Friday, 4 April 2025
ดิไอคอน

‘พระเมธีวชิโรดม-ว.วชิรเมธี’ พระนักเทศน์ชื่อดัง แจง!! ไม่มีเอี่ยว ‘ดิไอคอน’ วอน!! อย่าคิดเลยเถิด แค่ถูกนิมนต์ไปเทศน์ ‘งานบุญประจำเดือน’ เท่านั้น

(12 ต.ค. 67) พระเมธีวชิโรดม-ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ชื่อดัง ชี้แจงแล้วหลังพบคลิปเทศน์อวย บริษัท THE iCON GROUP มีเนื้อหาว่า ‘อยากรวยเร็ว ต้องดิไอคอนแล้ว’ วอนอย่าคิดเลยเถิด แค่ถูกนิมนต์ไปงานบุญประจำเดือน ยันถูกนิมนต์ไปเทศน์ เดือนละ 1 รูป เหมือนเกจิดังท่านอื่น

จากกรณีมีผู้เสียหายร้องถูกบริษัท THE iCON GROUP หลอกลวงทำธุรกิจเครือข่ายขายฝัน ที่มีผู้เข้าร่วมลงทุนเป็นลูกข่ายจำนวนมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถขายสินค้าเป็นไปตามที่หวัง จนผู้เสียหายสิ้นเนื้อประดาตัว บางรายสูญเงินหลักล้าน หรือถึงขั้นฆ่าตัวตาย ต่อมาพบคลิปวิดีโอ พระนักเทศน์คนดัง ท่าน ว.วชิรเมธี เทศน์อวย บริษัท THE iCON GROUP ลั่น ‘หนูอยากรวยเลยพรุ่งนี้ พระอาจารย์บอกลูกเอ้ย ทำอย่างนั้นก็ดิไอคอนแล้ว’ และยังพบภาพพระเกจิดังถูกนิมนต์ร่วมบุญ THE iCON GROUP หลายรูป ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

เพจ ‘พระเมธีวชิโรดม-ว.วชิรเมธี’ หรือพระนักเทศน์ชื่อดัง พระเมธีวชิโรดม หรือรู้จักกันดีในนามปากกา ว.วชิรเมธี ได้ออกมาชี้แจงหลังเกิดกรณีคลิปดังกล่าวว่า ‘อย่าตีความเลยเถิด’ มีผู้สอบถามเข้ามามากว่าเห็นรูปท่านเจ้าคุณอาจารย์ ว.วชิรเมธีกับทีมงานผู้บริหารบริษัทดิไอคอนที่กำลังเป็นข่าว จึงอยากทราบว่าท่านเจ้าคุณอาจารย์ ว.วชิรเมธี มีความเกี่ยวข้องอะไรกับทีมงาน

ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า ไปเทศน์ไปสอนตามปกติตามที่บริษัทจัดงานทำบุญประจำเดือน ซึ่งเท่าที่ทราบ แต่ละเดือนจะมีพระไปเทศน์เดือนละ 1 รูป เป็นเรื่องปกติ ดังนั้น จึงมีพระสงฆ์ไปเทศน์ไปสอนที่บริษัททุกเดือน เทศน์จบ รับการถวายไทยธรรม ให้ศีลให้พรจบ ก็เดินทางกลับวัด เป็นการทำหน้าที่ปกติธรรมดาของพระกับชาวพุทธแค่นั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรที่มากไปกว่านั้น จึงขอแจ้งมายังผู้ที่สอบถามเข้ามาเพื่อให้ทราบและเข้าใจตรงกัน และหวังว่าจะไม่นำไปตีความเลยเถิดจนเกินขอบเขต (ดูรูปครูบาอาจารย์ที่ไปเทศน์ไปสอนตามปกติประกอบนับสิบรูป ก็จะทราบว่า พระทุกรูปที่เคยไปเทศน์ ไปสอน ท่านก็เพียงแต่ไปทำหน้าที่ในฐานะพระสงฆ์ จบแล้วก็จบกัน ไม่ได้เข้าไปมีส่วนพัวพันใด ๆ กับธุรกิจทั้งสิ้น ดังนั้น จึงไม่ควรตีความผิดไปจากข้อเท็จจริง จึงแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน)

‘กันต์ กันตถาวร’ เผย เป็นแค่ผู้รับจ้างทำงานใน ‘ดิไอคอนกรุ๊ป’ รู้สึกเสียใจ!! พร้อมแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยื่นเอกสารให้ตรวจสอบ

(12 ต.ค. 67) หลังเป็นกระแสข่าวฮอต กรณีบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ซึ่งมีดาราระดับท็อปเป็นบอส และมีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนว่าถูกขายฝันให้ร่วมลงทุน แต่สุดท้ายไม่เป็นอย่างนั้น ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก สูญเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต สิ้นเนื้อประดาตัว บางรายเครียดถึงขั้นจบชีวิตตัวเอง โดยเหยื่อทยอยเข้าแจ้งความต่อเนื่อง ทั้งนี้มีดารา นักแสดง ที่เกี่ยวข้องบางท่านออกมาชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ล่าสุด วันนี้ (12 ต.ค. 67) ที่ ห้อง Hole in one สนามกอล์ฟ Phothalai กันต์ กันตถาวร พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง อีกหนึ่งคนดังที่นั่งแท่นตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ในเครือ ดิไอคอนกรุ๊ป ออกมาแถลงชี้แจงต่อประเด็นร้อนดังกล่าว

กันต์ กันตถาวร กล่าวว่า ขอพูดจากความรู้สึก ขอแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เริ่มแรก ที่มีข่าวว่าผู้เสียหายเกิดขึ้น มีความเสียหายเกิดขึ้น ตนตกใจมาก เพราะไม่เคยรับข้อมูลแบบนี้มาก่อนตลอดเวลาที่เป็นผู้รับจ้างในดิไอคอนกรุ๊ป

ผมมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ สิ่งที่ได้ยินกระแสสังคม ที่ทุกคนคิดว่าผมมีส่วนร่วมในครั้งนี้ ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท หรือการลงทุน หรืออะไรก็แล้วแต่ตามกระแสสังคม

เป็นเพียงคนที่รับจ้างมาเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ ดิไออนกรุ๊ป ที่ให้ตัวแทนจำหน่ายเอาไปใช้กัน เชื่อมั่นมาเสมอว่าการตรวจเช็กตามมาตรฐานดีแล้ว

ข้อมูลที่ได้ตรวจเช็กในเรื่องจดทะเบียนก็ถูกต้อง สินค้าก็มีการนำมาลองใช้ก่อนทุกครั้ง ก่อนนำมาโปรโมท มีอย. สำหรับสินค้าทุกตัว เป็นโฆษกในกับสินค้านั้น ผมเป็นแค่ผู้รับจ้าง โปรโมตสินค้าให้ผู้บริโภคและตัวแทนจำหน่ายเอาไปใช้

ผมได้แสดงความรับผิดชอบ ตอนนี้ได้ยกเลิกสัญญากับดิไอคอนกรุ๊ปเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายทุกอย่างต้องอยู่ในมาตรฐานของความถูกต้อง

‘อ.สุวินัย’ ชี้ ‘ทำใจดีสู้เสือ’ เป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในตอนนี้ของ 'บอสพอล ดิไอคอน' รีบเข้าพบตำรวจ เข้าสู่กระบวนการให้เร็วที่สุด แล้วลากยาวในชั้นศาล จนสังคมลืม

(12 ต.ค. 67) รองศาสตราจารย์ ดร. สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความ เกี่ยวกับกรณี ‘บอสพอล ดิไอคอน’ โดยมีใจความว่า ...

‘ทำใจดีสู้เสือ’ เป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในตอนนี้ของ 'บอสพอล'

วันนี้เกมชิงไหวชิงพริบระหว่างฝ่ายตำรวจ กับฝ่าย ‘ผู้ร้าย’ (ในสายตาสังคม) ได้เริ่มต้นยกใหม่แล้ว

วันนี้ 'บอสพอล' ชิงเข้าพบตำรวจก่อนถูกออกหมายจับ เขาชิงเล่นถือหมาก ‘มือนำ’ (先手) เพื่อคุมเกมและเล่นเกม 'คดีความ' นี้เพื่อเอาตัวเองให้รอด เคล็ดและยุทธศาสตร์ในการสู้คดีของ 'บอสพอล' ชัดเจนมาก ...เขาต้องการให้คดีของเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด และปล่อยให้กระบวนการสู้คดีในชั้นศาลของเขาลากยาวออกไปให้นานที่สุด จนกระทั่งกระแสสังคมอ่อนแรงลง จนกระทั่งถูกกลบลืมในที่สุด

ใครที่ติดตามตำนาน ‘อายุน้อยพันล้านของบอสพอล’ มาตั้งแต่ต้น ต้องยอมรับว่า 'บอสพอล' ผู้นี้เป็นคนที่ฉลาดอย่างแยบยลในทุกขั้นตอน แผนรับมือวิกฤตทางคดีความของ The Icon ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ น่าจะอยู่ในหัวของ 'บอสพอล' ตั้งแต่แรก และเขาได้เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว

บอสพอล สามารถควบคุมสติของตนได้ ในการมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน โดยเขาน่าจะให้ปากคำกับตำรวจ ตามสคริปต์ที่เตรียมไว้แล้วกับทนาย ....

มีข้อสังเกตว่า พวกบอสดาราขาใหญ่ที่ออกมาเปิดใจกับสื่อเมื่อวานนี้และวันนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ตรรกะเดียวกัน วาทกรรมเดียวกัน ราวกับตระเตรียมกันมาล่วงหน้าจาก ‘ผู้กำกับ’ คนเดียวกันก็ไม่ปาน

การให้พวกบอสดาราขาใหญ่ ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าไม่รู้เรื่อง แค่รับจ้างมาเป็นพรีเซนเตอร์ของบริษัทเท่านั้น ... น่าจะเป็นข้อตกลงลับ ๆ ร่วมกันระหว่างบอสพอลกับพวกบอสดาราขาใหญ่ เพราะการปล่อยให้บอสพอลรับมือคนเดียว หรือรับผิดชอบคนเดียวต่อความเสียหายที่เกิดจากบริษัท ... มันเป็นเรื่องง่ายกว่าในการสู้คดีความทางกฎหมายสำหรับบอสพอล เพราะมีโอกาสรอดคดีสูงมาก

ในขณะที่ พวกบอสดาราขาใหญ่ก็สามารถหา 'ทางลง' กลับคืนสู่อ้อมอกของประชาชนได้ไม่ยาก

วันนี้ 'บอสพอล' ได้ดำเนินแผนคู่ขนานสองแผนไปพร้อม ๆ กัน

แผนที่หนึ่ง ‘เอาน้ำเย็นเข้าลูบ’ ... 'บอสพอล' ยอมรับว่า หลังเกิดเรื่องจนถูกสังคมต่อว่า ตนได้ออกมาชี้แจงช้ามาก ซึ่งตอนนี้มีความตั้งใจจะ ‘เยียวยา’ และ 'ช่วยเหลือ' ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ส่วนผู้ที่สูญเสียคนในครอบครัว ทางบริษัทจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาแนวทางแก้ไขช่วยเหลือ โดยจะมีบุคคลตัวกลาง ที่เป็นบุคคลที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นมาช่วยเหลือ ให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด 

ส่วนแผนที่สอง 'ยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ผิดกฎหมาย' ... 'บอสพอล' บอกว่าความเสียหายทั้งหมดที่อ้างว่าเกิดขึ้นจากทางบริษัทของตน ต้องขอพิสูจน์ทราบและปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการสอบปากคำทางบริษัทและผู้เสียหายทั้งหมดให้ปรากฏข้อเท็จจริง และเชื่อว่าประชาชนจะสามารถตัดสินใจได้ว่า ใครผิดใครถูก

บอสพอล ระบุว่า บริษัทตั้งมา 6 ปี แล้ว ไม่เคยคิดว่าการขายของออนไลน์ลักษณะนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะตนเองก็ไม่ใช่เจ้าแรกที่ประกอบธุรกิจนี้ จะเห็นว่ารุ่นพี่ในธุรกิจขายของออนไลน์ที่ทำและเติบโต ประสบผลสำเร็จก็ยัง ‘ไม่ผิดกฎหมาย’

ขอสรุปแบบฟันธงว่า ... วันนี้ ยกนี้ ฝ่ายบอสพอลเป็นฝ่ายได้คะแนนนำ จากนี้ไปสังคมต้องจับตาดูว่า ฝ่ายตำรวจจะแก้เกมอย่างไร ถึงจะจัดการ ‘ผู้ร้ายหน้าหยก’ ที่ฉลาดเป็นกรดรายนี้ได้

เหตุการณ์นี้ ผู้ชมอย่างเราเหมือนได้ดูซีรีส์อาชญากรรมของเกาหลี ในชีวิตจริงก็ไม่ปาน

‘ทนายเชาว์ มีขวด’ ฟันธง!! 3 บอสดาราซุปตาร์ ไม่รอดคุก ข้อแก้ตัวฟังไม่ขึ้น ชี้!! ฉ้อโกงประชาชน ‘กินหรู-อยู่สบาย’ เพราะเห็นแก่ได้ ปกปิดความจริง

(13 ต.ค. 67) ‘ทนายเชาว์ มีขวด’ โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ธุรกิจ ‘ดิ ไอคอน กรุ๊ป’ และ ‘เหล่าบรรดาบอส’ โดยมีใจความว่า ...

บทสรุป 3 บอสดารา เตรียม ‘ร้องเพลงข้ามกำแพงคุก’

กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกออนไลน์ กรณีธุรกิจ ‘ดิ ไอคอน กรุ๊ป’ ที่บริหารโดย ‘บอสพอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล’ รวมไปถึงดาราดังที่มีชื่อเสียง คือ ‘กันต์ กันตถาวร’, ‘แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี’ และ ‘มิน-พีชญา วัฒนามนตรี’ เป็นบอสในโครงการ มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนว่าถูกขายฝันให้มาร่วมลงทุน แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างที่พูดเอาไว้ ได้สร้างความเสียหายให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก ว่าเข้าข่าย หลอกลวง อันเป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ 

ล่าสุดแม้จากการ ชี้แจง 3 บอสดาราว่า ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น เป็นเพียงผู้ช่วยการตลาด ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจในทางธุรกิจ หรือมีอำนาจลงนาม ก็คงจะฟังไม่ขึ้น เพราะ การพิจารณาว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ ให้ดูที่ พฤติการณ์ ถ้อยคำพูด คำประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่า จะได้รับ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อเป็นการตอบแทน จากการเข้าร่วมธุรกิจ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว ว่าข้อความ ที่สื่อสารออกไปเป็นเท็จ หรือเป็นไปไม่ได้ โดยสภาพของความเป็นจริง หรือ รู้ข้อเท็จจริงแต่กลับ ปกปิดความจริง เหล่านั้นไว้ ก็จะเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน 

ซึ่งถ้าดูพฤติการณ์ ที่มีการขุดคุ้ย แต่ละการกระทำหรือถ้อยคำพูด ของ 3 บอสดารา แล้ว ผมคิดว่าคงดิ้นไม่หลุด คดีนี้เป็นคดีฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นบทหนักตามกฎหมายยอมความกันไม่ได้ด้วย

ดาราเกิดได้จากความรัก ความชื่นชมของประชาชน มีกินมีใช้ ใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราอู้ฟู่ก็ล้วนมาจากความนิยมที่ประชาชนมอบให้ทั้งสิ้น แต่พวกท่านกลับตอบแทนความรักความไว้ใจของแฟนคลับด้วยการเห็นแก่ได้ มองแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าของตน จนลืมประชาชนที่เขาเป็นคนปลุกปั้นพวกคุณขึ้นมา ถึงตอนนี้บอกเสียใจมันสายไป ก่อนทำไม่คิดถึงประชาชน คนเขาได้รับความเสียหายแล้วบอกจะมายืนเคียงข้าง สุดท้ายไปร้องเพลงข้ามกำแพงคุก ก็อย่าโทษใครเลยครับ นอกจากความโลภของตัวเอง ส่วนผู้เสียหายรวมถึงประชาชนทั่วไปต้องตระหนักเสมอลงทุนน้อยกำไรงามไม่มีอยู่จริง ไม่โลภไม่ตกเป็นเหยื่อ

เปิดประวัติ ‘แชร์ลูกโซ่’ มีมาแล้ว กว่าร้อยปี เริ่มต้นที่ ‘อเมริกา’ ขายฝัน!! ‘รวยเร็ว-รวยง่าย’ แต่สุดท้าย ไม่เหลืออะไรเลย

(14 ต.ค. 67) ในช่วงนี้มีข่าวการใช้การตลาดหลายรูปแบบในการหลอกเงินประชาชน ทำให้มีหลายคนนึกโยงเข้ากับเรื่องราวของแชร์ลูกโซ่ ซึ่งแชร์ลูกโซ่เป็นรูปแบบหนึ่งของการฉ้อโกงทางการเงินที่มีลักษณะการชักชวนผู้ลงทุนรายใหม่เพื่อให้เข้ามาลงทุนในธุรกิจหรือแผนการลงทุนที่สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูง โดยเงินที่ได้จากผู้ลงทุนรายใหม่จะถูกนำมาใช้เป็นเงินปันผลให้กับผู้ลงทุนรายก่อนหน้า ซึ่งมักจะถูกทำให้เชื่อว่าเป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจจริง ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นกลับไม่มีธุรกิจหรือแผนการลงทุนจริงเกิดขึ้น
โดยลักษณะการทำงานของแชร์ลูกโซ่จะเริ่มต้นโดย

1.ผู้ก่อตั้งแชร์ลูกโซ่มักจะเริ่มต้นโดยเสนอแผนการลงทุนหรือธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูงกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ เช่น หุ้น ทองคำ หรือสินค้า
2.การชักชวนสมาชิกใหม่ โดยผู้ที่ลงทุนก่อนหน้านี้จะได้รับเงินปันผลหรือผลตอบแทนจากเงินที่มาจากผู้เข้าร่วมใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนจริง
3.การขยายไลน์ธุรกิจ ผู้ลงทุนจะถูกกระตุ้นให้ชักชวนคนอื่นมาร่วมลงทุนเพื่อเพิ่มผลกำไร ซึ่งเป็นรูปแบบการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
และ 
4.เมื่อไม่มีผู้ลงทุนรายใหม่เข้าร่วมแล้ว ระบบแชร์ลูกโซ่จะล่มสลาย และผู้ที่ลงทุนในช่วงท้ายจะไม่สามารถถอนเงินหรือได้รับผลตอบแทนใด ๆ เนื่องจากไม่มีเงินจากผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามา

แชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1920 โดยชาร์ลส์ ปอนซี (Charles Ponzi) เป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งชาร์ลส์ใช้วิธีการหลอกลวงผู้ลงทุน โดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนในธุรกิจแลกเปลี่ยนไปรษณีย์ระหว่างประเทศที่สามารถทำกำไรได้สูง ผลตอบแทนที่จ่ายให้กับผู้ลงทุนก่อนหน้านั้นมาจากเงินของผู้ลงทุนรายใหม่ ไม่ใช่จากผลกำไรที่เกิดขึ้นจริง การหลอกลวงของชาร์ลส์ ดำเนินไปได้เพราะผู้ลงทุนเริ่มแรกได้รับผลตอบแทนสูงจนสามารถชักชวนคนอื่นให้เข้ามาลงทุนต่อได้ แต่ในที่สุดระบบก็ล่มสลายเมื่อไม่มีผู้ลงทุนใหม่เข้ามาแล้ว
และถ้าเราจำกันได้ ในไทยเองมีเคสของแชร์ลูกโซ่ที่ดังและสร้างมูลค่าความเสียหายให้กับคนไทยจำนวนมาก และนี่คือ 3 อันดับแชร์ลูกโซ่ครั้งใหญ่ในประเทศไทยที่สร้างความเสียหายสูงสุด

1.ยูฟัน (UFUN) (2558)
-มูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 38,000 ล้านบาท
-รายละเอียด: ยูฟันเป็นแชร์ลูกโซ่ข้ามชาติที่หลอกลวงประชาชนโดยอ้างว่าเป็นแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ที่ใช้เหรียญ ‘ยูโทเคน’ (UToken) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลปลอม ผู้เสียหายจำนวนมากสูญเสียเงินลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้เป็นหนึ่งในแชร์ลูกโซ่ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
2. แชร์แม่ชม้อย (2527)
-มูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 4,043 ล้านบาท
-รายละเอียด: เป็นคดีแชร์ลูกโซ่ที่เริ่มต้นจากการชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจที่อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลายหมื่นรายสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลในคดีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีแรก ๆ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมไทย
3. Forex-3D (2562)
-มูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 2,489 ล้านบาท
-รายละเอียด: Forex-3D เป็นคดีแชร์ลูกโซ่ที่ใช้ชื่อเสียงของคนดังในการชักชวนให้ผู้คนลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยสัญญาว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 60-80% สุดท้ายพบว่าเป็นการหลอกลวงที่ไม่มีการเทรดจริง

ไม่ว่าการลงทุนอะไรก็ตาม ผลตอบแทนที่มากจนเกินไปมักไม่มีอยู่จริง ดังนั้นก่อนจะลงทุนอะไรก็ตามเราเองก็ควรศึกษาการลงทุนนั้นอย่างละเอียด และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทที่เราจะเข้าไปลงทุน

‘บอสพอล’ สะอื้นไห้!! กลางรายการดัง เปิดใจ!! อยากพูด ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

(14 ต.ค. 67) จากกรณีธุรกิจขายตรงชื่อดัง ‘The icon’ ซึ่งมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความจำนวนมาก โดยมีมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาทนั้น 

ล่าสุด ‘รายการโหนกระแส’ ได้สัมภาษณ์ครอบครัวผู้เสียหายจากการลงทุนกับบริษัทดังกล่าวจนคิดสั้นฆ่าตัวตาย และสัมภาษณ์ ‘บอสพอล’ วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด (The iCON) โดยในการสัมภาษณ์ในรายการ ‘บอสพอล’ สะอื้นไห้ พร้อมบอกตอนหนึ่งว่า ตนกลัวที่จะมารายการ แต่ที่ตัดสินใจมาอยากมาตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะดี 

ปมร้อน!! ‘ดิไอคอน กรุ๊ป’ ลามถึงสภาฯ สังคมสงสัย ใครคือคนในคลิป ‘ประธานวันนอร์’ สั่งสอบด่วน หลังมี ‘นักการเมือง’ เรียกรับผลประโยชน์

(14 ต.ค. 67) วันมูหะมัด นอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ กรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงนักการเมืองรายหนึ่ง เรียกรับผลประโยชน์จากผู้บริหารบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด ที่ตกเป็นผู้ต้องหา ในชั้นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สภาฯ ว่า จะมอบหมายให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวโดยด่วน ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขด้วย เพราะมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น 1-2 ครั้งแล้ว จึงต้องรีบแก้ไข คิดว่าคงไม่ยาก 

เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีการเรียกรับทรัพย์ หรือตบทรัพย์อยู่ตลอด ทางสภาฯจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ปัญหาดังกล่าวหมดไป ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของบุคคล เพราะสภาฯ เวลาตั้งคณะกรรมาธิการ เราตั้งทั้งคนภายในและภายนอก โดยเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญ จะมีบุคคลภายนอก ที่เสนอโดยพรรคการเมืองต่างๆ เราไม่อาจตรวจสอบได้หมด แต่ถ้าพบเห็นหรือได้รับรู้เราต้องแก้ไขให้บุคคลเหล่านั้นพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไป เราไม่ต้องการให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ต่อจากนี้ต้องมีการกลั่นกรอง และระมัดระวังคนที่จะเข้ามาในกรรมาธิการให้มากขึ้น

เมื่อถามว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์แล้วสามารถเคลียร์ได้ในชั้นกรรมาธิการ ประธานสภาฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นข้อกล่าวหา ต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริง คงไม่ยาก ถ้าหากมีผู้ได้รับความเสียหายมายืนยันกับฝ่ายเลขาฯสภาฯ ก็จะดำเนินการตรวจสอบให้ทันที เพราะเป็นเรื่องความเชื่อถือ เราต้องสร้างความเชื่อถือของสภาฯ ให้กับประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน 

‘ดังนั้นหากประชาชนมีข้อสงสัย ก็ขอให้ติดต่อมา สำหรับบทลงโทษผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในกรรมาธิการแล้วเรียกรับผลประโยชน์ แม้ไม่ได้เป็น สส. จะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ เพราะการแอบอ้างและหาผลประโยชน์ถือเป็นความผิดที่มีโทษในคดีอาญา แต่ต้องมีการแจ้งหลักฐานที่ชัดเจน’

‘อ.สุวินัย’ ดีดลูกคิด เปิดหลักสูตร ‘คณิตศาสตร์แชร์ลูกโซ่’ อึ้ง The iCon สมาชิก 4 แสน ยอดลงทุนเกือบหมื่นล้าน

(15 ต.ค. 67) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเขียนชื่อดัง ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณี The iCon ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า 

‘คณิตศาสตร์แชร์ลูกโซ่หมื่นล้าน : แชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีสมาชิกเข้าร่วมเกือบสี่แสนคน’

ในช่วงหนึ่งของรายการ THE STANDARD NOW 

บอสพอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด เปิดเผยข้อมูลยอดสมาชิกในระดับต่าง ๆ ของการดำเนินธุรกิจ ล่าสุด จำนวน 368,257 ราย แบ่งเป็น

ร้านค้าปลีก distributor : 285,833 ราย (ลงทุน 2,500) ยอดลงทุนทั้งสิ้น = 714,582,500 บาท
หัวหน้าทีม Supervisor  : 43,976 ราย (ลงทุน 25,000) ยอดลงทุนทั้งสิ้น = 1,099,400,400 บาท
ตัวแทนจำหน่าย Dealer : 31,972 ราย (ลงทุน 250,000) ยอดลงทุนทั้งสิ้น = 7,993,000,000 บาท

ยอดรวมทั้งหมดของการลงทุนในแชร์ลูกโซ่ The Icon  คือ 9,806,982,900 บาท คือเกือบหมื่นล้านบาท ถือเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
หากรวมตัวแทนจำหน่าย (เล็ก) Mini Dealer : 6,476 ราย × 25,000 (ลงทุน) = 161,900,000 บาท ยอดเงินทั้งหมดจะเป็น 9,968,882,900 บาทคือเฉียดหมื่นล้านบาท

หากหักค่าจัดการ-ค่าบริหารแชร์ลูกโซ่ไป 30%  ก็จะเหลือเงินประมาณ 7,000,000,000 (เจ็ดพันล้านบาท) ที่กระจุกอยู่ใน "กลุ่มบอส" กับเครือข่ายแม่ทีมทั้งหมด ที่มีจำนวน 0.15%  (ตัวเลขจำนวนคนระดับยอดพีระมิดของแชร์ลูกโซ่) ของ จำนวนคนที่เข้าร่วมแชร์ลูกโซ่ทั้งหมด 368,257 ราย ก็จะมีคนที่กอบโกยเงินทองจากแชร์ลูกโซ่นี้อยู่ราว ๆ 552 คน

แต่เงินเจ็ดพันบาทที่ดูดมานี้ หาได้กระจายสู่คนจำนวน 552 คน บนยอดพีระมิดอย่างเท่าเทียมกันไม่
ดูทรงแล้วคิดว่า เงินห้าพันล้านบาทจากยอดเจ็ดพันล้านบาทน่าจะตกอยู่ใน "กลุ่มบอส" ที่มีจำนวนไม่น่าเกิน 20 คนเท่านั้น 

โดยที่ "หัวหน้าบอส" คนเดียวน่าจะฮุบไปอย่างน้อยสองพันล้านบาทจากยอดห้าพันล้านบาท
นี่คือตัวเลขคร่าว ๆ ที่ ปปง.กับดีเอสไอ ต้องดำเนินคดีและยึดทรัพย์คืนกลับมาให้ได้
สุวินัย ภรณวลัย

‘ว.วชิรเมธี’ แจง คลิปที่ไวรัลแค่ตัดมาบางช่วง ยืนยันสงฆ์ทุกรูปไปเทศน์ด้วยใจสุจริต-โปร่งใส

(15 ต.ค. 67) พระเมธีวชิโรดม หรือที่รู้จักในนาม ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์-นักเขียนชื่อดัง ได้ชี้แจงกรณีปรากฏวิดีโอการเทศน์ที่ The iCon ผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า

“ประกาศขออภัย และทำความเข้าใจให้ตรงกับความจริง“

1.หลังจากติดตามสถานการณ์ของบริษัท ดิไอคอน อย่างใกล้ชิด 
ก็เข้าใจว่า น่าจะมีความไม่ชอบมาพากลหลายแง่มุมดำรงอยู่จริง
ตามที่ผู้บริหารได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ล่าสุดใน The Standard
(14 ต.ค. 67) 

2.แต่ภาพใหญ่ก่อนหน้านั้น ที่บริษัท ทำธุรกิจอย่างเปิดเผย
โดยมีซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมเป็น
พรีเซนเตอร์หรือผู้บริหารด้วย จึงทำให้คนที่เห็นภาพและข่าว
เชื่อได้ว่า น่าจะมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน พระทุกรูปที่ได้รับ
นิมนต์ไปเทศน์ก็คงคิดเช่นนั้น 

3.ทุกเดือนทางบริษัทจะนิมนต์พระไปสอนธรรมะ และทำบุญ
ถวายสังฆทานเป็นประจำ ผู้เขียนเอง ก็เป็นเพียงหนึ่งในพระสงฆ์
ที่ได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ไปสอน ต่างแต่ว่า ในการมานิมนต์
ผู้เขียนนั้นทีมผู้บริหารมานิมนต์ถึงวัดที่จังหวัดเชียงราย และ
มาร่วมถวายทุนการศึกษาด้วย (จึงมีภาพเยอะหน่อย)

4.ในการสอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนสอนเรื่อง “หัวใจเศรษฐี”
หรือกุญแจสู่ความสำเร็จตามหลัก “ทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์” 
ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงอยู่ในพระไตรปิฎกชัดเจน (1.ขยันหา-2.รักษาดี-
3.มีกัลยาณมิตร-4.ใช้ชีวิตสมดุล) โดยสอนผ่าน 3 วลีสำคัญคือ 
“อดทนให้ได้ ใจเย็นให้พอ และรอให้เป็น” ใช้เวลาบรรยายถึง 1 ชั่วโมง
12 นาที (ไม่ใช่อย่างที่ตัดมาบางส่วน) 

ระหว่างที่บรรยายให้รู้จักสร้างเนื้อสร้างตัวตามแนวพุทธ
ด้วยความอดทน ใจเย็น ไม่ใจเร็วด่วนได้ ผู้เขียนจึง ”แซว“ หรือ 
”ประชดแดกดัน“ คนที่มาฟังทั้งห้องประชุมว่า ถ้า ”อดทนไม่ได้ ใจเย็นไม่พอ 
และรอไม่เป็น“ จะเอาให้รวยทันใจเลย…เช่นนั้นแล้ว ก็แซวว่า 
“ลูกเอ๋ย ทำอย่างนั้นก็ดิไอคอนแล้ว…” ซึ่งทุกคนที่นั่งฟังก็หัวเราะ 
เข้าใจ, คำพูดที่ (ใครก็ไม่รู้) ตัดมาเป็นคลิปนั้น

โดยบริบทเป็นเพียงคำพูดหยิกแกมหยอกธรรมดาตามประสานักพูดทั่วไป
ที่อยากให้มีอารมณ์ขันเท่านั้น เป็นการแซะ การแซว ไม่ได้มีนัยจริงจัง ซีเรียส 
ถึงขั้นที่จะเอามาปั่นว่าพระมีส่วนร่วมทางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น คนฟังทุกคนในห้อง 
ฟังแล้วก็เข้าใจ ขำๆ ฮาๆ จบแล้ว ถวายสังฆทาน กลับบ้าน มีแค่นั้น (ที่สำคัญ
Case study ที่ยกมาเล่าก็เป็นเรื่องราวก่อนโควิด ไม่เกี่ยวอะไรกับดิไอคอน)

5.ผู้เขียนเรียนธรรมะมาจนสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย
คือเปรียญธรรม 9 ประโยค,ดังนั้น ในการเทศน์การสอน จึงเน้นแต่ข้ออรรถ
ข้อธรรมที่มีแก่นสาร แม้จะเทศน์ด้วยภาษา ตัวอย่างร่วมสมัย แต่ก็สามารถโยง
กลับไปหาพระไตรปิฎกได้เสมอ ไม่ได้สอนแบบมั่วๆ อย่างที่ตัดมาให้คนด่า 
หรือให้คนเข้าใจผิด เรื่องนี้ ปัญญาชนที่ติดตามผู้เขียนมาตลอด
ย่อมรู้จักกันดีอยู่แล้ว

6.แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อบางส่วนของการเทศน์การสอน ก่อให้เกิดความ
เข้าใจผิดออกไปในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะคลิปที่ตัดมาไม่ครบ
ถ้วนกระบวนความ ถึงกระนั้น ผู้เขียนก็ยินดีขออภัยจากใจจริงมา ณ ที่นี้ด้วย 
ที่อย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น ต่อไปก็จะสำรวม
ระวังไม่ให้มีความพลาดพลั้งเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ขอบพระคุณทุกคนที่เตือนมา
ด้วยความรักและห่วงใย 

7.ขอย้ำตรงนี้ว่า พระทุกรูปที่เคยไปเทศน์ไปสอนที่บริษัท ทุกรูป
ไปด้วยใจสุจริตในฐานะพระที่ได้รับนิมนต์ไปสอนไปฉันเท่านั้น ไม่มีรูปไหน
เข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทเชิงธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องเช่นนี้เพียงใช้
Common Sense ก็น่าจะเข้าใจได้ ไม่ควรพยายามลากไปให้เห็นเป็นว่า 
มีพระเข้าไปวุ่นวายอยู่ในธุรกิจ ผู้เขียนจึงขอทำความเข้าใจให้ตรงกัน
ด้วยใจที่เป็นธรรม รักความจริง และหวังความสุขความเจริญต่อกัน

ว.วชิรเมธี, 
(ในนามตัวแทนของพระสงฆ์
ที่เคยไปสอนที่บริษัทดิไอคอน)
14 ต.ค. 67

หลากโซเชียลรุมขุดบอสเคยออกรายการโหนกระแส ‘หนุ่ม กรรชัย’ ไม่ตระหนก ชี้แจงแล้วก่อนเรื่องแดง

(16 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใน Social Media หลายช่องทางได้มีการเผยแพร่คลิปความยาวขนาดสั้น และข้อความ ในทำนองเดียวกันว่า 

รายการโหนกระแสที่มีนายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ 'หนุ่ม กรรชัย' เป็นพิธีกร ได้มีการโฆษณาคอร์สการตลาดออนไลน์ของหนึ่งในสมาชิก 'The iCon Group' โดยมีบางคอมเมนต์เชื่อมโยงไปว่าอาจจะเป็นหนึ่งในเครือข่าย

โดยผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าเมื่อ 9 ต.ค. 67 นายกรรชัย กำเนิดพลอย ได้เคยกล่าวในรายการ ‘เที่ยงวัน ทันเหตุการณ์’ ว่า

“บางคนเคยมาออกรายการโหนกระแส ระดับบอสด้วย ในช่วงขาย 3 นาทีท้ายรายการ อย่าให้บอกเลยว่าใคร และเคยมาขายคอร์สออนไลน์ ตอนแรกก็ไม่รู้คิดว่า เขาสอนออนไลน์ทั่วไป ๆ ให้คนศึกษา แต่มาทราบภายหลังว่าคอร์สลักษณะนี้จะมีการขายของในนั้นด้วย หลังจากนั้นตนจึงยกเลิกงานนี้ไปทั้งหมด บอกไปว่าไม่เอางานแบบนี้”

นอกจากนี้เพจ Drama-Addict ยังได้โพสต์แจ้งในข่าวเรื่องนี้อีกว่า 

“เฮียหนุ่มเล่า ในรายการ บอสคนนึง เคยมาออกโฆษณาโหนกระแสมาขายคอร์สสอนยิงแอด 99 บาท อะไรเทือกนั้น เฮียหนุ่มเพิ่งมารู้ตอนดิไอคอนว่าคนเดียวกันกับบอสของดิไอคอน

อันนี้จ่าเป็นพยาน เพราะ กูคือคนแจ้งเฮียหนุ่มเอง ถถถถถถถ ว่ามีคนไปออกโหนกระแสขายคอรสยิงแอด แต่เอาไปโฆษณาแปลก ๆ ในเฟซ เลยไปแจ้งเฮีย เฮียแกพอรู้ก็สั่งหยุดรับโฆษณาจากพวกนั้น ลบคลิป และห้ามเอาเฮียแกไปอ้างอิงอีกเด็ดขาด

แต่เพิ่งรู้ไม่กี่วันนี้ ว่าหลังจากนั้นแม่งไปเข้ากับดิไอคอน ถถถถถ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top