกคน ให้รักษาแผ่นดินนี้ไว้เป็น อู่ข้าว อู่น้ำ ซึ่งวันนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา หลายประเทศที่ร่ำรวยเศรษฐกิจใหญ่โตมหาศาล ยังเอาตัวรอดไม่ได้ แต่ประเทศไทยของเรา ซึ่งเป็น อู่ข้าว อู่น้ำ เรารักษาแผ่นดินนี้ไว้เพื่อทำเกษตรกรรม เราสามารถเอาตัวรอดได้

“ผมรู้สึกปลาบปลื้มที่เกษตรกรชาวนาและผู้นำชุมชน ที่มีความกล้าหาญ ถึงแม้จะเจออุปสรรค ปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ขาดแคลนน้ำ ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล แต่ก็ยังช่วยกันรักษาแผ่นดินนี้ไว้ ให้ลูกหลานได้ ผมมีความรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งครับ” ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู  กล่าว

‘สาวแมนเชสเตอร์’ ดวงดี!! ซื้อภาพวาดจิตรกรดัง ‘เอ็น.ซี.ไวเอธ’ ราคาเพียง 4 ดอลลาร์ จากร้านมือสอง แต่ขายได้เกือบ 7 ล้าน

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 66 เว็บข่าวต่างประเทศรายงาน ภาพวาดที่ถูกซื้อจากร้านขายของมือสองในเมืองแมนเชสเตอร์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา ในราคา 4 ดอลลาร์ ราว 144 บาท ปรากฎว่าเป็นภาพวาดของ เอ็น.ซี.ไวเอธ จิตรกรเอกชาวรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกาที่ทำราคาประมูลได้สูงถึง 191,000 ดอลลาร์ ราว 6,856,900 บาท

ข่าวระบุภาพวาดดังกล่าวมีชื่อว่า ‘ราโมนา (Ramona)’ เป็นผลงานภาพวาด 1 ใน 4 ภาพที่ไวเอธ วาดสำหรับหนังสือนิยายเรื่องราโมนา ของ เฮเลน ฮันต์ แจ็กสัน ฉบับปี 1939 ขณะที่ฉบับแรกตีพิมพ์ปี 1884 โดยภาพวาดดังกล่าวเป็นภาพของเด็กสาวกำพร้ำกำลังทะเลาะกับแม่บุญธรรมของเธอ

สำนักประมูลบอนแฮมส์ สกินเนอร์ อ้างผู้เชี่ยวชาญผลงานของไวเอธ ให้ความเห็นว่าภาพวาดดังกล่าวคาดว่าเป็นภาพวาดของไวเอธที่หายไปนานมาก แต่ต่อมาตกอยู่ในมือของหญิงชาวเมืองแมนเชสเตอร์ รัฐนิว แฮมป์เชียร์ ที่ซื้อภาพวาดนี้มาจากร้านเซฟเวอร์ (Savers) ร้านขายของมือสองแถวบ้านในราคา 4 ดอลลาร์ (ประมาณ 143 บาท) และแขวนภาพวาดนี้บนฝาผนังที่บ้านสักพัก ก่อนจะนำไปเก็บไว้ตู้เสื้อผ้า

ข่าวระบุภาพวาดดังกล่าวมีชื่อว่า ‘ราโมนา (Ramona)’ เป็นผลงานภาพวาด 1 ใน 4 ภาพที่ไวเอธ วาดสำหรับหนังสือนิยายเรื่องราโมนา ของ เฮเลน ฮันต์ แจ็กสัน ฉบับปี 1939 ขณะที่ฉบับแรกตีพิมพ์ปี 1884 โดยภาพวาดดังกล่าวเป็นภาพของเด็กสาวกำพร้ำกำลังทะเลาะกับแม่บุญธรรมของเธอ

สำนักประมูลบอนแฮมส์ สกินเนอร์ อ้างผู้เชี่ยวชาญผลงานของไวเอธ ให้ความเห็นว่าภาพวาดดังกล่าวคาดว่าเป็นภาพวาดของไวเอธที่หายไปนานมาก แต่ต่อมาตกอยู่ในมือของหญิงชาวเมืองแมนเชสเตอร์ รัฐนิว แฮมป์เชียร์ ที่ซื้อภาพวาดนี้มาจากร้านเซฟเวอร์ (Savers) ร้านขายของมือสองแถวบ้านในราคา 4 ดอลลาร์ (ประมาณ 143 บาท) และแขวนภาพวาดนี้บนฝาผนังที่บ้านสักพัก ก่อนจะนำไปเก็บไว้ตู้เสื้อผ้า

‘สุริยะ’ เดินหน้าลุยโครงการพัฒนาคมนาคม ‘อุดรธานี-สกลนคร’ สั่งซ่อมบำรุงเส้นทางสัญจร เพิ่มความสะดวก-ปลอดภัยแก่ ปชช.

(24 ก.ย. 66) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญ ของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและสกลนคร และลงพื้นที่ก่อสร้างโครงข่าย ทางหลวง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วย นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม, นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม, นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง, นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวงชนบท, นายปริญญา แสงสุวรรณ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และนายกีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมลงพื้นที่ โดยมี นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้แทนภาคเอกชน และประชาชนร่วมให้การต้อนรับ เมื่อวันที่  23 กันยายน 2566 ณ ห้องประชุมแขวงทางหลวงอุดรธานีที่ 1 จังหวัดอุดรธานี

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและสกลนคร ให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่และสามารถเชื่อมโยงการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวในภูมิภาค ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อความอุดมสุขของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและสกลนคร ดังนี้

การพัฒนาทางหลวงที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี
1.) โครงการทางหลวงที่ดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ ทล.216 ถนนวงแหวนรอบเมืองอุดรธานี (ด้านตะวันออก) ทล.2 ตอน บ้านห้วยหินลาด - อำเภอโนนสะอาด และ ทล.2023 ตอน อำเภอกุมภวาปี - บ้านโนนสวรรค์ ระยะทางรวม 57 กิโลเมตร

2.) โครงการทางหลวงที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ได้แก่ ทล.2 ตอน อุดรธานี - อำเภอสระใคร (เป็นตอนๆ) ดำเนินการบูรณะพร้อมขยายถนนเป็น 6 ช่องจราจร คืบหน้า ณ เดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่ 90.20% คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2567

3.) โครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมของบประมาณปี 2567 ได้แก่ ทล.2263 ตอน อุดรธานี - บ้านเพีย (กุดจับ) งานซ่อมสะพานข้ามลำน้ำปาว ทล.2023 ตอน น้ำฆ้อง - ศรีธาตุ ทล.2350 ตอน หนองหาน - กุมภวาปี ทล.2096 หนองเม็ก - คำตากล้า และ ทล.2022 ตอน นิคม - บ้านดุง

นอกจากนี้ มีแผนพัฒนาโครงข่ายทางหลวงในอนาคตในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีอีก  5 โครงการ ระยะทางรวม 229.69 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้างรวม 27,596 ล้านบาท

การพัฒนาทางหลวงที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดสกลนคร
1.) โครงการทางหลวงที่ดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ ทล.2 สกลนคร - นครพนม ตอน 1 และ 2 และ ทล.2 อำเภอหนองหาน - อำเภอพังโคน ตอน 1 และ 2 ระยะทางรวม 83 กิโลเมตร

2.) โครงการทางหลวงที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ได้แก่ ทล.223 สกลนคร - อำเภอธาตุพนม ตอน สกลนคร - อำเภอนาแก ขยายเป็น 4 ช่องจราจร ความคืบหน้า ณ เดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่ 95.62% คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566

3.) โครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมของบประมาณปี 2567 ได้แก่ ทล.222 ตอน พังโคน - หนองแวงทล.2218 ตอน คำเพิ่ม - ห้วยบาง และ ทล.227 ตอน บ้านผาสุก - พังโคน

นอกจากนี้ มีแผนพัฒนาโครงข่ายทางหลวงในอนาคตในพื้นที่จังหวัดสกลนครอีก 10 โครงการ ระยะทางรวม 207 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 10,140 ล้านบาท

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการก่อสร้างโครงข่ายทางหลวงในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ประกอบด้วย ถนนสาย ทล.2263 สายอุดร - กุดจับ ตรวจสอบความชำรุดของสะพานลำน้ำปาว เชื่อมต่อระหว่างอำเภอกุมภวาปีและอำเภอศรีธาตุ โครงการขยายช่องทางจรจรบน ทล.2023 สายน้ำฆ้อง - วังสามหมอ ตั้งแต่เมืองเก่า (บ้านพันดอน) ถึงเมืองใหม่ อำเภอกุมภวาปี ตรวจสอบและศึกษาการออกแบบโครงการขยายช่องจราจรถนน ทล.2350 ตอน หนองหาน - กุมภวาปี และ ทล.2022 สายสุมเส้า - บ้านดุง

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้พบปะพี่น้องประชาชนชาวอุดรธานีที่มารอต้อนรับ พร้อมรับฟังความคิดเห็น และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงฯ ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับรูปแบบวิถีชีวิต ครอบคลุมทุกมิติ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีข้อสั่งการ ดังนี้

1.) ให้ ทล. ทช. และหน่วยงานอื่น ๆ รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้แทนประชาชนให้มากขึ้น เพื่อให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่

2.) ให้พัฒนาเส้นทางคมนาคมรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่จะมาร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี

3.) จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชน พบว่า มีบางเส้นทางผิวทางชำรุด คับแคบ ไม่สะดวกในการเดินทาง ซึ่ง ทล. ได้ดำเนินการซ่อมบำรุงเพื่อบรรเทาปัญหาในเบื้องต้น ตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในปี 2566 แล้ว ดังนั้น เพื่อให้โครงข่ายคมนาคมขนส่งมีประสิทธิภาพ มีความสะดวก ปลอดภัย และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ตนจะเร่งรัดการจัดสรรงบประมาณให้ ทล. ทช. นำมาพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวก ปลอดภัย รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียงต่อไป

‘ตร.ไซเบอร์’ เผย 3 ภัยออนไลน์ที่คนร้ายนิยมใช้หลอกเหยื่อ เตือน!! ข้าราชการวัยเกษียณ-ปชช. ระวังกลลวงมิจฉาชีพ

(24 ก.ย. 66) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. เปิดเผยว่า ตามที่ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี จะมีข้าราชการต่างๆ ครบกำหนดอายุการรับราชการ หรือที่เรียกว่า ‘เกษียณอายุราชการ’ นั้น ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่มีมิจฉาชีพมักนำมาใช้หลอกลวงประชาชน หรือนำมาแสวงหาผลประโยชน์โดยผิดกฎหมาย โดยจากการตรวจสอบสถิติผ่านระบบศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ที่ผ่านมานั้น พบ 3 เรื่องที่มิจฉาชีพนำมากล่าวอ้าง หรือแอบอ้างในการหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชน ดังนี้

1.) หลอกลวงให้ร่วมลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยมิจฉาชีพจะสร้างช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ แอบอ้างบุคคล หรือบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านการลงทน หลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ทองคำ เหรียญดิจิทัล พลังงาน เป็นต้น โดยมีการใช้คำโฆษณาสวยหรู อ้างว่าเป็นการลงทุนของผู้สูงวัยใกล้เกษียณอายุ เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินหลักพันบาท แต่ได้ผลตอบแทนสูงในเวลาอันรวดเร็ว

2.) หลอกลวงให้ติดตั้งแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์มือถือ โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์ไปยังผู้เสียหาย ซึ่งเป็นข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ หรือกำลังจะเกษียณอายุราชการ แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง แจ้งว่าจะขอทำการตรวจสอบข้อมูลการรับบำนาญให้ทำการลงทะเบียนยืนยันตัวตน หรือแจ้งว่าจะได้รับเงินประกันบำนาญ ให้ทำการอัพเดตข้อมูล จากนั้น หลอกลวงให้ติดตั้งแอปพลิเคชันกรมบัญชีกลางปลอม ‘Digital Pension’ ผ่านเว็บไซต์ปลอม หรือลิงก์ที่ส่งให้ จากนั้น ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงินสแกนใบหน้า และให้สิทธิการเข้าถึง และควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ กระทั่งมิจฉาชีพโอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหาย

3.) หลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) โดยมิจฉาชีพจะสร้างโปรไฟล์สื่อสังคมออนไลน์เป็นชาวต่างชาติ เป็นข้าราชการทหาร หน้าตาดี หลอกลวงผู้เสียหายให้หลงรัก มีความเชื่อใจ อยากมาใช้ชีวิตเกษียณอายุกับผู้เสียหายในประเทศ ต่อมาอ้างว่าจะส่งสิ่งของมาให้ แต่ภายในกล่องเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หลอกผู้เสียหายให้โอนเงินจ่ายค่าขนส่ง ค่ารับรองต่อต้านการฟอกเงิน ค่าภาษี ไปให้กับมิจฉาชีพ

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 – 17 ก.ย.66 การหลอกลวงให้ร่วมลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มีประชาชนตกเป็นเหยื่อสูงเป็นลำดับที่ 4 จำนวน 26,827 เรื่อง หรือคิดเป็น 8.18% ของเรื่องที่มีการรับแจ้งความออนไลน์ทั้งหมด และมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 14,313 ล้านบาท การหลอกลวงติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบฯ มีประชาชนตกเป็นเหยื่อสูงเป็นลำดับที่ 9 มีจำนวน 8,158 เรื่อง หรือคิดเป็น 2.49% ของเรื่องที่มีการรับแจ้งความออนไลน์ทั้งหมด และมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 862 ล้านบาท และการหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน มีประชาชนตกเป็นเหยื่อสูงเป็นลำดับที่ 12 มีจำนวน 2,621 เรื่อง หรือคิดเป็น 0.80% ของเรื่องที่มีการรับแจ้งความออนไลน์ทั้งหมด และมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 881 ล้านบาท

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวอีกว่า บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ส่งข้อความสั้น หรือโทรศัพท์ไปหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

โฆษก บช.สอท.กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมายังคงพบว่า มีการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง มิจฉาชีพมักจะเปลี่ยนเนื้อเรื่อง เปลี่ยนชื่อหน่วยงานไปตามวันเวลา หรือสถานการณ์ในแต่ละช่วง ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ แอบอ้างโครงการของรัฐฯ การหลอกลวงให้อัปเดตข้อมูลเพื่อยืนยันตัวบุคคล หรือหลอกลวงสร้างสื่อสังคมออนไลน์ปลอมเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ อาศัยความความโลภ ความไม่รู้ของประชาชนเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ​ทั้งนี้ ขอฝากประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงแนวทางการป้องกันการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวดัง ต่อไปนี้

1.) ระมัดระวังการชักชวนจากคนที่เพิ่งรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า หรือเป็นคนต่างชาติหน้าตาดี ที่เข้ามาตีสนิทแล้วชวนให้ลงทุนบนแพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชันต่างประเทศ อ้างว่าลงทุนแล้วได้ผลกำไรสูง การันตีผลกำไรแน่นอน

2.) มิจฉาชีพมักอ้างว่ารู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน โดยบุคคลที่มักนำรูปและชื่อมาแอบอ้างนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงหรือมีความรู้ด้านการลงทุน พร้อมสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกลวงเหยื่อ

3.) หลีกเลี่ยงการลงทุนหรือข้อเสนอที่ฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นไปได้ พึงระลึกไว้เสมอว่า “ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่าย โดยเฉพาะเรื่องเงิน” และ “การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ”

4.) ตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ได้ที่ www.sec.or.th/seccheckfirst

5.) ระวังการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความสั้น (SMS) หรือที่ส่งมาให้ทางสื่อสังคมออนไลน์ หรือช่องทางที่ให้ติดตั้งแอปพลิเคชันของหน่วยงานนั้นๆ

6.) ระวังการรับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่รู้จัก โดยมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ให้ตรวจสอบก่อนว่ามาจากหน่วยงานนั้นจริงหรือไม่ ผ่านหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ หรือผ่านเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานนั้นโดยตรง

7.) การติดตั้งแอปพลิเคชันผ่าน App Store หรือ Play Store จะมีความปลอดภัยมากกว่า แต่จะต้องตรวจสอบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวเป็นของหน่วยงานนั้นๆ จริงหรือไม่ ป้องกันมิจฉาชีพสร้างแอปพลิเคชันปลอมนั้นขึ้นมา

8.) ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่น ไม่กรอก หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวลงบนสื่อสังคมออนไลน์

9.) หมั่นติดตามข่าวสารของทางราชการอยู่เสมอ

‘อ.พงษ์ภาณุ’ ฝากบัญญัติ 10 ประการ รัฐบาลใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจไทย โตก้าวกระโดดครึ่งปีหลัง

จากรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES เมื่อวันที่ 24 ก.ย.66 ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า... 

ประเทศไทยปีนี้น่าจะไปได้สวย เมื่อต้นปีเราเชื่อมั่นว่าในปี 2566 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวและเอื้ออำนวยต่อการเติบโตต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกก็เปลี่ยนไปเมื่อเศรษฐกิจจีนใน Q2 เริ่มมีอัตราเติบโตลดน้อยลง ทำให้หลายคนที่อยู่ในภาคการท่องเที่ยวผิดหวังไปตามๆ กัน  แต่ผมยังเชื่อว่าในปี 2566 นี้ เศรษฐกิจไทยยังคงดีอยู่ จากเงินเฟ้อที่แม้จะมีอัตราสูงขึ้นจากปีที่แล้ว แต่ในปีนี้มีแนวโน้มชะลอลงอย่างชัดเจน รวมถึงแรงกดดันที่ส่งผลให้ธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยสูงขึ้นมีลดน้อยลง 

ทั้งนี้ ถ้าวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย ก็จะมีทั้งดีและไม่ดี อย่างในช่วง Q1 ไทยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก แต่พอมาใน Q2 นักท่องเที่ยวเริ่มซาลง แต่เมื่อสรุปโดยรวมแล้วเศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวในครึ่งปีแรก 12 ล้านคน นอกจากนี้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็กลับมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งตัวเลขการส่งออกของไทยติดลบทุกเดือน จึงเป็นเรื่องที่ควรระมัดระวัง เราเคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี น่าจะโตได้ 3%  โดยครึ่งแรกปีคาดเติบโตประมาณ 2.2 % เมื่อเทียบเคียงกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ซึ่งหมายความว่าช่วงครึ่งหลัง เศรษฐกิจไทยควรเติบโตมากกว่า 4% ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ายังเป็นไปได้ 

สำหรับรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ อ.พงษ์ภาณุ ได้ฝากบัญญัติ 10 ประการ ที่อยากให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนไว้ดังนี้…

1.การใช้นโยบายการคลังที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย (Fiscal Stimulus) 
2.ธนาคารแห่งประเทศควรชะลอการขึ้นดอกเบี้ย 
3.เตรียมแผนรับมือเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ 
4.ให้ความสำคัญกับความถดถอยของภาคอุตสาหกรรม ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และภาคส่วนอื่นๆ 
5.ส่งเสริมการเปิดเสรีการค้าการลงทุน 
6.การปฏิรูปการคลังและภาษี 
7.ให้ความสำคัญกับมาตรการแก้ปัญหาโลกร้อน 
8.ยกระดับการลงทุนของประเทศ 
9.การใช้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวขับเคลื่อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 
และ 10.ผลักดันการท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นไปตามเป้าหมายต่อไป

‘พ่อแม่’ พา ‘สแตนดี้ลูกชาย’ สวมชุดครุย ร่วมพิธีจบการศึกษา แม้หัวใจแตกสลาย แต่ขอสานฝันเพื่อคนบนฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘มานพ ชัยนาม’ ได้โพสต์รูปภาพคู่กับสแตนดี้ของลูกชายในชุดครุยปริญญามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พร้อมระบุว่า…

“ใบปริญญาลูกพ่อ รักและคิดถึงที่สุดเจ้าคนเก่งของพ่อ #คนบนฟ้า”

โดยมีกลุ่มญาติ และเพื่อนๆ มาร่วมถ่ายรูปและแสดงความยินดีเพื่อเป็นความทรงจำจำนวนมาก ภายหลังทราบว่าลูกชายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ล้ม เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 65 ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าไปส่งกำลังใจและแชร์ออกไปจำนวนมาก

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 65 ปีที่ผ่านมา เจ้าของเฟซบุ๊ก ยังได้โพสต์รูปภาพพิธีฌาปนกิจ และอาลัยการจากไปของลูกชาย โดยระบุว่า…

“ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะลูก พ่อกับแม่หัวใจสลายเมื่อรู้ว่าลูกจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ได้ข่าวร้าย นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย

น้ำตาไหล รินรุด สุดจะฝืน
กราบวิงวอน เทพไท้ให้ลูกคืน
แม้ดึกดื่น เพียงใด หลับไม่ลง
ลูกกลับมา เพียงร่าง ไร้ชีวิต
เหมือนดวงจิต พ่อแม่แยก แตกเป็นผง
ความใฝ่ฝัน นั้นหมาย สลายลง
แม้ฝึกปลง ใจล่วงหน้า เจียนบ้าตาย

ลูกเอ๋ยลูกพ่อ หัวใจของพ่อแม่นี้แตกสลายเหลือเกิน อยากให้ลูกกลับ มาเร็วไวแต่ปฏิหาริย์ไม่มีจริง ทำไมลูกต้องรีบจากพ่อกับแม่ไป ทำไมลูก ทำไม พ่ออยากให้ลูกรับรู้ไว้ว่าพ่อกับแม่รักลูกที่สุดของหัวใจนะ ลูกรักและคิดถึงที่สุดลูกบ่าวพ่อ”

ทั้งนี้ พ่อแม่ของน้องเล่าว่า ก่อนเกิดอุบัติเหตุ 1 วัน ลูกชายได้มาบอกว่า ตัวเองเรียนจบและเตรียมรับปริญญาแล้วนะ สามารถทำความฝันให้พ่อกับแม่ได้สำเร็จแล้ว หากได้ทำงานแล้วจะเอาเงินเดือนให้พ่อกับแม่หมดเลย ก่อนจะขอออกไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆ ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต

ต่อมาทางมหาวิทยาลัยได้ส่งใบสำเร็จการศึกษามาให้ พ่อและแม่ของน้องจึงอยากสานฝันให้ลูกเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงตัดสินใจสั่งทำสแตนดี้รูปลูกชายใส่ชุดครุย ก่อนนำไปมหาวิทยาลัยให้ทุกคนมาร่วมถ่ายรูปกันเป็นครั้งสุดท้าย

เชียงราย "จับอีกแล้ว" ทหารทัพเจ้าตาก ปะทะกลุ่มขบวนการยึดไอซ์ 225 กิโลกรัม ชายแดนแม่สาย"

ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2566 แต่หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2566 เวลา 09.45 นาฬิกา พลตรี ศุภฤกษ์ สถาพรผล ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พันเอก ณฑี  ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ได้ลงพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ จากกรณีที่เมื่อเวลา 00.30 นาฬิกา ที่ผ่านมา กองร้อยทหารม้าที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ได้จัดกำลังเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนบริเวณพื้นที่ บ้านป่าแดง ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย จำนวน 7 คน แบกเป้สัมภาระเข้ามายังพื้นที่เฝ้าตรวจ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธไม่ทราบชนิด ยิงใส่ฝ่ายเรา จึงได้เกิดการปะทะกันประมาณ 5 นาที ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย จึงได้ประสานเพื่อขอกำลังเพิ่มเติม จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ เพื่อเข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ จนกระทั่งเมื่อเวลา 06.00 นาฬิกา จึงได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ผลการตรวจสอบพบสามารถยึดของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 9 เป้ๆ ละ 25 กิโลกรัม น้ำหนักรวมประมาณ 225 กิโลกรัม  

ซึ่งจากการตรวจสอบทราบว่ากลุ่มขบวนการได้ลักลอบลำเลียงข้ามแม่น้ำรวก ซึ่งเป็นแม่น้ำที่แบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากตรวจสอบของกลางเสร็จแล้ว หน่วยได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้สถานีตำรวจภูธรเกาะช้าง เพื่อดำเนินการ ตามกฎหมายต่อไป

สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

ชลบุรี-นักวิ่งไทย-เทศ ร่วมแข่ง LOMA RUN ON THE BEACH 2023 คึกคัก 

เวลา 04.45 น. วันที่ 24 ก.ย.66 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมและมอบรางวัลในการแข่งขันเดิน-วิ่ง การกุศล "LOMA RUN ON THE BEACH 2023" โดยมี พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ สารวัตรจราจร สภ.เมืองพัทยา นางสาวไพรชิตร เจตะภัย เจ้าของลิขสิทธิ์ LOMA RUN ON THE BEACH ทีมงานมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย ร่วมเป็นเกียรติในการปล่อยตัวนักกีฬา ณ ชายหาดจอมเทียน บริเวณลานดงตาล (ใกล้ สภ.เมืองพัทยา สาขาโค้งดงตาล)

สำหรับกิจกรรม เดิน-วิ่ง การกุศล "LOMA RUN ON THE BEACH 2023" จัดโดยความร่วมมือระหว่างเมืองพัทยา และมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ณ ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในรูปแบบของเมืองกีฬา (Sport City) ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยาและนักท่องเที่ยว มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชน ในการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ รวมทั้งสนับสนุนงานการกุศลเพื่อเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนงานช่วยเหลือเด็กของมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย และสนับสนุนงานสังคมสงเคราะห์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ของ โรงพยาบาลเมืองพัทยา

โดยแบ่งการแข่งขัน ออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะ 21 กิโลเมตร (Haft Marathon), ระยะ 10 กิโลเมตร (Mini Marathon) และระยะ 5 กิโลเมตร (Fun Run) ซึ่งในปีนี้พบว่า มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติ จำนวนกว่า 1,800 คน เข้าร่วมการแข่งขันในประเภทต่างๆ อย่างคึกคัก นอกจากจะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมแล้ว ยังถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้กับเมืองพัทยา ได้อีกทางหนึ่งด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

‘รมว.กต.ไทย-ซาอุฯ’ เร่งสานต่อพลวัตรความร่วมมือทวิภาคี ส่งเสริมด้านการศึกษา-ท่องเที่ยว หนุนความสัมพันธ์ภาค ปชช.

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 66 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับเจ้าชายฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน อาล ซะอูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 (UNGA 78)

ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสานต่อพลวัตความร่วมมือทวิภาคีไทย-ซาอุดีอาระเบีย ภายหลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์เมื่อปี 2565 โดยยินดีที่จะได้มีโอกาสพบหารือกันอีกในห้วงการประชุม ASEAN – GCC Summit ครั้งที่ 1 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม ที่กรุงริยาด และการประชุมสภาความร่วมมือซาอุดีฯ – ไทย (STCC) ครั้งที่ 1 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศไทย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางการ ส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน อาทิ การใช้ระบบ e-Visa ของซาอุดีอาระเบีย การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทย และการพิจารณาความเป็นไปได้ในการเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับภูเก็ต

‘สวีเดน’ เจอดินถล่ม ทำมอเตอร์เวย์เชื่อมกรุงทรุดตัวแตกร้าว รถสัญจรถูกดูดลงหลุมของรอยแยก ปชช.บาดเจ็บหลายราย

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 66 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มจนสร้างความเสียหายให้กับถนนมอเตอร์เวย์ ซึ่งเชื่อมระหว่างเมืองโกเธนเบิร์ก เมืองใหญ่อันดับ 2 ของสวีเดน กับกรุงออสโล เมืองหลวงของประเทศ ทรุดตัวพังเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ตั้งแต่คืนวันศุกร์ (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา และยังส่งผลกระทบต่อรถยนต์ประมาณ 10 คันที่กำลังสัญจรไปมา ตลอดจนป่าข้างทาง และพื้นที่ธุรกิจที่ติดกับปั๊มน้ำมันและร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในบริเวณดังกล่าว ให้ได้รับความเสียหาย โดยมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หน่วยกู้ภัยโกเธนเบิร์กแถลงว่า ส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากเหตุดินถล่มมีขนาดประมาณ 150 x 100 เมตร อย่างไรก็ตาม เหตุดินถล่มส่งผลกระทบกินพื้นที่ถึงประมาณ 700 x 200 เมตร สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากรถของพวกเขาที่ไถลตัวลงไปพร้อมกับถนนที่ทรุดพังลง ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเฮลิคอปเตอร์

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีรถยนต์หลายคันและรถบรรทุกคันหนึ่งที่ตกลงไปในหลุม และรอยแตกร้าวของถนนที่ทรุดตัวจากเหตุดินถล่มครั้งนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top