เมื่อ ‘พรรคสีน้ำเงิน’ พรรคที่ได้ชื่อว่าเชิดชูสถาบัน ร้องขอให้พรรคล้มสถาบัน ยกมือสนับสนุนตนเองเป็นรัฐบาล
(9 ก.ย. 68) สองสามปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ “วงการพระสงฆ์ไทย” เผยความเสื่อมต่ำดำมืดอย่างถึงที่สุด แต่คือทุกวงการที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ความเลวร้ายที่แอบซุกอยู่ในเงาชั่วมาช้านานก็ถูกเปิดโปงออกมา ไม่เว้นกระทั่ง “แวดวงการเมืองไทย” สามารถพูดได้ว่าคำว่าจิตสำนึก อุดมการณ์ จริยธรรม มโนธรรม ได้หมดหายไปจากนักการเมืองไทยแล้ว ก็คงจะไม่ผิดนัก
เกียรติ ศักดิ์ศรี สัจจะคำพูด ที่ถือว่าต้องเชิดชูไว้เหนือใด ๆ ได้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ตำแหน่งทางการเมือง และเงินทองต่างหากคือสิ่งแรกที่นักการเมืองไทยยุคนี้ยื้อแย่งกันเพื่อให้ได้มา
คนไทยส่วนใหญ่มีสิทธิ์แค่พยักหน้ายอมรับต่อความเป็นไปที่เกิดขึ้นโดยไร้การขัดขืน แม้จะไม่พอใจแค่ไหนก็ต้องพ่ายไปด้วยคำว่า “ประชาธิปไตย” เมื่อนักการเมืองเข้ามาในระบบที่ถูกต้อง ทุกอย่างก็ต้องถูกต้อง ไปหักไปขืนไปล้ม..คงไม่ได้
แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็น “ประชาธิปไตย” ที่จำนวนไม่น้อยมาจากน้ำมือของคนที่คิดไม่เป็น หรือขาดความรู้เชิงลึกในเรื่องการเมือง ก็ต้องจำยอมปล่อยให้เป็นไป ทุกอย่างจึงตกอยู่ในมือของ “นักการเมืองเลว ๆ” ที่อาศัยจุดอ่อนของประชาธิปไตยแบบไทยเราเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และความมั่งคั่งของตนเองไม่จบไม่สิ้น
ความอยากมีอยากได้ในอำนาจ มักจะถูกอ้างด้วยคำว่า “ประเทศไทยต้องไปต่อ” หรือ “เราปล่อยให้ประเทศชาติหยุดนิ่งไม่ได้” การผสมพันธุ์ของเหล่านักการเมืองคนละฟาก คนละความเชื่อ คนละเจตนารมณ์จึงมีผ่านมาให้เห็นชนิดที่เราต้องขยี้ตาและหยิกแขนตัวเองแรง ๆ
ความหน้ามืด ผสมความอยากมีอยากได้ในอำนาจจนตัวสั่น เพื่อนำไปใช้ปกป้องตนเองในเรื่องคดีความ หรือแย่งพื้นที่สื่อเพื่อปูทางสู่การมีอำนาจในอนาคต เมื่อโอกาสมาถึงจึงทำได้ทุกอย่างโดยไม่แคร์เสียงหรือสายตาของประชาชน ขนาดที่พรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์เชิดชูสถาบัน กลับไปร้องขอพรรคล้มล้างสถาบันเพื่อโหวตให้ตนเองได้เป็นรัฐบาล ก็มีให้เห็นแล้วในประเทศไทย
เรื่องแบบนี้นักการเมืองที่มีอุดมการณ์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างจริงแท้ ไม่มีใครเขากล้าทำกัน เพราะคงจะอับอายตัวเองไปตลอดชีวิต แม้บางดีล “จะแลกและจบกันไป” ด้วยตัวเลขมหาศาล หรือ “เรื่องสมประโยชน์อื่น ๆ” จนถือว่าไม่มีบุญคุณต่อกันแล้ว แต่คนละเรื่องกับว่าได้เปลือยเนื้อแท้ให้ประชาชนเห็นล่อนจ้อนแล้วว่าเป็นคนเช่นไร
โดย : แจ็ค รัสเซล










