Saturday, 5 April 2025
บอสพอล

เปิดใจครั้งแรก บอสพอล The iCon หลังกระแสดราม่าถาโถมหนัก

(9 ต.ค. 67) นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ บอสพอล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ อาณาจักรธุรกิจออนไลน์ ดิไอคอนกรุ๊ป (The iCon Group) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า

สวัสดีทุกท่านครับ
ผมขอเรียนชี้แจง
ผ่านทางช่องทางนี้นะครับ

ตลอดระยะเวลาที่ผมทำธุรกิจ
ขายปลีก-ขายส่ง ผ่านระบบตัวแทน
ภายใต้ บริษัทดิไอคอนกรุ๊ป
มาเป็นระยะเวลา 6 ปีกว่าแล้ว

ผมเชื่อมั่นว่า…
ผมดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องโปร่งใส
มาโดยตลอด

แต่จากเหตุการณ์
ที่เกิดเป็นกระแสสังคมขึ้น ณ ขณะนี้
ผมติดตามข้อมูลต่อเนื่องมา
และรู้สึกเสียใจอย่างมาก
ที่เกิดเหตุว่า…
มีผู้เสียหายเกิดขึ้น
เนื่องจากการทำธุรกิจ
กับบริษัทของผม

ผมได้ให้ทีมงานตรวจสอบข้อมูล
ปรากฏมีหลายเคส
ตามที่เกิดดราม่า
ที่ออกมา ต่อว่า ด่าทอบริษัท
กลับไม่ได้เป็น ตัวแทนจำหน่ายของผม
แบบที่เค้ากล่าวอ้างเลย
และมีอีกหลายเคส
ที่ ขายของ กับบริษัทผม
แล้วได้เงินกำไรไปจำนวนมาก
แต่ก็กลับมาต่อว่า ด่าทอ
ในโลกโซเชียลเช่นเดียวกัน

ผมยอมรับตรงๆว่าผม
งง และ สับสนมากครับ
พยามตั้งสติ 
พยามติดตาม ดูข้อมูล
ว่าอันไหนเป็นข้อมูลจริง 
อันไหน เป็นการกลั่นแกล้ง 
ใส่ความ ปลุกปั่น
บ้างก็ด่าเอามัน เอาสะใจ 
โดยมีข้อมูลถึงขั้นที่ว่า
ทำธุรกิจกับบริษัทของผม
แล้วฆ่าตัวตาย
อันนี้คือประเด็นใหญ่ที่สุด
ที่ผมเองไม่เคย ได้รู้มาก่อนเลยครับ

และยังคงสงสัยอยู่ว่า
ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้
แล้วทำไม ?
ถึงไม่มีใครในองค์กร
รู้มาก่อนบ้างเลย

อย่างไรก็ตาม
ถ้าเป็นเรื่องจริง
ผมคงรู้สึกเสียใจมาก
และอยากที่จะ ช่วยเหลือ เยียวยา
ครอบครัวผู้ที่สูญเสีย อย่างเต็มที่ครับ
ขอเพียง ท่านติดต่อกลับมา ที่บริษัท
แต่ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า
ผมไม่เคยทราบข้อมูลมาก่อนจริงๆ

ส่วนที่ถามว่าทำไม
ผมถึงยังไม่ออกมาพูดอะไร
ผมขอตอบตรงๆว่า
เมื่อไตร่ตรองโดยสติแล้ว
ผมคิดว่า…
ไม่ว่าจะตอบ อะไร ออกมา
ในช่วงที่กระแสสังคม
เปรียบเหมือนน้ำเชี่ยว
จากการรับข้อมูล “ทางเดียว” ในตอนนี้
ยิ่งจะเป็นการทำให้สถานการณ์
ที่หนักอยู่แล้ว หนักยิ่งขึ้น

ผมจึงใช้เวลาทั้งหมดในการเตรียม
ข้อมูล ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง 
รวมทั้งหลักฐานต่างๆ
ที่จะชี้แจงให้ทราบ
ผ่านกระบวนการยุติธรรม ทางกฎหมาย
ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการ
เพราะผมเชื่อว่า…
เราต่างเป็นสุจริตชน
ที่อยู่ภายใต้ “กฎหมาย”
ไม่ใช่การใช้ “กฎหมู่” 
หรือกระแสสังคม ในการทำลายกัน
ผมพร้อมจะเข้าไป แสดงตัว 
”มอบตัวกับตำรวจ“
ตามที่ตำรวจจะแจ้งให้ทราบทุกเมื่อ
ผมรอพิสูจน์ความจริง อยู่ตรงนี้
ไม่หนีไปไหน แน่นอนครับ!!!
และพร้อม นำข้อเท็จจริง
และหลักฐานทั้งหมด
เข้าชี้แจงผ่าน “กระบวนการยุติธรรม”
ทุกท่านอดใจรอหน่อยนะครับ 
เดี๋ยวความจริงก็จะเปิดเผยออกมา
ให้ทุกท่านทราบ…
ถ้าผมทำผิด ตามที่ถูกกล่าวหา
ผมย่อมจะต้องได้รับโทษทางกฎหมาย
อย่างถึงที่สุด แน่นอนครับ
เมื่อถึงวันนั้นค่อยด่าทอ 
ประณาม เหยียบย่ำ
ผมได้เลยครับ 
เชื่อว่า… ไม่ช้าเกินไป
แต่วันนี้ ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ ครับ
และผมเชื่อ ในความบริสุทธิ์ ของผม
ผมส่องกระจกดูตัวเองแล้ว
ผมยังสามารถ สบตาตัวเองได้
“อย่างเต็มตา”
ในขณะเดียวกัน
ผมก็สลดใจ ที่ตัวเอง และ องค์กร
ต้องมาถูกเหยียบย่ำ ทำลาย ต่างๆ นาๆ
ในขณะที่ยังไม่ได้มีการตัดสิน
จากกระบวนการยุติธรรม
ที่พวกเรา เชื่อมั่น เชื่อถือ
ผมอยาก ขอร้อง วิงวอนให้ทุกท่าน 
โปรดให้โอกาสผมและองค์กร
ได้พิสูจน์ตัวเอง
ผ่านกระบวนการยุติธรรม
ก่อนที่จะด่วนตัดสินกัน นะครับ
ขอบคุณครับ

‘พระเมธีวชิโรดม-ว.วชิรเมธี’ พระนักเทศน์ชื่อดัง แจง!! ไม่มีเอี่ยว ‘ดิไอคอน’ วอน!! อย่าคิดเลยเถิด แค่ถูกนิมนต์ไปเทศน์ ‘งานบุญประจำเดือน’ เท่านั้น

(12 ต.ค. 67) พระเมธีวชิโรดม-ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ชื่อดัง ชี้แจงแล้วหลังพบคลิปเทศน์อวย บริษัท THE iCON GROUP มีเนื้อหาว่า ‘อยากรวยเร็ว ต้องดิไอคอนแล้ว’ วอนอย่าคิดเลยเถิด แค่ถูกนิมนต์ไปงานบุญประจำเดือน ยันถูกนิมนต์ไปเทศน์ เดือนละ 1 รูป เหมือนเกจิดังท่านอื่น

จากกรณีมีผู้เสียหายร้องถูกบริษัท THE iCON GROUP หลอกลวงทำธุรกิจเครือข่ายขายฝัน ที่มีผู้เข้าร่วมลงทุนเป็นลูกข่ายจำนวนมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถขายสินค้าเป็นไปตามที่หวัง จนผู้เสียหายสิ้นเนื้อประดาตัว บางรายสูญเงินหลักล้าน หรือถึงขั้นฆ่าตัวตาย ต่อมาพบคลิปวิดีโอ พระนักเทศน์คนดัง ท่าน ว.วชิรเมธี เทศน์อวย บริษัท THE iCON GROUP ลั่น ‘หนูอยากรวยเลยพรุ่งนี้ พระอาจารย์บอกลูกเอ้ย ทำอย่างนั้นก็ดิไอคอนแล้ว’ และยังพบภาพพระเกจิดังถูกนิมนต์ร่วมบุญ THE iCON GROUP หลายรูป ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

เพจ ‘พระเมธีวชิโรดม-ว.วชิรเมธี’ หรือพระนักเทศน์ชื่อดัง พระเมธีวชิโรดม หรือรู้จักกันดีในนามปากกา ว.วชิรเมธี ได้ออกมาชี้แจงหลังเกิดกรณีคลิปดังกล่าวว่า ‘อย่าตีความเลยเถิด’ มีผู้สอบถามเข้ามามากว่าเห็นรูปท่านเจ้าคุณอาจารย์ ว.วชิรเมธีกับทีมงานผู้บริหารบริษัทดิไอคอนที่กำลังเป็นข่าว จึงอยากทราบว่าท่านเจ้าคุณอาจารย์ ว.วชิรเมธี มีความเกี่ยวข้องอะไรกับทีมงาน

ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า ไปเทศน์ไปสอนตามปกติตามที่บริษัทจัดงานทำบุญประจำเดือน ซึ่งเท่าที่ทราบ แต่ละเดือนจะมีพระไปเทศน์เดือนละ 1 รูป เป็นเรื่องปกติ ดังนั้น จึงมีพระสงฆ์ไปเทศน์ไปสอนที่บริษัททุกเดือน เทศน์จบ รับการถวายไทยธรรม ให้ศีลให้พรจบ ก็เดินทางกลับวัด เป็นการทำหน้าที่ปกติธรรมดาของพระกับชาวพุทธแค่นั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรที่มากไปกว่านั้น จึงขอแจ้งมายังผู้ที่สอบถามเข้ามาเพื่อให้ทราบและเข้าใจตรงกัน และหวังว่าจะไม่นำไปตีความเลยเถิดจนเกินขอบเขต (ดูรูปครูบาอาจารย์ที่ไปเทศน์ไปสอนตามปกติประกอบนับสิบรูป ก็จะทราบว่า พระทุกรูปที่เคยไปเทศน์ ไปสอน ท่านก็เพียงแต่ไปทำหน้าที่ในฐานะพระสงฆ์ จบแล้วก็จบกัน ไม่ได้เข้าไปมีส่วนพัวพันใด ๆ กับธุรกิจทั้งสิ้น ดังนั้น จึงไม่ควรตีความผิดไปจากข้อเท็จจริง จึงแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน)

‘บอสพอล’ สะอื้นไห้!! กลางรายการดัง เปิดใจ!! อยากพูด ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

(14 ต.ค. 67) จากกรณีธุรกิจขายตรงชื่อดัง ‘The icon’ ซึ่งมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความจำนวนมาก โดยมีมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาทนั้น 

ล่าสุด ‘รายการโหนกระแส’ ได้สัมภาษณ์ครอบครัวผู้เสียหายจากการลงทุนกับบริษัทดังกล่าวจนคิดสั้นฆ่าตัวตาย และสัมภาษณ์ ‘บอสพอล’ วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด (The iCON) โดยในการสัมภาษณ์ในรายการ ‘บอสพอล’ สะอื้นไห้ พร้อมบอกตอนหนึ่งว่า ตนกลัวที่จะมารายการ แต่ที่ตัดสินใจมาอยากมาตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะดี 

‘ว.วชิรเมธี’ แจง คลิปที่ไวรัลแค่ตัดมาบางช่วง ยืนยันสงฆ์ทุกรูปไปเทศน์ด้วยใจสุจริต-โปร่งใส

(15 ต.ค. 67) พระเมธีวชิโรดม หรือที่รู้จักในนาม ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์-นักเขียนชื่อดัง ได้ชี้แจงกรณีปรากฏวิดีโอการเทศน์ที่ The iCon ผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า

“ประกาศขออภัย และทำความเข้าใจให้ตรงกับความจริง“

1.หลังจากติดตามสถานการณ์ของบริษัท ดิไอคอน อย่างใกล้ชิด 
ก็เข้าใจว่า น่าจะมีความไม่ชอบมาพากลหลายแง่มุมดำรงอยู่จริง
ตามที่ผู้บริหารได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ล่าสุดใน The Standard
(14 ต.ค. 67) 

2.แต่ภาพใหญ่ก่อนหน้านั้น ที่บริษัท ทำธุรกิจอย่างเปิดเผย
โดยมีซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมเป็น
พรีเซนเตอร์หรือผู้บริหารด้วย จึงทำให้คนที่เห็นภาพและข่าว
เชื่อได้ว่า น่าจะมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน พระทุกรูปที่ได้รับ
นิมนต์ไปเทศน์ก็คงคิดเช่นนั้น 

3.ทุกเดือนทางบริษัทจะนิมนต์พระไปสอนธรรมะ และทำบุญ
ถวายสังฆทานเป็นประจำ ผู้เขียนเอง ก็เป็นเพียงหนึ่งในพระสงฆ์
ที่ได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ไปสอน ต่างแต่ว่า ในการมานิมนต์
ผู้เขียนนั้นทีมผู้บริหารมานิมนต์ถึงวัดที่จังหวัดเชียงราย และ
มาร่วมถวายทุนการศึกษาด้วย (จึงมีภาพเยอะหน่อย)

4.ในการสอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนสอนเรื่อง “หัวใจเศรษฐี”
หรือกุญแจสู่ความสำเร็จตามหลัก “ทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์” 
ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงอยู่ในพระไตรปิฎกชัดเจน (1.ขยันหา-2.รักษาดี-
3.มีกัลยาณมิตร-4.ใช้ชีวิตสมดุล) โดยสอนผ่าน 3 วลีสำคัญคือ 
“อดทนให้ได้ ใจเย็นให้พอ และรอให้เป็น” ใช้เวลาบรรยายถึง 1 ชั่วโมง
12 นาที (ไม่ใช่อย่างที่ตัดมาบางส่วน) 

ระหว่างที่บรรยายให้รู้จักสร้างเนื้อสร้างตัวตามแนวพุทธ
ด้วยความอดทน ใจเย็น ไม่ใจเร็วด่วนได้ ผู้เขียนจึง ”แซว“ หรือ 
”ประชดแดกดัน“ คนที่มาฟังทั้งห้องประชุมว่า ถ้า ”อดทนไม่ได้ ใจเย็นไม่พอ 
และรอไม่เป็น“ จะเอาให้รวยทันใจเลย…เช่นนั้นแล้ว ก็แซวว่า 
“ลูกเอ๋ย ทำอย่างนั้นก็ดิไอคอนแล้ว…” ซึ่งทุกคนที่นั่งฟังก็หัวเราะ 
เข้าใจ, คำพูดที่ (ใครก็ไม่รู้) ตัดมาเป็นคลิปนั้น

โดยบริบทเป็นเพียงคำพูดหยิกแกมหยอกธรรมดาตามประสานักพูดทั่วไป
ที่อยากให้มีอารมณ์ขันเท่านั้น เป็นการแซะ การแซว ไม่ได้มีนัยจริงจัง ซีเรียส 
ถึงขั้นที่จะเอามาปั่นว่าพระมีส่วนร่วมทางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น คนฟังทุกคนในห้อง 
ฟังแล้วก็เข้าใจ ขำๆ ฮาๆ จบแล้ว ถวายสังฆทาน กลับบ้าน มีแค่นั้น (ที่สำคัญ
Case study ที่ยกมาเล่าก็เป็นเรื่องราวก่อนโควิด ไม่เกี่ยวอะไรกับดิไอคอน)

5.ผู้เขียนเรียนธรรมะมาจนสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย
คือเปรียญธรรม 9 ประโยค,ดังนั้น ในการเทศน์การสอน จึงเน้นแต่ข้ออรรถ
ข้อธรรมที่มีแก่นสาร แม้จะเทศน์ด้วยภาษา ตัวอย่างร่วมสมัย แต่ก็สามารถโยง
กลับไปหาพระไตรปิฎกได้เสมอ ไม่ได้สอนแบบมั่วๆ อย่างที่ตัดมาให้คนด่า 
หรือให้คนเข้าใจผิด เรื่องนี้ ปัญญาชนที่ติดตามผู้เขียนมาตลอด
ย่อมรู้จักกันดีอยู่แล้ว

6.แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อบางส่วนของการเทศน์การสอน ก่อให้เกิดความ
เข้าใจผิดออกไปในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะคลิปที่ตัดมาไม่ครบ
ถ้วนกระบวนความ ถึงกระนั้น ผู้เขียนก็ยินดีขออภัยจากใจจริงมา ณ ที่นี้ด้วย 
ที่อย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น ต่อไปก็จะสำรวม
ระวังไม่ให้มีความพลาดพลั้งเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ขอบพระคุณทุกคนที่เตือนมา
ด้วยความรักและห่วงใย 

7.ขอย้ำตรงนี้ว่า พระทุกรูปที่เคยไปเทศน์ไปสอนที่บริษัท ทุกรูป
ไปด้วยใจสุจริตในฐานะพระที่ได้รับนิมนต์ไปสอนไปฉันเท่านั้น ไม่มีรูปไหน
เข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทเชิงธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องเช่นนี้เพียงใช้
Common Sense ก็น่าจะเข้าใจได้ ไม่ควรพยายามลากไปให้เห็นเป็นว่า 
มีพระเข้าไปวุ่นวายอยู่ในธุรกิจ ผู้เขียนจึงขอทำความเข้าใจให้ตรงกัน
ด้วยใจที่เป็นธรรม รักความจริง และหวังความสุขความเจริญต่อกัน

ว.วชิรเมธี, 
(ในนามตัวแทนของพระสงฆ์
ที่เคยไปสอนที่บริษัทดิไอคอน)
14 ต.ค. 67

หลากโซเชียลรุมขุดบอสเคยออกรายการโหนกระแส ‘หนุ่ม กรรชัย’ ไม่ตระหนก ชี้แจงแล้วก่อนเรื่องแดง

(16 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใน Social Media หลายช่องทางได้มีการเผยแพร่คลิปความยาวขนาดสั้น และข้อความ ในทำนองเดียวกันว่า 

รายการโหนกระแสที่มีนายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ 'หนุ่ม กรรชัย' เป็นพิธีกร ได้มีการโฆษณาคอร์สการตลาดออนไลน์ของหนึ่งในสมาชิก 'The iCon Group' โดยมีบางคอมเมนต์เชื่อมโยงไปว่าอาจจะเป็นหนึ่งในเครือข่าย

โดยผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าเมื่อ 9 ต.ค. 67 นายกรรชัย กำเนิดพลอย ได้เคยกล่าวในรายการ ‘เที่ยงวัน ทันเหตุการณ์’ ว่า

“บางคนเคยมาออกรายการโหนกระแส ระดับบอสด้วย ในช่วงขาย 3 นาทีท้ายรายการ อย่าให้บอกเลยว่าใคร และเคยมาขายคอร์สออนไลน์ ตอนแรกก็ไม่รู้คิดว่า เขาสอนออนไลน์ทั่วไป ๆ ให้คนศึกษา แต่มาทราบภายหลังว่าคอร์สลักษณะนี้จะมีการขายของในนั้นด้วย หลังจากนั้นตนจึงยกเลิกงานนี้ไปทั้งหมด บอกไปว่าไม่เอางานแบบนี้”

นอกจากนี้เพจ Drama-Addict ยังได้โพสต์แจ้งในข่าวเรื่องนี้อีกว่า 

“เฮียหนุ่มเล่า ในรายการ บอสคนนึง เคยมาออกโฆษณาโหนกระแสมาขายคอร์สสอนยิงแอด 99 บาท อะไรเทือกนั้น เฮียหนุ่มเพิ่งมารู้ตอนดิไอคอนว่าคนเดียวกันกับบอสของดิไอคอน

อันนี้จ่าเป็นพยาน เพราะ กูคือคนแจ้งเฮียหนุ่มเอง ถถถถถถถ ว่ามีคนไปออกโหนกระแสขายคอรสยิงแอด แต่เอาไปโฆษณาแปลก ๆ ในเฟซ เลยไปแจ้งเฮีย เฮียแกพอรู้ก็สั่งหยุดรับโฆษณาจากพวกนั้น ลบคลิป และห้ามเอาเฮียแกไปอ้างอิงอีกเด็ดขาด

แต่เพิ่งรู้ไม่กี่วันนี้ ว่าหลังจากนั้นแม่งไปเข้ากับดิไอคอน ถถถถถ”

ICONSIAM ร่อนประกาศชี้แจง ยันไม่เกี่ยวกับ The iCon Group

(16 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ICONSIAM’ ได้เผยแพร่ประกาศ ความว่า 

ตามที่เกิดความไม่เข้าใจในกลุ่มลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้อง บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าไอคอนสยาม ขอเรียนให้ทุกท่าน ทราบว่า บริษัท มิได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น กับ The Icon Group ที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ขอเรียนย้ำว่า บริษัทดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าไอคอนสยาม ด้วยพันธกิจที่ยึดมั่นในธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเป็นธรรม ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดตลอดมา และใคร่ขอความร่วมมือจากทุกท่านงดเว้นการกล่าวหรือพาดพิงถึง บริษัทและศูนย์การค้าไอคอนสยาม ทั้งนี้ เพื่อให้ไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชนเพิ่มขึ้น

ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง
16 ตุลาคม 2567

‘อาจารย์สุวินัย’ วิเคราะห์ไพ่ตาย The iCon Group จี้! ตำรวจไล่ตามยึดคริปโต-ทรัพย์เหล่าตัวการให้เหี้ยน

(17 ต.ค. 67) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์วิเคราะห์ไพ่ตายของบอสพอลและ The iCon Group ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า

'ไพ่ตาย' ของ 'บอสพอล' ที่ยังถืออยู่

ผมอาจะคิดลึกไป แต่ถ้าดูจากแววตาของบอสพอลที่เพิ่งโดนตำรวจรวบตัวไปวันนี้ ... ผมไม่เห็นความหวั่นไหวในแววตาของบอสพอลนะ ...ซึ่งต่างจากแววตา 'สวรรค์ล่ม' ของ 'บอสกันต์' เมื่อสองวันก่อนอย่างชัดเจน

ผมคิดว่า การถูกตำรวจคุมตัว เป็นหนึ่งในแบบจำลองการรับมือกับวิกฤตที่ตัวบอสพอลเองได้เตรียมใจและเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว

เหมือนอย่างการที่บอสพอลตีสองหน้า สองบุคลิกตอนไปออกรายการโหนกระแส กับให้สัมภาษณ์ The Standard

'ไพ่ตาย' ที่บอสพอลยังมีอยู่ คือการแปลงเงินหลายพันล้านที่เขา 'ดูดทรัพย์' มาจากแชร์ลูกโซ่ The iCon ไปเป็นเหรียญคริปโต แล้วมอบให้ 'ผู้ช่วยมือขวา' ที่เขาไว้ใจดูแลแทน รวมทั้งเผ่นหนีออกไปต่างประเทศอย่างลอยนวล ... ตราบใดที่ทางตำรวจยังยึด 'ไพ่ตาย' ใบนี้ของบอสพอลไม่ได้ ตราบนั้นเกมนี้ผมยังไม่ถือว่าฝ่ายตำรวจชนะเบ็ดเสร็จนะ

การที่ ปปง. อายัดเงินแค่ 125 ล้านของพวกบอสพอล ถือว่ายังห่างไกล ต่อให้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท The iCon ซึ่งมีอยู่สองพันล้านก็ยังไม่พอ ... การยึด 'ไพ่ตาย' ของบอสพอลให้ตกเป็นของแผ่นดินต่างหากคือ ชัยชนะที่แท้จริงของคดีนี้

เพราะ หัวใจของคดีนี้คือ ปปง. ต้องยึดทรัพย์ตัวการทั้งหมดให้เหี้ยน ถึงจะสาสม

อย่างไรก็ตามขอชื่นชมการทำงานของทางการในคดีแชร์ลูกโซ่ The iCon ว่าทำได้ฉับไวมากและตระหนักถึงความร้ายแรงของคดีนี้ ... ขอปรบมือดัง ๆ ให้กำลังใจทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกท่านครับ

~ สุวินัย ภรณวลัย
Suvinai Pornavalai

‘เอกภพ สายไหมต้องรอด’ เปิดข้อมูลสุดตะลึง เครือข่าย The iCon โยกเงินมหาศาลผ่านคริปโต

(18 ต.ค. 67) นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือ เอกภพ สายไหมต้องรอด ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ความว่า 

พบเส้นเงินผิดปกติกว่า 247,911,936 USDT มูลค่ากว่า 8,223 ล้านบาท ถูกโอนออกไปก่อนที่ 'โค๊ชแล็ป' ดิไอคอน จะถูกจับเพียง 1 ชั่วโมง

ก่อนหน้านี้รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความให้เจ้าหน้าที่ได้ติดตามยึดทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซีของเครือข่าย The iCon เพื่อนำมาชดใช้ให้ผู้เสียหาย

ประเด็นร้อน คลิปฉาว!! จาก ‘ดิไอคอน’ ‘ลุงป้อม’ สั่งเด้ง!! ‘ส.’ พ้นรองโฆษกฯ

(19 ต.ค. 67) ใช่หรือไม่ว่า..มหากาพย์ ดิไอคอน กรุ๊ป เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงการทำธุรกิจที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนฉ้อฉล จากการบูรณาการความชั่วร้ายสามฝ่าย..นักธุรกิจ  ข้าราชการ และนักการเมือง..?

เพจดัง2-3เพจนำคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง ‘บอสพอล’ วรัตน์พล วรัทย์วรกุล กับบุคคลนิรนามที่คอข่าวการเมืองคุ้นน้ำเสียง คาดเดากันเบื้องต้นว่าน่าจะชื่อ ‘ส.’ แต่ไม่รู้ส.ไหน...เบื้องต้น ‘บอสพอล’ ยอมรับเป็นเสียงของตนเองจริงแต่ไม่ยอมบอกชื่อบุรุษนิรนามในคลิปเสียง แม้กระทั่งชื่อย่อ.

แต่ต่อมาวันที่ 15 ต.ค. ‘บอสพอส’ ได้โพสต์ข้อความขอให้ทุกสื่อลบคลิปเสียงทุกคลิป พร้อมกราบเท้าขอโทษนักการส.และยืนยันไม่เคยให้เงินท่านส.แม้แต่บาทเดียว..

ชื่อย่อส.เสือค่อยชัดเจนขึ้นเมื่อ..ทีมทนายอเวนเจอร์นำโดย ‘ทนายตั้ม’ ษิทรา เบี้ยบังเกิด ไปยื่นหนังสือให้พล.องประวิตร วงษ์สุวรรณ ‘ลุงป้อม’ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ตรวจสอบว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็น ‘นายสามารถ เจนชัยจิตวนิช’รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐหรือไม่..ถ้าใช่ขอให้ขับออกจากสมาชิกพรรค..!!

มีกระแสกดดันภายในพรรคพลังประชารัฐ กระทั่งนายไพบูลย์ เลขาธิการพรรคเสนอให้หัวหน้าพรรค พล.อ.ประวิตร ออกคำสั่งให้นายสามารถพ้นจากตำแหน่งรองโฆษกพรรค มีผลตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค. พร้อมกับส่งสัญญาณให้นายสามารถลาออกจากพรรค แต่มีสัญญาณตอบกลับว่า..ไม่ลาออก

เป็นที่มาของข่าวที่ว่า วันที่ 29 ต.ค.จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อขับนายสามารถ...ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการขับรอบสองเลยทีเดียว..

กล่าวถึงนายสามารถ ชัยเจนจิตรวนิช ต้องยอมรับว่าชีวิต-บทบาทของเขาไม่ธรรมดา

ปี 2557 ลงสมัครสส.เขตที่ 32 กทม.ในนามพรรคเครือข่ายประชาชน..แต่เลือกตั้งเป็นโมฆะ

ช่วงปี2559-60 มีขบวนการแชร์ลูกโซ่หลอกลวงประชาชนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง  ‘สามารถ’ โดดเข้าช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ก่อตั้งสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ในขณะนี้รัฐบาลลุงตู่ประกาศให้ปัญหาร์ลูกโซ่เป็นวาระแห่งชาติ มอบหมายให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ‘บิ๊กป้อม’ รองนายกฯ เป็นประธาน..

ช่วงปี2560-61 นั่นเองทำให้ส.สามารถหนุ่มปริญาโท..ที่พาชาวบ้านไปร้องขอให้รัฐบาลบาลช่วยเหลือ ได้สัมผัสและเข้าถึงกลไกอำนาจรัฐผ่านพรรคพลังประชารัฐในฐานะผู้รอบรู้ปัญหาแชร์ลูกโซ่ และไม่กี่พริบตาเขาก็กลมกลืนเป็นพลังประชารัฐ..

หลังเลือกตั้งปี 2562 ได้ลงสมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับ 48 ของพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้รับเลือก  

ที่ต้องขีดเส้นใต้..ปี 2562 แม้ไม่ได้เป็นสส.แต่ได้รับบำเหน็จเป็น ‘กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรมว.ยุติธรรม (สมศักดิ์  เทพสุทิน)’  ที่มีบทบาทโดดเด่น...แน่นอนว่าไม่พลาดที่จะเป็นมือทำงานใน ‘คณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่’ ด้วย..

อย่างไรก็ตามปี 2564 ส.สามารถถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าส่งคนเข้าไปสอบแทนตัวเองในการศึกษาระดับป.เอก ของม.รามตำแหน่ง ทางพรรคตรวจสอบและให้เขาพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด แต่เรื่องราวก็ยุติไป และปี2565-66 เขาก็ย่างสามขุมกลับสู่พรรคพปชร.อีกครั้ง..

นัยว่า..’ลุงป้อม’ และใครต่อใครในพรรคพปชร.ที่กำลังมีไฟสุมขอนช่วงปี2566 ได้ให้โอกาสแก้ตัวแก้มือ...และบทบาทการตอบโต้ของนายสามารถก็เผ็ดร้อน..

แต่ความเผ็ดร้อนที่ว่าอาจจะเป็นคนละบริบทกับปัญหาเก่า ๆ ของเขาที่กำลังถูกตั้งคำถาม..

แน่นอน..จากนี้ไปก็อยู่ที่ส.สามารถจะพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า เขาไม่ใช่ของเสียงในคลิปฉาวโฉ่  และเขาไม่มีพฤติการณ์รีดไถอย่างที่ใครต่อใครกำลังตั้งคำถามหรือกล่าวหา..!?

นักข่าวไทยในอังกฤษ ชี้!! หากบอสดิไอคอน โอนเงินหนี 8 พันล้านบาท เผย!! สามารถตามแกะรอยได้ เพราะสุดท้ายก็ต้องนำมาแลกเงินจริง

(20 ต.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Pui Vijitphan’ ซึ่งเป็นคนไทยที่ทำงานด้านสื่อมวลชนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้โพสต์ข้อความในฐานะ ‘ผู้เสียหายโดยตรง’ จากกรณีดิไอคอน โดยได้ระบุว่า ...

‘เอก สายไหมต้องรอด’ แฉว่าพบความผิดปกติ ก่อนที่ บอสดิไอคอนคนสุดท้ายจะถูกจับ มีการโอนเงินหนี 8 พันล้านบาท หรือ 247,911,936 USDT 

ถ้าให้เรามอง ในรูปนี้จะเห็นการโอน USDT (Tether) ผ่านสองเครือข่ายบล็อกเชน คือ Ethereum (ETH) และ TRON แบบตรงๆ เลย ซึ่งแปลว่าการโอนเงินครั้งนี้มันเป็น wallet-to-wallet หรือพูดง่ายๆ คือ โยกเงินจากกระเป๋านึงไปอีกกระเป๋านึงโดยตรง ไม่ได้ผ่านเว็บแลกเปลี่ยนแบบที่เราคุ้นเคยทั่วไป เช่น ผ่าน Bitkub อะไรพวกนี้

1. สองรายการแรกเป็นการโอน USDT ที่ใช้เครือข่าย Ethereum ผ่านมาตรฐาน ERC-20 แบบตรงๆ บนบล็อกเชนของ ETH
2. สองรายการหลังเป็นการโอน USDT ผ่านเครือข่าย TRON ใช้มาตรฐาน TRC-20 ทำให้เห็นว่ามีการย้ายเงินไปบนบล็อกเชนของ TRON โดยตรง

ถ้าจะให้เราสรุปคร่าวๆ คือ การโอนแบบนี้บ่งบอกได้ว่า เจ้าของกระเป๋าน่าจะเป็นคนโยกเอง หรือไม่ก็มีกระเป๋าของตัวเองที่ควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นการโยกจากกระเป๋าประเภทซอฟต์แวร์อย่าง MetaMask หรือ Trust Wallet กระเป๋าฮาร์ดแวร์แบบ Ledger หรือ Trezor หรือแม้แต่กระเป๋าเก็บออฟไลน์แบบ Cold Storage ก็ได้ทั้งนั้น

ถ้าดูจากช่วงเวลาการโอนแล้ว ก็อาจจะโยกเงินหนีกันก่อนที่จะมีการดำเนินคดีหรือการจับกุม อย่างในกรณีของ The ICON Group

ถ้าถามว่าตำรวจจะตามรอยเงินจากกระเป๋าคริปโตได้มั้ย บอกเลยว่าทำได้ แต่ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะ เพราะถึงแม้ว่าเราจะเห็นธุรกรรมทั้งหมดบนบล็อกเชนได้แบบเปิดเผย แต่กระเป๋าคริปโตมันไม่ได้บอกชื่อจริงใครตรงๆ ไง มันจะมีแค่ที่อยู่ (address) เป็นรหัสยาวๆ เท่านั้น ซึ่งทำให้ตามไปถึงตัวคนจริงๆ

อีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือการโอนเงินข้ามเครือข่าย (cross-chain) แบบโอนจาก Ethereum ไป TRON หรือเครือข่ายอื่นๆ ซึ่งทำให้เส้นทางเงินดูซับซ้อนขึ้น เพราะเงินมันอาจจะถูกแปลงเป็นคริปโตเหรียญอื่น หรือโทเค็นอื่นระหว่างทาง พวกนี้จะทำให้การตามรอยยากขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตามไม่ได้ ถ้ามีเทคนิคและเครื่องมือที่ดี

ถึงจะซับซ้อนยังไง ถ้ามีจุดที่เงินไปแสดงตัวตนหรือลิงก์เข้ากับข้อมูลที่ระบุตัวคน (KYC) เช่น เบอร์โทร อีเมล หรือชื่อที่ใช้บนเว็บแลกเปลี่ยน ตำรวจก็มีโอกาสตามเจอจนได้ เพราะสุดท้ายแล้ว เงินต้องไปจบที่ไหนสักแห่งที่มีการแลกเป็นเงินจริง หรือเอามาใช้จริง

สรุปสั้นๆ ก็คือ ถ้าตำรวจจะตามจริงๆ ก็มีหนทาง แต่ต้องใช้เวลา ความพยายาม และข้อมูลมากหน่อย ที่สำคัญคือ ต้องเจอจุดเชื่อมที่ชี้ไปหาเจ้าของกระเป๋าที่แท้จริงให้ได้ก่อน ไม่งั้นก็คงจะตามเงินไปเรื่อยๆ แบบงงๆ ได้เหมือนกัน

#ที่เขียนยาวๆนี่ เพราะตรูเป็นผู้เสียหายโดยตรง แม้ไม่ได้โดนหลอกโดยตรง แต่เครือข่ายอีบอสมันมาเข้าทางคนใกล้ตัวให้หลงเชื่อ เจ็บใจมานานมากก และสะใจมากที่มีวันนี้ ที่ได้เห็น คุณบอสพอลเข้าคุก ค่ะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top