Thursday, 4 June 2026
ประชัยเลี่ยวไพรัตน์

‘ประชัย’ เตือน!! ‘แบงค์ชาติ’ คุมค่าเงินบาท ให้จริงจัง ก่อนกลียุคทางเศรษฐกิจ ชี้!! คนจนได้รับผลกระทบ

(8 ธ.ค. 67) นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ค่าเงินบาทเป็นตอนที่ 21ว่า ข่าวสารการปิดโรงงานโรงแล้วโรงเล่า ทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้นยากที่ธปท.และรัฐบาลจะแก้ไขได้ ตามที่เครดิตบูโรและธปท.ได้แถลงไว้นั้น  เหตุเนื่องมาจาก ธปท.ปฏิบัติหน้าที่รักษาเสถียรภาพเงินบาทอย่างเสรีนิยมโดยปล่อยให้ค่าเงินบาทขึ้นลงตามธรรมชาติหรือตามยถากรรมแล้วแต่ผู้ก่อการร้ายนิวยอร์กจะปั่นขึ้นเท่าที่พวกมันต้องการทั้งๆที่ช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาประเทศคู่แข่งทางการค้าของเราเช่น จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ ต่างปล่อยให้ค่าเงินของเขาอ่อนค่ากว่าเราเป็น 10% ขึ้นไป แม้แต่ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์อินเด็กซ์ ค่าเงินบาทก็แข็งกว่า 18.93% ทำให้สินค้าส่งออกแพงกว่าของคู่แข่ง

ขณะเดียวกันราคาสินค้านำเข้าจากคู่แข่งทางการค้าราคาคิดเป็นเงินบาทกลับถูกกว่าของเรา เป็นเหตุให้สินค้าส่งออกขาดทุน ขณะเดียวกันสินค้านำเข้าก็ถูกกว่าต้นทุนการผลิตจากโรงงานภายในประเทศทำให้ต้องปิดโรงงานโรงแล้วโรงเล่า คนงานตกงานเป็นสิบล้านคน

สำหรับสินค้าปฐมภูมิก็เช่นกัน สินค้าต่างประเทศที่มีอัตราแลกเปลี่ยนที่ด้อยค่ากว่าเงินบาท ทำให้ราคาสินค้าที่เกษตรกรและฟาร์มปศุสัตว์ในประเทศได้รับตกต่ำลง เงินที่จะจับจ่ายซื้อสินค้าหายไปมาก ภาษีที่รัฐบาลเก็บได้ต่ำกว่างบประมาณแผ่นดิน หนี้สินครัวเรือนและหนี้สินไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นยากแก่การแก้ไข สถาบันการเงินได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงซึ่ง ธปท.รู้เป็นอย่างดีตามรายงานของ ธปท.และเครดิตบูโรที่แนบมาอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยต้มยำกุ้งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดย world bank อาจสั่งแช่แข็งสถาบันการเงินและปัจจัยการผลิตทั้งประเทศแล้วหั่นศพแยกอวัยวะศพขายให้ผู้ก่อการร้ายนิวยอร์กและพวกในราคาเท่าเศษเนื้อไปทำกำไร 

แต่ครั้งนี้คงจะเกิดกลียุคเพราะคนจนที่ได้รับผลกระทบมีมากอาชญากรรมเต็มบ้านเต็มเมืองเพราะคนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ตามสมควร

ขอวอนให้ ธปท.อย่าประมาททำการรักษาเสถียรภาพเงินบาทอย่างจริงจังอย่างน้อยบาทควรอ่อนลง

ก.11.5%เหมือนเงินหยวนจีน
หรือ

ข. 18.93%เหมือนกับดอลลาร์อินเด็กซ์
หรือ

ค.
16.67+24.5=41.17% เหมือนกับเงินวอนเกาหลีใต้
หรือ

ง.  83.26%เหมือนกับเงินดองเวียดนาม
(หมายเหตุ:ข้อ ค.และข้อ ง.อ่อนมากเกินไป)

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ การปิดโรงงาน การว่าจ้างแรงงาน คนว่างงาน
การบริโภคภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนและหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ GDP โต 3-5%

'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' จี้แบงก์ชาติเลิกอุ้มธนาคารพาณิชย์ แนะลดดอกเบี้ยเพิ่มสภาพคล่องช่วยเหลือประชาชน

เมื่อวันที่ (23 ม.ค. 68) นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่ว่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มธนาคารหรือไม่ ? โดยขณะนี้ได้ออกพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยมากกว่า 8 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยดูดสภาพคล่อง 8 ล้านล้านบาทออกจากตลาด ทำให้ธนาคารไม่ต้องปล่อยกู้ในดอกเบี้ยถูกให้กับประชาชนคนไทย แต่กลับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อขูดรีดประชาชนคนไทย จนกระทั่งขณะนี้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านล้านบาทและเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท และกำลังจะเพิ่มเป็น 4 ล้านล้านบาท

ทำให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยถูกมองว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทให้อยู่ในระดับที่ทำให้ต้นทุนสินค้าสู้กับคู่แข่งต่างชาติได้ ทั้งๆ ที่เรามี technology ดีกว่าหรือทัดเทียมกับคู่แข่งต่างชาติ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนหรือเกาหลีใต้ โดยอ้างว่าปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงตามกลไกตลาดของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งที่วิญญูชนรู้ว่ามีการปั่นค่าเงินบาทโดยผู้ก่อการร้ายนิวยอร์กและกลุ่มธนาคาร กล่าวคือท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยผู้มีความรู้สูงส่งยิ่งกว่าวิญญูชนผู้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนให้มันเป็นไปในทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย สารภาพว่าท่านปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาดโดยไม่ดูแล แต่ปล่อยให้อยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ก่อการร้ายนิวยอร์กและธนาคาร ปั่นราคาตลาดให้มันแข็งขึ้น อย่างเช่น การปล่อยให้การฟิกเงินดอลลาร์ ให้มี Discount ที่ 3 สตางค์ต่อเดือนต่อดอลลาร์ ก็แปลว่าเขาจะทำให้เงินบาทแข็งขึ้น 3 สตางค์ต่อดอลลาร์ทุกๆ เดือน แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นไปตามการกลไกการตลาดเสรีได้อย่างไร

นายประชัย กล่าวว่า การปั่นอัตราแลกเปลี่ยนให้เงินบาทมีค่าแข็งขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้าของไทยสูงกว่าคู่แข่ง เราไม่สามารถส่งออกสินค้าไปแข่งกับต่างประเทศได้ ทำให้การส่งออกลดลงในขณะเดียวกันทำให้สินค้าต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าเข้ามาตีตลาดภายในประเทศ ทั้งๆ ที่เราไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้ายกเว้นน้ำมันดิบ วัตถุดิบบางชนิดและเครื่องจักรบางชนิด ทำให้โรงงานต่างๆ ต้องลดกำลังผลิตหรือปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งขณะนี้โรงงานกำลังจะปิดหมดอยู่แล้ว มีผลทำให้คนงานตกงานมากมาย ไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยและใช้หนี้ที่ก่อเอาไว้ เนื่องจากธนาคารรับเงินฝากที่ 2% กว่า แต่ว่าปล่อยกู้ในดอกเบี้ยมหาโหดที่ 6 ถึง 8% และยังมีหน้าไม่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่ธนาคารไม่ชอบขี้หน้า และต้องมีการจ่ายใต้โต๊ะในการที่จะให้เงินกู้ ทำให้ธนาคารปล่อยกู้ไม่ออก มีเงินเหลืออยู่ในธนาคารมากมาย จึงถูกครหาว่าเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธนาคาร โดยการออกพันธบัตรเพื่อไปดูดซับสภาพคล่องพวกนี้เอามาเก็บไว้ในธนาคารประเทศไทย

โดย ธปท.ไม่ได้ประโยชน์แต่เสียดอกเบี้ยให้กลุ่มธนาคาร ทั้งๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องออกพันธบัตรเลยเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยมีความสามารถที่จะออกบัตรเองได้ ถ้ามีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินบาทจำนวนนี้ เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทย มีเงินสำรองเงินตราต่างประเทศ ทองคำและ พันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน อยู่ในมือมากกว่า 250,000 ล้านเหรียญ สามารถค้ำประกันการออกบัตรได้มากกว่า 8 ล้านล้านบาท ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนี้พันธบัตรอยู่ในขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกไปเพื่อดูดซับเงินบาทในท้องตลาดเพื่อช่วยกลุ่มธนาคารไม่ต้อง เก็บสภาพคล่องส่วนเกินนี้ไว้โดยไม่ได้รับ ดอกเบี้ยเลย สาเหตุเป็นเพราะธนาคารต้องการปล่อยกู้ดอกเบี้ยมหาโหด 5-8% ขึ้นไป ทั้งๆ ที่เงินฝากอยู่ที่ 2% กว่าเท่านั้นเอง ทำให้เงินเหลืออยู่ในธนาคารมากมาย แต่สภาพคล่องในตลาด หายไปหมด ด้วยความช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย กลุ่มธนาคารจึงทำกำไรมหาศาลโดยไม่เห็นแก่ความเดือดร้อนของประชาชน

"ถ้า ธปท.ไม่ช่วยเหลือกลุ่มธนาคารก็ต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มสภาพคล่องเพิ่มการว่าจ้างแรงงานลดต้นทุนการผลิตการค้าการส่งออกหนี้ครัวเรือน ลดความเดือดร้อนของประชาชน" นายประชัย กล่าว

ศาลทุจริตฯ พิพากษา จำคุก 'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คดี ปลอมโฉนดที่ดินสระบุรี - รุกป่าทำเหมืองปูน

'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คอตกนอนเรือนจำ หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษาจำคุก 8 ปี คดีออกเอกสารปลอมที่ดินสระบุรี เจ้าตัวยื่นประกันตัว ส่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท98/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท.84/2568 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์ นายณรงค์พล แก้วสาร จำเลยที่ 1 นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตทำโฉนดที่ดินปลอมเลขที่ 41925, 41926, 41339,41909, 41910, 41913, 41914, 41918, 41918, 41919, 41920 รวม 11 ฉบับ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา ซึ่งโดยสภาพไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยได้รับเงินจากนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 1,050,000 บาท เป็นการตอบแทนและเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินนั้น จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัว และหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ นำส่งเอกสาร รับเอกสารต่าง ๆ กรณีที่หัวหน้าสายตรวจปราบปรามการกระทำความผิดว่าด้วยการป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) กรมป่าไม้ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484

นายไวพจน์ได้แสดงสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 11 ฉบับต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีและแขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151,268
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ทางไต่สวนได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี เมื่อปี 2557 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 พบว่าประกอบกิจการนอกเขตที่ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่จึงดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวม 5 คดี เป็นผลให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3 ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท 

ในระหว่างการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 กับนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ มอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัวและหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ เป็นผู้นำส่งเอกสารต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไวพจน์นำสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 41339, 41909, 41910, 41918, 41919, 41920, 41925, 41913, 41914, 41917 และ 41926 รวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องเขตประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โฉนดทั้ง 11 ฉบับดังกล่าวออกตามนโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนของรัฐบาล

ซึ่งนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ที่ปรึกษาในการสำรวจที่ดินของจำเลยที่ 3 ได้ขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ 2 โดยขั้นตอนในการขอเบิกเมื่อเริ่มดำเนินการขอเบิก 1,500,000 บาท เมื่อเข้ารังวัดขอเบิกอีก 1,500,000 บาท และเมื่อทยอยออกเอกสารสิทธิ์ประมาณการขอเบิกไว้ 6,000,000 บาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว อนุมัติให้นายจักราวุธเบิกเงินได้ตามที่เสนอ นายจักราวุธติดต่อประสานงานในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ได้นำเอารูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดของจำเลยที่ 3 เป็นผู้เขียนส่งมอบให้นายจรูญศักดิ์เขียนลงในแบบพิมพ์โฉนดที่ดิน

โดยนายจักราวุธตกลงจะให้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 700,000 บาท ในการทำชุดแรกประมาณ 10 แปลง เมื่อขึ้นรูปแผนที่และลงรายละเอียดในแบบพิมพ์โฉนดที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจะให้อีก 500,000 บาท หากสามารถนำคู่ฉบับพร้อมสารบบส่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอยได้จะให้อีก 3,000,000 บาท 

นายจรูญศักดิ์จึงนำเอาแบบพิมพ์โฉนดที่ดินที่ต้องส่งทำลายมาขูดลบรายละเอียดเดิมออกและ ปลอมลายมือชื่อในช่องผู้เขียน ผู้ทาน ผู้เขียนแผนที่และผู้ตรวจทานแผนที่ในโฉนดที่ดิน นายจรูญศักดิ์ทยอยส่งมอบโฉนดที่ดินและรับเงินจากนายจักราวุธแล้ว 

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น 
จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่การที่นายไวพจน์อ้างสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 รวม 7 ฉบับกับวันที่ 25 กันยายน 2557 อีก 4 ฉบับนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86
จำเลยที่ 2 กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 มาตรา 83

พฤติการณ์แห่งคดีในการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 อันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรม ชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท อันเป็นผลสืบเนื่องจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก

จึงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และลงโทษจำเลยที่ 3 ปรับ 160,000 บาท ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29.

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำระหว่างรอคำสั่งประกาศระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 วัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top