Friday, 5 June 2026
WHO

อังกฤษเตรียมรับอากาศร้อนจัด 40°C เป็นเรื่องปกติ นักอุตุฯ ชี้โลกถึงจุดเดือด!! เด็กยุคหน้าเสี่ยงเจอ 50°C

(2 ก.ค. 68) สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญคลื่นความร้อนอย่างรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งแตะ 34°C ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเดือนมิถุนายน นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโส จิม เดล (Jim Dale) เตือนว่าอากาศร้อนจัดระดับ 40°C จะกลายเป็นเรื่องปกติในอังกฤษ และเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรง

จิม เดล ชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ อุณหภูมิที่สูงผิดปกติไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในอากาศ แต่รวมถึงอุณหภูมิทางทะเลด้วย โดยเฉพาะทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายน ขณะที่ไฟป่าและน้ำท่วมในหลายประเทศ เช่น ตุรกี ฝรั่งเศส และสเปน ต่างเป็นผลกระทบที่ปฏิเสธไม่ได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เขาเปรียบสถานการณ์ปัจจุบันเหมือน “หม้อที่เดือดปุดๆ” ซึ่งอุณหภูมิกำลังสะสมและจะล้นในไม่ช้า โดยระบุว่าในช่วงปี 2022-2024 ทั่วทวีปยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเกิน 160,000 ราย และปีนี้อาจจะเพิ่มตัวเลขนั้นอีก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่กำลังจะมาถึง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษและหน่วยงานสาธารณสุขได้ประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสีส้มใน 7 พื้นที่ ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าคลื่นความร้อนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้หากไม่มีภาวะอุณหภูมิสูงติดต่อกันหลายวัน โดยจิม เดล เรียกร้องให้มีการปรับตัวในหลายมิติ ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร และการออกแบบเมืองให้พร้อมรับภูมิอากาศแบบใหม่

นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสรายนี้ย้ำว่า การปฏิเสธสภาวะโลกร้อนว่าไม่ได้เกิดจากมนุษย์นั้นไม่เป็นความจริง พร้อมเตือนว่าอนาคตของเด็กและในเจเนอเรชั่นต่อไป อาจต้องเผชิญอุณหภูมิ 50°C ซึ่งเป็นหายนะต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข และคุณภาพชีวิต พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เขาเคยเตือนเมื่อ 40 ปีก่อนว่าเกาะบริเตนจะกลายเป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน กำลังเป็นจริงในวันนี้ และเราต้องเร่งลงมือก่อนจะสายเกินไป

จับตาแพร่เชื้อใกล้ชิด!! WHO เร่งสอบสวนฮันตาไวรัสบนเรือ Hundius ก่อนมุ่งหน้าหมู่เกาะคานารี ชี้ผู้ป่วยอาจติดเชื้อก่อนเดินทาง แต่ยังไม่ตัดแพร่ใกล้ชิด

เมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา (hantavirus) 

บนเรือสำราญฮันดิอุส (Hundius) ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 147 คน อาจติดเชื้อตั้งแต่ก่อนเดินทางแล้ว ทำให้ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์บนเรือ

องค์การฯ ได้รับรายงานการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือฮันดิอุสเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ซึ่งระบุว่ามีผู้ล้มป่วย 7 ราย และผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย โดยมาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเตรียมพร้อมและป้องกันโรคระบาดและโรคระบาดใหญ่ขององค์การฯ เผยว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่งและต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

แวน เคอร์โคฟ กล่าวว่าผู้ป่วยรายหนึ่งรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียูในแอฟริกาใต้และอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว ส่วนผู้ป่วยอีกสองรายที่ยังคงอยู่บนเรือนั้นรอการอพยพทางการแพทย์เพื่อรับการรักษาในเนเธอร์แลนด์ ขณะผู้โดยสารที่เหลือบนเรือได้รับคำสั่งให้อยู่แต่ในห้องพักระหว่างดำเนินการฆ่าเชื้อและมาตรการสาธารณสุขอื่นๆ

สำหรับประเด็นต้นตอของไวรัส แวน เคอร์โคฟ กล่าวว่าผู้ป่วยกลุ่มแรกที่เป็นสามีภรรยากันได้ขึ้นเรือในอาร์เจนตินา ส่วนระยะเวลาฟักตัวของไวรัสฮันตาอยู่ที่ 1-6 สัปดาห์และเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ข้อสันนิษฐานตอนนี้คือพวกเขาอาจไม่ได้ติดเชื้อบนเรือ และเชื่อว่าอาจเกิดการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดมากๆ เช่น คู่สามีภรรยา และคนที่พักในห้องเดียวกัน

ข้อมูลขององค์การฯ ระบุว่าการแพร่เชื้อไวรัสฮันตาระหว่างมนุษย์พบได้ยาก แต่เคยมีรายงานการแพร่กระจายแบบวงจำกัดผ่านการสัมผัสใกล้ชิดในการระบาดของไวรัสแอนดีส (Andes virus) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไวรัสตระกูลฮันตา โดยไวรัสฮันตามีพาหะเป็นสัตว์ฟันแทะและสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในมนุษย์ ซึ่งไม่มีการรักษาเฉพาะทางนอกจากรักษาตามอาการ

ทั้งนี้ เรือฮันดิอุสมีกำหนดเดินทางต่อไปยังหมู่เกาะคานารีของสเปน และองค์การฯ กำลังประสานกับทางการสเปนเพื่อดำเนินงานสอบสวนทางระบาดวิทยาและฆ่าเชื้อเรือทั้งลำอย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา : Xinhua

“ดีอาร์คองโก” สกัดอีโบลา!! ผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งเกินพัน ใช้สายพันธุ์บุนดีบูโยระบาด 13 เขตสุขภาพได้รับผลกระทบ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ

เมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) กระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหรือดีอาร์คองโก (DR Congo) รายงานว่าจำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลาภายในประเทศสะสมอยู่ที่ 1,077 ราย หากอ้างอิงตัวเลขที่นับถึงวันอังคาร (26 พ.ค.) ขณะหลายจังหวัดทางตะวันออกยังคงเผชิญการระบาดอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่าดีอาร์คองโกมีผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาที่ได้รับการยืนยัน 121 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัยติดเชื้อ 238 ราย นับตั้งแต่ประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. โดยการระบาดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเขตอนามัย 13 แห่งทั่วจังหวัดทางตะวันออก ได้แก่ อิตูรี กีวูเหนือ และกีวูใต้ ซึ่งอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางการระบาด

การแพร่ระบาดครั้งนี้ถือเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ครั้งที่ 17 ของดีอาร์คองโก โดยผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการระบุว่าเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโย (Bundibugyo) ซึ่งค่อนข้างหายาก เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเป็นหลัก

อนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ต่อมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงทางสาธารณสุขระดับทวีป

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top