Thursday, 4 June 2026
TodaySpecia

22 เมษายน ของทุกปี ‘องค์การสหประชาชาติ’ กำหนดให้เป็น 'วันคุ้มครองโลก' หวังให้ผู้คนร่วมตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เริ่มรณรงค์ในไทยปี 2533

22 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ United Nations Environment Program (UNEP) เพื่อให้ผู้คนบนโลกได้ตระหนักถึงการกระทำต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่ริเริ่มแนวคิดนี้เป็นคนแรกคือ เกย์ลอร์ด เนลสัน สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา โดยในปี พ.ศ. 2505 เกย์ลอร์ด เนลสัน ได้ขอให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หยิบยกเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้เห็นด้วย และได้ออกทัวร์ทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วัน 11 รัฐในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่ม ‘วันคุ้มครองโลก’

ต่อมา เนลสัน ได้ผลักดันให้มีการชุมนุม แสดงความคิดเห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในระดับประชาชนทั่วประเทศ ทำให้เกิดเป็นกระแสตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปทั่วสหรัฐอเมริกา จากนั้นในวันที่ 22 เมษายน ประชาชนชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้พร้อมใจกันชุมนุม เพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นโลก ซึ่งผลจากการชุมนุมก่อให้เกิดการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศของสหรัฐอเมริกา และมีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น จนในที่สุดกำหนดให้วันที่ 22 เมษายนของทุกปีเป็น ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) 

สำหรับในประเทศไทย ได้มีการจัดให้มีการรณรงค์วันคุ้มครองโลกขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยโรงเรียนสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2533 ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากที่ นายสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กระทำอัตวินิบาตกรรม อาจารย์และนักศึกษารวม 16 สถาบันได้จัดงานวันคุ้มครองโลกขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของป่า และตระหนักถึงวิกฤตการณ์ทำลายสัตว์ป่าและป่าไม้ของประเทศไทย

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/194596

28 เมษายน 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง ร.9 - สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ นับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย ที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

28 เมษายน พ.ศ. 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9 – สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ ครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพียงหนึ่งสัปดาห์ และในวาระนั้นเอง ได้เกิดหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เมื่อทั้งสองพระองค์ทรง ลงพระปรมาภิไธยและลงนามในสมุดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ด้วยพระองค์เอง อันนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการตามกฎหมายสมัยใหม่

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 วันดังกล่าวจึงเป็น ครบรอบ 76 ปี ของพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ใช่เพียงในฐานะวันแห่งความรักและความผูกพันของทั้งสองพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันสำคัญที่สะท้อนการผสานกันอย่างงดงามระหว่าง ราชประเพณีของสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ระเบียบกฎหมายของรัฐสมัยใหม่ ในสังคมไทย

ข้อมูลจากบันทึกพระราชพิธีระบุว่า พระราชพิธีมีขึ้นที่วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โดยเมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังสถานที่ประกอบพระราชพิธี และในวาระสำคัญนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส โดยมีราชสักขีร่วมในพิธีตามแบบแผนกฎหมายบ้านเมืองอย่างครบถ้วน

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ในอดีต พระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระมหากษัตริย์ไทยมักดำเนินไปตาม พระราชประเพณี เป็นหลัก แต่พระราชพิธีในวันที่ 28 เมษายน 2493 ได้แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญของสังคมไทยในยุคใหม่ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่แยกขาดจากพัฒนาการของกฎหมายและรัฐสมัยใหม่ หากแต่สามารถดำรงพระเกียรติยศแห่งราชประเพณีควบคู่กับกระบวนการทางกฎหมายของประเทศได้อย่างสง่างามและสมบูรณ์

หลังเสร็จพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ได้มี พระบรมราชโองการสถาปนา หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ โดยราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษลงวันที่ 28 เมษายน 2493 ระบุชัดว่า การประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งนั้นเป็นไปโดย “ถูกต้องตามกฎหมายและราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการ” ก่อนมีพระบรมราชโองการให้ดำรงพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป

เมื่อมองในบริบทประวัติศาสตร์ พระราชพิธีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของแผ่นดินไทย เพราะรัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัตพระนครภายหลังการศึกษาในต่างประเทศ และอยู่ในช่วงเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ดังนั้น พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 28 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงพิธีส่วนพระองค์ หากยังเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็นภาพใหญ่ของการเริ่มต้นรัชสมัยอย่างสมบูรณ์ ทั้งในมิติของราชวงศ์ พระราชพิธี และความชอบธรรมตามแบบแผนรัฐไทยสมัยใหม่

อีกด้านหนึ่ง วันดังกล่าวยังมีความหมายอย่างลึกซึ้งในความทรงจำของคนไทย เพราะตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษหลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันอย่างต่อเนื่องในแทบทุกภูมิภาคของประเทศ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในปี 2493 จึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะพิธีแห่งความเป็นสิริมงคลของราชวงศ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ประชาชนชาวไทยได้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดรัชสมัย

หากพิจารณาให้ลึกลงไป เหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2493 ยังสะท้อนพัฒนาการสำคัญของสังคมไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบแบบแผนของรัฐสมัยใหม่มากขึ้น การที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายด้วยพระองค์เอง จึงเป็นภาพแทนของการที่ สถาบันสูงสุดของชาติ สามารถดำรงพระเกียรติยศตามราชประเพณี พร้อมกับเคารพและรับรองกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองไปพร้อมกัน นี่คือรายละเอียดที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนั้นมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าความเป็นพิธีการทั่วไป

ดังนั้น วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นมากกว่าวันคล้ายวันราชาภิเษกสมรสของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หากแต่เป็นวันแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทย ที่แสดงให้เห็นทั้งความสง่างามของราชประเพณี ความสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่ และการเริ่มต้นสายสัมพันธ์แห่งพระราชกรณียกิจอันยาวนานที่ผูกพันอยู่ในใจคนไทยทั้งชาติ


ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1034


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top