Saturday, 7 November 2026
Hard News Team

'พีระพันธุ์' เผย!! ไม่มีอดีตคน ปชป.ย้ายซบ รทสช.  บอก!! ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว แง้ม!! ยังไม่มีแพลนเปิดรับ

(12 ธ.ค. 66) ที่ทําเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนักการเมืองหลายคนลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีใครจะย้ายมาร่วมกับพรรค รทสช. บ้างหรือไม่ ว่า “ไม่รู้ ไม่มี ไม่เห็นมีใครติดต่อมา เขาคงอยู่พรรคมั้ง ผมไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว มันคนละพรรคแล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามยํ้าว่า ถ้ามีจะเปิดรับหรือไม่ นายพีระพันธุ์ ยิ้มและกล่าวว่า “ยังไม่มี”

พิษณุโลก-ประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำ ประจำปี 2567 

ณ ห้องประชุม กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก เตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและเตรียมความพร้อมการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมี หน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาคที่ 3 , ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1, กรมชลประทาน, กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, และ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมถ์เข้าร่วมหารือแสวงข้อตกลงใจเพื่อหาแนวทางการเตรียมแผนเผชิญเหตุระดับจังหวัดและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวเหนือและลุ่มเจ้าพระยาต่อไป ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

ศาลฯ พิพากษา ‘อติรุจ’ จำคุก 3 ปี 2 เดือน กรณีตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จฯ

(12 ธ.ค. 66) ทวิตเตอร์ (X) ‘TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ศาลอาญากรุงเทพใต้จำคุก 3 ปี 2 เดือน ‘อติรุจ’ คดี #ม112 และ ขัดขวางเจ้าพนักงาน กรณี ตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" ใส่ขบวนเสด็จ ร.10 และ ราชินีฯ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ต.ค. 2565

ศาลพิพากษาว่า การตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" เป็นคำที่มิสมควร เป็นการใส่ความว่า การเสด็จเป็นการสร้างปัญหาภาระ ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา 

ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัว เพื่อสู้ต่อชั้นอุทธรณ์”

โดยก่อนหน้านี้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า..

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 เวลาประมาณ 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปทรงเปิดอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธี ได้เสด็จกลับเวลาประมาณ 18.00 น. ในขณะที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งของทั้งสองพระองค์เสด็จกลับออกไป มีประชาชนต่างพร้อมใจนั่งเฝ้ารับเสด็จตรงบริเวณเส้นทางเข้าและเส้นทางออกอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และต่างพากันเปล่งเสียงว่า “ทรงพระเจริญ” แต่นายอติรุจซึ่งยืนอยู่บริเวณที่รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนขบวนผ่านได้ตะโกนเสียงดังหันหน้าไปทางขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ”

ซึ่งจากคำฟ้องของอัยการ ได้ระบุว่า เป็นถ้อยคํากล่าวที่มิบังควร จาบจ้วง มุ่งหมายใส่ความให้ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จและบุคคลทั่วไปเห็นว่าการเสด็จพระราชดําเนินนั้น เป็นการสร้างปัญหา สร้างภาระให้ประชาชน ก่อให้เกิดความเกลียดชังและเป็นภัยคุกคามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทําให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี อันเป็นการฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นอกจากนี้หลังจากที่นายอติรุจ ได้ตะโกนประโยคดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยในบริเวณนั้นประมาณ 5 นาย ได้เข้าจับกุมจำเลยทันที เพื่อให้จําเลยหยุดการกระทําดังกล่าว แต่จําเลยได้ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตํารวจอย่างแรง ทำให้ได้รับบาดเจ็บเกิดบาดแผลถลอก และได้รับบาดเจ็บฟกช้ำบริเวณกลางหลังช่วงเอว อัยการจึงได้สั่งฟ้องใน 2 ข้อกล่าวหาแก่อติรุจ ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหา ‘ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138

จังหวัดร้อยเอ็ด MOU ซื้อ-ขายข้าว กว่า 3,000 ล้านบาท ในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23

วันนี้( 12 ธันวาคม 2566 ) เวลา 11.00 น. นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อ ตกลงความร่วมมือการซื้อขายข้าวผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว กิจกรรมเจรจาการค้าข้าวหอม มะลิ ในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 โดยมี นายชูศักดิ์ ราชบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย พาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้ค้าข้าว ตลอดจนพี่น้องเกษตรกร เข้าร่วม ณ โดมเวทีกลางบึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด

โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้เชิญผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศและผู้ส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการชมรมโรงสีข้าว กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวของจังหวัดร้อยเอ็ดรวม จำนวนกว่า 55 ราย เข้าบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายข้าว เป็นจำนวนเงินกว่า 3,100 ล้านบาท 

เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายข้าวหอมมะลิและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันของข้าวหอมมะลิ และร่วมกันพัฒนาการผลิตการสร้างมูลค่าเพิ่มการตลาดข้าวหอมมะลิของจังหวัดร้อยเอ็ด 

ทั้งนี้จังหวัดร้อยเอ็ดได้กำหนดจัดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก จังหวัดร้อยเอ็ด ครั้งที่ 23 ในระหว่างระหว่างวันที่ 11 - 13 ธันวาคม 2566 ซึ่งในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี พร้อมสร้างเครือข่ายการผลิตข้าวอินทรีย์ รวมถึงเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

สตม. รวบนาย Khum คนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี 

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม. รวบนาย Khum (นามสมมุติ-ทราบชื่อภายหลัง) คนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี ขณะเตรียมหลบหนีอยู่บริเวณท่ารถ ใกล้กับด่านพรมแดนด่านบ้านแหลม อ.เทพนิมิตร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี สืบเนื่องจากเหตุคนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.66 นั้นพล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ตลอดจน ด่าน ตม. ทั่วประเทศ ดำเนินมาตรการเข้มเพื่อป้องกันเหตุร้าย สร้างความเชื่อมั่น สร้างความปลอดภัย แก่พี่น้องประชาชน และเมื่อเกิดเหตุ ให้ทุกหน่วยตื่นตัว ขับเคลื่อน ประสานข้อมูล จับกุมคนร้ายให้ได้ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.66 ได้เกิดเหตุคนร้าย สัญชาติกัมพูชา ก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จว.ปทุมธานี ทำให้ผู้มาใช้บริการ รวมถึงการแข่งกีฬากระชับมิตรของแรงงานกัมพูชากว่า 200 คน ต้องหนีตายโกลาหล หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ “บก.สส.สตม. , ตม.จว. , ด่าน ตม. ชายแดน ในสังกัด บก.ตม.3” ตลอดจนด่าน ตม.ชายแดนทั่วประเทศ เร่งสืบสวน ติดตามจับกุมตัวคนร้าย ประสานข้อมูลกับทุกภาคส่วน ทุกภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการรถขนส่ง พี่น้องประชาชน เพื่อแจ้งเบาะแส ขึงทุกพื้นที่ กดดันไม่ให้คนร้ายหลบหนีได้ต่อมาจากการสืบสวนขยายผลทราบว่า คนร้ายคือ นาย Khum (นามสมมุติ) สัญชาติกัมพูชา

ซึ่งหลังก่อเหตุได้หลบหนีไป “ตำรวจ ภ.1” และ ”สตม.“ ได้ร่วมกันติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาโดยตลอด ต่อมาวันนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. ตม.จว.จันทบุรี บก.ตม.3 ซึ่งได้รับการประสานข้อมูลจาก ภ.1 , บก.สส.สตม., กก.สส.บก.ตม.3, ตม.จว.ปทุมธานีตม.จันทบุรี จึงได้ประชาสัมพันธ์กับหน่วยงานและภาคเอกชนในพื้นที่ ว่าหากพบบุคคลต้องสงสัยมีสัญลักษณ์รอยสัก BK ที่แขน และมีลักษณใกล้เคียงตามภาพ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ต่อมา พบชายต้องสงสัยอยู่บริเวณท่ารถ จึงเข้าตรวจสอบ จากการซักถามรับว่าจะหลบหนีข้ามแดน แต่เนื่องจากไม่มีเอกสารจึงไม่สามารถข้ามได้ จนท.ตม. คาดว่าผู้ต้องหาน่าจะรออยู่บริเวณด่านเพื่อหาโอกาสข้ามแดนตามช่องทางธรรมชาติหลบหนีเจ้าหน้าที่ ตม.จันทบุรี จึงได้ซักถาม นาย Khum (นามสมมุติ-ทราบชื่อภายหลัง) รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยหลังเกิดเหตุได้มี นาย Heng (นามสมมุติ) สัญชาติกัมพูชา เป็นคนพาหลบหนี ส่วนอาวุธปืน ทิ้งไว้บริเวณที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังพบว่า นาย Khum ลักลอบอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด อีกด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวดำเนินคดี ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 938/2566 ลงวันที่ 11 ธ.ค.66 ฐานความผิด ”ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่ บ้านหรือที่ชุมนุมชนและเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน“ทั้งนี้ ได้จัดทำบันทึกซักถามและรายงานการควบคุมตัวตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ.2565 และนำตัวผู้ต้องหาส่ง สภ.คูคต จว.ปทุมธานี เจ้าของคดีเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

‘จีน’ ออกมาตรการเร่งพัฒนา ‘การค้าในประเทศ-ระหว่างประเทศ’ เพิ่มคุณภาพการค้า-รักษาเสถียรภาพการเงิน-เสริมระบบเศรษฐกิจ

(12 ธ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า คณะรัฐมนตรีจีนออกชุดมาตรการเร่งรัดการพัฒนาเชิงบูรณาการของการค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างการพัฒนารูปแบบใหม่และการส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง รวมถึงมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ การขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และการรักษาเสถียรภาพของผู้ประกอบการ

มาตรการเหล่านี้จะยกระดับการปรับปรุงกฎเกณฑ์และระบบการค้า ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งครอบคลุมการกำกับตรวจสอบ การควบรวมมาตรฐานต่างๆ และการอำนวยความสะดวกแก่การหมุนเวียนทรัพยากรการค้า ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศอย่างราบรื่น

นอกจากนั้น มาตรการเหล่านี้จะส่งเสริมการประสานงาน ของช่องทางการตลาดภายในประเทศและระหว่างประเทศ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับการพัฒนาเชิงบูรณาการ ของการค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศ และเร่งรัดการพัฒนาเชิงบูรณาการในหลายด้านสำคัญ

ทั้งนี้ จีนจะเสริมสร้างการสนับสนุนทางการคลังและการเงิน สำหรับการพัฒนาเชิงบูรณาการของการค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศเพิ่มเติม

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ และผู้บังคับการ สร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือผู้นำหน่วยงานให้กว้างไกล นำไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

วันนี้ (12 ธ.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่าและผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช 2567 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร. / พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข , พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา , พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ , พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการศึกษา ร่วมพิธี

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 ธันวาคม 2566 มีผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนา ประกอบด้วยผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า จำนวน 44 คน และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า จำนวน 292 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาเสริมสร้างและพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถและทักษะทางการบริหาร , มีความรู้ทัศนะที่กว้างไกลในการบริหารหน่วย , มีเหตุผล มีทักษะที่ดีในการบริหารหน่วย , มีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้เข้าสัมมนาในฐานะผู้นำหน่วย เพื่อให้รู้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันและอนาคต สามารถปรับระบบการบริหารองค์กรให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ในการปฏิบัติงานของตำรวจ บทบาทในการบริการประชาชน ให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจ และพิทักษ์รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง 

ในการสัมมนาได้เชิญ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ โดย พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวถึงประสบการณ์และการรับราชการในหน้าที่ ผบ.ตร. ใช้หลักการปฏิบัติ 12 ข้อ ได้แก่ มียุทธศาสตร์ จัดทำแผนปฏิบัติการ , ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ , สร้างเอกภาพ-บูรณาการ , กระจายอำนาจ/โครงการ/งบประมาณ , สร้างองค์ความรู้/พัฒนาบุคลากร , พัฒนาสถานีตำรวจ , ให้ทฤษฎีสร้างความเข้มแข็งจากภายใน , สร้างขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา , บูรณาการทุกภาคส่วน , เน้นภาวะผู้นำ และประเมินผล-ตอบแทน

จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 โดย พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย อดีต รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร รอง ผบช.สกพ. / เรื่อง นโยบายการปฏิบัติงานด้านการสืบสวน โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. / เรื่องนโยบายการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปราม โดย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./ และเรื่อง แนวคิดด้านการบริหารจัดการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ ชอบเพื่อน รอง ผบช.งป. 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กล่าวว่า โครงการสัมมนาในลักษณะเช่นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้นำหน่วยงาน ระดับกองบัญชาการ และกองบังคับการ  โดยมีเป้าหมายในการสร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือผู้นำหน่วยงานให้กว้างไกล ให้ได้รับฟัง รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในด้านต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล , ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้ใหม่ ทั้งในด้านการปฏิบัติหน้าที่และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการบริหารงานตามแนวพระราชดำริ และหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนสามารถนำไปปรับใช้ในการบริหารหน่วยงาน กำกับติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยในความรับผิดชอบได้ รวมถึงมีการระดมความคิดเห็นจากประสบการณ์การปฏิบัติงานของทุกท่านในกระบวนการสัมมนากลุ่มย่อย เพื่อให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ร้อยเอ็ด - ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดงาน เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก จังหวัดร้อยเอ็ด ครั้งที่ 23 อย่างยิ่งใหญ่

ค่ำวานนี้(11 ธันวาคม 2566) เวลา 18.30 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนชาวร้อยเอ็ด เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ที่ โดมเวทีกลาง บึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด 

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ได้มีพิธีบวงสรวงแม่โพสพและสู่ขวัญข้าว เพื่อแสดงถึงการเคารพบูชาพระแม่โพสพ และเสริมสร้างสิริมงคล การประกวดธิดาข้าวหอมมะลิโลก ส่วนช่วงบ่ายได้จัดเจรจาการค้าข้าวและจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมถึงมีการจัดนิทรรศการและผู้เชี่ยวชาญให้ความรูด้านการพัฒนาข้าวหอมมะลิให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ฟอีกทั้งยังมีการแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของกลุ่มองค์กรเกษตรกร การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องเกษตรให้ความสนใจอย่างมากมาย 

ทั้งนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนร้อยเอ็ดและคนไทยทั้งชาติ ซึ่งข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ถือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่มี ลักษณะความนุ่ม และมีกลิ่นหอม อันเป็นเอกลักษณ์ จนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดี ที่สุดในโลก จนได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงการตลาดข้าวหอมมะลิไทยไปสู่ตลาดทั้งภายใน และต่างประเทศต่อไป

ผบ.ตร.ส่งตำรวจร่วมฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ช่วยเหลือคุณยายชาวอุตรดิตถ์

ผบ.ตร.ส่งตำรวจร่วมฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ช่วยเหลือคุณยายชาวอุตรดิตถ์ ที่คุณตาปลิดชีพตนเองใช้หนี้  สั่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและจริงจัง เบื้องต้นเรียกเจ้าหนี้ คนทวงหนี้มาสอบสวนแล้ว เตรียมขยายผลดำเนินคดีเจ้าหนี้ทุกรายที่พบการทำผิด  กำชับตำรวจเพิ่มความเข้ม ลงพื้นที่ตรวจสอบ ดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกมิติ ที่เข้าร่วมโครงการหนี้นอกระบบของรัฐบาล 

วันนี้ (12 ธ.ค.66) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เปิดเผยถึงโศกนาฎกรรมหดหู่คุณตาปลิดชีพตนเอง ให้ยายเอาเงินฌาปนกิจไปใช้หนี้นอกระบบว่า “ ตามที่ปรากฎข่าวทางสื่อโซเชียล ว่ามีการติดตามทวงหนี้นอกระบบ จนปรากฎข่าวสลดใจข้างตน ในเขตพื้นที่ สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการมายัง ผบ.ตร.ให้ตำรวจร่วมดำเนินการกับฝ่ายปกครอง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดำเนินการตามกฎหมาย และลงไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตามนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

ผบ.ตร.สั่งการไปยัง พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6. ให้ พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง ผบก.ภ.จว.อุตรดิตถ์ ร่วมประชุมหารือกับ  นายนพฤทธิ์  ศิริโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี พ.ต.อ.พีระเพชร  อุบลจิตต์ รอง ผบก ภ.จว.อุตรดิตถ์ , ว่าที่ พ.ต.อ.ณัทรภณ ทรงไทย ผกก.สภ.วังกะพี้,  นายประเดิม เดชายนต์บัญชา นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการดำเนินการคดีดังกล่าวโดยจะมีการบูรณาการร่วมกันลงพื้นที่บ้านคุณยาย เพื่อทำการช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น ส่วนทางคดีให้ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐาน เบื้องต้นติดตามเจ้าหนี้ 1 ราย คนทวงหนี้ได้ 1 ราย มาสอบสวนแล้ว  เตรียมดำเนินคดีและขยายผลไปยังเจ้าหนี้หรือคนทวงหนี้รายอื่นๆ หากพบการกระทำผิด จะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย  และจะได้ร่วมกับฝ่ายปกครองนำลูกหนี้ เจ้าหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ต่อไป

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ยืนยันว่า เป็นเรื่องสลดใจที่เกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบ ได้ย้ำไปแล้วว่า คดีนี้จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจัง และต้องขยายผลไปยังนายทุน เจ้าหนี้ทุกราย ที่กระทำความผิด ที่สำคัญต้องร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลงช่วยเหลือเยียวยาคุณยาย ดูแลสภาพจิตใจ ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวคุณยาย และนำเข้าสู่ขบวนการไกล่เกลี่ยตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้กำชับไปยังทุกพื้นที่ ให้ตำรวจจับมือฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ เพิ่มความเข้ม ตรวจสอบทุกมิติ สอบถามลูกหนี้ เจ้าหนี้ที่ลงทะเบียน ว่ามีเหตุความรุนแรง ถูกข่มขู่หรือไม่ หรือมีเหตุที่ผิดปกติวิสัยหรือไม่อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก และให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

‘ปิยบุตร’ ติง ‘ก้าวไกล’ ถูกอนุรักษ์นิยมวางเกม ปล่อยพ่นเรื่อง ‘เพ้อฝัน-เอามัน’ ถ้าถึงเวลาตัวเองมาเป็นรัฐบาล ก็ทำไม่ได้ กลับกันสิ่งที่พวกเขาทำ ‘เป็นไปได้’

(12 ธ.ค. 66) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า…

พลังฝ่ายอนุรักษ์และชนชั้นปกครองที่สนธิกำลังกันทำ ‘Passive Revolution’ (ปฏิวัติจากเบื้องบน ปฏิวัติที่ไม่ปฏิวัติ ปฏิวัติเพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลง หยุดไม่ให้ชนชั้นผู้ถูกปกครองขึ้นครองอำนาจได้) ได้ใช้การทำสงครามทางความคิด หรือ ‘War of Position’ เพื่อแย่งชิงความคิดและฐานมวลชน

เช่น

การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่พรรคก้าวไกลเสนอ เป็นไปไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้

สิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอ เป็นเรื่องเพ้อฝัน เสนอเอามัน เสนอเอาแต้ม และไม่รับผิดชอบกับสังคม ถึงเวลาตัวเองมาเป็นรัฐบาล ก็ทำไม่ได้

แต่การเปลี่ยนแปลงก็ต้องเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลตัวแทนพลังอนุรักษ์และชนชั้นปกครอง จะทำให้ดู โดยไม่ต้องทำแบบก้าวไกล

ไม่ต้องเปลี่ยนใหญ่ ไม่ต้องรื้อ

เปลี่ยนได้ ถ้ารู้จักประนอมอำนาจ ถ้าใช้กลไกแบบที่เป็นอยู่ให้เป็น เราก็สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้แล้ว ดีกว่าฝันไปวันๆ แต่ไม่มีโอกาสใช้อำนาจเปลี่ยนแปลง

ยกเลิกเกณฑ์ทหารรึ ไม่ต้องแก้กฎหมายหรอก ใช้การบริหารจัดการจำนวน ก็เลิกโดยปริยายได้

ยกเลิก กอ.รมน. หรือ ไม่ต้อง แต่เปลี่ยนบทบาทแทน

ทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือ ทำสิ แต่ทำทั้งฉบับ สุดท้ายจะไม่ได้ทำ

เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ คนหาเช้ากินค่ำ ได้เติบโต ขยายเค้ก พื้นที่ให้กว้างกว่าเดิม แต่ยังไงก็ไม่มีทางท้าทายทุนผูกขาดขนาดใหญ่ได้ ฯลฯ

พรรคก้าวไกล นักการเมืองของพรรคก้าวไกล จะสู้กับสงครามทางความคิดรอบใหม่นี้ได้อย่างไร ในห้วงเวลาที่เขามีอำนาจรัฐและงบประมาณ และจะทำให้ดูให้ได้ด้วย

ผมเห็นว่า ถ้า สส.พรรคก้าวไกล (บางคน หลายๆ คน) ยังคงใช้วิธีแบบเดิม เช่น

ตามจับว่ารัฐบาลไม่ทำตามที่หาเสียงไว้

ทำไมรัฐบาลไม่ทำตามที่พรรคก้าวไกลเสนอ

พร้อมเติมสีสันด้วยการแซะผ่านคำคม ภาพล้อเลียน ตามโลกโซเชียล

ทำแค่นี้ ไม่เพียงพอต่อการเอาชนะสงครามทางความคิดรอบนี้ได้

พวกเขากำลังสร้างชุดอธิบายว่า “แบบก้าวไกลเป็นไปไม่ได้ แบบเขาเป็นไปได้”

แบบก้าวไกล ‘เสี่ยง’ ไปเจออะไรไม่รู้ แบบเขาอาจมาทีละนิด มาช้า แต่ชัวร์ และได้อะไรบ้าง

ถ้า สส.บางคนหรือหลายคน ยังคงสู้ด้วยการอธิบายแค่ว่า ‘ตระบัดสัตย์’ ไม่ทำตามที่หาเสียง ทำเท่านี้ ก็ได้แค่ทำลายความชอบธรรม แต่มันไม่ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไม่ได้สร้างความหวังให้ผู้คนว่า สังคมใหม่ที่ก้าวไกลกำลังสร้าง คืออะไร? หน้าตาแบบไหน?

นอกจากนี้ ยังไม่ได้ชี้นำความคิดมวลชนด้วย

พรรคและ สส. มีหน้าที่ ทำให้คนมหาศาลเชื่อได้ว่า สิ่งที่ กก. เสนอ เป็นไปได้ในวันพรุ่ง ทำให้คนมีความหวัง วาดภาพให้เห็นเป็นรูปธรรม

ถ้า 4 ปีนี้ ยังทำไม่ได้ หรือไม่มากพอ แล้วจะหาคะแนนเสียงเพิ่มอีก 6-7 ล้านจากไหน?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top