Thursday, 4 June 2026
ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

'ไบเดน' เดินยุทธศาสตร์ 'ศาลโลกล้อมรัสเซีย' กล่าวหา 'ปูติน' ด้วยข้อหา 'ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์'

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวออกสื่อเป็นครั้งแรกว่า การใช้กำลังทหารรุกรานยูเครนของรัสเซียเป็นความผิดร้ายแรงถึงระดับ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"

โดยไบเดนให้สัมภาษณ์ว่า "ใช่ครับ! ผมเรียกมันว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะสิ่งที่ปูตินทำลงไป มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าเขาพยายามลบล้างความเป็นชาวยูเครน และมีหลักฐานเยอะมาก"

ไบเดนยังกล่าวอีกว่า "พวกเราได้ให้ทีมกฎหมายดำเนินการแล้วว่าสิ่งที่รัสเซียทำเข้าข่ายหรือไม่ แต่ในความเห็นของผม ผมแน่ใจว่ามันเป็นเช่นนั้น"

ก่อนหน้านี้ ไบเดนใช้คำว่า "อาชญากรสงคราม" เมื่อเอ่ยถึงปูติน กับปฏิบัติการทางทหารในยูเครนบ่อยครั้ง แต่มาครั้งนี้ ที่ไบเดนเปลี่ยนมาใช้คำว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ที่ถือเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุด

ซึ่งข้อหา "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" โวโลดิมีร์ เซเลนสกี้ ผู้นำยูเครนเคยใช้มาก่อน หลังจากที่เข้าไปสำรวจความเสียหายในเมืองบูชา (Bucha) หลังทหารรัสเซียถอนกำลังออกไป และพบผู้เสียชีวิตจำนวนมากภายในเมือง โจ ไบเดน จึงให้ผู้นำยูเครนรวบรวมหลักฐานมาประกอบสำนวนในการฟ้องร้องปูตินที่ศาลโลก

ถึงแม้โจ ไบเดน ได้ออกมาเปิดหน้าแล้วว่าจะผลักดันให้มีการดำเนินคดีปูตินถึงข้อหาสูงสุด แต่ด้านวลาดิมีร์ ปูติน ก็ได้แถลงออกสื่อครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์เช่นกันว่า รัสเซียจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนต่อไปอย่างเป็นจังหวะ และใจเย็น และเชื่อมั่นว่ากองทัพรัสเซียจะสามารถบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ข้อหาเรื่อง "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ก็ยังมีข้อถกเถียงอย่างมากในเรื่องการตีความ ซึ่งนิยามของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มีระบุในที่ประชุมเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขององค์การสหประชาชาติเมื่อเดือน ธันวาคม 1948 ไว้ว่าเป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้างกลุ่มชนชาติ ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือศาสนา ให้สูญสิ้นไปทั้งหมด

‘ปชช.เชื้อสายอาร์เมเนีย’ เร่งอพยพออกจากเมืองนากอร์โน-คาราบัค ผู้ลี้ภัยกว่า 6,500 ราย หวั่น ถูก ‘รบ.อาเซอร์ไบจาน’ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

(27 ก.ย. 66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนในเมืองนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายอาร์เมเนีย ต่างหวาดกลัวว่าหากรัฐบาลของประเทศอาเซอร์ไบจาน เข้ามาควบคุมพื้นที่ส่วนนี้ได้ จะทำให้พวกเขาไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจลี้ภัยไปที่ประเทศอาร์เมเนีย

โดยประชาชนที่มีเชื้อสายอาร์เมเนีย ประมาณ 6,500 คน ที่อาศัยอยู่ในนากอร์โน-คาราบัค ได้เดินทางออกจากเมืองและข้ามชายแดนลี้ภัยไปที่อาร์เมเนียแล้ว เหตุที่ทั้งหมดนั้นจะต้องลี้ภัยกันเป็นการเร่งด่วน เพราะพื้นที่ตรงนี้กำลังถูกอาเซอร์ไบจานยึดครอ งพวกเขากลัวว่าจะมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น

ต่อมาทางด้านรัฐบาลของอาเซอร์ไบจาน ได้ออกมายืนยันแล้วว่า จะมีการรวมคนเชื้อสายอาร์เมเนียในพื้นที่ส่วนนี้เข้ากับประชาชนคนอื่นๆ อย่างเท่าเทียม แต่ก็ยังไม่สามารถคลายความวิตกกังวลลงได้ เพราะเคยมีการกล่าวหาว่า อาเซอร์ไบจานพยายามกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ชาวอาร์เมเนียมาแล้วในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งอาเซอร์ไบจานปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

ทางด้านรัฐบาลอาเซอร์ไบจานเองก็เผชิญกับเสียงวิพาษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากชาติตะวันตก ซึ่งมองว่าการใช้กำลังทหารโจมตีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอย่างหนักหน่วง ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ซึ่งควรจะมีการเจรจาเพื่อหาทางออกกันมากกว่า และยิ่งทำให้วิกฤตด้านผู้ลี้ภัยและมนุษยธรรมที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกต้องเลวร้ายลง โดยมีรายงานว่า วันนี้คณะผู้แทนจากอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน เตรียมพบปะกันที่กรุงบรัสเซลส์เพื่อหาทางออก

บราซิลร่วมแอฟริกาใต้ ฟ้อง!! อิสราเอล ฐาน ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(24 ก.ค. 68) รัฐบาลบราซิลเตรียมยื่นเอกสารเข้าร่วมคดีของแอฟริกาใต้ ที่กล่าวหาอิสราเอลละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 จากปฏิบัติการทหารในฉนวนกาซา ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กำลังพิจารณาอยู่ โดยบราซิลระบุว่าอิสราเอลใช้อาวุธโจมตีโรงเรียน โรงพยาบาล และค่ายพักพิง ซึ่งทำให้พลเรือนจำนวนมากเสียชีวิต

นอกจากนี้ บราซิลยังกล่าวหาว่าอิสราเอลละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การผนวกดินแดนโดยใช้กำลัง และแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อความรุนแรงที่ชาวปาเลสไตน์ประสบ ขณะที่อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจโจมตีพลเรือน แต่ต้องการทำลายกลุ่มฮามาสเท่านั้น

คำแถลงของบราซิลทำให้สถานทูตอิสราเอลในบราซิลออกมาวิจารณ์ว่า เป็นถ้อยคำรุนแรงและมองข้ามบทบาทของฮามาสในกาซา ด้านสมาคมชาวยิวในบราซิล (CONIB) ก็ออกมาแสดงความผิดหวัง พร้อมระบุว่าเป็นการตัดสัมพันธ์มิตรภาพที่ยาวนานระหว่างบราซิลกับอิสราเอล

การตัดสินใจของรัฐบาลลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิสราเอล โดยล่าสุดรัฐบาลทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลถึง 50% อย่างไรก็ตาม นักการทูตบราซิลยืนกรานว่าการเข้าร่วมคดีนี้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์กับวอชิงตัน

รายงานจากสหประชาชาติ (UN) ชี้ ‘อิสราเอล’ จงใจ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(17 ก.ย. 68) คณะกรรมการอิสระของสหประชาชาติ (UN) เผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันอังคาร (16 ก.ย.) ระบุว่า อิสราเอลได้กระทำการเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา โดยมีมูลเหตุเพียงพอที่จะสรุปว่า การกระทำของอิสราเอลเข้าข่าย 4 ใน 5 ลักษณะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

รายงานความยาว 72 หน้า ระบุว่า อิสราเอลได้ทำลายศักยภาพในการสืบพันธุ์ของชาวปาเลสไตน์บางส่วน รวมถึงกำหนดมาตรการที่มุ่งป้องกันการเกิดใหม่ และจงใจสร้างเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่นำไปสู่การทำลายล้างทางกายภาพของกลุ่มชาวปาเลสไตน์ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการละเมิดตามธรรมนูญกรุงโรมและอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) ประธานคณะกรรมการฯ ย้ำว่าผู้นำอิสราเอลหลายราย รวมถึงประธานาธิบดีไอแซก เฮิร์ซอก และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีพฤติกรรม “ยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาเป็นการโจมตีที่โหดร้าย ยืดเยื้อ และขยายเป็นวงกว้างที่สุดต่อชาวปาเลสไตน์นับตั้งแต่ปี 1948 พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศใช้มาตรการทุกรูปแบบเพื่อหยุดการกระทำดังกล่าว

สำหรับ ความขัดแย้งเริ่มจากเหตุโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 คร่าชีวิตชาวอิสราเอลราว 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกว่า 200 ราย ก่อนที่อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Iron Swords” โจมตีและปิดล้อมกาซาโดยตัดน้ำ ไฟฟ้า เชื้อเพลิง และเสบียง ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 65,000 คน และชาวอิสราเอลอีกราว 1,500 คน นอกจากนี้ยังลุกลามไปยังเลบานอน เยเมน และอิหร่าน

‘สเปน’ สั่งห้าม ‘อิสราเอล’ ใช้น่านน้ำ-น่านฟ้า…เพื่อขนส่งอาวุธ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้อขายพันล้านยูโร และเรียกร้องแบนจากวงการกีฬา

(18 ก.ย. 68) สเปนประกาศมาตรการเข้มงวดต่ออิสราเอล หลังนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ประกาศใช้ “มาตรการ 9 ข้อ” โดยหนึ่งในนั้นคือการแบนอาวุธแบบเบ็ดเสร็จ ห้ามซื้อขายยุทโธปกรณ์และเชื้อเพลิงทางทหารให้กองทัพอิสราเอล รวมถึงห้ามเรือและเครื่องบินขนส่งยุทโธปกรณ์ใช้ท่าเรือและน่านฟ้าสเปน พร้อมห้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมสงคราม” เข้าประเทศ

นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการนี้คือเพื่อหยุดยั้ง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา” และย้ำว่า “การป้องกันประเทศไม่ใช่การทิ้งระเบิดโรงพยาบาลหรือทำให้เด็กบริสุทธิ์อดอยาก” เขาชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 ราย และชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่การป้องกันตัว แต่เป็น “การกวาดล้างประชาชนที่ไร้ทางสู้”

นอกจากแบนอาวุธแล้ว สเปนยังประกาศตัดขาดการนำเข้าสินค้าจากนิคมยิวในเวสต์แบงก์ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้ออาวุธจากบริษัทอิสราเอลเกือบ 1 พันล้านยูโร และให้เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กาซา 150 ล้านยูโรภายในปี 2026 รวมถึงเพิ่มงบให้ UNRWA อีก 10 ล้านยูโร ด้านอิสราเอลโต้กลับทันที กล่าวหาซานเชซว่า “ต่อต้านยิว” และใช้วาทกรรมเกลียดชัง

ทั้งนี้ ยังมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อซานเชซเรียกร้องให้แบนอิสราเอลจากการแข่งขันกีฬานานาชาติ เช่นเดียวกับที่รัสเซียถูกแบนหลังบุกยูเครน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสเปนออกแถลงการณ์โต้ว่า การกล่าวหาว่าสเปน “ต่อต้านยิว” เป็นเรื่องบิดเบือน และย้ำว่านโยบายทั้งหมดสะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนสเปน ที่ต้องการยืนหยัดเพื่อสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน

‘สหรัฐฯ’ เตรียม!! เพิกถอนวีซ่าผู้นำโคลอมเบีย หลังร่วมประท้วง!! ยุยง!! ทหารไม่เชื่อฟังคำสั่ง

(28 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

Fox News รายงาน กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯเตรียมเพิกถอนวีซ่าของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตรแห่งโคลอมเบีย 

อันเนื่องมาจากมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีโคลอมเบียได้เข้าร่วมการประท้วงที่นิวยอร์กซิตี้ "เรียกร้องให้ทหารสหรัฐฯ ฝ่าฝืนคำสั่งและยุยงให้เกิดความรุนแรง" หลังจากที่เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

ด้าน Reuters รายงาน   ประธานาธิบดีโคลอมเบีย กล่าวสวนทันที: “ข้าฯไม่ต้องการวีซ่าสหรัฐฯ – ข้าฯคืออิสระชนบนโลกใบนี้” ประธานาธิบดีเปโตรแห่งโคลอมเบียกล่าวว่าสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการเพิกถอนวีซ่าของเขา หลังจากที่เขาเข้าร่วมการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ในนิวยอร์ก และเรียกร้องให้ทหารสหรัฐฯ ไม่เชื่อฟังทรัมป์

เขากล่าวว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าอยู่แล้ว โดยเรียกตัวเองว่าเป็น “อิสระชนบนโลกใบนี้” และกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าลงโทษเขาเพียงเพราะ “ประณามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลโคลอมเบียเพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่เปโตรสั่งระงับเที่ยวบินเนรเทศและตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอลในปี 2024

ขณะนี้เขาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธระดับโลกที่แข็งแกร่งกว่าสหรัฐฯ เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top