Friday, 6 November 2026
Hard News Team

เผยเบื้องหลัง เหตุใด ‘นักบอลเกาหลีเหนือ’ วิ่ง 90 นาที ไม่มีหมดแรง ขนาดคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น ยังงง

ทำไมนักเตะเกาหลีเหนือถึง วิ่งเต็มที่ไม่มีแรงหมด และ มีพัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่ง ทั้งๆ ที่ ไม่ได้เล่นลีกนอกประเทศเท่าไหร่

(2 มี.ค.67) ทางสำนักข่าวญี่ปุ่นก็สงสัยแบบที่หลายๆ คนสงสัยที่ว่า นักเตะเกาหลีเหนือ เวลาลงแข่งรายการใหญ่ถึงวิ่งไม่มีแรงหมด และ ดูบ้าเลือดมาก จึงได้สอบถามไปทางผู้เชี่ยวชาญเกาหลีเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งได้บอกว่า 

" ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ยอดนิยมมากในเกาหลีเหนือ แม้แต่ท่านผู้นำเกาหลีเหนือ มาดูเกมแข่งขันที่จัดขึ้นในประเทศ ทุกครั้ง รวมทั้ง ในเกาหลีเหนือก็มีลีก และ บอลถ้วย แต่ละสโมสรจะมีหน่วยงานดูแล เรียกได้ว่า แต่ละทีมเป็นตัวแทนของกระทรวงนั้นๆ ถ้าคุณได้แชมป์คุณจะได้สิทธิพิเศษ ต่างๆ เช่น ได้รถขับ มีห้องที่หรูหรา มีสวัสดิการเพิ่ม และ อื่นๆ นี้คือระบบลีกเกาหลีเหนือ ไม่แปลกที่นักเตะจะเก่ง และ วิ่งเต็มที่ เพราะใครๆ ก็อยากได้ สวัสดิการในประเทศคอมมิวนิสต์แบบนั้น "

ส่วนเกาหลีเหนือแข่งรายการระดับเอเชียหรือโลก ทำไมวิ่งไม่มีแรงหมด ฮึดสู้เหมือนกินยาม้ามา เอาแรงมาจากไหน?

ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า " หากเวทีระดับโลก และเอเชีย ถ้าได้แชมป์ หรือ เข้ารอบลึกๆ กลับประเทศไปคุณจะได้ ห้องพักอาศัยหรู ได้มีหน้าที่การงานดีขึ้น มีรถหรูขับ นาฬิกาหรูจากท่านผู้นำ ดังนั้น เขาถึงทุ่มเต็มที่ "

เมื่อวาน ญี่ปุ่น ชนะ เกาหลีเหนือไปได้ 2 - 1 ปฏิกิริยาของนักเตะเกาหลีเหนือเสียใจ จนร้องไห้ไม่หยุด ตอนแถลงข่าว โค้ชเกาหลีเหนือมีท่าทีเสียใจ อย่างชัดเจนมาก

ปล.นักบอลเกาหลีเหนือ เป็นชนชั้นแรงงาน หากได้ทำผลงานได้ ก็ได้รางวัลเป็นบ้านหลวง มีเงินเดือนเพิ่มขึ้น และ สวัสดิการดีขึ้น อาจจะได้เลื่อนขั้นในที่ทำงานด้วย ไม่แปลกที่วิ่งไม่หยุดในการแข่งขัน

'สามี พญ.ไทยในสหรัฐฯ' เดินหน้าฟ้องร้านดังเครือวอลต์ดิสนีย์ หลังเสียชีวิตเพราะแพ้อาหาร ฐานร้านประมาทเลินเล่อ

(2 มี.ค. 67) สามีของแพทย์หญิงชาวไทยในนิวยอร์ก ซึ่งเสียชีวิตไม่นาน หลังจากรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งในดิสนีย์ สปริงส์ เมื่อเดือนที่แล้ว ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับวอลต์ ดีสนีย์ พาร์คส แอนด์ รีสอร์ทส ฐานประมาทเลินเล่อ ในเอกสารคำร้อง 19 หน้า ที่ยื่นในฟลอริดา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามรายงานของสื่อมวลชนสหรัฐฯ หลายสำนัก ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29ก.พ.)

นายเจฟฟรีย์ พิกโคโล เรียกเงินชดเชยกว่า 50,000 ดอลลาร์ ต่อเหตุเสียชีวิตที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ (Wrongful Death) ของแพทย์หญิงกนกพร แต่งสวน แพทย์ของโรงพยาบาลนิวยอร์ก ยูนิเวอร์ซิตี แลนโกน ในแมนฮัตตัน ในคำฟ้องที่ยื่นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ในออเรนจ์ เคาน์ตี รัฐฟลอริดา

คำฟ้องเน้นว่าแพทย์หญิงกนกพร รับประทานอาหารที่ Raglan Road Irish Pub ในดิสนีย์ สปริงส์ พร้อมกับสามีและแม่สามี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2023 ทั้งนี้แพทย์หญิงกนกพร มีอาการแพ้ถั่วและผลิตภัณฑ์นม อย่างรุนแรง จึงได้แจ้งให้บริกรทราบว่าเธอจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่ปราศจากสารก่ออาการแพ้ดังกล่าว

ในเอกสารคำฟ้องระบุว่า แพทย์หญิงกนกพรและสามี ได้สอบถามบริการเกี่ยวกับวัตถุดิบต่างๆในเมนู จากนั้นบริกรได้ไปสอบถามเชฟต่ออีกทอดว่า "อาหารที่ประกอบนั้นปราศจากสารก่ออาการแพ้หรือไม่" ก่อนที่บริกรจะกลับมาที่โต๊ะและให้คำยืนยันว่ามันไม่มีสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร สามารถรับประทานได้

ทั้งคู่ยังได้สอบถามบริกรอีกหลายครั้งว่า มีความมั่นใจใช่หรือไม่ว่าอาหารปราศจากสารก่อภูมิแพ้ ก่อนที่แพทย์หญิงกนกพร จะสั่งอาหารชุบแป้งทอด(Fritter) หอยเชลล์ และหอมทอด ในคำฟ้องได้ระบุไว้

โดยในคำฟ้องยังบอกต่ออีกว่าพออาหารมาถึงโต๊ะ มีอาหารบางจานที่มาเสิร์ฟโดยไม่มีธงจิ๋วปักอาหารว่าเป็น "เมนูปลอดสารภูมิแพ้" กระตุ้นให้แพทย์หญิงและสามีของเธอ ถามบริกรอีกรอบว่าอาหารนั้นปราศจากส่วนผสมของถั่วและผลิตภัณฑ์นมใช่หรือไม่ ซึ่งบริการก็การันตีว่ามันปราศจากสารก่ออาการแพ้

จากนั้นตอนเวลา 20.00 น. หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ แพทย์หญิงและแม่สามี แยกกันออกไปช็อปปิ้งที่ดิสนีย์ สปริงส์ ส่วน พิกโคโล เดินทางกลับห้องพร้อมกับอาหารที่รับประทานไม่หมด

ราว 45 นาทีต่อมา แพทย์หญิงกนกพร มีอาการหายใจลำบาก ตอนที่เธอเข้าไปยังแพลนเน็ต ฮอลลีวูด และล้มฟุบลงกับพื้น โดยในคำฟ้องระบุว่าเธอฉีดยาแก้แพ้ด้วยตนเอง ในระหว่างที่กำลังทุกข์ทรมานจากอาการแพ้อาหาร

แม่สามีโทรศัพท์หาแพทย์หญิง แต่ปลายสายไม่มีใครรับ จากนั้นเธอจึงเดินทางกลับไปยังโรงแรมและโทรศัพท์หาแพทย์หญิงกนกพรอีกรอบ คราวนี้มีใครบางคนรับโทรศัพท์และแจ้งให้ทราบว่าแพทย์หญิงกนกพร ถูกพาตัวส่งโรงพยาบาล

สุดท้ายแล้ว แพทย์หญิงรายนี้ก็ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ พบว่าเธอเสียชีวิตจากภาวะแพ้อย่างรุนแรงเฉียบพลัน สืบเนื่องจากระดับผลิตภัณฑ์นมและถั่วที่สูงลิ่วในระบบร่างกายเธอ

คำฟ้องระบุว่า Raglan Road Irish Pub ล้มเหลวให้การศึกษา ฝึกฝนหรือสั่งให้พนักงาน รับประกันสร้างความมั่นใจว่าอาหารนั้นปราศจากสารก่อภูมิแพ้

นิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า แพทย์หญิงกนกพร มีแรงบันดาลใจในการศึกษาด้านการแพทย์ เนื่องจากภาวะอาการที่รุนแรงถึงชีวิตของเธอ และเป็นผู้ที่มีความระมัดระวังในการรับประทานอาหารนอกบ้าน ทั้งการแจ้งเตือนพนักงานเสิร์ฟเรื่องการแพ้อาหารของเธอทุกครั้ง รวมถึงการพกปากกา EpiPen หรือเครื่องฉีดอีพิเนฟรินอัตโนมัติ เพื่อรักษาอาการแพ้รุนแรงในกรณีฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา

คณะกรรมการ ธพว. มีมติแต่งตั้ง ‘ประสิชฌ์ วีระศิลป์’ เป็น ‘รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ’ มีผลตั้งแต่วันนี้

(2 มี.ค.67) คณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) มีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายประสิชฌ์ วีระศิลป์ รองกรรมการผู้จัดการ เป็น รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ โดยให้มีอำนาจกระทำการแทนกรรมการผู้จัดการในกิจการของธนาคาร ตามความในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป

ส.วอลเล่ย์บอลฯ ดึง เจ้าแคปหมู สุภาวดี นร.มพย.7 เก็บตัวฝึกซ้อม อนาคตทีมชาติไทย

สมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยฯ เล็ง 'เจ้าแคปหมู สุภาวดี' แห่ง มพย.7 เก็บตัวฝึกซ้อมร่วมคัดเลือกเข้าแข่งขัน 2 รายการใหญ่

ที่ห้องประชุม ศาลาว่าการเมืองพัทยา สมาคมวอเลย์บอล แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย นายธนดิศ ประสพเนตร ผู้จัดการสโมสรวอลเลย์บอล สุพรีม ทิพย ชลบุรี อี.เทค พร้อมด้วย นางสาววิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ หรือ “กัปตันกิ๊ฟ” ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เพื่อขอตัวนางสาว สุภาวดี พันวิลัย หรือ น้องแคปหมู อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเมืองพัทยา 7 (มพย.7) เข้าร่วมโครงการ Become the next generation 2024 plus

นางสาววิลาวัณย์ ชี้แจงว่า สืบเนื่องจากสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้จัดโครงการ Become the next generation 2024 plus ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 6 เมษายน 2567 ซึ่งโครงการดังกล่าวข้างต้น เป็นการต่อยอดจากโครงการ “สานพลังเยาวชนสู่คนของชาติ Become The Nest Generation 2” เพื่อพัฒนานักกีฬาวอลเลย์บอลในระดับยุวชน และเยาวชน ให้ก้าวสู่การเป็นตัวแทนทีมชาติไทยในอนาคต และการเตรียมทีมเข้าสู่การพัฒนาให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในการนี้จึงขออนุญาตให้น้องแคปหมู หรือนางสาวสุภาวดี พันวิลัย เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ณ อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

ซึ่งในปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน 2 รายการใหญ่ คือ การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ ลีก 2024 หรือ VNL 2024 จะแข่งขันรอบสุดท้ายในประเทศไทย อีกหนึ่งรายการใหญ่คือ มาร์เชี่ยน อาร์ต เอเชี่ยน อินดอร์ เกมส์ มีชลบุรีเป็นเจ้าภาพร่วมกับ กทม. แต่ทั้งนี้กฎการแข่งขัน มาร์เชี่ยน อาร์ตฯ ต้องเป็นเยาวชนที่อายุไม่เกิน 20 ปี บวกกับอายุเกิน 2 คน สมาคมวอลเล่ย์บอลฯ จึงต้องจัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อให้เยาวชนช่วงอายุไม่เกิน 20 ปี เข้ามาร่วมฝึกซ้อมร่วมกับทีมชาติชุดใหญ่ ที่จะทำการแข่งขัน VNL ซึ่ง “น้องแคปหมู” มีรายชื่อในรุ่นเยาวชนที่มีโอกาสในการที่จะคัดเลือกตัวติดรายการมาร์เชี่ยน อาร์ท เอเชี่ยน อินดอร์ เกมส์  

สำหรับ “แคปหมู” ปัจจุบันสูงถึง 188 เซนติเมตร เคยเข้าไปฝึกซ้อมโชว์ผลงานได้ค่อนข้างดีในรุ่นอายุเดียวกัน รวมถึงโชว์ผลงานได้ดีกว่าพี่ ๆ หลายคนที่อยู่ในไทยแลนด์ ลีก ทำให้มีรายชื่อถูกเรียกเข้าเก็บตัวในชุดนี้ ทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะมีโอกาสต่อยอดได้ เพราะยังอายุน้อย แต่ปัญหาหลัก ๆ ของทีมเยาวชนคือเรื่องการเรียน จึงอยากให้ต้นสังกัดช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการเรียน เพื่อให้แคปหมู สามารถเก็บตัวฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่

ด้านนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า เมืองพัทยา ต้องขอบคุณสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยมา ณ โอกาสนี้ ที่เล็งเห็นศักยภาพของนักเรียนโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยา ซึ่งโรงเรียนเมืองพัทยา 7 นั้นเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนด้านกีฬาเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนอยู่แล้ว ประกอบกับ นายสุเทพ คล้ายสีแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองพัทยา 7 ให้คำยืนยันว่าการเข้าร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมฯ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน เมืองพัทยา จึงยินดีสนับสนุนและอนุญาตให้แคปหมู  เข้าร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมในโครงการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของน้อง ที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะด้านกีฬาวอลเล่ย์บอลจากสโมสรฯ และก้าวไปสู่การเป็นตัวแทนทีมชาติไทย สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองพัทยาและประเทศไทย ต่อไปในอนาคต

‘ธนกร’ ซัด ‘ปดิพัทธ์’ โปรดรักษามารยาท อย่าก้าวล่วงอำนาจฝ่ายบริหาร ชี้!! บุกทำเนียบหนนี้ มีวาระซ่อนเร้น-หวังผลทางการเมืองหรือไม่

(2 มี.ค. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่นายประดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อทวงถามนายกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่ยังค้างคาอยู่ว่า ตนเองมองว่าฝ่ายนิติบัญญัติแค่ประสานงานมายังเว็บรัฐบาลก็เพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องเดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเองเพราะดูไม่เหมาะสม  มองว่า ทำเกินไป ควรรักษามารยาททางการเมืองกว่านี้  เห็นว่า การที่ฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาทวงถามฝ่ายบริหารเองถือเป็นการก้าวล่วงอำนาจหรือไม่

เมื่อถามว่าเป็นเพราะกฎหมายสำคัญที่พรรคก้าวไกลเสนอมีการวิจารณ์ว่าถูกรัฐบาลดองไว้ นั้น  นายธนกร กล่าวว่า ประธานสภาและ รองประธานสภา  หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถ ประสานงานหรือการติดตามทวงถาม ซึ่งก็มีขั้นตอนทั้งทางเอกสารและทวงถามด้วยวาจา อยู่แล้ว เพราะเมื่อถูกสื่อถามเรื่องการนัดหมายกับใครในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไว้ แต่ท้ายสุดนายประดิพัทธ์ ก็ไม่ได้เจอผู้ใหญ่ตามที่กล่าวอ้าง เจอเพียงผู้อำนวยการกองงานประสานงานกลางการเมือง ของทำเนียบฯรับเรื่องไว้เท่านั้น 

“จึงทำให้ผมคิดได้ว่า การที่นายประดิพัทธ์เดินทาง เข้าทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเองเพื่อจะทวงถามร่างกฎหมายต่างๆนั้นอาจมีวาระซ่อนเร้น หรือหวังผลทางการเมืองอะไรหรือไม่ จึงอยากขอให้นายประดิพัทธ์ที่เป็นถึงรองประธานสภาให้เกียรติและไว้หน้าฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ที่สำคัญ ร่างกฎหมายต่างๆมีขั้นตอนปฏิบัติเช่นการส่งไปให้หน่วยงานต่างๆให้ความเห็นซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งแต่ละหน่วยงานต้องใช้เวลาในการพิจารณากว่าจะส่งกลับมาก็ต้องใช้เวลา นายปดิพันธ์เป็นถึงรองประธานสภาฯควรรักษาเกียรติตัวเองและเกียรติสภาฯด้วย“ธนกร กล่าว

'กาฬสินธุ์' นายกลุยแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง พนังกั้นน้ำชีทรุดตัวในพื้นที่กาฬสินธุ์

'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ลุยแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และป้องกันปัญหาพนังกั้นแม่น้ำชีทรุดตัวในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์

วันที่ 2 มีนาคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยในช่วงเช้าเวลา 10.45 น.เข้าติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้ากุดแคน ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ โดยมีนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม นายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 นายพลากร พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 2 นายทินพล ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 5 นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 6 นายชูชาติ รักจิตร อธิการบดีกรมชลประทาน นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกอบจ.กาฬสินธุ์ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิการบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยส.ส.ภาคอีสาน ส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายอำเภอ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้นำหมู่บ้าน และประชาชนรายงานสภาพปัญหาและให้การต้อนรับ

โดยนายกรัฐมนตรีได้เข้ารับฟังบรรยายสรุปการนำเสนอโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งจากกรมชลประทานก่อนจะเดินพบปะประชาชนที่มาให้การต้อนรับ

ทั้งนี้จากสภาพปัญหาอุทกภัยบริเวณพื้นที่เพาะปลูกโดยรอบกุดวังซอ, กุดกว้างน้อย,กุดกว้างใหญ่ และกุดแคน (กุดขวาง) ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวนั้น เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี บริเวณสองฝั่งลำห้วยเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากกว่า 20,000 ไร่ สาเหตุมาจากระดับน้ำในลำน้ำชีมีระดับสูง ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำพื้นที่ด้านในออกลงสู่แม่น้ำชีได้ 

ดังนั้นทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ จึงได้เสนอโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย บริเวณพื้นที่ บ.แจ้งจม ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ให้สำนักชลประทานที่ 6 พิจารณาศึกษาโครงการ และเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำถาวร เพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ชลประทานไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่ในฤดูน้ำหลากเมื่อปีพ.ศ. 2552 ทำการก่อสร้างปี 2563 และก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2565 ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับสามารถช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม และป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเกิดปัญหาแหล่งน้ำมีสภาพตื้นเขิน และมีวัชพืชปกคลุมจำนวนมาก ทำให้น้ำไหลเข้าไม่สะดวก และไม่สามารถระบายน้ำได้ทันในช่วงหน้าฝน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเรื่องดังกล่าวประชาชน และผู้นำหมู่บ้านได้ร้องขอเข้ามายังหน่วยงานของกรมชลทาน และ นายทินพล ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 5 นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และติดตามการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการขุดลอกแก้มลิงกุดกว้างน้อย งบประมาณ 24 ล้านบาท แก้มลิงกุดกว้างใหญ่ พร้อมก่อสร้างอาคารประกอบ งบประมาณ 61 ล้านบาท และกำจัดวัชพืชในกุดแคนโดยเครื่องจักร งบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งให้กับประชาชน และระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงฤดูฝน 

จากนั้นเวลา 11.30 น.นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินทางไปติดตามการแก้ไขปัญหาพนังกั้นลำน้ำชีทรุดตัว ที่บริเวณพนังกั้นลำน้ำชีชั่วคราวกม.ที่ 2 บ้านโนนแดง ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ โดยมีนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นายพลากร พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 2 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทางหลวงชนบท และประชาชนในพื้นที่รายงานสภาพปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดจากพนังกั้นน้ำชีทรุดตัวทำให้ปริมาณน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือน และพื้นที่การเกษตรของประชาชนทุกปี โดยเฉพาะในปี 2565  ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้างพื้นที่เกษตรกรเสียหายหลายหมื่นไร่ และมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบหลายพันหลังคาเรือน ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความวิตกกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก จึงทำให้นายพลากร พิมพะนิตย์ หรือ ส.ส.บอล เขต 2 นำเรื่องปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าวเข้าหารือในประชุมสภาฯ เพื่อแก้ไขปัญหา ก่อนที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนชาวกาฬสินธุ์ และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และลงพื้นที่มารับปัญหา และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน

โดยในวันนี้ได้เสนอโครงการแก้ไขปัญหาคันทางพังทลายและป้องกันน้ำท่วม  ซึ่งเป็นการก่อสร้างพนัง เพื่อป้องกันคันทาง หรือพนังแม่น้ำชีพังทลายจากกระแสน้ำชีกัดเซาะคันทางความยาว 425 เมตร งบประมาณกว่า 51 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ อ.กมลาไสย และอ.ฆ้องชัย ป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรกว่า 100,000 ไร่ และระบบสาธารณูปโภคบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่และรับฟังปัญหาทั้ง 2 จุด โดยนายกฯระบุว่าวันนี้มาดูการขุดลอกการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และการก่อสร้างพนัง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีได้รับประทานอาหารที่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ และในช่วงบ่ายเวลา 13.15 น.มีกำหนดการลงพื้นที่บึงอร่าม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เพื่อหารือการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแลนด์มาร์ค และจุดแวะพักของ จ.กาฬสินธุ์ และ เวลา 14.15 น.เดินทางไปประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือประเด็นปัญหาและแผนพัฒนา จ.กาฬสินธุ์ ที่ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ และในช่วงเวลา 15.45 น.จะลงพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยส้มป่อย ต.นาขาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อหารือประเด็นการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ และใช้สำหรับการอุปโภค บริโภคให้กับประชาชน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชื่นชม 2 ตำรวจน้ำดี พบหญิงสาวถูกทำร้ายร่างกาย รีบช่วยเหลือและจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันท่วงที

วันนี้ (1 มี.ค.67) พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานกรณีตำรวจ 2 นาย รุดเข้าช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกทำร้ายร่างกายบริเวณคอนโดแห่งหนึ่ง ซอยรัชดา 36 ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงใส่ตำรวจ โชคดีกระสุนไม่ถูกผู้ใดบาดเจ็บ สามารถช่วยเหลือหญิงสาวจนปลอดภัย และจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันท่วงที

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นวานนี้ (29 ก.พ.67) เวลาประมาณ 03.40 น. ส.ต.อ.วิศรุต จรูญพันธ์เกษม ผบ.หมู่ กก.2 บก.ทท.1 บช.ทท. และ ส.ต.ท.วัชรวี เมธา ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 1 กก.คฝ.2 บก.อคฝ.บช.น. ซึ่งทั้ง 2 นายอยู่ในระหว่างการพักเวร กำลังเดินทางกลับที่พักที่คอนโด ซอยรัชดา 36 ถ.รัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร จ.กรุงเทพมหานคร ได้พบ น.ส.ศิริลักษณ์ ผู้เสียหาย ถูกนายอนุพงษ์ ผู้ก่อเหตุ ทำร้ายร่างกายอยู่ภายในบริเวณคอนโดที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายได้ร้องขอความช่วยเหลือ ส.ต.อ.วิศรุตฯ และ ส.ต.ท.วัชรวี ฯ จึงได้รีบเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายในทันที โดยผู้ก่อเหตุได้ต่อสู้ขัดขืนและได้ทำร้ายร่างกาย ส.ต.อ.วิศรุตฯ และ ส.ต.ท.วัชรวี ฯ

ต่อมาผู้ก่อเหตุได้พยายามวิ่งหลบหนีไป ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะใช้อาวุธปืนแบบไทยประดิษฐ์ (ปืนปากกา) ยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย จำนวน 1 นัด วิธีกระสุนพลาดเป้าไม่ถูกผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายจึงได้รีบติดตามไปควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้อย่างทันท่วงที ส.ต.อ.วิศรุตฯ ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน เข้ามารับตัวผู้ก่อเหตุเพื่อนำไปดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งได้พาผู้เสียหายไปยัง สน.พหลโยธิน เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุต่อไป ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างผู้ก่อเหตุกับผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายไปพบเหตุทำร้ายร่างกายกันจึงรีบเข้าระงับเหตุ

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชื่นชมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนาย ที่มีจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตลอดเวลา เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนและจับกุมผู้ก่อเหตุทันที เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับตำรวจทุกนาย ที่การดูแลพี่น้องประชาชนต้องมาก่อนเสมอ

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แจ้งข่าวไว้อาลัย ‘มณเฑียร บุญตัน’ สว.คนแรกของไทย ที่พิการมาตั้งแต่กำเนิด ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว

(2 มี.ค.67) สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แจ้งข้อความผ่านไลน์สื่อมวลชน โดยระบุว่านายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ทั้งนี้อยู่ระหว่างรอรายละเอียดจากเจ้าภาพ หากได้ข้อมูลจะแจ้งให้ทราบต่อไป

สำหรับนายมณเฑียร เคยเป็นอดีตนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ทำงานด้านการช่วยเหลือและผลักดันสิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ เป็นผู้แทนคนพิการคนแรกในประเทศไทย และคนแรกในอาเซียนที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็น คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ (UN-Committee Convention on the Rights of Persons with Disabilities-CRPD) วาระปี พ.ศ. 2556-2559

นอกจากนี้ นายมณเฑียร ยังเคยได้รับฉายาคนดีศรีสภา ปี 2551 จากสื่อมวลชนประจำรัฐสภา รวมถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ยังเคยจัดพิธีมอบเกียรติบัตรเพื่อยกย่องนายมณเฑียร ในฐานะบุคคลที่เป็นผู้เชื่อมสัมพันธไมตรี และทำคุณประโยชน์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นด้วย

สำหรับนายมณเฑียร เกิดเมื่อวันที่ 2 พ.ค.2508 เป็นชาว อ.สูงเม่น จ.แพร่ และเป็นวุฒิสมาชิกคนแรกของไทยที่เป็นคนพิการมาตั้งแต่กำเนิด

ผบ.นย./ผบ.กปช.จต. นำคณะเยือน ภูมิภาคทหารที่ 5 ทบ.กัมพูชา

พลเรือโท สมรภูมิ จันโท ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.นย./ผบ.กปช.จต.) พร้อมด้วย ดร.ศิวัสสา จันโท ประธานฝ่ายภูมิภาค สมาคมภริยาทหารเรือ และประธานชมรมภริยานาวิกโยธิน ผู้บังคับบัญชาของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ฝ่ายอำนวยการ เดินทางเยือน ภูมิภาคทหารที่ 5 กองทัพบก ราชอาณาจักรกัมพูชา (Royal Cambodian Army) ในการนี้ ได้เข้าพบ พณฯ ซก ลู ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชา 

สำหรับการเยือนภูมิภาคทหารที่ 5 กองทัพบก ราชอาณาจักรกัมพูชา ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์และร่วมหารือข้อราชการระหว่างกัน อันจะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งส่งเสริมการขับเคลื่อนงานรัฐบาล ในด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข การบรรเทาสาธารณะภัย อันจะส่งผลให้เกิดความมั่นคงตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ รวมถึงกระชับและรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ให้คงอยู่อย่างมั่นคงสืบไป 

โดยมี พลเอก แอก ซ็อมโอน รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กองทัพบก ราชอาณาจักรกัมพูชา และคุณหญิง ตึม ดานึด ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มสตรีแม่บ้านภูมิภาคทหารที่ 5 ให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ราชอาณาจักรกัมพูชา 

‘Gadhouse’ แบรนด์เครื่องเล่นแผ่นเสียงไทย ผู้ปลุกกระแส ‘แผ่นเสียง’ ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ คุณเพชร วัชรพล เตียวสุวรรณ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Gadhouse เมื่อวันที่ 2 มี.ค.67 กับการปลุกกระแสความนิยมเครื่องเล่นแผ่นเสียงให้กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางการสมรภูมิ Music Streaming ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดในปัจจุบัน เบื้องหลังความสำเร็จนี้เป็นอย่างไร คุณเพชร ได้เล่าให้ฟังว่า...

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Gadhouse เริ่มต้นจากการนำเข้าเครื่องเสียงแบรนด์ต่างๆ มาจำหน่ายในเฟซบุ๊ก โดยยังไม่ได้มีแบรนด์ของตัวเอง ในชื่อ Gadhouse ซึ่งมาจากคำว่า House of Gadget 

เมื่อถามว่า ทำไมถึงขายเครื่องเล่นแผ่นเสียงซึ่งหลายคนมองว่าตกยุคไปแล้ว และในปัจจุบันนิยมฟังผ่าน Streaming มากกว่า? คุณเพชร บอกว่า “เริ่มต้นจากความชอบและเชื่อว่าตลาดแผ่นเสียงยังไม่ตายไปจากคนที่ชอบฟังเพลงจริงๆ ซึ่งการหวนกลับมาของแผ่นเสียงก็น่าจะเป็นเพราะ Streaming ด้วย เนื่องจากปัจจุบันทุกอย่างมันรวดเร็วไปหมดแค่ปลายนิ้ว แต่ขณะเดียวกันความเร็วแบบฉาบฉวยเหล่านี้ ก็กระตุ้นคนอีกกลุ่มที่เริ่มโหยหาวิถี Slow Life อยากเสพสุนทรีย์ และแสวงหาเสน่ห์จากปกที่ให้รายละเอียดของอัลบั้ม เนื้อเพลงและศิลปิน และพวกเขากำลังมองหาร้านที่จะตอบโจทย์ และเราคือคำตอบ”

เมื่อถามถึงทิศทางอุตสาหกรรมดนตรีของโลกในปัจจุบัน? คุณเพชร เผยว่า “หลัก ๆ ตลาดถูกขับเคลื่อนจากสหรัฐอเมริกา, ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าตลาด Streaming ก็เติบโตสูงมากๆ จากตลาดเหล่านี้ รองลงมาก็จะเป็นกลุ่ม Vinyl, ซีดี และเทปคาสเซ็ต ที่เริ่มขยับตัวขนานไปกับ Streaming” 

คุณเพชร เสริมว่า “ส่วนตลาดในประเทศไทยเองก็มีทั้งที่เสพเพลงผ่าน Streaming และ Physical Media จากศิลปินที่ชื่นชอบ ในแบบที่ต้องการหาซื้อมาฟังจริงๆ และเลือกเป็นของสะสม ซึ่งสิ่งที่น่าดีใจ คือ ตลาดแผ่นเสียงไทยในปัจจุบันกำลังปรับตัวดีขึ้น ถึงแม้จะไม่มีแผ่นเสียงใหม่ออกมาจำนวนมากเหมือนต่างประเทศ แต่พอค่ายเพลงใหญ่ๆ เริ่มหันกลับมาผลิตแผ่นเสียงเพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้แฟนคลับเริ่มกลับมา”

เมื่อถามในส่วนการวิธีการทำตลาดของ Gadhouse แล้ว คุณเพชร บอกว่า “ส่วนใหญ่จะเป็นการทำตลาดในต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีจำหน่ายในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่จะได้รับความนิยมอย่างสูงที่ประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย โดยจุดเด่นของแบรนด์ Gadhouse นั้น คือ การเจาะไปยังกลุ่มลูกค้าที่พึ่งเริ่มต้นเล่นแผ่นเสียง ด้วยฟังก์ชันที่ใช้งานง่าย มีดีไซน์สวย แต่ราคาจับต้องได้ในระดับคุณภาพสูง

ทั้งนี้แบรนด์ Gadhouse ได้วาง Positioning เป็นแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำของไทยโดยมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นสินค้านำร่อง แต่ก็มองการเติบโตของวงการ Vinyl ที่น่าจะเติบโตไปได้เรื่อย ๆ ไว้บ้างแล้ว 

อย่างไรก็ตาม อีกจุดเด่นสำคัญของ Gadhouse คือการเป็นแบรนด์พัฒนาเครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ตอบโจทย์ Sustainability ด้วย โดยมีการผลิตเครื่องเล่นจากขยะและสิ่งเหลือใช้ เช่น กล่องนม เป็นต้น เพื่อรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมไปกับเสียงเพลง 

“ผมอยากให้ Gadhouse เป็นแบรนด์เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เติบโตสูงสุด และเป็นเครื่องเสียงของคนไทยที่ชาวต่างชาติอยากได้มากที่สุด โดยวางเป้าหมายเป็น Top ในระดับโลก ของกลุ่ม Retro Modern ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ ส่วนแผนการจะเป็นอย่างไรก็คงต้องติดตามกันต่อไป” คุณเพชร ทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top