Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

“บิ๊กต่าย“สั่งเร่งกวาดล้างผู้ค้ารายย่อยในชุมชน ”ผู้ช่วยสำราญฯ“สนองนโยบาย เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ”

ตามนโยบายรัฐบาล โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี การแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกพื้นที่ถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งในด้านการปราบปรามนั้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อตัดวงจรและท่อน้ำเลี้ยงเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดทุกระดับ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร.ให้ทุกหน่วยทำงานเชิงรุกในการปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่รับผิดชอบ และสืบสวนขยายผลคดียาเสพติดทุกคดีเพื่อจับกุมและยึดอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดที่เกี่ยวข้องทุกระดับ

วันนี้ (25 ก.ค. 67) ณ ศูนย์ปฏิบัติการ ห้องประชุมภักดีภูมิ บช.ปส. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.ผู้รับผิดชอบงานปราบปรามยาเสพติด ได้เดินทางมาติดตามการปฏิบัติการระดมปิดล้อมตรวจค้นเพื่อจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติดทั่วประเทศ ซึ่งได้สั่งการให้ทุกหน่วยเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพร้อมกันในเช้าวันนี้ โดยเป้าหมายการปิดล้อมดังกล่าวมีที่มาจากข้อมูลการซักถามผู้เสพหรือผู้ต้องหาคดียาเสพติด รวมทั้งข้อมูลการแจ้งเบาะแสของประชาชน จนทำให้ได้ข้อมูลผู้ค้ายาเสพติดในชุมชนมาทำการสืบสวนและกำหนดจุดปิดล้อมตรวจค้นเพื่อกวาดล้างจับกุม โดย ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 , กองบัญชาการตำรวจนครบาล, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้ร่วมบูรณาการกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆได้แก่ สำนักงานป.ป.ส.,ทหาร,ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติการระดมปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดพร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติดจำนวน 874 เครือข่าย เป้าหมายปิดล้อมตรวจค้น 2,638 จุดตรวจค้น

ผลการปิดล้อมตรวจค้น สรุปรายละเอียด ดังนี้
- จับกุมคดียาเสพติดรวม 1,757 คดี
- จับกุมผู้ต้องหา 1,645 ราย ผู้ต้องหาตามหมายจับ 112 ราย
- ตรวจยึดของกลาง ได้แก่ ยาบ้า 1,555,902 เม็ด, ไอซ์ 87 กก.,คีตามีน 4.5 กก, เฮโรอีน 35 กก., ยาอี 2,644
เม็ด, อาวุธปืน 152 กระบอก
- ตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน 652 รายการ รวมมูลค่า 97,195,645 ล้านบาท (ข้อมูล ณ เวลา 10.48 น.)

จากผลการระดมปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศในครั้งนี้ จะเห็นว่าตำรวจทั่วประเทศได้รุกอย่างหนัก อย่างเป็นรูปธรรม ทำจริง จับจริง และยึดจริง โดยในขณะนี้สำนักตำรวจแห่งชาติมีนโยบายเน้นการปราบปรามผู้ค้ารายย่อยซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับประชาชนในชุมชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่าจากสถิติการจับกุมและยึดของกลางคดียาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 66 ถึงปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดได้ถึง 72,050 ราย และตรวจยึดยาบ้าได้ 781,341,317 เม็ด, ไอซ์ 15,550 กก. และ คีตามีน 2,641 กก. รวมทั้งการยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้รวมมูลค่ากว่า 9,525 ล้านบาท
สายด่วนแจ้งเบาะแสยาเสพติดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร  191 , 1599

‘นพ.วรงค์’ ตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ 'เงินดิจิทัล' เอื้อทุจริตวงกว้าง ซ้ำร้าย!! รายใหญ่จะรวยขึ้น รายย่อยจะถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น

(25 ก.ค. 67) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘พายุหมุนหรือลมบ้าหมู’ มีเนื้อหาระบุว่า…

วันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา พวกเราคงได้ฟังคำแถลงของ ขุนคลัง ‘พิชัย-จุลพันธ์-เผ่าภูมิ’ แถลงเรื่องแจกเงิน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ 4.5 แสนล้านบาท ให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป 50 ล้านคน ผมมีข้อสังเกตคือ…

1.ทำไมต้องเอาเงินสด ที่กว่าจะรวบรวมมาได้ มาแปลงเป็นเงินดิจิทัล และสุดท้ายจึงแปลงเป็นเงินสดอีกรอบ ทำไมไม่แจกเงินสด ทำแบบนี้ทำให้ระบบเงินบาทไทย มีเงินบาทสองระบบ นั่นคือเงินบาทดีกับเงินบาทเลว

2.การที่รัฐบาลกำหนด negative list คือรายการสินค้าที่ห้ามซื้อ ห้ามใช้หนี้ เท่ากับว่าพวกท่านได้สร้างกำแพงต้านพายุหมุนที่คาดว่าจะเกิด มันจะทำให้พายุหมุน กลายเป็นแค่ลมบ้าหมู

3.ผลของการกำหนด negative list และห้ามใช้หนี้ จะนำไปสู่การทุจริตในวงกว้าง นั่นคือนำเงินดิจิทัลหรือเงินบาทเลว ไปแลกเป็นเงินบาทดี และถูกหักหัวคิว ด้วยเทคนิคศรีธนญชัย ที่คนไทยคุ้นเคย เป็นโอกาสที่ นำเงินสีเทามาฟอกขาว

4.สุดท้ายแล้ว ผู้ค้าตลาดนัด รายย่อย แผงลอย จะเป็นผู้เสียประโยชน์ ประโยชน์ต่าง ๆ สิทธิการแลกเป็นเงินสด ซึ่งคือเงินบาทดี จะไปกองที่รายใหญ่ นายทุนธุรกิจใหญ่ จะร่ำรวยมากขึ้น รายย่อยจะจนและลำบากมากขึ้น นโยบายนี้คือการฆ่ารายย่อยอย่างเลือดเย็น

5.สิ่งที่ต้องถามไปยังรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ขนาดให้คาดการณ์ผลต่อจีดีพี การเก็บภาษี ท่านยังตอบไม่ได้ ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น จากความผิดพลาดในนโยบาย เงินดิจิทัลครั้งนี้ ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ช่วยประกาศความรับผิดชอบล่วงหน้าไว้ด้วย

‘อุ๊งอิ๊ง’ ใจถึง!! ดีด ‘เฉลิม’ ออกกลุ่มไลน์พรรค ขจัดความอึดอัดใจสมาชิก ส่วนจะต้องขับใครออกจากพรรคหรือไม่? ยืนยัน!! ไม่มีนโยบายนี้

(25 ก.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กทม. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดีด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกจากกลุ่มไลน์ของพรรคเพื่อไทย ภายหลัง ร.ต.อ.เฉลิม เปิดบ้านริมคลอง แถลงข่าวท้าให้พรรคเพื่อไทยขับออกจากพรรค เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นเรื่องจริง เพราะไลน์กลุ่มมีไว้สื่อสารเรื่องต่าง ๆ กับสมาชิกพรรคให้รับรู้รับทราบ จากที่ตนเห็นข่าวเมื่อวานแล้ว สิ่งแรกที่รู้สึกคืออยากให้คนในพรรค หรือคนที่อยู่ในกลุ่มไลน์นี้ ไม่อยากให้เกิดความบั่นทอน ตนก็ไม่อยากให้มีประเด็น และทุกคนรู้สึกกังวลไปด้วยว่าข่าวเป็นแบบนี้แล้วในพรรค และในกรุ๊ปไลน์นี้จะคุยกันอย่างไร

“ก่อนหน้านี้ คุณเฉลิม ก็ไลน์มาเรื่องว่าจะย้ายพรรค ซึ่งข้อความต่อ ๆ ไปทุกคนก็เริ่มอึดอัดใจ ซึ่งตนคิดว่าตรงนี้ถ้าตนนำไปปรึกษาใครว่าเอาออกดีไหม ทุกคนก็จะมีความเกรงใจกันเกิดขึ้น ซึ่งตนคิดว่ากรุ๊ปไลน์นี้ต้องเป็นกรุ๊ปของการคุยเรื่องการทำงาน เป็นกรุ๊ปของการนัดแนะ สส.ให้ทราบข้อมูลตรงกัน จึงมีการมูฟ คุณเฉลิม ออกไปดีกว่า ก็แค่นั้น เราก็บอกตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วว่าเราไม่อยากมีดรามามากขึ้น จริง ๆ ก็ไม่ทราบว่าการมูฟ คุณเฉลิม ออกจากกลุ่มไลน์จะเป็นข่าว แค่คิดว่าไม่อยากให้ในกลุ่มอึดอัดใจมากกว่า อันนี้คือความตั้งใจ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นข่าวก็พร้อมจะอธิบายว่าเราต้องการจบจริง ๆ” นางสาวแพทองธาร กล่าว

เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม ก่อนหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจดีดออกจากไลน์ นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ไม่ได้ปรึกษาใครก่อน เพราะคิดแล้วว่าก็ต้องทำงานต่อไป นั่นคือสิ่งสำคัญ

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกรณี ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาแถลงข่าวท้าให้ขับออกจากพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของท่าน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ตนพร้อมเสมอที่จะพูดคุย แต่ต้องมาคุยที่พรรคเพื่อไทย และการพูดคุยก็จะต้องมีเลขาธิการพรรค และผอ.พรรค หรือมีคนอื่นอยู่ด้วย เพื่อให้เป็นทางการ เพราะเรื่องของพรรคไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะคุยกันเรื่องนี้ก็อยากให้มาคุยกันที่พรรค

เมื่อถามว่ามีโอกาสที่จะขับ ร.ต.อ.เฉลิม ตามที่ร้องขอหรือไม่ นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า เราจะมูฟออกอย่างเดียว ไม่มีนโยบายขับออกจากพรรค

เมื่อถามถึงกรณีที่นายวัน และ ร.ต.อ.เฉลิม ไปสนับสนุน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ในวันนับคะแนนผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมธานี นางสาวแพทองธาร กล่าวว่าตนไม่ทราบเลยว่า ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไปด้วย และทั้งหมดนี้ตนก็ไม่เคยไล่ และข้อความก็ไม่เคยพูดสักคำว่าจะให้ ร.ต.อ.เฉลิม และนายวันออกจากพรรคเพื่อไทย และก็ไม่เคยแสดงเจตนาเช่นนั้นด้วย จึงอยากจะชี้แจงให้ชัดเจนตรงนี้

“แต่ว่าทุกคนโตแล้วก็ตัดสินใจเองได้หมดว่าจะทำอย่างไรกับการแพลนชีวิตไปข้างหน้า ก็เคารพเสมอ ก็ขออวยพรให้โชคดีให้ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้น ขอให้ไม่มีเรื่องนี้ต่อแล้ว ขออนุญาตไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้แล้ว ให้ทุกคนทำงานต่อ สำหรับฝั่งนี้ไม่มีดราม่าอะไรทั้งนั้น และขอให้เรื่องนี้จบ” นางสาวแพทองธาร กล่าว

เมื่อถามว่านอกจากเรื่องนี้แล้วมีเรื่องอื่นสะสมอีกหรือไม่ นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ไม่มี ไม่เคยมีปัญหาอะไร ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะขอดีเบตกับคุณพ่อ ก็ให้ไปถามคุณพ่อละกัน ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าแม้พรรคเพื่อไทยไม่ขับออก แต่บทบาทในสภาอาจจะเปลี่ยนไป อาจจะอภิปรายมาทางฝั่งพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า นั่นก็เป็นเรื่องที่พรรคต้องจัดการ และรับมือไปตามเรื่องนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 26 ก.ค.เป็นวันเกิดของคุณพ่อ จะเปิดบ้านจันทร์ส่องหล้าให้คนสนิทเข้าไปอวยพรหรือไม่ นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ช่วงเช้าจะมีการทำบุญภายในครอบครัว ตอนเที่ยงคิดว่าจะมีคนสนิทของคุณพ่อมาทานข้าวด้วยกันบ้าง มีคนใกล้ชิด หรือนักการเมืองเข้าไปอวยพรบ้าง ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย คุณพ่อไม่ได้ทำบุญแบบนี้มานานแล้ว

'บุ๋ม ปนัดดา' ทุ่มเงินเก็บซื้อที่ดิน สร้างมูลนิธิช่วยเหลือประชาชน เผยจุดเปลี่ยนชีวิตที่หันมาทำงานเพื่อสังคม เพราะ 'ลูก'

(25 ก.ค.67) นักแสดงและพิธีกรมากความสามารถที่มีความสุขในการต่อสู้เพื่อสังคม ‘บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ มาเปิดใจในรายการ WOODY FM เล่าจุดเปลี่ยนชีวิตที่ผันตัวทำงานเพื่อสังคมจนก่อได้ตั้งมูลนิธิองค์กรทำดี โดยปัจจุบันขอใช้ชีวิตคู่อย่างเรียบง่าย และล่าสุดได้เปิดเผยว่าทุ่มเงินเก็บซื้อที่ดินช่วยคนอื่น สร้างมูลนิธิให้เป็นสมบัติของประเทศ โดยระบุว่า..

>> จุดเปลี่ยนจากเดิมที่ทำงานเพื่อตัวเอง เปลี่ยนเป็นทำงานเพื่อผู้อื่น คือตอนไหน?
บุ๋ม ปนัดดา : จุดเปลี่ยนคือปี 2557 คือก่อนหน้านั้นก็ทำงานในมุมของนางงามคนหนึ่งที่ช่วยงานการกุศลหรืออะไรอยู่แล้ว คือในปี 2557 มีข่าวข่มขืนบนรถไฟแล้วหันไปมองลูกสาวตัวเองแล้วก็คิดว่าทำไมมีเรื่องร้ายแรงแบบนี้ได้ แล้วอนาคตของลูกสาวจะมีใครปกป้องเขาได้

ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ คนที่เป็นแม่อย่างเราจะสามารถทำอะไรเพื่อปกป้องอนาคตเขาได้ ก็เลยหันมาดูกฎหมาย ศึกษาจริงจังทุกอย่างเลย ชีวิตเปลี่ยนเลย ก็เลยมาดูว่ากฎหมายเกี่ยวกับผู้หญิงไม่มีเปลี่ยนมา 30 ปี

ซึ่งก่อนหน้าบุ๋มไม่ใช่ว่าไม่มีใครขอเปลี่ยนนะ เขาไปประท้วงหน้าสภา คือเขาพยายามทำแล้ว เพียงแต่ว่าในมุมของบุ๋มวันนั้น เรามีพลังของสื่อ ความเป็นดาราด้วยก็เลยทำให้พลังมันแรงมาก กลายเป็นว่าน่าจะเป็นดาราคนแรกเลยมั้งที่ทำเรื่องเปลี่ยนกฎหมาย ก็เลยมีเรื่องอื่น ๆ ตามมา ความช่วยเหลือจากผู้หญิงด้วยกัน เรื่องของคดีความอะไรอย่างนี้เข้ามา

กลายเป็นว่าเราเริ่มอินกับมัน แล้วรู้สึกดีที่ได้ช่วย รู้สึกดีที่เป็นพลังให้พวกเขา รู้สึกดีที่บางทีเขาแจ้งความมาเป็นปีแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย กลับกลายเป็นว่าแสงสว่างที่เรามี หรือเสียงดังที่เรามีมันกลายเป็นพลังให้กับเขา หาความยุติธรรมเพิ่มเติมให้กับเขา รู้สึกดีจัง เราเลยต้องทำในวันที่ฉันยังดังอยู่ เลยกลายเป็นมูลนิธิที่ใหญ่ระดับประเทศ ชื่อว่า มูลนิธิองค์กรทำดี

>> ใช้เวลากี่เปอร์เซ็นต์ของชีวิตเรา?
บุ๋ม ปนัดดา : ตอนนี้ 70% เลยค่ะ เพราะว่าตื่นมาหรือขณะที่นอน มันกลายเป็นว่าเคสวันนี้วิ่งรถกี่คัน ไปต่างจังหวัดโรงพยาบาลขอความร่วมมือมา หรือมีเคสขมขื่นจัดการยังไง มันหลายอย่างมากเลย

>> เวลาเอาเรื่องของชาวบ้านมาใส่สมองของเรา มีวิธีระบายยังไงได้บ้าง เพราะคุณก็อินกับทุกเรื่อง?
บุ๋ม ปนัดดา : อินจริงแต่ตัดได้เร็วค่ะ เพราะว่าถ้าตัดไม่เร็วนะ ซึมเศร้าแน่นอนค่ะ เหมือนน้องหลาย ๆ คนที่เคยเข้ามาช่วย พอรับฟังเรื่องราวเยอะ ๆ ตัดไม่ได้ แม่หนูขอหยุดนะ มีเยอะเลย แต่สำหรับตัวเรากลับกลายเป็นว่าตัดได้ง่ายมาก เพราะว่าเรารู้สึกว่าทุกเคสสำคัญหมด

เราแสดงความเสียใจนะ แต่ชีวิตยังต้อง Go On ยังต้องมีเคสอื่นที่เราต้องมีสติในการดูแลรักษาเขา และดูแลครอบครัวของเราเองด้วย มองว่าเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา

>> ทำไมคุณถึงกลายเป็นคนที่เรียบง่าย ทั้งที่สมัยก่อนต้องเป็นข่าว?
บุ๋ม ปนัดดา : สมัยก่อนหรือสมัยนี้บางทีโพสต์อะไรก็เป็นข่าวแล้ว เพียงแต่ว่าพอเป็นเรื่องของคุณก๊อต (สามี) เขาบอกว่าเขาเป็นคนนอกวงการบันเทิง ไม่อยากอยู่ในแสงสีเท่าไหร่ ขอใช้ชีวิตเงียบ ๆ ขอเลี้ยงลูกด้วยความสงบ เราก็เข้าใจ มันขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ว่าเขาอยากอยู่ในแสงสีมากแค่ไหน ไม่ใช่ว่าไม่มีรายการเชิญเขาไปนะ มีเยอะมากเลย

>> ที่ผ่านมาบุ๋มทำเพื่อคนอื่นเยอะมาก เคยให้อะไรกับตัวเองไหม?
บุ๋ม ปนัดดา : พอเอาจริง ๆ ก็นึกไม่ออกว่าตัวเองอยากได้อะไรกับชีวิต เคยนั่งมองนาฬิกาหรู ๆ นั่งมองแบรนด์เนม สวยนะยากซื้อ แต่เรากลับรู้สึกว่าเอาตังค์ไปช่วยเด็กดีกว่า ลูกบุญธรรมยังต้องเรียน มูลนิธิยังต้องสร้าง เอาไปตรงนั้นก่อนคิดอย่างนี้ เดี๋ยวของฉันไว้ทีหลัง

คือเหตุผลหนึ่งที่คุณสามีที่เขามาขอเราแต่งงาน เพราะเขาบอกว่าชีวิตบุ๋มเหมือนทำเพื่อคนอื่นเยอะมากเลย เพื่อครอบครัวของบุ๋มเอง เพื่อคนรอบข้าง เพื่อลูกน้อง เพื่อมูลนิธิ และเพื่อประชาชนอีก แต่ไม่มีอะไรเลยที่บุ๋มเคยพูดว่าจะทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่มาวันนี้บุ๋มมีแล้วนะ

>> ทีมงานบอกว่าวันนี้บุ๋มจะประกาศให้พี่น้องชาวไทยรับทราบเกี่ยวกับเรื่องอนาคตที่วางเอาไว้และตัดสินใจว่าจะทำ?
บุ๋ม ปนัดดา : บุ๋มเพิ่งเอาเงินเก็บก้อนที่เก็บเอาไว้ไปซื้อที่ดินตรงรังสิตคลอง 8 จะทำมูลนิธิองค์กรทำดี แบบที่มี Shelter สำหรับผู้หญิง มีโรงทาน มีสวนปฏิบัติธรรม แล้วก็เป็นมูลนิธิที่ใช้วิ่งรถช่วยเหลือประชาชน จะทำตรงนั้นแล้วก็ทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติของประเทศชาติค่ะ

ผบ.ตร.ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ประชุมทางไกล จับมือ ผบ.ตร.กัมพูชา หารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล เสริมสร้างความร่วมมือปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน (Task force) เพื่อแก้ไขปัญหา ให้เป็นรูปธรรมเห็นผลภายใน 60 วัน

จากการที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประสานไปยัง สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อให้มีความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ระบาดและสร้างความเสียหายจำนวนมากแก่พี่น้องประชาชนในปัจจุบัน   

วันนี้ (25 ก.ค. 67) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เข้าร่วมประชุมกับ พล.ต.อ.ซอ เทต ผบ.ตร.กัมพูชา และคณะ โดยผ่านระบบประชุมทางไกล ซึ่งที่ประชุมฝ่ายไทยยังประกอบด้วย พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , ตำรวจภูธรจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) , สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เข้าร่วมประชุมด้วย ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ที่ประชุมได้หารือถึงข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ตำรวจทั้งสองประเทศแสวงหาความร่วมมือปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง โดยตำรวจไทยได้นำเสนอคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้น ซึ่งยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง ที่จะต้องอาศัยข้อมูลความร่วมมมือของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังมีการทบทวน ข้อหารือที่ได้เคยตกลงกันไว้ระหว่างสองประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน (Task force) เพื่อแก้ปัญหาปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง และจะมีการหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้าที่ประเทศกัมพูชา 

ผลการประชุมหารือเป็นไปในทิศทางที่ดี ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นร่วมกันที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ระบาดอยู่ในสองประเทศ ให้ได้ผลอย่างจริงจังภายใน 60 วัน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

'น้าเน็ก' เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา พูดถึงความโชคดีของการเป็นคนแก่ในยุคนี้ และความห่วงต่อคนอายุน้อยที่ต้องรับมือในโลกยุคใหม่ ผ่านช่องยูทูบ Rayron : เร่ร่อน ตอน พุฒ ต้า เร VS น้าเน็ก

ไม่นานมานี้ 'น้าเน็ก' เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ได้พูดถึงความโชคดีของตน จากการเป็นคนแก่ในยุคนี้ และรู้สึกห่วงคนอายุน้อยที่ต้องรับมือกับโลกในยุคปัจจุบัน ผ่านช่องยูทูบ 'Rayron : เร่ร่อน' ตอน 'พุฒ ต้า เร VS น้าเน็ก' โดยมีเนื้อหาระบุว่า…

"รู้สึกโชคดีที่เป็นคนแก่ในยุคนี้นะ เพราะไม่งั้นลองคิดดูดิ ถ้ามึงเป็นคนอายุน้อยในยุคนี้ มึงจะรับมือกับสิ่งรอบข้างยากมาก...

"ตอนพวกเราอายุน้อย ๆ สังคมของเราจะยึดติดกับที่ตั้ง สังคมของเราคือ ในออฟฟิศ ในโรงเรียน ในร้านเหล้า ในซอยหมู่บ้านเท่านั้น เราเห็นเท่าที่เราเห็น เราไม่สามารถเห็นห้องนอนใคร เราไม่สามารถเห็นทรัพย์สมบัติใคร เราไม่เห็นชีวิตคนอื่นเลย ทําให้กิเลสของเรา ความอยากของเราน้อย...

"แต่ผู้คนในวันนี้ มันเห็นทุกอย่าง ทุกคนโชว์ชีวิตดีๆ เด็กอายุน้อยได้เห็นชีวิตคนอื่นจากในไอจี เห็นบ้านเห็นห้อง เห็น Gadget เห็นกองเงิน เห็นโอมากาเสะ เห็นนู่นนี่ เห็นหิมาลัย เห็นทุกที่ที่เขาไป เห็นทุกซอกทุกมุมโลกที่ทุกคนแชร์กัน"

ดังนั้นบทสรุปของเรื่องนี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่า กิเลสจะมากหรือน้อย ส่วนหนึ่งล้วนเกิดจากการได้พบเห็น แต่ถ้าเห็นแล้วแยกแยะได้ ว่าอะไรคือ ความเป็นจริง อะไรคือมายา อะไรคือความจำเป็น อะไรคือการโหยหา หรือแค่อยากได้อยากมี ย่อมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งความโชคดีของคนรุ่นก่อนที่ได้เห็นอะไรไม่มากแบบเด็กยุคนี้ จึงเหมือนเป็นข้อดีหนึ่งในวันโลกที่หมุนเร็วได้เหมือนกัน

‘ประมงสมุทรสาคร’ ยัน!! 'ปลากะพง' กินลูก 'ปลาหมอคางดำ' ได้วันละหลายตัว ไม่ใช่ว่ากินได้ครั้งละตัวและอิ่มไปหลายวัน ตามที่มีการพูดวิพากษ์วิจารณ์กัน

(25 ก.ค.67) นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รับการ แจ้งจากชาวประมงอวนรุนที่ออกไปล่าจับปลาหมอคางดำที่คลองสุนัขหอน โดยได้ปลากะพงติดมา 2 ตัว จึงได้มีการผ่าท้องปลากะพงดู พบว่าภายในท้องปลากะพงซึ่งไซด์ไม่ใหญ่นักสามารถกินลูกปลาหมอคางดำได้ถึง 3 ตัว พิสูจน์ให้เห็นว่าปลากะพงกินลูกปลาหมอคางดำได้ครั้งละหลาย ๆ ตัว ไม่ใช่ว่ากินได้ครั้งละตัวและอิ่มไปหลายวันอย่างที่มีการพูดวิพากษ์วิจารณ์กัน ถือเป็นการช่วยตัดวงจรการขยายพันธ์ุของปลาหมอคางดำได้เป็นอย่างดี 

โดยทางประมงจังหวัดสมุทรสาครจะมีการทยอยปล่อยปลากะพงลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติอีกเรื่อย ๆ เพื่อให้ปลากะพงไปไล่ฮุบลูกปลาหมอคางดำให้เหลือน้อยลงให้ได้มากที่สุด

เก็บทรงไม่อยู่!! ชาวอเมริกัน 39% กังวลไม่มีเงินพอจ่ายค่าบิลต่างๆ ชี้!! แย่กว่าตอนวิกฤตการเงินโลก 'ต้องเริ่มทำงานเสริม-เลิกขับรถ'

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค. 67) จากช่องยูทูบ ‘TNN’ ได้เผยผลสำรวจของผู้บริโภคชาวอเมริกัน ที่ตอนนี้แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อและตัวเลขทางเศรษฐกิจต่าง ๆ จะดูดีขึ้น จนนําไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่หลายฝ่ายคาดว่าจะเห็นในเดือนกันยายนนี้ แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงกังวลกับการใช้จ่าย รวมถึงเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับที่เกินกว่าที่คาด ทําให้ 39% ไม่มั่นใจกับเศรษฐกิจในวันข้างหน้า

สำหรับเรื่องนี้ทางสํานักข่าวต่างประเทศได้ออกรายงานผลสํารวจระบุว่า ชาวอเมริกัน 4 ใน 10 คน หรือประมาณ 39% กังวลเกือบตลอดเวลา เกี่ยวกับรายได้ของครอบครัวที่อาจจะไม่พอกับรายจ่าย ซึ่งตอนนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เป็น 28% กระโดดมาเป็น 39% ที่เคยกังวลในระดับเดียวกันนี้ในปี 2564 ซึ่งใกล้เคียงกับตอนเกิด ‘วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์’ ในปี 2551 และดูเหมือนว่าคนอเมริกันค่อนข้างกังวลหากเทียบเคียงกันแล้ว สําหรับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจจะมี…

อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันตอนนี้ ทั้งทํางานเสริม ลดการขับลดลง เพื่อที่จะประหยัดค่าน้ำมัน และยังใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตแทนการซื้อด้วยเงินสด นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่ง 55% ของผู้ที่มีรายได้ น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ก็เกิดความกังวลว่าเงินจะไม่พอใช้

ทั้งนี้ ผลสํารวจนี้สะท้อนว่า แม้สถิติระดับชาติ ทั้งเรื่องตัวเลขการว่างงานต่ำ เงินเฟ้อชะลอตัวลง แต่หลายล้านคนในอเมริกาก็ยังคงได้รับผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี

นอกจากนี้ Moody’s Analytics ระบุว่า ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็มาจากตัวราคาสินค้าที่เพิ่ม โดยเดือนนึงมากกว่า 920 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน สําหรับการซื้อสินค้าและบริการแบบเดียวกันกับ 3 ปีก่อนเลย แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจะเป็นหมื่น และแม้อัตราเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลง โดยเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคมอยู่แถว 3% เมื่อเทียบปลายปี จากระดับสูงสุดที่เคยไปถึง 9% ในเดือนมิถุนายนปี 2565 ตอนนั้นราคาน้ำมันก็พุ่ง แต่คนอเมริกันตอนนี้ก็ไม่ได้มองว่าสถานการณ์ดีขึ้นสักเท่าไหร่ เพราะราคาสินค้าไม่ได้ลงไปด้วย เพียงแต่ว่าเพิ่มในอัตราที่ช้าลงเท่านั้น และผู้บริโภคก็ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

‘พี่จอง’ เคลื่อนไหวหลังดรามาเกาะปันหยี ชี้!! ทุกที่ดีทั้งดี ไม่ดี แต่ขอให้มองแต่สิ่งที่ดีๆ

กลายเป็นประเด็นดรามาร้อนแรงบนโลกออนไลน์ หลังจากพี่จอง-คัลแลน ยูทูปเบอร์ชื่อดัง ช่อง ‘Cullen Hateberry’ ได้ลงคลิปไปเที่ยวที่เกาะปันหยี ซึ่งเมื่อคลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างพากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีที่สองหนุ่มถูกเอาเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเดินทาง ของฝากที่ระลึก รวมทั้งของกินที่มีราคาแพงจนเกินไป 

ซึ่งกระแสดรามาที่เกิดขึ้น ทางด้านเจ้าของร้านอาหารและหน่วยงานที่เกาะปันหยี ก็ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมน้อมรับในกระแสข้อวิจารณ์ที่ใช้เหตุผล ส่วนข้อวิจารณ์ที่ไม่เป็นความจริงและกล่าวหามุสลิมเพื่อต้องการเรียกยอดไลก์และสร้างความเสียหายกับพี่น้องชาวไทยมุสลิมบนเกาะปันหยี ก็อาจจะพิจารณาใช้กฎหมายดำเนินการต่อไป

ล่าสุด (25 ก.ค. 67) พี่จอง ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว (@jung_kt_) โดยได้โพสต์รูปภาพที่นั่งอยู่บนเรือ พร้อมรอยยิ้มที่สดใส และระบุข้อความว่า 

“ผมคิดว่า ทุก ๆ ที่มีทั้งดี และไม่ดี ผมอยากให้ทุก ๆ คน มองแต่สิ่งดี ๆ เราจะเป็นคนที่มีความสุข มองดูที่นี้ครับ”

ทำเอาแฟน ๆ เข้ามาคอมเมนต์กันสนั่น เช่น “หนูรู้นะคะ ว่าพี่จองหมายถึงอะไร พี่จองน่ารักที่สุดในโลกเลย” / “เห็นด้วยค่ะ มองแต่สิ่งดี ๆ เราจะมีแต่ความสุข อันไหนไม่ดีก็ปล่อยผ่าน รักพี่จองมากนะคะ พี่ทำให้พวกเรามีความสุข และพี่สมควรได้ความสุขมาก ๆ เช่นกันนะคะ” / “จริงค่ะ ทุก ๆ ที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่สำหรับหนู พี่จองคือสิ่งที่ดีที่สุดเลยค่ะ รอยยิ้มของพี่จองทำให้หนูมีความสุขและเป็นพลังใจในการทำงานทุก ๆ วันเลยนะคะ ใจฟูมากๆๆ”

‘บางจากฯ’ ส่งต่อพื้นที่สีเขียว ผ่านกิจกรรม ‘พืชพรรณปันสุข’ แจก ‘กล้าไม้-เมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์’ ที่ปั๊มบางจาก-ร้านอินทนิล

(25 ก.ค. 67) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เชิญชวนประชาชนรับกล้าไม้จำนวน 36,000 ต้น และเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์จำนวน 7,200 ชุด ผ่านกิจกรรม ‘พืชพรรณปันสุข’ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยจะแจกกล้าไม้จาก ‘กรมป่าไม้’ ณ สถานีบริการน้ำมันบางจาก 72 แห่งทั่วประเทศ และแจกเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ณ ร้านอินทนิล 72 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2567 (หรือจนกว่ากล้าไม้และเมล็ดพันธุ์จะหมด)

‘พืชพรรณปันสุข’ เป็นหนึ่งในการส่งต่อพื้นที่สีเขียว สนับสนุนนวัตกรรมและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ในโครงการ ‘เติมสุข สู่สังคม’ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ที่บางจากฯ ร่วมกับพันธมิตรเชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมสร้างพื้นที่สีเขียว โดยเป็นจุดบริการแจกกล้าไม้หลากหลายชนิดจากสถานีเพาะชำกล้าไม้ 29 แห่งและเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์จากศูนย์ปรับปรุงและผลิตเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ทั้งนี้ บางจากฯ ได้ริเริ่ม ‘พืชพรรณปันสุข’ ในปี 2565 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2565 โดยใช้พื้นที่สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดบริการแจกกล้าไม้ให้กับประชาชน

ร่วมเพิ่มพื้นที่สีเขียวและปลูกผักเพื่อบริโภคที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพกับ ‘พืชพรรณปันสุข’ รับ ‘กล้าไม้’ ได้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก 72 แห่งทั่วประเทศ และรับ ‘เมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์’ ณ ร้านอินทนิล 72 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2567 (หรือจนกว่ากล้าไม้และเมล็ดพันธุ์จะหมด) ตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการบางจากและร้านอินทนิลที่ https://www.bangchak.co.th/en/newsroom/bangchak-news/1411/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top