Friday, 6 November 2026
Hard News Team

ส่องราคาน้ำมันเฉลี่ยในประเทศอาเซียน (18 มี.ค. 67)

รายงานราคาน้ำมันเฉลี่ยในอาเซียน เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 67 โดยราคาขายน้ำมันแต่ละประเทศ มีปัจจัยทางด้านราคา ดังนี้

1.แต่ละประเทศมีมาตรการภาษี และระบบการเก็บเงินเข้ากองทุนหรืออุดหนุนราคาพลังงานที่แตกต่างกัน

2.ในหลายประเทศเพื่อนบ้านยังมีการอุดหนุนราคากันอยู่

3.ประเทศไทยสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ให้การอุดหนุนราคาโดยกองทุนน้ำมันฯ จึงทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าเบนซิน

หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยน (อัตรากลาง) ณ วันที่ 15 มี.ค. 67 และประเทศไทย อ้างอิงราคาจาก ปตท. และ บางจาก และเป็นราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95E10 ซึ่งมีสัดส่วนการใช้มากที่สุด

ทั้งนี้สามารถดูราคาย้อนหลังได้ที่ EPPO - Energy Data Visualization หรือคลิกที่ https://public.tableau.com/app/profile/epposite/viz/EPPO_Inter_OilPrice/SUMMARYOILPRICING 

ลือสะพัด”อลงกรณ์จะย้ายพรรคไปเพื่อไทยหลังพบชัชชาติ” เจ้าตัวแจงสร้างมิติใหม่ ”การเมืองไร้รอยต่อ“

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีต รัฐมนตรีและอดีต ส.ส.6สมัย พรรคประชาธิปัตย์โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวกรณีมีคำถามเรื่องการย้ายพรรคไปเพื่อไทยหลังจากมีข่าวไปพบหารือนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยนายอลงกรณ์เขียนชี้แจงเรื่องนี้เกี่ยวกับ“การเมืองที่ไร้รอยต่อ”ไว้อย่างน่าสนใจดังต่อไปนี้

“การเมืองที่ไร้รอยต่อ“ Seamless politics กรณีมีข่าว”อลงกรณ์-ชัชชาติ“ผนึกความร่วมมือ“กทม.-จีน”ด้านพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟัาโดยฝ่ายหนึ่งนำโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร (พรรคประชาธิปัตย์)กับอีกฝ่ายหนึ่งนำโดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พรรคเพื่อไทย) ทำให้เพื่อนๆและสื่อมวลชนหลายคนสอบถามด้วยความกังขาว่าคุยกันรู้เรื่องหรือ??? บางคนตีความไปว่าผมจะย้ายพรรคไปเพื่อไทยใช่ไหม??? ผมถามกลับไปว่า ทำไมถึงคิดเช่นนั้นก่อนจะถามต่อไปว่า เข้าใจคำว่า “การเมืองที่ไร้รอยต่อ”(seamless politics)ไหม???  ย้อนถามแบบนี้ก็งงกันสิครับ

ผมอธิบายสั้นๆว่า “การเมืองที่ไร้รอยต่อ” หมายถึงวัฒนธรรมทางการเมืองที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่อยู่คนละพรรคทำงานร่วมมือกันได้ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม โดยก้าวความความแตกต่างทางการเมืองหรือการแข่งขันทางการเมือง ผมเชื่อว่าท่านผู้ว่าชัชชาติก็มีแนวความคิดความเชื่อเช่นเดียวกับผมในเรื่องการเมืองที่ไร้รอยต่อ ท่านให้เกียรติและแสดงออกอย่างกระตือรือร้นในระหว่างการประชุมหารือ และแสวงหาความร่วมมือที่เป็นไปได้ในทุกมิติ โดยปราศจากร่องรอยการแบ่งพรรค แบ่งฝ่าย ยิ่งกว่านั้นเรายังได้พูดถึงความร่วมมือในการยกระดับการศึกษาด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆเช่น เยเนอเรทีฟ เอไอ(Generative AI-ปัญญาประดิษฐ์) ในระบบ AI Classroom และความร่วมมือในโครงการกรุงเทพสีเขียว 2030( Green Bangkok 2030)เพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและคุณภาพของเมืองหลวงของประเทศ เป็นต้น

ความร่วมมือระหว่างท่านผู้ว่าชัชชาติและผมคือหนึ่งในตัวอย่างของการเมืองที่ไร้รอยต่อ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างความกันขาให้กับเพื่อนๆ และสื่อมวลชน ผมเข้าใจดีว่า การเมืองบ้านเรา เคยชินกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่มุ่งต่อสู้แข่งขันแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายหมายเอาชนะคะคานกัน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง แต่สำหรับผมคิดว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งคือการแข่งขันอีกด้านหนึ่งคือความร่วมมือ การเมืองจึงไม่ได้มีแค่เรื่องการแข่งขันหรือการต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น แต่การเมืองสามารถร่วมมือกันได้ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติและนี่คือวิถีของการเมืองสร้างสรรค์ที่ผมยึดถือเชื่อมั่นมาโดยตลอดและอยากเห็นวัฒนธรรมทางการเมืองไทยแบบนี้เป็นรากฐานใหม่ของการเมืองไทย สรุปคือไม่มีการย้ายพรรคครับ”

"Seamless politics" is a concept that refers to a political environment or system where different political parties or entities work together smoothly and effectively without experiencing significant disagreements, conflicts, or disruptions. In a seamless politics scenario, there is a high level of cooperation, collaboration, and communication among different stakeholders in the political arena. This leads to more efficient governance, better decision-making processes, and potentially improved outcomes for society as a whole.

States TOON EP.159

4 Kings 3 ตอน หยามยุติธรรม!!

***สงวนลิขสิทธิ์ภาพดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ แต่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้ ตามต้นฉบับนี้ โดยไม่ต้องขออนุญาต

เปิด 20 อันดับ 'ชาติเอเชีย' ที่มีรายได้น้อยที่สุด

📍 เช็กลิสต์ 20 อันดับประเทศในเอเชียที่มีรายได้ต่ำที่สุด โดยอ้างอิงตามรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI) ต่อหัว PPP (ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ)

'รทสช.' จัดทัพ 18 สส. ถกงบประมาณปี 67 วาระ 2-3 กำชับ 'สส.-กมธ.งบประมาณฯ' ยึดประโยชน์ 'ชาติ-ปชช.'

เมื่อวานนี้ (18 มี.ค. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เผยว่า พรรครวมไทยชาติได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 20-22 มีนาคมนี้ ทั้งในส่วนของสส.ของพรรคที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ และในส่วนของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่พรรคส่งไปเป็นกมธ. ทั้งสส.และกมธ.ที่เตรียมข้อมูลอภิปรายมี 18 คน

ทั้งนี้ กมธ.ของพรรคจะมีการชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงที่มีรัฐมนตรีของพรรคดูแลอยู่ ถึงเหตุผลในการพิจารณางบประมาณของแต่ละกระทรวงที่ไม่ได้ปรับลดงบประมาณลงว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ขณะที่สส.จะอภิปรายถึงเหตุผลในการสงวนคำแปรญัตติในการขอปรับลดงบประมาณโดยมีเป้าหมายที่ประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สส. และกมธ.ที่พรรคได้ส่งไปทำงาน

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 มอบประกาศเกียรติคุณ ให้กับข้าราชการตำรวจ

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.67 เวลา 09.30 น. พลตำรวจโทกฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณ ให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัด ณ ห้องประชุมอาคารสโมสรคุ้มแก้ว - ขวัญดาว ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  

"รายชื่อผู้รับใบประกาศเกียรติคุณ กรณีจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ

คดี ไอซ์ 323 กก. สภ.แม่ฟ้าหลวง ชร.      
1 พ.ต.อ. ธวัชวงศ์ ชูกิจคุณ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.5 
2 พ.ต.อ. เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร ผกก.สภ.แม่จัน จว.เชียงราย 
3 พ.ต.ท. ศุภกรณ์ชัย เดชายิ้มสวัสดิ์ รอง ผกก.สส.สภ.แม่จัน จว.เชียงราย
4 พ.ต.ท. เอกชัย คิดจักร รอง ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.5 
5 พ.ต.ท. อนันต์ คำมี สว.กก.สส.3 บก.สส.ภ.5 
6 พ.ต.ต. สุวิชา  สิทธิวงค์ สว.สส.สภ.แม่จัน จว.เชียงราย 
7 พ.ต.ต. วิทย์วศิน นิธิกุลกาญน์ สว.กก.สส.3 บก.สส.ภ.5 
8 พ.ต.ต. พิชิตพงศ์ ทะนันชัย สว.กก.สส.ภ.จว.เชียงราย 
9 พ.ต.ต. สำเริง สิทธิวรปัญญา สว.สส.สภ.เวียงชัย จว.เชียงราย 
10 พ.ต.ต. ผดุง ท้ายเรือคำ สว.สส.สภ.แม่เมาะ จว.ลำปาง 
11 ร.ต.อ. วชิรพัตช์  วรรณสอน รอง สว.สส.สภ.แม่จัน จว.เชียงราย 
12 ร.ต.อ. วีระพงษ์ ลินลาจม รอง สว.กก.สส.1 บก.สส.ภ.5
13 ร.ต.อ. เปา บุรี รอง สว.กก.ปพ.บก.สส.ภ.5
14 ร.ต.ท. ประภาส สมบัติ รอง สว.(สส.) กก.สส.3 บก.สส.ภ.5  
15 ร.ต.ท. ศุภชัย ปานโชติ รอง สว.(ป.) สภ.แม่จัน จว.เชียงราย  
16 ร.ต.ต. วรวุฒิ  อิ่นคำ รอง สว.(ป.) สภ.แม่จัน จว.เชียงราย
17 ด.ต. อนันต์ เทพฟองคำ ผบ.หมู่(สส.) กก.สส.1 บก.สส.ภ.5  
18 จ.ส.ต. สุชัย เสริมตระกูล ผบ.หมู่(ป.) กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 
19 ส.ต.อ. ธนพงษ์ ไชยชนะ ผบ.หมู่(สส.) กก.สส.3 บก.สส.ภ.5 
20 ส.ต.อ. วันเฉลิม เรืองฤทธิ์ ผบ.หมู่(ป.) กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 
21 ส.ต.ท. ภูริณัฐ พันธ์งามเครือ ผบ.หมู่(ป.) กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 
22 ส.ต.ท. นเรนทร์ฤทธิ์ ภูสีดิน ผบ.หมู่(ป.) กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 
23 ส.ต.ท. นรินศักดิ์ คำอ้าย ผบ.หมู่(ป.) กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 

คดี ยาบ้า 1,000,000 เม็ด สภ.ห้วยไร่ พร.      
1 พ.ต.อ. ธวัชวงศ์ ชูกิจคุณ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.5 
2 พ.ต.ท. ปิยะศักดิ์ ศรีเรือน รอง ผกก.สส.สภ.ไชยปราการ จว.เชียงใหม่ 
3 พ.ต.ท. ชุมพล พิณไชย รอง ผกก.สส.สภ.บ่อเกลือ จว.น่าน 
4 พ.ต.ท. สัณหณัฐ อุทกัง สว.อก.สภ.สะเมิง จว.เชียงใหม่ 
5 พ.ต.ท. สันต์ชัย หินทราย สว.กก.สส.ภ.จว.พะเยา  
6 ร.ต.อ. อรรถพล บุญทวี รอง สว.กก.สส.3 บก.สส.ภ.5  
7 ร.ต.อ. อธิป พูลสวัสดิ์  รอง สว.กก.สส.3 บก.สส.ภ.5  
8 ส.ต.อ. ปรัษฐา สุวรรณกุล ผบ.หมู่(ป.) กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 
9 ส.ต.ท. พิชญะ อินทร์บัว ผบ.หมู่(สส.) กก.สส.2 บก.สส.ภ.5 

คดี ยาบ้า 20,282 เม็ด สภ.ดอยหล่อ ชม.      
1 พ.ต.ต. วีระชน กัญญาโภค สว.กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่  
2 ร.ต.ท. นิรันดร์ หมอเก่ง รอง สว.(สส.) สภ.สะเมิง จว.เชียงใหม่ 
3 ด.ต. มานิตย์ เศวตวีรภัทร์ ผบ.หมู่(ป.) กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ 
4 ด.ต. วิรัตน์ โยรภัตร ผบ.หมู่(ป.) กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ 
5 ด.ต. เอนก เนตรพงศ์ ผบ.หมู่(จร.) กลุ่มงานจราจร ภ.จว.เชียงใหม่ 
6 จ.ส.ต. อภินันท์ ต้นหนองดู่ ผบ.หมู่(ป.) กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ 
7 จ.ส.ต. รัชชานนท์ คำอินทร์ ผบ.หมู่(ป.) กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ 
8 ส.ต.อ. นัฐพล ปัญญา  ผบ.หมู่(สส.) กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่  
9 ส.ต.อ. วัชระ ลาภเกิด ผบ.หมู่(จร.) กลุ่มงานจราจร ภ.จว.เชียงใหม่ 
10 ส.ต.อ. รัชชานนท์ เศวตวีรภัทร์ ผบ.หมู่(ป.) กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่
11 ส.ต.อ. เมธารินทร์ เรือนแก้ว ผบ.หมู่(ป.) กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่
  
และจากกรณี เมื่อวันที่ 10 ก.พ.67 เวลาประมาณ 01.00 น. ข้าราชการตำรวจชุดจับกุมของ   ภ.จว.เชียงใหม่ และ ภ.5 ได้ร่วมกันจับกุม น.ส.แววดาวหรือดาว ไม่มีนามสกุล สัญชาติเมียนมาร์ ผู้ต้องหาซึ่งก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในห้องนอนและใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย นายจ้างได้รับบาดเจ็บสาหัสและลักเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายหลบหนีไป ต่อมาวันที่ 11 ก.พ.67 เวลา 19.30 น. ชุดจับกุมของ สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่ และ กก.สส.1 บก.สส.ภ.5 ได้ใช้ความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีในการติดตามจนสามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ด้วยความรวดเร็ว จึงเห็นสมควรมอบประกาศเกียรติคุณยกย่องชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาด้วยความรวดเร็ว ดังมีบัญชีรายชื่อต่อไปนี้

ข้าราชการตำรวจชุดจับกุม สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่
1.  พ.ต.ท.พีระพล ขวาของ สว.สส.สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่
2.  ร.ต.อ.นพดล  ตุ่นคำ รอง สว.(ป.)สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่
3.  ร.ต.ท.ยอดไทย วงค์กาวิน รอง สว.(ป.)สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่
4.  ด.ต.กอบเกียรติ ทารักษ์ ผบ.หมู่(ป.)สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่
5.  ด.ต.วิเชียร  สรอยศักดิ์ ผบ.หมู่(ป.)สภ.ช้างเผือก  จว.เชียงใหม่
6.  ด.ต.หนึ่งธนา ยาท้วม ผบ.หมู่(ป.)สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่
7.  จ.ส.ต.ชิตพล นวลแก้ว ผบ.หมู่(สส.)สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่
8.  ส.ต.อ.สัจจวัชร เหล่ายานะ ผบ.หมู่(สส.)สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่

บัญชีรายชื่อข้าราชการตำรวจชุดจับกุม บก.สส.ภ.5

1.  พ.ต.ต.สหัส จินะผ่อง  สวป.สภ.แม่กา จว.พะเยา
2.  ด.ต.กันธกฤตย์ วรพักตร์ ผบ.หมู่(สส.)กก.สส.1 บก.สส.ภ.5
3.  ส.ต.อ.เอกภาพ ศรีพลาย ผบ.หมู่(ป.)กก.ปพ.บก.สส.ภ.5
4.  ส.ต.ต.ศักดิ์ศิวา วรรณแดงงาม ผบ.หมู่ กองร้อยควบคุมฝูงชน กก.ปพ.บก.สส.ภ.5

วิภาดา/เชียงใหม่

4 ผู้บัญชาการทหารเรือ ประชุมมูลนิธิ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5

วันนี้ 18 มีนาคม 2567 มีการประชุม คณะกรรมการมูลนิธิ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ณป้อมพระจุลจอมเกล้า ที่ห้องวุฒิชัยเฉลิมลาภ ชั้นที่ 1 อาคารราชนาวิกสภา โดยมี พลเรือเอกทวีศักดิ์ โสมาภา อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน พลเรือเอกกำธร พุ่มหิรัญ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอกสมประสงค์ นิลสมัย อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ และพลเรือเอกอะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้าร่วมประชุม 

โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมประชุม มีวาระการประชุม ที่สำคัญ ได้แก่ การพิจารณาแผนการดำเนินงาน ประจำปี 2567 ตลอดจนแนวทาง การมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2567
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

19 มีนาคม พ.ศ. 2502 ‘ในหลวง ร.9’ ทรงพระบรมราโชวาทแก่ ‘ทหารค่ายเสนาณรงค์’ “ประเทศเราอยู่มาได้แต่โบราณ ต้องอาศัยความสามัคคี-ความพร้อมเพรียงของทุกคน”

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ณ ท่าเรือเทศบาลสงขลาเพื่อประทับเรือยนต์ ‘พัทลุง’ ซึ่งจัดถวายเป็นเรือพระที่นั่ง ทอดพระเนตรทะเลสาบสงขลา วิถีชีวิตของชาวบ้านและการแข่งเรือของชาวประมงในทะเลสาบสังขลา ชาวบ้านจัดซุ้มเฉลิมพระเกียรติอย่างสวยงามไว้กลางน้ำเพื่อรับเสด็จ ปัจจุบันเรือพัทลุงได้รับการซ่อมแซมและขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรจอดอยู่ในคลองลำปำ หลังวังเจ้าเมืองพัทลุง

ในวันเดียวกันนี้หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรกิจการของสถานีการยางคอหงส์แล้ว ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังค่ายเสนาณรงค์ ทรงมีพระปฏิสันถารและพระราชดำรัสตอบแก่ทหารและข้าราชการที่มารอรับเสด็จดังนี้

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมค่ายเสนาณรงค์ ซึ่งค่ายนี้เป็นค่ายของกองทัพบกที่อยู่ทางใต้ที่สุดของประเทศไทยเรา อาณาเขตกรมผสมที่ 5 ที่จะต้องปกครอง ที่ต้องป้องกัน ที่เป็นอาณาเขตที่สำคัญ ยิ่งเป็นชายแดนข้าพเจ้าก็พอใจที่ท่านได้ฟัง ท่านแสดงความเจตนาอันแน่วแน่ที่จะทำหน้าที่ป้องกันประเทศ โดยที่ท่านได้กล่าวเสียงให้คำปฏิญาณ ขอให้การเปล่งเสียงปฏิญาณนั้นจงเป็นสัญลักษณ์ว่าทุกคนจะทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถในเวลาปกติไม่ทำสงคราม ทหารก็มีหน้าที่หลายอย่าง แต่หน้าที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือฝึกฝนอดทนและเรียนรู้ความรู้ต่างๆ เพิ่มเติมอยู่เสมอเพื่อที่จะให้ตนเองดีขึ้นมีความสามารถดีขึ้น และให้หมู่คณะเข้มแข็งขึ้น ต้องไม่ลืมว่าหน้าที่ของทหารมาก่อนอื่น คือต้องรู้จักรักชาติ การเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ประเทศเราอยู่มาได้แต่โบราณก็ต้องอาศัยความสามัคคีและความพร้อมเพรียงของทุกคน ขอให้ทหารทุกคนมีกำลังใจกำลังกายที่จะประกอบกิจการของตน เพื่อให้เป็นกำแพงป้องกันประเทศชาติในเมื่อมีความจำเป็น ขอให้ค่ายเสนาณรงค์นี้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปชั่วกาลนาน”

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติพระบรมราชินีนาถ ทรงเยี่ยมเหล่าทหารและข้าราชการที่ค่ายเสนาณรงค์แล้ว จึงเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังโรงเรียนหาดใหญ่ (ปัจจุบันคือโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย) ประทับ ณ พลับพลา ที่ประทับ หลังจากนั้นเวลาประมาณ 16.45 น. เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรซึ่งมีทั้งคณะครู นักเรียน ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จอย่างหนาแน่น

ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักเขาน้อย ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งทอดพระเนตรซุ้มรับเสด็จของอำเภอหาดใหญ่ซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงาม

'ดร.สุวินัย' เลคเชอร์ความเชื่อเรื่อง 'สมมติเทพ' ของ 'พุทธ-พราหมณ์' ผู้ประกอบแต่คุณงามความดี ภายใต้ทศพิธราชธรรม

(18 มี.ค. 67) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ 'สมมติเทพ' ระบุว่า...

สถาบันกษัตริย์ในภูมิภาคนี้ ผูกพันกับพระวิษณุนารายณ์ (มหาเทพผู้ปกป้อง) และบูชาพระวิษณุนารายณ์

ในตำนาน พระวิษณุนารายณ์ อวตารลงมาเป็นพระรามเพื่อปราบอธรรมใน 'รามเกียรติ์' ซึ่งเป็นวรรณคดีประจำชาติ...พระรามเป็นกษัตริย์

พระวิษณุนารายณ์ยังอวตารลงมาเป็น พระกฤษณะเพื่อปราบอธรรม ใน 'มหาภารตะยุทธ' ...ซึ่งเป็นวรรณคดีประจำชาติของอินเดีย...พระกฤษณะก็เป็นกษัตริย์

'สมมติเทพ' คือคติความเชื่อเรื่องกษัตริย์ทรงเป็นเทพลงมาจุติเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อประกอบคุณความดี (ทศพิธราชธรรม) และสะสมบารมี เมื่อเสด็จสวรรคตก็กลับขึ้นสรวงสวรรค์

เมืองไทยได้รับคติพราหมณ์นี้มาจากขอม โดยที่ขอมก็รับมาจากอินเดียใต้อีกทอดหนึ่ง คติความเชื่อนี้แยกไม่ออกจากโลกทัศน์แบบไตรภูมิ ซึ่งเป็นโลกทัศน์ของพุทธศาสนาด้วย

ในพระไตรปิฎกคำว่า 'เทพ' มี 3 อย่างคือ...

(1) อุบัติเทพ : เทพโดยกำเนิด ได้แก่เทวดาที่อยู่ในสวรรค์
(2) สมมติเทพ : เทพโดยสมมติ คือบุคคลที่เป็นเทวดาเดินดินโดยการยอมรับหรือตกลงร่วมกันของมนุษย์ในเชิงสถาบัน ได้แก่ พระมหากษัตริย์ (ถ้าในประเทศญี่ปุ่น คือพระจักรพรรดิที่ถือเป็นสมมติเทพของญี่ปุ่น)
(3) วิสุทธิเทพ : เทพโดยความบริสุทธิ์ของจิต ได้แก่ พระอรหันต์

จะเห็นได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งอยู่บนคติและรากฐานความเชื่อแต่โบราณของสองศาสนาผสมผสานกัน คือ พราหมณ์ กับ พุทธ

โดยที่พราหมณ์จะเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ เป็นอวตารปางหนึ่งที่ลงมาดับทุกข์เข็ญให้ประชาชนของพระองค์ ส่วนพุทธก็จะเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นพระโพธิสัตว์ ทรงมีภาระบำเพ็ญบารมีเพื่อจะได้เข้าสู่พุทธภูมิในกาลข้างหน้า

พระครูสมุห์ วิษุวัตร วรกิจจฺโจ 
เจ้าอาวาสวัดฝายหิน 

“เขาเป็นสมมติเทพ ชาวบ้านในประเทศไทยเคารพนับถือแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาเสียดาย ติดตามข่าวทำไมถึงไป คิดถึงขั้นนั้น แล้วถ้าโยมไม่คิด บริวารเขาคิด"

'ทรัมป์' ลุยหาเสียง-ขึ้นเวทีปราศรัยในรัฐโอไฮโอ กร้าว!! หากตนพ่ายแพ้ 'สหรัฐฯ จะต้องนองเลือด'

(18 มี.ค.67) สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ปราศรัยหาเสียงให้กับเบอร์นี โมเรโน ผู้ลงสมัครวุฒิสภาของพรรครีพับลิกัน ในเมืองแวนดาเลีย รัฐโอไฮโอ และอ้างว่า ตนจะปกป้องความมั่นคงทางสังคม พร้อมเตือนว่า ประเทศจะนองเลือดถ้าเขาพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งเดือน พ.ย. นี้

ทั้งนี้ ในการปราศรัย ทรัมป์ได้กล่าวยกย่องโมเรโนว่าเป็น ‘แชมป์คนแรกของอเมริกา’ และเป็น ‘นักการเมืองคนนอก’ ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตพัฒนาชุมชนในโอไฮโอ

“เขาจะเป็นนักรบในวอชิงตัน” ทรัมป์กล่าว

ขณะเดียวกันทรัมป์ก็ใช้เวทีนี้ในการเผยแพร่คำกล่าวปราศรัยที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายและดูหมิ่นตามสไตล์ของเขา ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า ประเทศจะล่มสลายอีกครั้ง หากปธน.ไบเดนชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2

“ถ้าผมไม่ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ประเทศจะต้องนองเลือด" ทรัมป์เตือน ขณะที่พูดถึงผลกระทบภายนอกต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ และได้เผยแผนจ่อเพิ่มภาษีรถยนต์แบรนด์ต่างชาติ

หลังจากนั้น ทรัมป์ก็อ้างว่า “ถ้าผมไม่ชนะเลือกตั้งครั้งนี้ ผมไม่มั่นใจว่าพวกคุณจะมีโอกาสได้เลือกตั้งอีกครั้งในประเทศนี้หรือเปล่า”

ด้านรอยเตอร์ได้ถามเจมส์ ซิงเกอร์ โฆษกหาเสียงของไบเดน ถึงคำปราศรัยดังกล่าวของทรัมป์ ซิงเกอร์จึงประณาม ‘ลัทธิหัวรุนแรง’ ของทรัมป์ และว่านั่นเป็น ‘ความกระหายอยากแก้แค้น’ และเป็น ‘ภัยคุกคามจากความรุนแรงทางการเมือง’


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top