Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

ห้างใหญ่เซี่ยงไฮ้ ‘กระตุ้นชอปปิง-ท่องเที่ยว’ ชาวต่างชาติ แค่แสดงหนังสือเดินทาง รับคูปองส่วนลด 5,500 บาท

(23 ก.ค.67) ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจีน ได้แจกบัตรของขวัญให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ใช้จับจ่ายซื้อของเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

โดย สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนรายงานว่า ห้างสรรพสินค้าใหญ่บนถนน อีสต์ นานจิง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในนครเซี่ยงไฮ้ แจกบัตรของขวัญให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพียงแค่แสดงหนังสือเดินทาง ก็จะได้รับคูปองที่ไม่มีเงื่อนไขมูลค่า 8 หยวน หรือประมาณ 40 บาท และคูปองส่วนลดอีก 2 ใบ มูลค่า 1,100 หยงน หรือประมาณ 5,500 บาท ไว้ใช้จับจ่ายซื้อของเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะที่บรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ต่างพอใจกับมาตรการแจกคูปองดังกล่าว เพราะจะช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อสินค้าและกิจกรรมต่าง ๆ ขณะท่องเที่ยวในเซี่ยงไฮ้ได้ง่ายขึ้น

ซึ่งมาตรการแจกบัตรของขวัญให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติดังกล่าว เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลากหลายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติของนครเซี่ยงไฮ้ หลังจากจีนประกาศใช้นโยบายวีซ่าฟรี แก่นักท่องเที่ยวจาก 15 ประเทศทั่วโลก คาดว่าการให้ส่วนลดในการช้อปปิ้ง จะทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายและบริโภคมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมจูงใจอื่น ๆ เช่น การทำให้ผู้ถือบัตรเครดิตธนาคารต่างประเทศสามารถชำระเงินได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนนครเซี่ยงไฮ้แล้วมากกว่า 2 ล้านคน คิดเป็น 2.8 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนในช่วงครึ่งปีแรก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจีนกว่า 14 ล้านคนเพิ่มจากเมื่อปีที่แล้วกว่า 150% ในจำนวนนี้ มากกว่า 8 ล้านคนเข้าประเทศด้วยนโยบายวีซ่าฟรี

‘อิน-เอม’ 2 พี่น้องนักเรียนไทย รับรางวัลเหรียญทอง ในการประชุมใหญ่วิชาการระดับโลก The 27th IUPAC International Conference on Chemistry Education : ICCE 2024

ไม่นานมานี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานการนำเสนอผลงานโปสเตอร์จำนวน 209 เรื่อง ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญในการประชุมวิชาการระดับโลก The 27th IUPAC International Conference on Chemistry Education : ICCE 2024 ซึ่งสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้รับสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับโลก 

โดยมีเจ้าภาพร่วม ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ เป็นประธานคณะกรรมการจัดการประชุมรวมทั้งต้อนรับผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งแขกผู้มีเกียรติทุกท่านจากประเทศต่างๆ 56 ประเทศ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 เวลา 17:00 น. ที่ห้อง Royal Summit Chamber AB ณ Royal Cliff Hotels Group พัทยา จังหวัดชลบุรี 

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบเกียรติบัตรแก่ครูต้นแบบ (Certificate of Honor Presentation to Role-model Teachers) โครงการห้องเรียนเคมีดาว และมอบเหรียญรางวัลให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมเสนอผลงาน ตามคุณภาพงานที่นำเสนอ เป็นเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ซึ่งเป็นการผลักดัน และส่งเสริมให้นักเรียนมีกำลังใจและมุ่งมั่นในการศึกษาวิจัยต่อไป อีกทั้งเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในอนาคต  

โดยนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมไม่เพียงได้เรียนรู้จากการลงมือทำ (Active Learning) และมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ซึ่งถือว่าประสบการณ์นี้ จะช่วยให้พัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห์ มีตรรกะในการแก้ไขปัญหา สร้างความเข้มแข็งทั้งในด้านวิชาการ บุคลิกภาพ ตามพหุปัญหาความรู้ความสามารถของนักเรียน และ การสร้างเครือข่ายอย่างยั่งยืนในโอกาสต่อไป สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย ที่กล่าวไว้ว่า “เรียนดีมีความสุข” (Happy Leaning) ซึ่งนับได้ว่าเป็นการผลักดัน และส่งเสริมให้นักเรียนมีกำลังใจและมุ่งมั่นในการศึกษาวิจัยต่อไป เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในอนาคต

ในงานประชุมนี้มีหัวข้อหลัก คือ 'Power of Chemistry Education for Advancing SDGs' ซึ่งเน้นการระดมสมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในด้านการเรียนการสอนเคมี ให้นักเรียนและเยาวชนพร้อมรับมือกับ การเปลี่ยนแปลง และสถานการณ์รุนแรงต่างๆ ของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้จัดให้มี Symposia และ Workshops ในหัวข้อต่างๆ ที่เป็นที่สนใจและเป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้เข้าประชุมได้คิดแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบ ที่เชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับการดำเนินชีวิตในโลกที่มีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ 

นับเป็นโอกาสที่ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งรวมถึงครูและนักเรียนไทยทั้งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย รวมทั้งผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ ได้พบกับท่านรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนไทย จะนำเสนอผลงานโปสเตอร์จาก โครงงานวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน รวมมากกว่า 70 เรื่อง ในเวทีระดับโลกครั้งนี้ ทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการนำเสนอและตอบข้อซักถามกับผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ

ทั้งนี้ นายอริณชย์ ทองแตง (อิน) อายุ 16 ปี และ น.ส.อริสา ทองแตง (เอม) อายุ 14 ปี สองพี่น้องผู้ก่อตั้ง Below the Tides นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ (เหรียญทอง) ในการประชุมวิชาการระดับโลก The 27th IUPAC International Conference on Chemistry Education : ICCE 2024 ในครั้งนี้ด้วย

อาลัย ‘ดร.ชูศักดิ์ หิมะทองคำ’ เสียชีวิตในวัย 91 ปี ผู้ริเริ่ม ‘สินเชื่อเกษตรกร’ คนแรกของแผ่นดิน

(23 ก.ค.67) นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสามีของ ปู มัณฑนา โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว hans_himathongkom

โดยระบุว่า ดร.ชูศักดิ์ หิมะทองคำ บิดา ได้จากไปด้วยโรคชราในวัย 91 ปี เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2567 เวลา 06.09 น. ที่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

สำหรับกำหนดการ พิธีรดน้ำศพ สวดพระอภิธรรม และพิธีฌาปนกิจ มีรายละเอียด ดังนี้…

วันพุธที่ 24 ก.ค. 2567 เวลา 16.00 น. พิธีรดน้ำศพ, เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรม
วันที่ 25 - 31 ก.ค. 2567 เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม (วันที่ 28 ก.ค. งดสวด 1 คืน)
วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2567 เวลา 17.00 น. พิธีฌาปนกิจ

โดย ‘ดร.ชูศักดิ์ หิมะทองคำ’ พ่อของหาญส์นั้น เป็นผู้ริเริ่มสินเชื่อเกษตรกรคนแรกของแผ่นดิน ได้นำเอาความรู้ความสามารถที่ศึกษามาจากประเทศอังกฤษกลับมาพัฒนาแผ่นดินเกิดของตัวเองด้วยความตั้งใจจริงใจ แม้วันนี้จะเป็นวันและวัยของการพักผ่อน แต่ก็ยังเป็นผู้มากด้วยความคิดอีกมากมาย และได้รับการยกย่องจากบรรณาธิการสื่อสารมวลชนด้านเศรษฐกิจให้เป็น นายธนาคารแห่งปี เป็นคนแรก ประจำปี 2525

และได้รับทุนให้ไปบรรยายในรัฐต่าง ๆ ที่อเมริกา เป็นระยะเวลาถึง 6 เดือนพร้อมภรรยา ซึ่งเป็นโอกาสได้เข้าพบประธานาธิบดี Ronald Reagan ที่ทำเนียบขาว และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก

ขอบคุณ ส.ไลออนส์ ภาค 310 C รพ.บ้านแพ้ว รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รพ.สัตหีบ กม.10 และ จนท.ที่มอบแสงสว่างให้กับผู้ป่วยโรคต้อกระจก

ตามที่ พลเรือตรี ดนัย ปานแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ผู้ป่วยผ่าตัดโรคต้อกระจกผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สโมสรไลออนส์กรุงเทพ พระมหานคร 2018 สโมสรไลออนส์กรุงเทพ เจ้าพระยา สโมสรไลออนส์พัทยา สโมสรไลออนส์สัตหีบ ชลบุรี และทุกสโมสรไลออนส์ ในภาค 310 C  โรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ กรมแพทย์ทหารเรือ และโรงพยาบาลสัตหีบ กม.10 ไลออน สุภา มานะธัญญา อดีตผู้ว่าการไลออนส์ สากล ภาค 310 C ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาของโครงการฯ ไลออน สุภา มานะธัญญา อดีตผู้ว่าการไลออนส์สากล ภาค 310 C ไลออน ลัดดา วิวัฒน์วานิช ประธานภูมิภาคที่ 1 ปีบริหาร 2566-2567 ไลออน สมหวัง อ่อนแสง ประธานภูมิภาคที่ 5 ปีบริหาร 2566-2567 ไลออน ดร.อภิณะฎา ใสไหม  นายกสโมสรไลออนส์สัตหีบ ชลบุรี ปีบริหาร 2566-2567 และสโมสรไลออนส์ ในภาค 310 C ที่มีมติร่วมกันและประสานงานในการจัดโครงการผ่าตัดโรคต้อกระจกให้กับผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ในโครงการพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้

โดยมี นาวาเอกพัลลภ สุภากรณ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ คุณสุรางค์ รัตนชูวงศ์ หน.งานออกหน่วยผ่าตัดต้อกระจกเคลื่อนที่ รพ.จักษุบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร คุณ อารีย์ จำปา หัวหน้าตึกผู้ป่วยนอก รพ.สัตหีบ กม.10 ไลออน คำปัน กุดกัญญา รองผู้ว่าการไลออนส์สากลภาค 310 C คนที่ 1 ไลออน สมภพ พิชัยวงศ์ ประธานสภาผู้ว่าการไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ไลออน สิทธิชัย ศิริสุทธิวรนันท์ รองผู้ว่าการไลออนส์สากลภาค 310 C นายธณพง โคตรมณี นายกเทศมนตรีตำบลเขาชีจรรย์ นายยุทธนา สร้อยเสนา ปลัดอาวุโสอำเภอสัตหีบ ตลอดจนสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอสัตหีบ สมาชิกแม่บ้านมหาดไทย สมาชิกสโมสรไลออนส์ภาค 310 C และคณะทำงาน เข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการจัดกิจกรรมในวันนี้ การจัดโครงการฯ ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่ง จากทางโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว ที่จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ มาช่วยเหลือและดำเนินการในการผ่าตัดต้อกระจกให้กับผู้ป่วย โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำนวยความสะดวกสนับสนุนสถานที่ พร้อมเจ้าหน้าที่ พยาบาล และโรงพยาบาลสัตหีบ กม.10 จัดกลุ่มผู้ที่รอคอยการผ่าตัดต้อกระจก เข้ารับการดำเนินการผ่าตัดในครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่การคัดกรองผู้ป่วย จำนวน 225 คน เมื่อวันที่ 7 ก.ค.67 และดำเนินการผ่าตัดต้อกระจกเปลี่ยนเลนส์ตา ในที่ 20 ก.ค.67 จำนวน 165 คน

ซึ่งญาติและผู้เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจก ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างหาที่สุดมิได้ และขอขอบคุณทีมงาน แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้ความอนุเคราะห์ ในการผ่าตัดต้อกระจก และให้บริการด้านอาหารการกินในวันนี้อย่างสูงยิ่ง มา ณ โอกาสเดียวกันนี้ด้วย

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535646

‘พี่จอง-คัลแลน’ เที่ยวเกาะปันหยี ซื้อเปลือกหอยมุกอันละ 500 บาท ชาวเน็ตเมนต์แรง!! ร้านขายของแพงเกิน - เอาเปรียบนักท่องเที่ยว

(23 ก.ค. 67) โซเชียลคอมเมนต์สนั่น เมื่อยูทูบเบอร์หนุ่มเกาหลีหัวใจไทย คัลแลนและพี่จอง จากช่องยูทูบ ‘คัลแลน Cullen Hateberry’ ไปเที่ยวทริปเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

โดยในระหว่างเลือกซื้อของฝากเครื่องประดับและเปลือกหอยมุก ก็เกิดประเด็นดรามาร้านค้าขายของแพง สร้อยข้อมือ 300 บาท เปลือกหอยมุก 500 บาท รวมราคาแล้ว 800 บาท และเมื่อขอลดราคา เจ้าของร้านบอกว่า แถมไป 1 อัน รวมเป็น 1,000 บาท

หลังจากได้ดูวิดีโอนี้ ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการขายของที่ระลึกในราคานี้ มันแพงเกินเหตุไปหรือไม่?

นอกจากนี้ ชาวเน็ตก็มีการมาแชร์ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เคยไปเที่ยวเกาะแห่งนี้ และเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องราคาอาหารและสินค้า หลายเสียงพูดตรงกันว่า “ของแพงมากจริง ๆ”

โดยชาวเน็ตรายหนึ่ง ได้แสดงความคิดเห็นว่า “เราพยายามมองข้าม ราคาสินค้า ค่าเรือ และพฤติกรรม ที่ไม่ค่อยน่ารักของแม่ค้าที่นี่ แอบสงสารนักท่องเที่ยวต่างชาตินะ ดูเอาเปรียบพวกเขาเกินไป แต่ EP นี้คัลแลนกับพี่จองน่ารักตลกและสนุกมาก ๆ ยิ่งตอนเล่นกับเด็ก ๆ เราขำและรู้สึกชอบที่สุด อยากฝากถึงพ่อค้าแม่ค้าบนเกาะนะคะ นักท่องเที่ยวต่างชาติเขาตั้งใจไปเที่ยว อย่าไปเอาเปรียบเค้ามากนักเลย เดี๋ยวเวลาไม่มีนักท่องเที่ยวไปพวกคุณจะแย่เอานะ เอาแต่พอดี ๆ เถอะ

‘ลิซ่า’ ขึ้นแท่น House Ambassador ของ Louis Vuitton สมมงแฟชันไอคอน หยิบจับอะไรก็เป็นเสน่ห์ไปหมด

(23 ก.ค. 67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า..

“#LouisVuitton แต่งตั้ง #LISA เป็น #HouseAmbassador อย่างเป็นทางการ

ขึ้นแท่นเฮาส์แอมบาสเดอร์คนใหม่อย่างเป็นทางการสำหรับศิลปินสาวมากความสามารถชาวไทย ‘ลิซ่า’ หรือ ลลิษา มโนบาล ของแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศส ‘Louis Vuitton’ ที่อยู่ในเครือ LVMH หลังจากก่อนหน้านี้ลิซ่าก็โพสต์ภาพเธอคู่กับสินค้าจากแบรนด์ลงอินสตาแกรมส่วนตัวอยู่เป็นระยะ

ทางด้าน Nicolas Ghesquière อาร์ทิสติกไดเรกเตอร์แผนกคอลเลกชันสุภาพสตรีของ Louis Vuitton กล่าวในงานแถลงข่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ร่วมงานกับลิซ่าในฐานะที่เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ เพราะเธอมีจิตวิญญาณที่กล้าหาญและมีเสน่ห์อย่างน่าเหลือเชื่อ

‘เธอมีความกล้าหาญและสร้างสรรค์ในด้านดนตรีพอ ๆ กับแฟชันของเธอ จึงถือว่าเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมเดินทางไปกับเธอในการเดินทางครั้งนี้’ Nicolas Ghesquière กล่าว”

ตำรวจ ร่วมกับสำนักงาน กสทช.และหน่วยงานความมั่นคง กระชับพื้นที่เชียงแสน เร่งรัดปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ของคิงส์โรมัน

จากการที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้มีการปราบปรามกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเด็ดขาด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มปฏิบัติการ 'ระเบิดสะพานโจร' ตัดสัญญาณโทรคมนาคมที่ลักลอบใช้ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ บริเวณที่ตั้งโดยรอบบ่อนคาสิโนคิงส์โรมัน ประเทศลาว และในวันนี้ (23 ก.ค.67) เป็นการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมกับ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. (ด้านกฎหมาย) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และฝ่ายความมั่นคง ตรวจสอบการลักลอบนำสายสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ ไปยังบริเวณพื้นที่คิงส์โรมัน ประเทศลาว อย่างผิดกฎหมาย ทั้งจากซิม สาย เสา และออกมาตรการเข้มงวดในการผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อไม่ให้กลุ่มคนต่างชาติและคนไทยลักลอบไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในบริเวณพื้นที่รอยต่อที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ

พล.ต.ท.ธัชชัยฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้หารือกับสำนักงาน กสทช. และผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ทั้ง 3 ค่าย เพื่อแก้ไขปัญหาสัญญาณรุกล้ำข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่ามีการตัดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ต ที่กระจายลุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน (คิงส์โรมัน สปป.ลาว) ฝั่งตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ในทุกมิติ จึงลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผน รวมทั้งใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบการกระจายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และสัญญาณอินเตอร์เน็ตตามแนวตะเข็บชายแดนในบริเวณใกล้เคียง และมอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าตรวจสอบและติดตามการลักลอบการติดตั้งเสาส่งสัญญาณเถื่อน เพื่อตัดรากถอนโคนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่เป้าหมายนี้

พล.ต.อ.ณัฐธรฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเชิงรุกล่าสุด พบว่ามีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของไทยใช้งานอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม อ.เชียงแสน (คิงส์โรมัน สปป.ลาว) ซึ่งมีข้อมูลเชื่อได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นรังใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่โทรข้ามแดนมาหลอกคนไทย จึงลงพื้นที่บูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมผู้ประกอบการโทรคมนาคมทุกเครือข่าย ใช้เครื่องมือพิเศษติดตั้งบนอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ตรวจสแกนตลอดแนวชายแดนของ อ.เชียงแสน เพื่อตัดสัญญาณสื่อสารข้ามโขงในทุกมิติ นอกจากนั้น ได้ร่วมกับกองกำลังผาเมืองตัดทำลายสายเคเบิ้ลใยแก้วหรือไฟเบอร์ออฟติก ส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณพื้นที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย

มาตรการตัดปัจจัยสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้ง ซิม เสา และสาย ที่ กสทช.ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยได้ระงับการใช้ซิมผีที่มิได้มายืนยันตนตามประกาศ กสทช. ไปแล้วมากกว่า 2 ล้านเลขหมาย ซึ่งเชื่อว่าซิมที่ถูกระงับการใช้งานนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในการถือครองของคนร้าย นอกจากนี้ เพียงครึ่งปีที่ผ่านมา กสทช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการจับกุมผู้ลักลอบติดตั้งเสาและสาย ส่งสัญญาณเถื่อนตามแนวชายแดนไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้จำนวน 33 ราย ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. แต่ทำผิดเงื่อนไขการให้บริการ ได้แจ้งเตือนและสั่งให้ระงับการส่งสัญญาณโทรคมนาคม และถอดสายสัญญาณและอุปกรณ์ (ล้มเสา) จำนวน 179 จุด โดยดำเนินการแล้วใน 11 อำเภอ 9 จังหวัด ที่มีแนวชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ จ.ตาก เชียงราย มุกดาหาร หนองคาย สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระเเก้ว จันทบุรี และ จ.ระนอง ซึ่ง กสทช.ยังคงตรวจตระเวนการกระจายสัญญาณข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.ท.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลของการบูรณาการระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , กสทช. และหน่วยงานความมั่นคง ในการกำจัดซิมผีบัญชีม้า โค่นเสาและสายสัญญาณเถื่อน รวมทั้งตรวจค้นจับกุมอุปกรณ์โทรคมนาคม ผิดกฎหมายดังกล่าว เป็นการทำลายปัจจัยสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม จะเห็นได้จากการไหลทะลักเข้าไทยของอุปกรณ์สื่อสารดาวเทียมผิดกฎหมาย (Starlink) ผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนโครงสร้างโทรคมนาคม (ซิม เสา สาย) เดิม คาดว่าคนร้ายได้รับผลกระทบและเริ่มมีการปรับตัว ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กสทช. จะได้ดำเนินการติดตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องต่อไป

‘พาณิชย์’ เผย!! เริ่มจ่ายเงิน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ภายใน ต.ค.นี้ ยัน!! ร้านค้าเข้าร่วมพร้อม แง้ม!! ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ ก็เข้าข่าย

(23 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงพาณิชย์ได้สรุปสินค้าที่อยู่ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน digital wallet แล้วหรือไม่ ว่า อยู่ในกระบวนการทำงาน ตอนนี้คืบหน้าไปเยอะแล้ว รวมถึงเรื่องร้านค้าก็คืบหน้าไปมาก ทั้งสินค้าต้องห้ามและสินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ก็พิจารณามาเยอะแล้ว

ทั้งนี้ หลังจากวันที่ 24 ก.ค.67 จะมีการชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ความคืบหน้าอย่างชัดเจน คาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ไม่อยากพูดหลายเรื่องมารวมกัน เพราะมันเป็นเรื่องของรายละเอียด โดยในวันที่ 24 ก.ค.จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งหมดว่าจะต้องทำอย่างไรและมีเงื่อนไขอย่างไร สำหรับคนมีสมาร์ตโฟนและไม่มีสมาร์ตโฟนต้องทำอย่างไร

เมื่อถามว่าคิดว่าจะมีร้านค้าตอบรับการลงทะเบียนมากน้อยแค่ไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีเยอะแล้ว สมาคมค้าปลีกก็ 500,000 กว่าร้านค้า ร้านธงฟ้า 146,000 ร้าน และร้านอาหารธงฟ้า 5,000 ร้าน ตอนนี้ก็ทยอยติดต่อมา ซึ่งบางส่วนได้มีการจัดการรายละเอียดแล้ว โดยมีการแยกกันทำงาน ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หาบ เร่ แผงลอย ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 ร้าน ร้านค้าเหล่านี้ได้มีการยื่นมาแล้ว และคิดว่าในวันที่ 24 ก.ค. เมื่อมีการชี้แจงเสร็จสิ้นในส่วนนี้ก็จะดำเนินการต่อ เข้าใจว่าภายในเดือนต.ค.2567 จะเริ่มจ่ายเงินให้เรียบร้อยไปตามกระบวนการ

เมื่อถามต่อว่าส่วนเรื่องของหมวดสินค้ามีความคืบหน้าไปเกือบ 80% แล้วหรือยัง นายภูมิธรรม กล่าวว่า คืบหน้าไปเยอะมาก ซึ่งคิดว่าหลังการประชุมคณะกรรมการโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน digital wallet ที่ตึกภักดีบดินทร์ทำเนียบรัฐบาล และมีการแถลงหลักการก็จะชัดเจน ก่อนจะทยอยแถลงรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในเดือน ต.ค.ก็จะเรียบร้อย

เมื่อถามย้ำว่าส่วนของร้านค้าร้านเล็ก ๆ อย่างเช่น ร้านหมูปิ้งจะลงทะเบียนได้ที่ไหน นายภูมิธรรมกล่าวว่า ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ส่วนต่าง ๆ จะแถลงตามขั้นตอน ซึ่งเราจะได้เห็นและได้เข้าใจหมด โดยจะมีคอลเซนเตอร์ให้สอบถามด้วย

เมื่อถามอีกว่าร้านค้าเซเว่นสามารถเข้าร่วมโครงการได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เข้าใจว่าได้

'อังกฤษ’ แนะ!! แพทย์ ‘ควรลดใช้ใบจ่ายยา-ลดการตรวจเลือดที่ไม่จำเป็น’ เหตุกิจกรรมในระบบสาธารณสุข มีส่วนพ่นก๊าซพิษถึง 40% ของราชการทั้งหมด

(23 ก.ค. 67) รายงานข่าวระบุว่า ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน หรือ RCP ออกคำแนะนำทางการแพทย์ที่เรียกว่า ‘Green Physician Toolkit’ ที่เป็นการดำเนินการต่าง ๆ ที่แพทย์สามารถช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ตั้งแต่การลดจ่ายใบสั่งยา และการตรวจเลือดที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงการแนะนำวิธีป้องกันตัวจากผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นให้แก่คนไข้

“แน่นอนว่าการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอาจเป็นเรื่องท้าทายทางการแพทย์ ที่ต้องรักษาคนไข้ แต่เราต้องระลึกว่าการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ จะช่วยลดการใช้ระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ หรือ NHS ในระยะยาวได้” ศาสตราจารย์ราเมช อาราสารัดนาม รองประธานฝ่ายวิชาการของ RCP กล่าว

ในปี 2565 ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 40% ของการปล่อยก๊าซในหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดจากสหราชอาณาจักร และคิดเป็น 4% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ โดย NHS เป็นระบบสุขภาพระบบแรกของโลกที่ตั้งเป้าหมายเข้าสู่ Net Zero ในปี 2583 

ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปเองก็กำลังมองหาวิธีการกำจัดมลพิษด้านการดูแลสุขภาพด้วยเช่นกัน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพยายามลดใช้ใบจ่ายยา ในปี 2566 แพทยสภาแห่งสหภาพยุโรป หรือ CPME  กล่าวว่า “ควรลดการใช้ยาโดยไม่จำเป็น และต้องพิจารณาแง่มุมต่าง ๆ ของการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เนื่องจากมีการจ่ายยาจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้ และสุดท้ายต้องทิ้ง”

หากต้องการลดการสั่งจ่ายยาที่ไม่จำเป็น RCP แนะนำให้ใช้แพทย์พูดคุยทางเลือกการรักษาต่าง ๆ กับผู้ป่วย ซึ่งอาจจะเสนอการรักษารูปแบบอื่นก่อนการสั่งจ่ายยา หรือหันไปใช้ระบบดิจิทัลในการสั่งจ่ายยาแทน

เนื่องด้วย ยาและสารเคมีคิดเป็น 20% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนของ NHS ดังนั้นการลดการจ่ายยาจึงสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ

จากข้อมูลของ CPME ระบุว่า ยาจำนวนมากที่ใช้กันอยู่ในยุโรปต้องนำเข้ามาจากทวีปอื่น ๆ หากสามารถลดการใช้ยาที่นำเข้าจากทวีปอื่นได้ ก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งจากการผลิต และการขนส่ง อีกทั้งยังสามารถติดตามผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศจากกระบวนการผลิตยาได้อีกด้วย

นอกจากประเด็นสั่งจ่ายยาแล้ว ใน Green Physician Toolkit ยังมีประเด็นอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศได้ ไม่ว่าจะเป็นแนะนำให้คนไข้ไม่ทิ้งยาลงในชักโครก เพราะจะทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน และควรส่งยาเก่า หรือยาที่ไม่ใช้แล้วให้แก่ร้านขายยาที่สามารถกำจัดได้อย่างปลอดภัย

อีกทั้งยังแนะนำให้แพทย์ควรคิดให้รอบคอบก่อนที่จะขอตรวจเลือด หรือดูว่าสามารถทำการทดสอบค่าต่าง ๆ จากตัวอย่างเดียวกันได้หรือไม่ เพราะการวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าการตรวจเลือดในแต่ละครั้งก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 49-116 กรัม รวมถึงการปล่อยก๊าซที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การขนส่ง การแปรรูป ตลอดจนการกำจัดอุปกรณ์และบรรจุภัณฑ์ด้วย

รวมถึงแนะนำให้แพทย์ส่งหมายนัดทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล เพื่อรวมถึงต้นทุนการใช้พลังงานและการพิมพ์ หากไม่จำเป็นต้องทำการรักษาหรือเป็นเพียงการติดตามผลการรักษา อาจทำการรักษาผ่านระบบอออนไลน์แทน เพื่อลดการเดินทาง ซึ่งอาจสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และช่วยประหยัดเงินได้

แพทย์ถือเป็นบุคลากรที่คนทั่วทั้งชุมชนเชื่อถือและรับฟังเมื่อพูดถึงภัยคุกคามด้านสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำเคล็ดลับการสื่อสารที่จะช่วยให้ผู้ฟังยอมรับฟังเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ดูไกลตัว (ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่แพทย์) 

WHO แนะนำให้ สื่อสารด้วยเนื้อหาที่ให้เข้าใจง่าย พูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เห็นภาพผลกระทบชัดเจน และเน้นย้ำถึงประโยชน์ต่อสุขภาพจากการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ตัวอย่างของการเริ่มต้นการสนทนาที่ Green Physician Toolkit แนะนำ เช่น ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น ซึ่งความร้อนจะทำให้ร่างกายเครียด และส่งผลต่อสุขภาพ’ หรือ ‘ยาจะทำให้คุณเสี่ยงต่อความร้อนมากขึ้นได้อย่างไร’

“รถยนต์สันดาปจะปล่อยมลพิษทางอากาศที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณ ดังนั้นอย่าลืมพกอุปกรณ์ช่วยหายใจ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปในพื้นที่การจราจรหนาแน่น”

นอกจากนี้ RCP ยังแนะนำให้ แพทย์ควรบอกให้กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในปัญหาด้านสุขภาพระยะยาว รวมถึง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์ ตื่นตัวต่อผลกระทบด้านสุขภาพจิต ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความทุกข์ทรมานทางสิ่งแวดล้อม และภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรค PTSD ที่เกิดหลังจากการประสบภัยทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม

RCP คาดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเกิน 250,000 รายต่อปีภายในปี 2593 และแม้ว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งมีแนวโน้มที่จะอยู่ในแอฟริกา แต่สหราชอาณาจักรก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความร้อนจัดและน้ำท่วม หรือ มีผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศจำนวนมากอพยพมาอยู่ในอังกฤษ โฆษก

NHS กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ NHS ต้องให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้ป่วยเป็นอันดับแรกเสมอ แนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควรถูกนำมาใช้เฉพาะเมื่อมีความเหมาะสมทางคลินิกเท่านั้น และต้องสามารถช่วยประหยัดเงินของผู้เสียภาษีได้”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับ 17 หน่วยงานทางการศึกษา ทำ MOU การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี มุ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

วันนี้ (23 กรกฎาคม 2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับผู้แทนหน่วยงานทางการศึกษา 17 หน่วยงาน ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บัญชาการ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.อาคม ไตรพยัคฆ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนหน่วยงานทางการศึกษาทั้ง 17 หน่วยงาน ร่วมพิธี ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มหาวิทยาลัยมหิดล , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยบูรพา , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ , สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ , มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , มหาวิทยาลัยรังสิต , มหาวิทยาลัยกรุงเทพ , สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย , สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหงชาติ และสมาคมปญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ร่วมพิธี

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษา 17 หน่วยงาน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการคิดค้น แลกเปลี่ยน นวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ระบบอัตโนมัติ (Automation) เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้แก่สมาชิก เพิ่มจำนวนคุณภาพบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม , เพื่อผลิตและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมของประเทศที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ให้เพียงพอทั้งภาคการผลิต บริการ สังคม และชุมชน เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์ของเครื่องมือและการจัดการทรัพยากรร่วมกันระหว่างสมาชิกทุกฝ่าย สร้างความเชื่อมโยง ประสานงานกับหน่วยงานหรือเครือข่ายที่มีลักษณะคล้ายกันทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเพื่อรวบรวม จัดทำฐานข้อมูลนักวิจัยด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีระหว่างสมาชิก

ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภารกิจสำคัญยิ่ง คือการปกป้อง เทิดทูน และพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการดูแลรับผิดชอบด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันสถิติการก่ออาชญากรรมด้านเทคโนโลยีมีแนวโน้มสูงขึ้น สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคิดค้น แลกเปลี่ยน และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานหรือเครือข่ายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งในและต่างประเทศ ให้สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ ภายในงานบริเวณห้องประชุมแจ้งยอดสุข หน่วยงานต่างๆ ได้มาออกบูทจัดแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีด้วย โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน่วยงานที่มาจัดแสดง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ,สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ ,ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 , โรงพยาบาลตำรวจ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นอกจากนี้ ยังมีบูทจัดแสดงผลงานของ 17 สถาบันการศึกษา และในส่วนภาคเอกชนที่มาร่วมจัดแสดง ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) , บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) , บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด (HUAWEI) , บริษัท ดิจิตอล ไดอาล็อก จำกัด (Digital Dialogue) , บริษัท ไอที กรีน จำกัด (มหาชน) (IT Green) และบริษัท ซัมซุง (ประเทศไทย) จำกัด (SAMSUNG)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top