Friday, 6 November 2026
Hard News Team

'กสทช.-AIS' เดินหน้าสร้างระบบเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือ แจ้งสารพัดภัยเจาะจงเฉพาะพื้นที่เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายได้ทันที

(6 มี.ค. 67) ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเหตุการณ์รุนแรงไม่คาดคิด เช่น เหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับกิจการโทรคมนาคม จึงทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยจากภาครัฐแบบเจาะจงพื้นที่ (Cell Broadcast Service) โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO)

ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนภัยแบบเจาะจงพื้นที่ดังกล่าว จะเป็นการส่งข้อความเตือนภัยแบบส่งตรงจากเสาส่งสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครื่องในบริเวณนั้น แตกต่างจากระบบ SMS ทั่วไป เพราะไม่จำเป็นต้องใช้หมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งจะทำให้การสื่อสารข้อมูลเตือนภัยทำได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั้งพื้นที่เกิดเหตุ โดยประชาชนไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใดๆ

“การทดสอบระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast Service ซึ่ง กสทช.เริ่มต้นกับ AIS ในวันนี้ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับศูนย์บัญชาการกลางของภาครัฐ (Command Center) เพื่อเป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการเตือนภัยได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยมีระบบเตือนภัยได้มาตรฐานสากลสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความปลอดภัยทางสังคมให้กับประเทศต่อไป” ประธาน กสทช. กล่าว

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ เอไอเอส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เราได้ร่วมทำงานกับ กสทช. และภาครัฐ ในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบเตือนภัยของประเทศตามมาตรฐานสากล นั่นคือ เทคโนโลยี Cell Broadcast Service หรือ ระบบสื่อสารข้อความตรงไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชน ซึ่งระบบนี้มีความเหมาะสมกับการนำมาใช้เพื่อแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากสามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่อยู่ในพื้นที่ครอบคลุมของสถานีฐานบริเวณนั้น ๆ ในเวลาเดียวกัน ด้วยรูปแบบของการแสดงข้อความที่หน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Pop UP Notification) แบบ Near Real Time Triggering เพื่อให้สามารถรับรู้สถานการณ์ได้ทันที โดยล่าสุดได้ทดลอง ทดสอบเทคโนโลยีดังกล่าว ได้ผลตามเป้าหมายที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะขยายผลเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป”

โดยโครงสร้างของการนำเทคโนโลยี Cell Broadcast Service มาใช้งานนั้น แบ่งเป็น 2 ฝั่ง

ฝั่งที่ 1 : ดำเนินการและดูแล โดย ศูนย์บัญชาการกลางของภาครัฐ ผ่านระบบ Cell Broadcast Entities (CBE) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการกำหนดเนื้อหาและพื้นที่ในการจัดส่งข้อความ ประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ อาทิ การบริหารจัดการระบบ (Administrator), การจัดการข้อความที่จะสื่อสาร (Message Creator) และ การอนุมัติยืนยันความถูกต้อง (Approver)

ฝั่งที่ 2 : ดำเนินการและดูแล โดย ผู้ให้บริการโครงข่าย ผ่านระบบ Cell Broadcast Center (CBC) ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่นำเนื้อหาข้อความ ไปจัดส่งในสถานีฐานตามพื้นที่ที่กำหนดได้อย่างถูกต้อง โดยจะประกอบไปด้วย การบริหารระบบและการตั้งค่า (System & Configuration), การส่งต่อข้อความสื่อสารที่ได้รับมาผ่านโครงข่าย (Message Deployment Function) และ การบริหารโครงข่ายสื่อสาร (Network Management)  

‘กรณ์’ ชี้!! สิงคโปร์ดีล ‘Taylor Swift’ จัดคอนฯ ไม่ใช่เรื่องแปลก ถือเป็นการแข่งขัน-กระตุ้น ศก.ปกติ แต่ ‘ไม่น่ารัก’ ในสายตาเพื่อนบ้าน

(6 มี.ค. 67) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij’ ระบุว่า…

“วันนี้ลูกสาว text มาแจ้งว่าเพื่อนที่สิงคโปร์ชวนไปดู Taylor Swift คืนวันศุกร์นี้ (ค่าตั๋วเท่าไรพ่อไม่กล้าถาม) ลูกสาวดีใจมาก รีบจองตั๋วเครื่องบินซึ่งก็แพงอีก แต่ซื้อตั๋วได้ถูกลงหน่อยโดยยอมเปลี่ยนเครื่องที่หาดใหญ่ ส่วนการนอนคงต้องนอนบ้านเพื่อนเพราะอยู่โรงแรมไม่ไหวแน่

“ทำให้นึกถึงดราม่าระหว่างผู้นำประเทศเรื่องเงื่อนไข ‘exclusivity’ ที่สิงคโปร์เจรจาไว้กับทีมงาน Taylor Swift (ว่าในภูมิภาคนี้ต้องเล่นที่สิงคโปร์เท่านั้น)

“ล่าสุดเห็น ลีเซียนลุง นายกฯ สิงคโปร์ให้สัมภาษณ์ว่ายุทธศาสตร์นี้ “…จากมุมมองสิงคโปร์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเท่านั้น แต่ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวและความปรารถนาดีจากทั่วทุกภูมิภาคด้วย ผมไม่เห็นว่าทำไมถึงจะไม่ทำล่ะ” (จาก The Standard)

“ผมเห็นด้วยนะ ถ้าให้ผมเปรียบเทียบ ประเทศต่าง ๆ (เราด้วย) ยังพร้อมแย่งการลงทุนไม่ให้ไปประเทศเพื่อนบ้านด้วยการ ‘ตัดราคา’ ภาษีให้นักลงทุน หรือเราพร้อมสร้าง land bridge เพื่อแย่งลูกค้าจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ฯลฯ ทั้งหมดเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ปกติ…แม้จริงอยู่อาจจะถูกคนมองว่า ‘ไม่น่ารัก’ ก็ตาม

“ตามจริงอะไรที่กลุ่ม ASEAN ทำด้วยกันได้เราควรทำ หากแข่งกันทุกเรื่อง เราทุกคนจะเสียประโยชน์ แต่การชิงไหวชิงพริบคงต้องมีบ้างเป็นธรรมดา

ส่วนกระแส Taylor Swift ช่วงนี้ ทำให้คนรุ่นผมนึกถึงระดับความคลั่งสมัยที่ Michael Jackson มาทัวร์ไทย (มาพีคที่บ้านเราเลยด้วย) ทุกรุ่นก็มี moment ของเขา เที่ยวนี้สิงคโปร์เขาคว้า moment นั้นได้ คราวหน้าหากเราเตรียมตัวให้ดี โอกาสอาจจะเป็นของเรา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิดค่ายส่งสุขทางการเงิน โครงการ Money Management & Investment เพื่อให้ความรู้ด้านการบริหารการเงิน การวางแผนการเงิน การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สิน ให้แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว สร้าง 30 บุคคลต้นแบบ

วันนี้ (6 มีนาคม 2567) เวลา 09.00 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิดโครงการ Money Management & Investment เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวข้าราชการตำรวจ ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร และสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีคุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธาน , คุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร กรรมการบริหารสมาคมฯ/ที่ปรึกษาโครงการ , คุณพรรณวดี  ลดาวัลย์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมพิธี และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีเปิดทางออนไลน์ โดยระบบวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ 

คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิดเผยว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้ดำเนินโครงการ Money Management & Investment ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ปีนี้เข้าปีที่ 4 แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนาความรู้ด้านการเงินให้กับนักเรียนนายร้อยตำรวจ นักเรียนนายสิบตำรวจ และข้าราชการตำรวจวัยทำงานจนถึงวัยใกล้เกษียณอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 3,584 คน ปีนี้ได้พัฒนาหลักสูตรการอบรมให้ความรู้ทางการเงิน 1 วัน สู่กิจกรรม Happy Money In action “ค่ายส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3 วัน 2 คืน มุ่งเน้นการให้ความรู้และสร้างบุคคลต้นแบบ และต้นกล้าทางการเงินให้กับกลุ่มผู้ที่มีความตั้งใจในการลดภาระหนี้สินอย่างมีนัยสำคัญ จำนวน 30 ครอบครัว ซึ่งเป็นบุคคลที่มีสถานะทางการเงินดีขึ้น มีเป้าหมายทางการเงิน มีวินัยทางการเงินเพิ่มขึ้น ทำให้หนี้สินที่มีลดลงอย่างต่อเนื่อง มีความสุขทางการเงินมากขึ้น สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเพื่อนตำรวจได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจมีหลายโครงการที่มุ่งสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจ ให้มีความมั่นคงในด้านสวัสดิภาพความเป็นอยู่ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครอบครัวข้าราชการตำรวจ และสมาชิกแม่บ้านตำรวจ และสามารถนำมาต่อยอดในโครงการ Money Management & Investment  ได้แก่ โครงการ One Province One Product (OPOP) “1 จังหวัด 1 ผลิตภัณฑ์” ได้ดำเนินการ มาตั้งแต่ปี 2565 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัวข้าราชการตำรวจ ได้นำผลิตภัณฑ์ของแต่ละครอบครัวมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจช่วยในเรื่องการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้มาตรฐาน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินครูปาน สมนึก คลังนอก ,คุณหมู Asava  เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ และเป็นที่ปรึกษาโครงการ และช่วยพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับครอบครัวตำรวจให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสมาคมแม่บ้านตำรวจจะจัด “งาน Side by Side ช้อป ชิม แชร์ จากใจเรา…ถึงมือคุณ” ระหว่างวันที่ 20 - 24 มีนาคม 2567 นี้ ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ 

ในส่วนโครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ สมาคมแม่บ้านตำรวจยังได้จัดทำแฟรนไชส์ “กาแฟอาซ้อ” ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด หรือ นมตรามะลิ โดยใช้กาแฟเมล็ดพันธุ์จากดอยสามหมื่นของตำรวจตระเวนชายแดน  เพื่อให้ครอบครัวตำรวจที่อยากจะเริ่มธุรกิจ ได้มีโอกาสทำ ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจจัดทำ Brand ให้ โดยได้มอบให้กับครอบครัวตำรวจที่มีบุตรออทิสติก จำนวน 18 ครอบครัว

ด้าน พล.ต.ท.ธัชชัย ฯ กล่าวว่า ปัญหาทางการเงินทำให้เกิดความเครียดและภาวะกดดันมากมาย อาจส่งผลต่อหน้าที่การงาน การใช้ชีวิต และความสัมพันธ์ในครอบครัว ถ้าไม่ติดอาวุธความรู้ให้กับตนเอง และคู่ชีวิตของเรา ก็จะยากในการแก้ไขปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงได้ การดำเนินโครงการของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการจัดค่ายขึ้นมาในปีนี้ ต้องการให้การอบรมมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ที่มีความตั้งใจในการลดภาระหนี้สิน สามารถพบทางสว่างสามารถเดินไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้อย่างสัมฤทธิ์ผล เพราะถ้าเราสุขเงินแล้ว เราก็จะ สุขกาย และสุขใจ ตามมา มีชีวิตที่มีความสุขอย่างยั่งยืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

รู้จัก 'แกส' ฝรั่งหัวใจไทย แม้อุบัติเหตุทำสูญเสียขา แต่ไม่เคยท้อ ทำเบอร์เกอร์เลี้ยงชีพ แถมรวยน้ำใจให้ฟรี 'คนพิการ-ยากไร้-วันเกิด'

(6 มี.ค.67) “ผมไปวิ่งที่เดิมนะ เป็น 10 ไมล์ ประมาณ 18 กม. วิ่งสบาย แต่มีปัญหานิดหนึ่ง ไม่รู้ทำไม เหมือนไม่แข็งแรงเท่าไหร่ หัวหมุนด้วย ไม่หมุนมาก ที่อังกฤษอากาศหนาวมากด้วย เดินประมาณ 500 เมตร ล้ม เอ้า ทำไมล้ม ไม่เมานะ ไอเป็นนักมวย ไอคลีนมาก ผมเดินเล่นอีก ล้มอีกแล้ว เดินเล่นอีก ล้มที่ทางรถไฟ เราก็นอนหลับนาน ประมาณ 15 นาที เวลาผมตื่นแล้ว มีเสียงแบบเหล็ก ซีดดดดดด รถไฟใช่มะ เราก็จะตัวสั่นๆๆ ผมรู้รถไฟกำลังจะมา ผมยกตัว แต่ไม่คอมพลีท ชนขา 2 ขาเลย โชคดีนะ ไม่ใช่คอครับ”

'แกเร็ธ เพย์น' หรือ 'แกส' อดีตนักมวยชาวอังกฤษ ย้อนเหตุการณ์ขณะวิ่งออกกำลังกายเพื่อชกป้องกันแชมป์ในวันรุ่งขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ที่ทำให้เขาต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างไปพร้อมกับจบอาชีพนักมวยตั้งแต่นั้น และต้องใส่ขาเทียมที่ทำด้วยเหล็ก ก่อนหันมาประกอบอาชีพนักบิน แม้ไร้ขา

“คุณลุงสอนเป็นนักบิน ผมมีไลเซ่นอายุ 17 นะ พอเสียขา ไม่รู้จะทำอะไร ลุงบอก ลองดู คุณบินเก่งมาก เวลาผมไม่มีขา ปกติมีคนนั่งด้วยกัน แต่เป็นผู้ช่วย เวลาผมบิน ลงแลนดิ้ง ไม่มีปัญหา คุณเป็นคนจริง เป็นนักบินจริง ไม่มีปัญหา”

ระหว่างยังเป็นนักบิน แกสได้มาพบรักกับสาวไทย 'ปุ๊ก' ไอรีน เพย์น ก่อนตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งปุ๊กเผยเหตุผลที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับแกสว่า “คุยถูกคอ ไปด้วยกันได้ ปกติปุ๊กจะไม่ใช่คนหวานๆ แล้วเขาเป็นคนตลก แล้วปุ๊กเป็นคนลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว เลยรู้สึกว่า มันคงสนุกดี มีคนแบบนี้อยู่ในชีวิต”

หลังเกิดสถานการณ์โควิดระบาด แกสตัดสินใจเลิกอาชีพนักบิน และหันมาใช้ฝีมือการทำอาหารของตนเองประกอบอาชีพใหม่ คือ ทำเบอร์เกอร์ขาย หลังภรรยาชมว่าอร่อยดีและชวนให้ลองทำขาย

“ตอนแรกสองคนไปขายที่ตลาดเล็กๆ ที่นิมิตใหม่ ไปประมาณ 30 ชิ้น ไม่ถึง 20 นาที ก็หมด ...รอบที่สอง เอาไปอีก ประมาณ 40-50 หมดอีก”

ปัจจุบัน แกสและปุ๊กจะขับรถปิคอัพออกจากบ้านมาทำเบอร์เกอร์ขายที่ย่านวงแหวนรามอินทรา หน้าร้านสะดวกซื้อ หมู่บ้านมัณฑนา โดยจุดขายเป็นรถพ่วงข้างเล็กๆ ชื่อร้าน 'Captains Corner Burgers' โดยทำเบอร์เกอร์กันสดๆ ตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งเบอร์เกอร์มีหลายแบบให้เลือก ขายทุกวันพุธถึงอาทิตย์ ตั้งแต่ 8 โมงถึงบ่ายโมงครึ่ง

แม้แกสจะพิการ ต้องใส่ขาเทียมในการเดินและทำงาน แต่เขาสามารถทำทุกอย่างได้ไม่แพ้คนปกติ ทั้งยกของหนัก และยืนทำเบอร์เกอร์เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แม้ทรมานจากการปวดขาตลอดเวลาที่ใส่ขาเทียม แต่แกสก็ยังคงมีความสุขกับการทำงาน และพร้อมทำงานหนักเพื่อลูก 

ปัจจุบันแกสมีลูกชาย 2 คน คนแรกชื่อ โคดี้ วัย 9 ขวบ ส่วนคนเล็กชื่อ อัลฟี่ 2 ขวบกว่า ซึ่งมีภาวะดาวน์ซินโดรม “อัลฟี่เป็นเด็กพิเศษ เป็นเด็กดาวน์ซินโดรม ขาไม่แข็งแรง มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ พูดไม่ได้ ผมรักลูกมากๆ ลูกเป็นลูก ลูกเป็นดาวน์ ลูกจะเป็นอะไรก็ได้ ผมก็รักแน่นอน”

ลูกค้าชื่นชม 'แกส' เป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ยอมแพ้ความพิการ!

“ผมคิดว่าเขาขยันกว่าหลายคนที่มีพร้อม เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตหรือการทำมาหากิน เป็นตัวอย่างที่ดี”

เบอร์เกอร์ของแกส ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่เขายังมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมสังคมอีกด้วย “ตอนนี้ทุกอย่างก็ยากนะ คนไม่มีเงินเยอะ ผมพูดที่ร้านด้วย คนไม่มีเงิน ผมบอกมากินฟรี ไม่เอาตังค์เลย คนพิการก็มากินฟรี ผมชอบช่วยคนอื่น วันเกิดคนก็มากินฟรี คนมีเงิน เงินไม่พอ คุณเก็บเงินเอาไว้” 

แม้ไร้ขา แต่แกสเป็นคนที่เต็มที่กับทุกสิ่งที่ทำ ไม่ว่าเรื่องงาน เรื่องลูก หรือวันพักผ่อนจากการทำงาน ที่เขามักไปเล่น 'พารามอเตอร์' ซึ่งช่วยให้เขาบินได้อย่างมีความสุขกลางอากาศกับวิวทิวทัศน์ที่กว้างไกล ซึ่งเขาพร้อมสอนให้คนที่สนใจอีกด้วย

ปัจจุบัน แกสไม่เพียงทำงานหนักเพื่อลูกเพื่อครอบครัว แต่เขายังไลฟ์สดอัดคลิปให้กำลังใจผ่านโซเชียล ให้คนที่กำลังท้อมีแรงใจสู้ชีวิตต่อไป อย่าไปกลัวชีวิต ชีวิตเรา เรากำหนดได้ พิการก็ยังสู้ได้ ทำอะไรได้เหมือนคนปกติ ทุกคนสู้ได้ชนะได้ “ผมชนะได้ ชนะทุกวัน คุณก็ชนะได้”

ติดตามเรื่องราวหัวใจนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ความพิการของ 'แกส' ได้ทางรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ตอน 'คุณพ่อ...ยอดนักสู้' วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2567 เวลา 9.00-9.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ News1 (IPM ช่อง 64 / PSI ช่อง 211) และ เฟซบุ๊ก / ยูทูบ : ฅนจริงใจไม่ท้อ

(หากท่านใดสนใจอุดหนุนเบอร์เกอร์ของแกส แวะไปได้ที่ย่านวงแหวนรามอินทรา ร้านอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ หมู่บ้านมัณฑนา ร้าน Captains Corner Burgers / หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Captains Corner Burgers And Kebabs)

“บช.ส.เปิดจอง พระประจำหน่วย“หลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ รุ่น สมความปรารถนา”วันนี้วันแรกที่ศูนย์รับจอง 53 ศูนย์ ทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 ที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช รอง ผบก.ส.2 เปิดเผยว่า ด้วยกองบัญชาการตำรวจสันติบาลอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารที่ทำการกองบัญชาการตำรวจสันติบาลแห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยจะแล้วเสร็จปลายปี 2567 

ทางคณะกรรมการสวัสดิการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ได้ปรึกษาหารือกับคณะที่ปรึกษา กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งมีคุณ สมภพ ไทยธีระเสถียร ที่ปรึกษา กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ได้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงานและกำลังพล เห็นควรต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานประจำหน่วยงาน 

จึงมีมติเห็นควรจัดสร้างพระหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์  วิหารหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์  ต.คชสิทธิ์ อ.หนองแค จว.สระบุรี ซึ่งท่านเป็นพระพุทธรูปโบราณ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อเสียง เป็นที่เลื่องลือ รวมถึงความหมายชื่อของท่าน "สำเร็จ ศักดิ์สิทธิ์ รุ่น สมปรารถนา"จะสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานปิดทองหลังพระได้ปฏิบัติงานได้สำเร็จ สมปรารถนา รวมถึงเป็นที่เคารพสักการะกราบไหว้บูชาของข้าราชการตำรวจและประชาชนทั่วไป 

พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย เปิดเผยอีกว่า การที่นำรูปแบบพระหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์มาเป็นองค์ต้นแบบในการจัดสร้างพระหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ประจำกองบัญชาการตำรวจสันติบาลในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างฯ ดังนี้

1. เพื่อจัดสร้างพระหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ประจำกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ไว้เพื่อประดิษฐาน ณ ที่ทำการใหม่ของกองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำหรับเป็นที่สักการะกราบไหว้บูชาของข้าราชการตำรวจ

2. เพื่อจัดสร้างวัตถุมงคลพระหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์แบบต่างๆ ไว้เพื่อให้ข้าราชการตำรวจและประชาชนทั่วไปที่สนใจไว้สำหรับสักการะบูชา

3. เพื่อหาทุนจากการจำหน่ายหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อสาธารณะประโยชน์อื่นๆ อาทิ ทำนุบำรุงพระศาสนา, บริจาคให้กับโรงพยาบาล, ทุนการศึกษา, ช่วยเหลือข้าราชการตำรวจสันติบาลที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฎิบัติหน้าที่ และเป็นสวัสดิการให้กับข้าราชการตำรวจกองบัญชาการตำรวจสันติบาล  

   กองบัญชาการตำรวจสันติบาลได้รับความกรุณาจากท่านประธานกรรมการและคณะกรรมการมูลนิธิหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้อนุญาตให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลใช้สถานที่ภายในวิหารหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ทำพิธีจัดสร้างวัตถุมงคล ดังนี้ 
วันที่ 2 มี.ค.67 เวลา 09.09 น. พิธีบวงสรวงฯ
วันที่ 1 พ.ค.67 เวลา 09:59 น. พิธีเททองฯ
วันที่ 4 ก.ค.67 เวลา 13:59 น. พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์

ซึ่งที่ผ่านมาทางมูลนิธิฯ ไม่มีการอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาจัดแถลงข่าวหรือจัดทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลภายในวิหารหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ แต่ครั้งนี้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลได้รับความกรุณาจากท่านประธานกรรมการและคณะกรรมการมูลนิธิหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์อนุญาตให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลจัดทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ภายในวิหารได้ 

หน่วยงานของเราขอกราบขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง  

เนื่องจากทางกองบัญชาการตำรวจสันติบาลไม่เคยมีการจัดสร้างวัตถุมงคลมาก่อน และไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ในการจัดสร้างวัตถุมงคล โดยเห็นว่า คุณสมภพ ไทยธีรเสถียร(อั้ง เมืองชล) ซึ่งเป็นอุปนายกสมาคม ผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย และเป็นที่ปรึกษากองบัญชาการตำรวจสันติบาล  เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในการจัดสร้างวัตถุมงคล  กองบัญชาการตำรวจสันติบาลจึงมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคลในนามกองบัญชาการตำรวจสันติบาลต่อไป

พล.ต.ท.อภิชาติ  เพชรประสิทธิ์  ผบช.ส.  พร้อมด้วย คุณสมภพ ไทยธีระเสถียร (อั้ง เมืองชล) อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย และที่ปรึกษา บช.ส. เป็นประธานในพิธีบวงสรวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ และพิธีรับมอบมวลสารจากจากพระเกจิทั่วประเทศ เพื่อเป็นมวลสารในการจัดสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ ประจำ บช.ส. “รุ่นสมปรารถนา” พร้อมแถลงวัตถุประสงค์ในการดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์  

โดยในวันนี้เปิดจองรอบปฐมฤกษ์และตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค.67สามารถจองผ่านศูนย์รับจอง 53 ศูนย์ ทั่วประเทศได้ตามรายนามที่แนบ“พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย กล่าว”

#หลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์
#รุ่นสมปรารถนา
#กองบัญชาการตำรวจสันติบาล

‘สภาฝรั่งเศส’ รับรองสิทธิ ‘การทำแท้ง’ ในรัฐธรรมนูญ หลังออกกฎหมายอนุญาตทำแท้ง เมื่อกว่า 50 ปีก่อน

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐสภาฝรั่งเศสเห็นชอบแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้ ‘การทำแท้ง’ เป็นเสรีภาพของพลเมืองภายใต้กฎหมายสูงสุด ถือเป็นชาติแรกของโลก

ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่บัญญัติเสรีภาพการทำแท้งไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายสูงสุดของประเทศ นั่นหมายความว่า สิ่งอื่นใดจะมาล้มล้างเสรีภาพนี้ไม่ได้

โดยหลักการทางกฎหมาย เสรีภาพคือภาวะโดยอิสระของมนุษย์ แม้จะไม่มีกฎหมายรับรองหรือคุ้มครองไว้ บุคคลก็ยังคงมีเสรีภาพนั้น เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา ที่ไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องนับถือศาสนาใด และทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกศาสนาที่จะนับถือ

ในทำนองเดียวกัน เสรีภาพในการทำแท้งนี้ก็หมายความว่า ทุกคนมีเสรีภาพในการตัดสินใจทำแท้ง โดยที่ใครก็มาละเมิดความคิดหรือบังคับไม่ให้ทำไม่ได้

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส จะต้องมีเสียงข้างมาก 3 ใน 5 ซึ่งในการลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายทำแท้งให้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากสภาสูงและสภาล่างของรัฐสภาฝรั่งเศส ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ถึง 780 ต่อ 72 เสียง

การลงคะแนนเสียงล่าสุดถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการนิติบัญญัติ หลังก่อนหน้านี้วุฒิสภาฝรั่งเศสและรัฐสภาต่างเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอย่างท่วมท้นเมื่อต้นปีนี้

การแก้ไขระบุว่า เพื่อให้ “การทำแท้งเป็นเสรีภาพที่พลเมืองในฝรั่งเศสจะได้รับอย่างแน่นอน” แต่ผู้ร่างกฎหมายบางกลุ่มเรียกร้องให้มีการเรียกการทำแท้งอย่างชัดเจนว่าเป็น ‘สิทธิ’ ไม่ใช่แค่เสรีภาพ

ฝ่ายนิติบัญญัติยกย่องความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าเป็นหนทางสร้างประวัติศาสตร์ให้กับฝรั่งเศสในการส่งสัญญาณที่ชัดเจนของการสนับสนุนสิทธิการเจริญพันธุ์ ขณะที่อิสระในการทำแท้งกำลังถูกคุกคามในสหรัฐฯ และบางส่วนของยุโรป เช่น ฮังการี

หลังจากการโหวต หอไอเฟลก็สว่างไสวด้วยคำว่า ‘ร่างกายของฉัน ทางเลือกของฉัน’

นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส กาเบรียล แอตทาล กล่าวก่อนการลงคะแนนเสียงว่า ฝ่ายนิติบัญญัติเป็น ‘หนี้’ ผู้หญิงทุกคนที่ในอดีตเคยถูกบังคับให้ทนทำแท้งผิดกฎหมาย และบอกว่า “เหนือสิ่งอื่นใด เรากำลังส่งข้อความถึงผู้หญิงทุกคน ร่างกายของคุณเป็นของคุณเอง”

ด้านประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า รัฐบาลจะจัดพิธีอย่างเป็นทางการเพื่อเฉลิมฉลองการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ในวันที่ 8 มี.ค. ซึ่งเป็นวันสิทธิสตรีสากล

ฝรั่งเศสออกกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งเป็นครั้งแรกในปี 1975 หลังจากการรณรงค์ที่นำโดยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ซิโมน เวล

ในฝรั่งเศส การทำแท้งเป็นเรื่องที่ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายคนที่ลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขนี้ไม่ได้ทำเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง แต่เพราะพวกเขารู้สึกว่ามาตรการนี้ไม่จำเป็น โดยสิทธิการเจริญพันธุ์ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 25 ที่รัฐบาลฝรั่งเศสแก้ไขรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐในปี 1958

คริสตจักรคาทอลิกเป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มที่ประกาศต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดย Pontifical Academy for Life ซึ่งเป็นหน่วยงานของวาติกันซึ่งมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวจริยธรรม กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ในยุคของสิทธิมนุษยชนสากล เราไม่มี ‘สิทธิ’ ที่จะปลิดชีวิตมนุษย์”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นตัวแทนผู้มีจิตศรัทธา ส่งมอบขนมมงคล กว่า 8 หมื่นห่อ แก่สถานสงเคราะห์เด็กและคนชรา 18 แห่ง และผู้ขาดแคลน เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567

ระหว่างวันที่ 5-6 มีนาคม 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่ส่งมอบขนมมงคลที่ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 ให้กับสถานสงเคราะห์เด็กและคนชรารวม 18 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน บ้านสิรินธร บ้านมุทิตา บ้านกาญจนาภิเษก บ้านปราณี สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด(ภูมิเวท) สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท สถานสงเคราะห์เยาวชนมูลนิธิมหาราช สถานแรกรับเด็กหญิงบ้านธัญญพร สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต

สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทย สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี สถานสงเคราะห์ไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี สถานสงเคราะห์ไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี มูลนิธิมิตรภาพสงเคราะห์คนชราหญิงติวานนท์ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เป็นผู้รับมอบ อีกทั้งทางมูลนิธิฯ ยังได้แจกจ่ายให้กับผู้ประสบปัญหารายเดือนให้ได้รับประทานขนมมงคลต่อไป รวมจำนวนขนมเปี๊ยะและขนมจันอับที่แจกจ่ายทั้งสิ้น  84,960 ห่อ

สำหรับเทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประจำปี 2567 ที่ผ่านมา มีประชาชนจำนวนมากร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อเป็นสิริมงคลในเทศกาลปีใหม่จีน และ ทำบุญพะเก่ง เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา (พะเก่ง คือ การจดชื่อสวดชัยมงคลคาถา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และ ครอบครัว) โดยเมื่อลงชื่อทำบุญพะเก่งแล้ว จะได้รับตั๋วขนม เพื่อแลกขนมจันอับ หรือขนมเปี๊ยะ เพื่อนำไปไหว้พระ ไหว้เจ้า รับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือนำทำบุญทำทานต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ขอบุญกุศลนี้ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป

'กระทรวงอุตฯ' ขานรับ!! กระแสธุรกิจ Wellness & Medical บูม เร่งยกระดับ 'ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ' ภาคใต้ฝั่งอันดามันเต็มสูบ

กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าเสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคใต้ฝั่งอันดามันผ่านหลักสูตร Digital Literacy เร่งยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่ พร้อมคัดเลือกต้นแบบความสำเร็จ 10 กิจการ สร้างความพร้อมด้านการขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ คาดภายใน 1 ปี จะสามารถสร้างยอดขายและรายได้โดยรวมให้กับพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านบาท

(6 มี.ค.67) นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังที่ได้รับมอบหมายจาก นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เป็นประธาน เปิดงานกิจกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพ ด้วย Digital Marketing ภายใต้กิจกรรมสร้างการรับรู้ SME ให้ดีพร้อมด้วยดิจิทัล (Digital Literacy) ให้กับธุรกิจอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ (Wellness & Medical) ว่า...

ปัจจุบันประเทศไทยได้พัฒนาเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อย่างจริงจัง และรัฐบาลมีแนวทางนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาด้านดิจิทัล และการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างชัดเจน โดยเริ่มต้นจากทักษะความรู้พื้นฐานในการประกอบอาชีพไปจนถึงทักษะทางเทคนิคและทักษะการบูรณาการ อันจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ 

กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การบริหารงานของ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Digital literacy ด้วยการนำเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบันมาประยุกต์ปรับใช้และนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ (Wellness & Medical) ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ รวมถึงเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพ หรือ Medical Hub ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยือนเป็นอันดับ 8 ของโลก สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 2.3 ล้านล้านบาท และคาดว่าใน 4 ปีข้างหน้านี้จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจ Medical Tourism และ Wellness Tourism ของประเทศไทยที่จะสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

นายวาที พีระวรานุพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการด้วย Digital Marketing จึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม เดินหน้าผลักดันและยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ (Wellness & Medical) ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน ผ่านการจัดงานการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพด้วย Digital Marketing ภายใต้กิจกรรมสร้างการรับรู้ SMEs ให้ดีพร้อมด้วยดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถนำองค์ความรู้และทักษะด้านการตลาดออนไลน์ไปปรับใช้กับธุรกิจและทำให้มีช่องทางขายที่หลากหลายเพิ่มขึ้น โดยการจัดทำสื่อดิจิทัลสำหรับการสื่อสารประชาสัมพันธ์การทำตลาดผ่านช่องทาง Online & Offline Platforms เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ดีพร้อม ยังได้ร่วมกับ บริษัท ไทยคิงดอม แอดไวเซอร์ จำกัด และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) จัดทำ Website : www.andamandigitalwellness.com เพื่อเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ทำการตลาด นำเสนอสินค้าและบริการแก่ลูกค้าเป้าหมายในรูปแบบ Sale Page ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเป็นต้นแบบความสำเร็จ จำนวน 10 กิจการ ให้มีความพร้อมในการขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เปิดกว้างสู่สากล

ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 1 ปีจะทำให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมนำความรู้ไปใช้ต่อยอดธุรกิจ และสามารถสร้างยอดขาย มีรายได้โดยรวมเพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านบาท

'สภาพัฒน์ฯ' เผย!! ค่าจ้างแรงงานโดยภาพรวมถูกลง 0.2% ผลจากการขาดทักษะ แต่ยังดีที่อัตราว่างงานลดลงตาม

(6 มี.ค. 67) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ตัวเลขการว่างงานของตลาดแรงงานไทยโดยภาพรวมกำลัง ‘ปรับตัวดีขึ้น’

โดยอัตราการว่างงานของแรงงานไทยมีการปรับตัวลดลงเหลือเพียง 0.81% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 ส่งผลให้ปัจจุบันตัวเลขอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.98% ซึ่งเทียบเท่าได้กับระดับก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19

หากใครยังไม่ทราบก่อนหน้านี้ตัวเลขการว่างงานของไทยอยู่มากกว่า 1% มาโดยตลอด และเพิ่งกลับร่วงลงต่ำกว่า 1% ในเร็ว ๆ นี้

จำนวนผู้มีงานทำในไตรมาส 4 ปี 2566 อยู่ที่ 40.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อนหน้า และจำนวนผู้ทำงานล่วงเวลา (OT) หรือผู้ที่ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อยู่ที่ 6.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1%YoY

อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมไตรมาส 4 ปี 2566 กลับ ‘ลดลง’ 0.2%YoY อยู่ที่ 15,382 บาทต่อคนต่อเดือน โดยค่าจ้างเฉลี่ยที่ลดลงอาจเป็นผลมาจากปัญหาแรงงานไทยขาดทักษะที่นายจ้างต้องการ

สแกนสิงคโปร์ 70% ของคนส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลาง ไม่รวยพอจะซื้อบ้าน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แพงมากในสิงคโปร์

(6 มี.ค.67) จากเพจ 'สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา' ได้โพสต์ข้อความแชร์มุมมองของคนสิงคโปร์ ที่คนชาติอื่นมักมองว่ามีฐานะกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะไม่จริงเสมอไป จากช่อง YouTube 'Asian Boss' ไว้ว่า...

70% ของคนสิงคโปร์เป็นคนชนชั้นกลาง ไม่รวยพอจะซื้อบ้านซึ่งถือเป็นสิ่งที่แพงมากในสิงคโปร์

บ้านสามห้องนอนพื้นที่ใช้สอย 135 ตารางเมตร ราคาอยู่ที่ 37 ล้านบาท คนสิงคโปร์ส่วนมากซื้อไม่ไหว และไม่คิดว่าชาตินี้จะมีทางซื้อไหว

ถ้าคิดจะซื้อบ้านจริง ๆ ชนชั้นกลางสิงคโปร์มองว่าต้องไปหาซื้อที่ประเทศอื่น เช่น ไทย, เวียดนาม, อินโดฯ

แม้แต่คนที่ทำงานในวงการแพทย์ (ทำงานด้านฉายรังสี) บอกเองว่า ไม่น่าจะมีปัญญาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตัวเอง ถ้าป่วยหนักถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล

ดู ๆ แล้วชนชั้นกลางไทยสบายกว่าชนชั้นกลางสิงคโปร์ โอกาสมีบ้านหลังเล็กมีมากกว่าคนสิงคโปร์ที่ถ้าไม่รวยจริงอยู่คอนโดทุกคน

มองได้ว่าสิงคโปร์คล้าย ๆ เกาหลี คือ ทำประเทศพัฒนาไปเร็วมาก จนคนส่วนมากรวยตามไม่ทัน 

รัฐบาลได้โม้ว่าประเทศเจริญ แต่คนในประเทศไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตอยู่สบาย อยู่เพื่อทำงาน ไม่ได้อยู่เพื่อสบาย

เวลาคนเกาหลีหรือสิงคโปร์โม้เรื่องประเทศ ให้ถามว่ามีบ้านอยู่ป่าว หน้าจะจ๋อยขึ้นมาทันที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top