Friday, 5 June 2026
พรรคล้มสถาบัน

งง!! คนสนับสนุนพรรคล้มสถาบัน เชียร์การกัดเซาะดูหมิ่น แต่กลับเข้าวัดนั่งสวดมนต์ในโบสถ์ที่มีรูปพระมหากษัตริย์ตั้งอยู่

ผมลองพยายามนึกย้อนไปในอดีตตั้งแต่จำความได้ ว่าเคยพบคนที่เป็น 'โรคย้อนแย้ง' มากี่คนในชีวิต นึกเท่าไหร่ผมก็นึกไม่ออก ก็คงมีแต่ยุคสมัยนี้กับกลุ่ม 'คนงงหลงกลิ่นส้ม' เท่านั้น ที่พร้อมใจกันเป็น 'โรคที่น่ารังเกียจ' นี้อย่างไม่อับอายตัวเอง

'คนงงหลงกลิ่นส้ม' พวกนี้ มีคุณสมบัติที่เหมือนกันคือ ต่างสนับสนุนพรรคล้มสถาบัน กาเลือกพรรคที่เกลียดสถาบันให้เข้ามากินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน บ้างก็คอยส่งเสียงเชียร์เวลาที่มีการรวมตัวเพื่อ 'ชูสามนิ้ว' ในที่ชุมนุม บางส่วนก็แสดงความสงสารเห็นใจต่อการกระทำของกลุ่มเด็กที่โดนคดี 112 ทั้งๆ ที่เป็นความผิดที่มีหลักฐานมัดแน่นทุกคดีความ 

'คนงงหลงกลิ่นส้ม' พวกนี้ ไม่เคยห้ามปรามเวลาที่ 'สส.พรรคส้ม' แสดงความหยาบช้าต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังส่อให้เห็นแนวคิดในการล้มล้างทำลายสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทยผ่านกลวิธีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่กลับยังเชียร์ และยังให้กำลังใจ

การที่คนเราจะสนับสนุนอะไรสักอย่าง ก็ควรต้องรู้ให้มากว่าสิ่งที่เราจะเทหัวใจให้ มีจุดมุ่งหมายที่แท้จริงอย่างไร? สิ่งใดคือเป้าใหญ่ของเขา? เราจะโง่ จะเบาปัญญา จน 'ไม่รู้หมารู้แมว' อะไรเลยคงไม่ได้ เพราะถ้าเราเลือกผิดนอกจากตัวเราจะถูกตราหน้าว่าเป็น 'คนหัวขี้กาก' แล้ว ประเทศชาติก็อาจจะมีอันตรายได้ในทุกมิติ ยิ่งพรรคการเมืองที่มีแนวคิดล้มล้างการปกครอง ยิ่งชัดเจนว่าเขาจะไม่มีทางปล่อยสถาบันกษัตริย์ไว้ 

เมื่อ 'คนงงหลงกลิ่นส้ม' เลือกสนับสนุนกลุ่มคนที่ล้มล้างการปกครอง ก็น่าจะเป็นคนที่ไม่อยากได้สถาบันเหมือนกัน ที่ถูกต้องควรไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้ แต่สิ่งที่เห็นเมื่อวันสงกรานต์ 14 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา เหล่า 'คนงงหลงกลิ่นส้ม' จำนวนหนึ่งพากันเข้าวัด นั่งสวดมนต์ในโบสถ์ที่มีรูป 'ในหลวงหลายรัชกาล' ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น 

ขอถามสักนิด ไม่รู้เลยหรือว่าวัด โบสถ์ แม้แต่พระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั้งที่มรณภาพไปแล้ว และที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างยกย่อง และโอบอุ้มสถาบันกษัตริย์ของเราไว้ ผูกร้อยเหนียวแน่นคู่กับพุทธศาสนามาอย่างยาวนานจนแยกไม่ขาด 

แม้แต่บทสวดมนต์ไม่น้อยก็มีคำเชิดชูให้ปกปักรักษา และน้อมรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ไทยของเรามาช้านาน พวกคุณไม่เขินตัวเองกันเลยหรือว่าเป็น 'คนย้อนแย้ง' นั่งสวดมนต์ยกย่องกษัตริย์ในโบสถ์ แต่นอกโบสถ์กลับสนับสนุนคนล้มล้างสถาบันกษัตริย์ 

หรือเพราะ 'ความย้อนแย้ง' เป็นหนึ่งในคุณสมบัติหลักที่ 'คนคลั่งพรรคส้มล้มสถาบัน' ต้องมี? 

เรื่อง: แจ็ค รัสเซล

เมื่อ ‘พรรคสีน้ำเงิน’ พรรคที่ได้ชื่อว่าเชิดชูสถาบัน ร้องขอให้พรรคล้มสถาบัน ยกมือสนับสนุนตนเองเป็นรัฐบาล

(9 ก.ย. 68) สองสามปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ “วงการพระสงฆ์ไทย” เผยความเสื่อมต่ำดำมืดอย่างถึงที่สุด แต่คือทุกวงการที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ความเลวร้ายที่แอบซุกอยู่ในเงาชั่วมาช้านานก็ถูกเปิดโปงออกมา ไม่เว้นกระทั่ง “แวดวงการเมืองไทย” สามารถพูดได้ว่าคำว่าจิตสำนึก อุดมการณ์ จริยธรรม มโนธรรม ได้หมดหายไปจากนักการเมืองไทยแล้ว ก็คงจะไม่ผิดนัก

เกียรติ ศักดิ์ศรี สัจจะคำพูด ที่ถือว่าต้องเชิดชูไว้เหนือใด ๆ ได้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ตำแหน่งทางการเมือง และเงินทองต่างหากคือสิ่งแรกที่นักการเมืองไทยยุคนี้ยื้อแย่งกันเพื่อให้ได้มา 

คนไทยส่วนใหญ่มีสิทธิ์แค่พยักหน้ายอมรับต่อความเป็นไปที่เกิดขึ้นโดยไร้การขัดขืน แม้จะไม่พอใจแค่ไหนก็ต้องพ่ายไปด้วยคำว่า “ประชาธิปไตย” เมื่อนักการเมืองเข้ามาในระบบที่ถูกต้อง ทุกอย่างก็ต้องถูกต้อง ไปหักไปขืนไปล้ม..คงไม่ได้ 

แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็น “ประชาธิปไตย” ที่จำนวนไม่น้อยมาจากน้ำมือของคนที่คิดไม่เป็น หรือขาดความรู้เชิงลึกในเรื่องการเมือง ก็ต้องจำยอมปล่อยให้เป็นไป ทุกอย่างจึงตกอยู่ในมือของ “นักการเมืองเลว ๆ” ที่อาศัยจุดอ่อนของประชาธิปไตยแบบไทยเราเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และความมั่งคั่งของตนเองไม่จบไม่สิ้น

ความอยากมีอยากได้ในอำนาจ มักจะถูกอ้างด้วยคำว่า “ประเทศไทยต้องไปต่อ” หรือ “เราปล่อยให้ประเทศชาติหยุดนิ่งไม่ได้” การผสมพันธุ์ของเหล่านักการเมืองคนละฟาก คนละความเชื่อ คนละเจตนารมณ์จึงมีผ่านมาให้เห็นชนิดที่เราต้องขยี้ตาและหยิกแขนตัวเองแรง ๆ 

ความหน้ามืด ผสมความอยากมีอยากได้ในอำนาจจนตัวสั่น เพื่อนำไปใช้ปกป้องตนเองในเรื่องคดีความ หรือแย่งพื้นที่สื่อเพื่อปูทางสู่การมีอำนาจในอนาคต เมื่อโอกาสมาถึงจึงทำได้ทุกอย่างโดยไม่แคร์เสียงหรือสายตาของประชาชน ขนาดที่พรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์เชิดชูสถาบัน กลับไปร้องขอพรรคล้มล้างสถาบันเพื่อโหวตให้ตนเองได้เป็นรัฐบาล ก็มีให้เห็นแล้วในประเทศไทย 

เรื่องแบบนี้นักการเมืองที่มีอุดมการณ์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างจริงแท้ ไม่มีใครเขากล้าทำกัน เพราะคงจะอับอายตัวเองไปตลอดชีวิต แม้บางดีล “จะแลกและจบกันไป” ด้วยตัวเลขมหาศาล หรือ “เรื่องสมประโยชน์อื่น ๆ” จนถือว่าไม่มีบุญคุณต่อกันแล้ว แต่คนละเรื่องกับว่าได้เปลือยเนื้อแท้ให้ประชาชนเห็นล่อนจ้อนแล้วว่าเป็นคนเช่นไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top