Thursday, 4 June 2026
รัฐบาลดิจิทัล

“รองโฆษกรัฐบาล” เผย เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล “ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP)” เพิ่มความโปร่งใส ประหยัดงบ 7.8 หมื่นล้านบาท 

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ว่า พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ทุกส่วนราชการ ปรับระบบการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกส่วนงาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน  เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยกรมบัญชีกลาง ดำเนินการเป็นรูปธรรม ในการจัดทำระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) เพื่อส่งเสริมความเป็นรัฐบาลเปิด สร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก มีรายละเอียดที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนและทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เป็นการสนับสนุนแหล่งข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างให้กับหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้อ้างอิงในการกำหนดราคากลางหรือของบประมาณ ลดขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนลดต้นทุนของภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ผลการดำเนินงานล่าสุด  ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 หน่วยงานรัฐได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแล้วจำนวนทั้งสิ้น 5,247,846 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 98.34 ของจำนวนโครงการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โดยมีมูลค่าที่จัดหาได้ 1.33 ล้านล้านบาท สามารถประหยัดงบประมาณได้จากการใช้ระบบ e-GP จำนวน 7.86 หมื่นล้านบาท (ประหยัดได้ ร้อยละ 5.57 ของวงเงินงบประมาณในการจัดหา) โดยวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่สามารถประหยัดงบประมาณได้มากที่สุด คือ วิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ประหยัดงบประมาณได้ร้อยละ 15.14 ของวงเงินงบประมาณในการจัดหา เป็นวิธีการซื้อหรือจ้างที่มีรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่ไม่ซับซ้อน หรือเป็นสินค้าหรืองานบริการที่มีมาตรฐาน และได้กำหนดไว้ในระบบข้อมูลสินค้า (e-catalog) สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ (1)  การเสนอราคาโดยใบเสนอราคา และ (2)  การเสนอราคาโดยการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ 

Digital for All – เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม ยกระดับบริการภาครัฐสะดวกรวดเร็วลดเหลื่อมล้ำเข้าถึงได้ทุกที่

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิต เทคโนโลยีไม่เพียงแต่ช่วยให้การสื่อสารรวดเร็วขึ้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในสังคม แนวคิด 'Digital for All' หรือ 'เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม' จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของภาครัฐและเอกชนทั่วโลก เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ หรือภาคสังคม

โดยส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก

ขณะที่กลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมด้านดิจิทัลในประเทศไทย คือ 'กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม' (กองทุนดีอี) ที่ขับเคลื่อนผ่านการให้ทุนพัฒนาโครงการต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา - เทคโนโลยีช่วยให้การศึกษาออนไลน์สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทำให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกับเด็กในเมือง, ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล - การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถทำธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัล เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และแข่งขันในตลาด, พัฒนาการให้บริการทางสาธารณสุข - ระบบสาธารณสุขดิจิทัลช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ผ่าน Telemedicine ลดภาระของโรงพยาบาลและช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างทักษะดิจิทัล – การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลช่วยให้แรงงานมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคต

ทั้งนี้ หนึ่งในโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนดีอี ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ที่เป็นตัวอย่างของการตอบโจทย์การให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ นั่นก็คือ “โครงการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริการประชาชนสำหรับบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Green Intelligence Digital Services)” ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานปลัดกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

โดยโครงการดังกล่าว เป็นการพัฒนาระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล (Smart E-Service) ให้บริการกับประชาชนเรื่องบริหารงานใบอนุญาตประสานการขออนุญาตรับเรื่องร้องเรียนชำระค่าธรรมเนียมส่งเสริมเผยแพร่รวมถึงสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับผู้นำชมชุมชนให้มีความทันสมัยมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับนโยบายและภารกิจในปัจจุบันและอนาคต

โดยทำการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของระบบงานต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการลงทะเบียนและพิสูจน์ตัวตนทางดิจิทัล (Enrolment and Identity Proofing) การยืนยันตัวตน (Authentication) การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (Government Data Exchange) เอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) การประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Timestamping) ผ่านการให้บริการประชาชนด้วยดิจิทัลแบบ One-Stop Service เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการบริการยิ่งดีขึ้น        

และแน่นอนว่า โครงการนี้เมื่อพัฒนาเสร็จสมบูรณ์จะช่วยให้การบริการประชาชนมีความสะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถเพิ่มโอกาสในการใช้บริการด้านดิจิทัลได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

กองทุนดีอีพร้อมเดินหน้าภารกิจสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทยในอนาคต

ยกระดับทักษะดิจิทัลภาครัฐไทย มุ่งสร้างรากฐานนวัตกรรมเพื่อการบริการประชาชน

กรุงเทพมหานคร – สถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล (TDGA) ภายใต้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เดินหน้าโครงการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรภาครัฐ โดยได้รับความร่วมมือจาก Google ในการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ยั่งยืน

ในฐานะตัวแทนจาก Google ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประสานงานและถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อสนับสนุนพันธกิจของ TDGA โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ ดังนี้:

 - ความเข้าใจในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์: ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแนวคิดการเปลี่ยนผ่านด้วย AI (AI Transformation) และแนวทางการใช้ Generative AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ.

 - การแลกเปลี่ยนมาตรฐานสากล: สนับสนุนข้อมูลด้านสถาปัตยกรรมคลาวด์ (Cloud-native) เพื่อให้บุคลากรภาครัฐสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มั่นคงและปลอดภัย.

 - นวัตกรรมเพื่อสังคม: ร่วมแบ่งปันกรณีศึกษาการใช้เทคโนโลยีเพื่อสาธารณประโยชน์จากทั่วโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน.

"ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนของ Google ในการร่วมสนับสนุนโครงการของ TDGA ในครั้งนี้" ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ กล่าว "เรามีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความรู้และเครื่องมือทางเทคโนโลยี เพื่อร่วมเดินทางไปกับบุคลากรภาครัฐไทยในการสร้างสรรค์บริการดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนค่ะ"

ทลายกำแพงข้อมูลสู่ Analytics Hub ประเทศ ชูโมเดล Cross-data เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ บูรณาการข้อมูลจากฐานราก ดร.มนธ์สินี ชี้เริ่มที่กรมการปกครอง

(กรุงเทพฯ – 11 พฤศจิกายน 2566): กระทรวงมหาดไทย ประกาศยกระดับการบริหารงานภาครัฐสู่รุ่งอรุณแห่งยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ มุ่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านการสร้าง "ฐานข้อมูลประชาชนกลาง" (Central Citizen Database) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลจากทุกกรมและทุกกองงานภายใต้สังกัดมหาดไทยให้เป็นหนึ่งเดียว เสริมประสิทธิภาพการบริการประชาชนและการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยข้อมูลที่แม่นยำและเรียลไทม์

ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและ AI Advocate ได้นำเสนอวิสัยทัศน์การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นว่ากุญแจสำคัญคือการสร้าง "Analytics Hub" ที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Cross-data ระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"หัวใจสำคัญคือการทลายกำแพงข้อมูล (Breaking Data Silos) เพื่อให้ข้อมูลจากทุกภาคส่วนของมหาดไทยไหลเวียนและบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ" ดร. มนธ์สินี กล่าวเสริม "โดยเราเลือกปักหมุดเริ่มต้นที่ กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานยุทธศาสตร์ที่มีฐานข้อมูลรากฐานและโครงข่ายการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การใช้จุดแข็งนี้เป็นศูนย์กลางจะช่วยเร่งการขยายผลไปสู่การเป็น Analytics Hub ระดับชาติที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพสูงสุด"

แผนงานดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้มหาดไทยสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมประชาชนในเชิงลึก (Predictive Analytics) เพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่ตรงจุดแล้ว ยังมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาข้อมูล (Data-Driven Government) อย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ดร. มนธ์สินี จึงได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีกรมการปกครองเป็นแกนกลาง ดังนี้:

  • ทลายกำแพงข้อมูล (Breaking Data Silos): มุ่งสร้าง Single Source of Truth ผ่านการยกระดับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรสู่ระบบ Cloud-native เพื่อการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานที่ไร้รอยต่อ
  • ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Resilience): ยกระดับความเชื่อมั่นด้วยสถาปัตยกรรม Zero Trust และระบบ AI ตรวจจับความผิดปกติเพื่อคุ้มครองตัวตนดิจิทัลของประชาชน
  • บริการสาธารณะอัจฉริยะ (AI-Powered Public Services): เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก "ตั้งรับ" เป็น "เชิงรุก" ด้วย Analytics Hub ที่วิเคราะห์ข้อมูลข้ามมิติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top