Wednesday, 26 August 2026
TheStatesTimes

‘หว่อง’ ชูภาษามลายู!! พลิกมุมมองภาษามลายูในสิงคโปร์ เชื่อมวัฒนธรรมสู่ทุนเศรษฐกิจใหม่ ธุรกิจ SME ใช้ภาษาเปิดตลาดอาเซียน ไทยควรเรียนรู้จากแนวคิดนี้

เมื่อ ‘ภาษามลายู’ ไม่ได้เป็นแค่ภาษา

นายกฯ สิงคโปร์ชวนคนทั้งชาติเรียนภาษาของเพื่อนบ้าน เปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียน

หนึ่งในช่วงที่น่าสนใจของ National Day Rally 2026 ของสิงคโปร์ อาจไม่ใช่เรื่องเงินช่วยเหลือครอบครัว บ้าน หรือเทคโนโลยี AI

แต่กลับเป็นช่วงที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เลือกกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษามลายู และส่งสารที่มีความหมายไกลกว่าเรื่องภาษา

เขาย้ำว่า ภาษามลายูคือภาษาประจำชาติ เป็นภาษาของเพลงชาติ เป็นภาษาที่ใช้ในการออกคำสั่งของกองทัพ และเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์สิงคโปร์ ก่อนจะเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า จากที่ตั้งของสิงคโปร์ในภูมิภาคนี้ การที่ชาวสิงคโปร์เรียนภาษามลายูและเข้าใจวัฒนธรรมมลายูมากขึ้น ย่อมมีคุณค่าอย่างยิ่งและนี่คือประโยคสำคัญ

ความเชื่อมโยงดังกล่าว ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังช่วยให้สิงคโปร์สร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเปิดโอกาสเพิ่มเติมให้แก่ประชาชนและธุรกิจสิงคโปร์ได้อีกด้วย

พูดอีกแบบหนึ่งคือสิงคโปร์กำลังมอง “ภาษาและวัฒนธรรมมลายู” ไม่เพียงในฐานะอัตลักษณ์ แต่ในฐานะทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ 

‘ภาษามลายู’ จากเรื่องวัฒนธรรม สู่ประตูของตลาดภูมิภาค

สิงคโปร์ตั้งอยู่ท่ามกลางโลกมลายู

ทางเหนือคือมาเลเซีย ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 280 ล้านคนอยู่รอบพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของประเทศ ส่วนบรูไนก็เป็นอีกตลาดที่มีความใกล้ชิดทางภาษาและวัฒนธรรม

ดังนั้น สิ่งที่หว่องกำลังพูดถึงจึงไม่ใช่การเรียนภาษาเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว

แต่คือการมองว่า คนที่เข้าใจภาษา เข้าใจอาหาร เข้าใจวัฒนธรรม และเข้าใจวิธีคิดของเพื่อนบ้าน ย่อมมีต้นทุนในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนต่ำกว่าคนที่ไม่เข้าใจ

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถึงกับนำตัวอย่างธุรกิจจริงมาเล่าในสุนทรพจน์ นั่นคือ Pondok Abang

ธุรกิจซึ่งเริ่มต้นจากร้านอาหาร hawker เพียงหนึ่งร้านของ Abdul Rahman bin Yad Ali ก่อนขยายเป็นหลายสาขา พัฒนาเป็นครัวกลางและผู้ผลิตอาหารฮาลาล และปัจจุบันบริหารต่อโดย Hasan ลูกชายของเขา

เมื่อมองเห็นว่าตลาดอาหารมลายูแบบดั้งเดิมกำลังเติบโต Pondok Abang จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดสิงคโปร์

ปัจจุบันธุรกิจเข้าไปทำตลาดใน มาเลเซียและบรูไน และมีแผนขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นต่อไป

นี่เป็นเหตุผลที่หว่องเลือกยกธุรกิจเล็ก ๆ แห่งนี้ขึ้นพูดบนเวทีระดับชาติเพราะมันสะท้อนแนวคิดว่า

วัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาคได้ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่เริ่มเชื่อม ‘ชุมชน’ กับ ‘SME’ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำพูด คือรัฐบาลสิงคโปร์กำลังสร้างกลไกให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

หว่องกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง PERGAS หรือสมาคมนักวิชาการและครูสอนศาสนาอิสลามแห่งสิงคโปร์ กับ Association of Small & Medium Enterprises หรือ ASME โมเดลนี้มีสองด้าน กิจการที่ดำเนินการโดยกลุ่ม asatizah สามารถเข้าถึง คำปรึกษาธุรกิจ เครื่องมือดิจิทัล และเครือข่ายธุรกิจ ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจทั่วไปก็สามารถใช้ ความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมของชุมชนมลายู–มุสลิม เพื่อช่วยในการขยายตลาดออกไปยังประเทศในภูมิภาคได้

จุดนี้สะท้อนวิธีคิดของสิงคโปร์อย่างชัดเจนแทนที่จะมองชุมชนชนกลุ่มน้อยเพียงในมิติว่า “รัฐจะช่วยเหลือชุมชนนี้อย่างไร” สิงคโปร์กำลังถามเพิ่มอีกคำถามว่า “ความสามารถที่มีอยู่ในชุมชนนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศได้อย่างไร” จาก Diversity จึงกลายเป็น Economic Capability เตรียมคนรุ่นใหม่มลายูเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่

อีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์กำลังตั้ง Committee for Economic Resilience ซึ่งนำโดย ส.ส. Wan Rizal และ Saktiandi Supaat เพื่อทำงานกับชุมชนมลายู–มุสลิมโดยเฉพาะ

เป้าหมายสำคัญคือช่วยเยาวชนพัฒนาทักษะ เพิ่มประสบการณ์ และเข้าไปคว้าโอกาสจาก อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

CNA รายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการกำลังพิจารณาทั้งเรื่องการเพิ่ม employability การเชื่อมคนรุ่นใหม่กับอุตสาหกรรม และแม้กระทั่งการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตสำหรับคนที่กำลังเปลี่ยนอาชีพ

นั่นหมายความว่า สิงคโปร์ไม่ได้ต้องการเพียงรักษาอัตลักษณ์มลายูไว้แต่ต้องการให้คนในชุมชนสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ไปพร้อมกัน ‘ความเป็นมลายู’ จึงเป็นเรื่องของสิงคโปร์ทั้งประเทศ คำพูดอีกช่วงหนึ่งที่มีนัยสำคัญคือ หว่องไม่ได้บอกว่า “คนมลายูควรเรียนภาษามลายู” แต่พูดว่าชาวสิงคโปร์ควรเรียนภาษามลายู และเข้าใจวัฒนธรรมมลายูให้มากขึ้น

ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ เพราะเมื่อผู้นำประเทศพูดแบบนี้ ภาษามลายูจึงไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเรื่องของประชากรกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น ความรู้ที่มีคุณค่าสำหรับคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องอาศัยตลาดที่อยู่รอบตัวเองในการเติบโต

มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน รวมถึงตลาดมุสลิมและอุตสาหกรรมฮาลาลที่กว้างออกไป ล้วนเป็นพื้นที่ซึ่งความเข้าใจด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจได้

ประเทศเล็ก จึงต้องใช้ ‘ทุกอย่างที่มี’ ให้เป็นข้อได้เปรียบ หากมองให้ลึกกว่าสุนทรพจน์เรื่องภาษา สิ่งที่ลอว์เรนซ์ หว่องกำลังสื่ออาจเป็นวิธีคิดแบบสิงคโปร์ที่เห็นได้มาตลอด ประเทศที่มีประชากรและพื้นที่จำกัด ไม่สามารถปล่อยให้ทรัพยากรใดเป็นเพียง “ของที่มีอยู่” แต่ต้องคิดต่อว่า สิ่งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไรท่าเรือกลายเป็น Logistics Hub ตำแหน่งที่ตั้งกลายเป็น Financial Hub

ความหลากหลายทางเชื้อชาติกลายเป็นความสามารถในการเชื่อมต่อกับโลก และครั้งนี้ ภาษาและวัฒนธรรมมลายู ก็กำลังถูกเชื่อมเข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แล้วประเทศไทยล่ะ?

เรื่องนี้จึงน่าสนใจสำหรับไทยไม่น้อย ประเทศไทยมีพรมแดนเชื่อมต่อกับหลายประเทศ มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับทั้งลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย และจีนตอนใต้ เรามีชุมชนที่พูดภาษาต่าง ๆ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นจำนวนมาก และยังอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียนแผ่นดินใหญ่

คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะรักษาความหลากหลายเหล่านี้อย่างไร แต่อาจต้องถามต่อว่า

เราจะเปลี่ยนความหลากหลายที่มี ให้กลายเป็นความสามารถของประเทศไทยในการทำธุรกิจ เชื่อมตลาด และสร้างอิทธิพลในภูมิภาคได้อย่างไร

เพราะสิ่งที่สิงคโปร์กำลังแสดงให้เห็นคือ Soft Power อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการส่งวัฒนธรรมของตัวเองออกไปขายให้โลกเสมอไป บางครั้ง Soft Power และ Economic Power อาจเริ่มจากการ “เข้าใจคนที่อยู่รอบตัวเราให้ดีกว่าคนอื่น” และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้เป็นโอกาส

นี่อาจเป็นสารสำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่ในสุนทรพจน์ภาษามลายูของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ใน National Day Rally 2026

THE STATES TIMES

เวียดนาม รื้อกติกาที่ดิน!! เซ็ตเป้าหมาย GDP โต 10% ลดขั้นตอนเวนคืนที่ดินทันใจ ปลดล็อกโรงงาน ถนน ดึงทุนลงทุน เปิดเกมแข่งไทยในอาเซียนธุรกิจ

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดิน

เพื่อนบ้านเดิมพัน GDP 10% ปลดล็อกที่ดิน เร่งโรงงาน–ถนน–เงินลงทุนเดินหน้า

ขณะที่หลายประเทศในเอเชียกำลังถามว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้โตท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เวียดนามกลับกำลังตั้งเป้าที่แรงกว่านั้น เศรษฐกิจต้องโตระดับ 10% และสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามเลือกทำ ไม่ได้มีแค่แจกเงิน ลดภาษี หรือออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นแต่กำลังหันไปรื้อ “คอขวดของระบบ” ที่ทำให้โครงการลงทุนเดินช้า หนึ่งในนั้นคือ กติกาเรื่องที่ดิน

เวียดนามกำลังเดินหน้าปรับกฎหมายและกลไกด้านที่ดินครั้งใหญ่ เพื่อเร่งการจัดหาที่ดิน ลดขั้นตอนเวนคืน แก้ปัญหาการชดเชย และปลดล็อกโครงการที่ติดค้างอยู่ในระบบ

เป้าหมายสำคัญคือ

ทำให้ที่ดินพร้อมใช้เร็วขึ้น ทำให้โรงงานเริ่มสร้างเร็วขึ้น ทำให้ถนนและโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าเร็วขึ้น

และทำให้เงินลงทุนเปลี่ยนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่าเดิม

สิ่งที่เวียดนามกำลังทำจึงไม่ใช่เพียงการ “แก้กฎหมายที่ดิน” แต่กำลังพยายามแก้คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าทำอย่างไรให้ประเทศเดินได้เร็วขึ้น ปัญหาของเวียดนาม ไม่ใช่ไม่มีนักลงทุน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจสูงที่สุดจากนักลงทุนต่างชาติในเอเชีย โรงงานใหม่เข้ามา, นิคมอุตสาหกรรมขยายตัว, ธุรกิจเทคโนโลยีตั้งฐาน, เมืองขนาดใหญ่เติบโต รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่การมี “เงินลงทุน” ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะเดินหน้าได้ทันที เพราะหนึ่งในปัญหาที่เวียดนามเผชิญมานานคือ การได้มาซึ่งที่ดิน หลายโครงการต้องติดอยู่กับขั้นตอนการเวนคืน การเจรจาค่าชดเชย การจัดหาพื้นที่ทดแทน

การตั้งถิ่นฐานใหม่ และกระบวนการราชการที่กินเวลายาวนาน

บางโครงการมีเงินพร้อม ผู้ลงทุนพร้อม แบบพร้อมแต่สร้างไม่ได้เพราะ “ที่ดินยังไม่พร้อม” นี่คือจุดที่เวียดนามกำลังพยายามรื้อใหม่ เวียดนามกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง ‘ที่ดิน’ แนวคิดสำคัญของรัฐบาลเวียดนามคือ ไม่มองที่ดินเพียงในฐานะทรัพย์สินที่รัฐต้องควบคุมหรือบริหาร แต่ต้องมองว่า ที่ดินคือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะที่ดินเชื่อมโยงโดยตรงกับ โรงงาน, นิคมอุตสาหกรรม, บ้าน, เมือง, ถนน, รถไฟ, สนามบิน, ท่าเรือ, Data Center, คลังสินค้า, พลังงาน และอุตสาหกรรมใหม่หากขั้นตอนเกี่ยวกับที่ดินใช้เวลานานเกินไป สิ่งที่เสียไปจึงไม่ใช่แค่เวลาของเจ้าของโครงการ แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศนี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเวียดนามกำลังพยายามทำให้กลไกการจัดหาที่ดินและการดำเนินโครงการมีความคล่องตัวมากขึ้น

เป้าหมาย GDP 10% ทำให้ ‘ความเร็ว’ กลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเวียดนามตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเพียง 5-6% การปล่อยให้โครงการหนึ่งล่าช้าอาจยังพอยอมรับได้

แต่เมื่อเป้าหมายถูกยกระดับขึ้นไปถึง 10% ต่อปี ทุกคอขวดจะกลายเป็นปัญหาทันที เพราะเศรษฐกิจจะโตระดับนั้นไม่ได้ หากโรงงานใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มสร้าง ถนนสร้างไม่ได้เพราะเวนคืนไม่เสร็จ

นิคมอุตสาหกรรมมีนักลงทุนรอ แต่ไม่มีพื้นที่พร้อมหรือโครงการเมืองใหม่ติดอยู่กับข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐบาลเวียดนามจึงกำลังเชื่อมเรื่อง “ที่ดิน” เข้ากับเรื่อง “GDP” โดยตรง พูดง่าย ๆ คือ

ถ้าที่ดินเดินช้า เศรษฐกิจก็เดินช้า เร็วขึ้น แต่ต้องไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ดินเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวของเวียดนามมานานเพราะทุกครั้งที่มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น ย่อมมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมดังนั้นโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ได้มีแค่

“ทำอย่างไรให้เวนคืนเร็ว” แต่ต้องตอบอีกคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนที่เสียที่ดิน ยังสามารถมีชีวิตที่ดีหลังการพัฒนา” แนวทางใหม่จึงให้ความสำคัญกับการชดเชยที่เหมาะสม พื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่อยู่อาศัยทดแทนและการลดความแตกต่างของค่าชดเชยในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขใกล้เคียงกัน

นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะหากรัฐเร่งโครงการอย่างเดียว แต่ไม่สามารถจัดการผลกระทบต่อประชาชนได้ดี

ความเร็วที่ได้มา อาจแลกด้วยความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอีกเกมหนึ่งคือ ‘ข้อมูลที่ดิน’

เวียดนามไม่ได้แก้เฉพาะตัวกฎหมายแต่ยังเดินหน้าสร้างระบบข้อมูลที่ดินระดับประเทศเป้าหมายคือทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการใช้ที่ดิน ราคา, ผังเมือง, การใช้ประโยชน์ เขตพัฒนาและพื้นที่ลงทุน เชื่อมโยงกันมากขึ้นในระบบดิจิทัลหากทำได้จริง ประโยชน์จะมีมากกว่าแค่ลดเอกสารราชการ เพราะจะช่วยให้ นักลงทุนตัดสินใจเร็วขึ้น รัฐวางผังได้แม่นขึ้น ประเมินราคาได้โปร่งใสขึ้น ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และลดพื้นที่ของการใช้ดุลพินิจในโลกที่นักลงทุนเปรียบเทียบประเทศแบบวันต่อวัน ข้อมูลที่ช้า ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือการต้องวิ่งหลายหน่วยงาน อาจกลายเป็นเหตุผลให้เงินลงทุนเลือกไปที่อื่นได้ทันที

เวียดนามไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของที่ดิน แต่เปลี่ยนวิธีใช้ที่ดินแม้จะเดินหน้าปฏิรูปครั้งใหญ่ เวียดนามยังคงหลักการพื้นฐานเดิมไว้ที่ดินยังเป็นทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม โดยรัฐเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเปิดเสรีกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบเต็มรูปแบบแต่คือการพยายามทำให้

ทรัพยากรที่ดินถูกนำไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเปลี่ยนจาก“มีที่ดินแต่ใช้ไม่ได้” ไปสู่ “มีที่ดินและพร้อมนำไปใช้สร้างเศรษฐกิจ”

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับไทย ไม่ใช่ว่าเราต้องทำเหมือนเวียดนามประเทศไทยกับเวียดนามกำลังแข่งขันกันมากขึ้นในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการดึงโรงงานจากจีน EV, อิเล็กทรอนิกส์, Data Center, โลจิสติกส์, พลังงาน, อุตสาหกรรมอาหาร และฐานการผลิตเพื่อส่งออก การแข่งขันเหล่านี้ไม่ได้วัดกันแค่ว่า ใครให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าแต่กำลังวัดกันด้วยว่าใครทำให้โครงการเริ่มได้เร็วกว่า หากประเทศหนึ่งลดภาษีให้นักลงทุน 5% แต่อีกประเทศทำให้โรงงานเริ่มก่อสร้างได้เร็วกว่า 2 ปี นักลงทุนอาจเลือกประเทศที่สองเพราะสำหรับธุรกิจระดับโลกเวลา คือ ต้นทุน

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดินพาดหัวนี้อาจฟังดูแรงแต่สารสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “กล้วย” และไม่ได้หมายความว่าไทยไม่ควรทำภาคเกษตร สิ่งที่ควรถามคือ

ในวันที่เราออกโครงการใหม่ ๆ กันอยู่เรื่อย ๆ

เราได้ใช้พลังมากพอหรือยังกับการแก้ระบบเดิมที่ทำให้โครงการเหล่านั้นเดินไม่ได้?

เพราะสิ่งที่เวียดนามกำลังทำคือแทนที่จะถามเพียงว่า “ปีนี้จะมีโครงการอะไรเพิ่ม?” เขากำลังย้อนกลับไปถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้โครงการเดิมเดินช้า?” และเมื่อพบว่าหนึ่งในคำตอบคือ “ที่ดิน” รัฐบาลก็เลือกแตะปัญหานั้นโดยตรง ถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้เดินช้า นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากเวียดนาม

การเติบโตระดับสูงไม่ได้เกิดจากการมีโครงการจำนวนมากเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความสามารถของรัฐในการทำให้ เงิน, คน, ที่ดิน, กฎหมาย, โครงสร้างพื้นฐานและระบบราชการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เวียดนามกำลังเดิมพันว่าถ้าปลดล็อกที่ดินได้โรงงานจะมาเร็วขึ้น การลงทุนจะเกิดเร็วขึ้นโครงสร้างพื้นฐานจะเดินเร็วขึ้นและ GDP จะโตเร็วขึ้นตามไปด้วยผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ยังต้องพิสูจน์

เพราะการปฏิรูปที่ดินเป็นเรื่องซับซ้อน และมีความเสี่ยงทั้งด้านสิทธิประชาชน ราคาที่ดิน การเก็งกำไร และความโปร่งใส

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือเวียดนามไม่ได้กำลังรอให้เศรษฐกิจโตเองเขากำลังพยายามรื้อสิ่งที่เชื่อว่า “ขวางไม่ให้ประเทศโต” และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยน่าจับตามอง เพราะในสมรภูมิใหม่ของอาเซียน การแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครมีโครงการมากกว่า แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถเปลี่ยนโครงการให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วกว่า

THE STATES TIMES

หมายเหตุ: แนวทางแก้ไขกฎหมายและกลไกด้านที่ดินของเวียดนามบางส่วนยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและจัดทำรายละเอียด จึงต้องติดตามตัวบทสุดท้ายและการบังคับใช้ต่อไป

เศรษฐกิจไทยโตได้!! ขนาด GDP ใหญ่ระดับโลก 5 บทเรียนเปลี่ยนของดีให้โต นอร์เวย์–UAE–ออสเตรียชี้ทาง ไทยใช้ศักยภาพเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น

ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

เศรษฐกิจใหญ่ระดับ ‘นอร์เวย์–UAE–ออสเตรีย’ เปิด 5 บทเรียน เปลี่ยนของดีที่ไทยมี ให้สร้างรายได้มากกว่าเดิมหากมองประเทศไทยผ่านข่าวเศรษฐกิจในแต่ละวัน เราอาจรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยเล็ก โตช้า และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามแต่ถ้าถอยออกมามองอีกมุมหนึ่ง จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า

เศรษฐกิจไทยไม่ได้เล็กเลย ข้อมูลจาก IMF World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ประเมิน GDP แบบ Nominal ของไทยไว้ราว 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับประมาณ 32 ของโลก

ขนาดใกล้เคียงกับ นอร์เวย์ 599,000 ล้านดอลลาร์, UAE 622,000 ล้านดอลลาร์, ออสเตรีย 624,000 ล้านดอลลาร์และยังใหญ่กว่า เวียดนาม 527,000 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 516,000 ล้านดอลลาร์, ฟิลิปปินส์ 512,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไทยมีความมั่งคั่งหรือคุณภาพชีวิตเท่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะ GDP ต่อหัวแตกต่างกันมากแต่มันกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า «ประเทศไทยมี “ขนาด” และมี “ฐานเศรษฐกิจ” อยู่แล้ว»

คำถามที่สำคัญกว่า จึงอาจไม่ใช่ว่า “ไทยมีอะไร?” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เรามี สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม?”

บทเรียนที่ 1 จากนอร์เวย์

มีทรัพยากรแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่การขายทรัพยากรคนส่วนใหญ่มักอธิบายความร่ำรวยของนอร์เวย์ง่าย ๆ ว่า “เพราะมีน้ำมัน” แต่หลายประเทศบนโลกก็มีน้ำมัน และไม่ได้ร่ำรวยแบบนอร์เวย์ สิ่งที่นอร์เวย์ทำแตกต่างออกไป คือการไม่มองรายได้จากทรัพยากรเป็นเงินสำหรับใช้ให้หมดในรุ่นเดียว รายได้จากน้ำมันและก๊าซจำนวนมากถูกนำเข้าสู่ Government Pension Fund Global เพื่อบริหารเป็นทรัพย์สินระยะยาว ให้ความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป

รัฐบาลนอร์เวย์ยังใช้กฎการคลังควบคุมการดึงเงินจากกองทุนมาใช้ โดยอิงกับผลตอบแทนระยะยาว แทนที่จะใช้รายได้จากน้ำมันตามกระแสการเมืองในแต่ละปี

ประเทศไทยไม่มีน้ำมันมหาศาลแบบนอร์เวย์ แต่ไทยก็มี “ทรัพยากร” ของเราเอง อาหาร, เกษตร, ผลไม้,สมุนไพร, ทะเล, ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, อาหารไทย, การแพทย์, การบริการและการท่องเที่ยว ดังนั้น บทเรียนจากนอร์เวย์ไม่ใช่ “ไทยต้องไปหาน้ำมัน” แต่คือ อย่าขายทรัพยากรในรูปแบบที่มีมูลค่าต่ำที่สุด

ข้าว อาจไม่จำเป็นต้องจบที่การส่งออกข้าวสาร ผลไม้ อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายผลสด สมุนไพร อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายวัตถุดิบ แต่สามารถพัฒนาต่อไปเป็น

-Functional Food

-Health Product

-Ingredient

-Biotech

-Wellness

-Brand

-Intellectual Property

น่าสนใจว่า World Bank เองจัด Agribusiness และ Sustainable & Health Tourism อยู่ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว

บทเรียนที่ 2 จาก UAE

อย่ามีแค่ “ทำเลดี” ต้องเปลี่ยนทำเลให้เป็นรายได้ UAE มีน้ำมันเป็นจุดเริ่มต้นแต่สิ่งที่ประเทศทำต่อจากนั้นน่าสนใจกว่าเขานำความมั่งคั่งและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ไปสร้าง สายการบิน, สนามบิน, ท่าเรือ ,Logistics, Tourism, Finance, Real Estate, Technology และศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก

รัฐบาล UAE ยังวางยุทธศาสตร์ชัดเจนเรื่องการดึงดูด เงินลงทุน คนเก่ง เทคโนโลยี การวิจัย การท่องเที่ยว และธุรกิจอนาคต เข้าสู่ประเทศ

แล้วประเทศไทยล่ะ? เรามักพูดกันมานานว่า “ไทยอยู่ตรงกลางอาเซียน” แต่คำถามสำคัญคือ เราเปลี่ยนการอยู่ตรงกลาง ให้กลายเป็นรายได้มากพอแล้วหรือยัง?

ประเทศไทยสามารถเชื่อม จีนตอนใต้, ลาว, กัมพูชา, เมียนมา, มาเลเซีย, เวียดนาม และต่อออกไปยังอินเดียเราไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเหมือนดูไบ แต่สามารถสร้างความเป็น Hub ในแบบของไทยเองได้

-Food Hub

-Health & Wellness Hub

-Regional Logistics Hub

-MICE Hub

-Digital & Data Hub

-Creative Production Hub

ทำเลทางภูมิศาสตร์จะไม่มีมูลค่าเต็มที่ หากไม่มีถนน รถไฟ สนามบิน ระบบศุลกากร กฎหมาย และบริการที่ทำให้คนอยากใช้ประเทศไทยเป็นฐาน

บทเรียนที่ 3 จากออสเตรีย

เมื่อคนลดลง ต้องทำให้ “คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น” ออสเตรียกับประเทศไทยมีปัญหาบางอย่างคล้ายกันอย่างน่าสนใจ คือ ประชากรสูงวัย, แรงงานในอนาคตลดลง และ Productivity เติบโตช้า

IMF ประเมินว่าออสเตรียต้องเร่งการปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพราะในระยะยาวการหดตัวของกำลังแรงงานและ Productivity ที่อ่อนแอจะกดศักยภาพการเติบโตของประเทศ

ประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน

IMF ระบุว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยประกอบด้วย การลงทุนต่ำ การเติบโตของผลิตภาพที่ช้า และสังคมสูงวัย แต่ถ้าเรายอมรับว่าแรงงานไทยจะไม่เพิ่มเหมือนในอดีตคำตอบก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะมันบังคับให้ประเทศต้องเปลี่ยนจาก “ใช้คนมาก” ไปสู่ “ทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มูลค่าสูงขึ้น”

-AI

-Automation

-Robotics

-Digital Tools

-Reskill

-Upskill

จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะมาแย่งงานแต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แรงงานไทย World Bank ระบุในรายงานปี 2569 ด้วยว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะ และสถาบันที่รองรับ และสังคมสูงวัยเองก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้

-Healthcare

-Preventive Health

-Longevity

-Senior Living

-Wellness

-อาหารสุขภาพ

-บริการดูแลผู้สูงอายุ

ไทยจึงสามารถเปลี่ยนปัญหา Aging ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้าง Longevity Economy ได้เช่นกัน

บทเรียนที่ 4 จากมาเลเซีย

อย่าทิ้งโรงงาน แต่ทำให้โรงงาน “แพงขึ้น” มาเลเซียกำลังเดินหน้าเข้าสู่ประเทศรายได้สูงแต่บทเรียนสำคัญไม่ใช่การทิ้งอุตสาหกรรมเดิม ตรงกันข้ามมาเลเซียกำลังถามว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทมี Productivity สูงขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้น และจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น

World Bank ระบุว่าความท้าทายของมาเลเซียในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศรายได้สูง คือการสร้าง งานที่มีคุณภาพ ผลิตภาพสูง และค่าจ้างสูงกว่าเดิม และพบว่าบริษัทที่มี Productivity สูงที่สุด 10% จ่ายค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทระดับกลางประมาณ 3 เท่า นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญกับไทยมากเพราะไทยมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่พร้อมอยู่แล้ว World Bank ระบุว่า Manufacturing ของไทยคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และจ้างงานมากกว่า 6.2 ล้านคน

เราไม่จำเป็นต้องเลิกเป็นประเทศอุตสาหกรรมแต่ต้องขยับจาก Manufacturing ไปสู่ Advanced Manufacturing

รถยนต์ → EV / Electronics / Smart Mobility

เครื่องใช้ไฟฟ้า → Energy-efficient Technology

โรงงาน → Automation / AI Factory

ชิ้นส่วน → Advanced Electronics

การผลิตทั่วไป → Green Manufacturing และไทยมีฐานอยู่แล้ว

สินค้า Green Goods คิดเป็นเกือบ 10% ของการส่งออกไทย ขณะที่ World Bank ประเมินว่าเฉพาะการขยาย EV และชิ้นส่วน Solar PV และเทคโนโลยีทำความเย็นประสิทธิภาพสูง สามารถเพิ่มระดับ GDP ไทยได้อีกประมาณ 2.9% ภายในปี 2035 นี่คือข่าวดีเพราะหมายความว่าเราไม่ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทุกตัวบางเครื่องยนต์มีอยู่แล้วแค่ต้อง Upgrade

บทเรียนที่ 5 จากเวียดนาม

อย่าคิดแต่ “โครงการใหม่” ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ของเดิมเดินช้าเวียดนามกำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย IMF ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับประมาณการการเติบโตของเวียดนามขึ้นเป็น 7.5% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.9% แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนจากเวียดนาม ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP สิ่งที่น่าสนใจคือ ความพยายามรื้อคอขวด World Bank ระบุว่าเวียดนามกำลังดำเนินการปฏิรูปขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างระบบบริหารราชการ ขณะที่ยังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึง FDI อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดง่าย ๆ คือถ้าที่ดินทำให้โครงการช้า ก็แก้ที่ดิน ถ้าอนุมัติช้า ก็แก้ขั้นตอนถ้า Infrastructure ไม่พอ ก็ลงทุน Infrastructure

หากบริษัทต่างชาติเข้ามาแล้วบริษัทท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์มากพอ ก็หาทางเชื่อม FDI เข้ากับ Local Supply Chain

ไทยสามารถเรียนรู้วิธีคิดแบบเดียวกันได้เพราะข่าวดีคือนักลงทุนยังสนใจประเทศไทย World Bank ระบุว่า คำขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ของไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเด่นใน Digital Infrastructure Battery Electronics และ EV ดังนั้นปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีเงินอยากเข้าประเทศไทย” แต่คือ ทำอย่างไรให้เงินที่อยากเข้า เปลี่ยนเป็นโรงงาน งาน และรายได้ได้เร็วที่สุด

มาเลเซียเองก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก การปฏิรูปกระบวนการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมใน Kulim และ Johor ช่วยลดเวลาจากที่บางกรณีเคยใช้สูงสุดถึง 3 ปี เหลือประมาณ 10–14 เดือน และตามมาด้วยเงินลงทุนใหม่และการจ้างงานจำนวนมาก เรื่องแบบนี้ไทยสามารถเรียนรู้ได้โดยตรง

ข่าวดีคือ ไทยมี ‘ของ’ อยู่ในมือแล้วหากอ่านมาถึงตรงนี้ อาจดูเหมือนประเทศไทยต้องแก้ทุกอย่าง

แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของไทยไม่ได้แย่เลย World Bank กำลังศึกษาอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศไทย และระบุถึง 5 กลุ่มที่ไทยมีความได้เปรียบชัดเจน

1. Advanced Manufacturingเราไม่ได้เริ่มโรงงานจากศูนย์ เรามี Supplier, Enginee, Factory, Logistics, Automotive, Cluster,Electronics, Cluster โจทย์คือยกระดับมัน

2. Agribusiness ประเทศไทยมีชื่อเรื่องอาหารอยู่แล้วโจทย์คือเปลี่ยนจากขายอาหารเยอะไปสู่ขายอาหารแพงและมี IP

3. Digital Services Data Center, Cloud, AI และ Digital Infrastructure กำลังดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทย โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้คนไทยและบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain นี้มากขึ้น

4. Sustainable & Health Tourism ไทยมี Brand ด้านการท่องเที่ยวและบริการอยู่แล้วโจทย์จึงไม่ควรเป็นแค่ “เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ควรเป็น “เพิ่มรายได้ต่อคนต่อวัน” Wellness, Medical, Longevity, Premium Travel, MICE

5. Creative Economy อาหารไทย, เพลง, หนัง, ซีรีส์, แฟชั่น, ดีไซน์, Content, กีฬา, เทศกาล ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนจาก Culture เป็น Exportable IP ได้

ประเทศไทยอาจไม่ต้องหา ‘เครื่องยนต์ใหม่’ มากเท่าที่คิดเราชอบพูดกันว่าประเทศไทยต้องหา New S-Curve ต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่บางทีคำตอบอีกครึ่งหนึ่งอาจง่ายกว่านั้น คือ เอาเครื่องยนต์ที่เรามีอยู่แล้ว มาทำให้แรงขึ้น

Agriculture → Agribusiness

Tourism → Premium & Health Tourism

Factory → Advanced Manufacturing

Location → Regional Hub

Culture → Creative IP

Workers → AI-enabled Workforce

SME → Productive SME

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศอื่น แต่คือการทำให้ “ประเทศไทยเก่งขึ้นในสิ่งที่ประเทศไทยเก่งอยู่แล้ว” ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

นอร์เวย์สอนเราว่าทรัพยากรต้องถูกเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งระยะยาว UAE สอนว่า ตำแหน่งที่ตั้งสามารถกลายเป็นธุรกิจระดับโลก ออสเตรียเตือนว่าเมื่อคนลดลง Productivity ต่อคนต้องสูงขึ้น

มาเลเซียแสดงให้เห็นว่าโรงงานไม่จำเป็นต้องหายไป แต่ต้องสร้างงานที่แพงขึ้นเวียดนามกำลังพิสูจน์ว่าถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ประเทศเดินช้าแต่ประเทศไทยเองก็มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศเหล่านั้นไม่มี

นั่นคือชุดความได้เปรียบของประเทศไทยเอง เราเป็นประเทศอุตสาหกรรม เราเป็นประเทศอาหาร เราเป็นประเทศท่องเที่ยว เราเป็นประเทศบริการ เราอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ของอาเซียน และเรามีวัฒนธรรมที่โลกเริ่มรู้จักมากขึ้น

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของประเทศในทศวรรษต่อไป อาจไม่ใช่ “ไทยจะเอาอะไรไปสู้คนอื่น?” เพราะขอ จำนวนมากอยู่ในมือเราแล้ว แต่คือ เราจะเปลี่ยน “ของดีที่เรามีให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้เร็วแค่ไหน เพราะประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าในวันพรุ่งนี้ แค่ทำให้ พื้นที่เดิม,โรงงานเดิม, คนเดิมn สินค้าเดิม, วัฒนธรรมเดิมและจุดแข็งเดิม สร้างรายได้ได้มากกว่าเดิม GDP ก็สามารถโต ค่าจ้างก็สามารถโต ธุรกิจก็สามารถโต และสุดท้ายความมั่งคั่งของคนไทยก็สามารถโตตามไปด้วย

นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่าเพียงการถามว่า

“ทำไมประเทศไทยโตช้า?”

สถาบันศึกษาจุดประกาย!! งาน Education Fair คึกคัก วิทยาลัยผู้นำร่วมให้คำแนะนำ เปิดทางเลือกศึกษา ม.ปลาย-มหาวิทยาลัย เคล็ดลับสมัครและค้นหาสายอาชีพ ณ รร.ไทยคริสเตียน

ภาพบรรยากาศวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคมได้เข้าร่วมงาน Education Fair ครั้งที่ 2/2569: Spark-Ed จุดประกายการเรียนรู้ ปลุกพลังในตัวคุณ ณ โรงเรียนไทยคริสเตียน

บอกเลยว่าวันนี้ หอประชุมชั้น 5 อาคาร 50 ปี คึกคักมาก น้องๆ ให้ความสนใจมาเดินชมงานและพูดคุยกับพี่ๆ ตัวแทนสถาบันการศึกษากันอย่างเนืองแน่น

งานนี้จัดเต็มทั้ง:
- แนวทางการเรียนต่อ ม.ปลาย & มหาวิทยาลัย
- บูทแนะแนวหลักสูตรสุดพิเศษจาก วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มาร่วมให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเอง
- เคล็ดลับการเตรียมตัวสมัครเรียน และการค้นหาสายอาชีพที่ใช่

หวังว่าทุกคนจะได้พลังและแรงบันดาลใจกลับไปพร้อมลุยต่อเพื่ออนาคตของตัวเองน้า

ที่มา : https://www.facebook.com/100064529986646/posts/1495088785985440/?rdid=D7DlwRuH3O2crky4#

เด็กภูเก็ตไม่ธรรมดาอีกคน!! ‘น้องพอใจ’ โชว์พลังเสียง คว้าอันดับ 1 Vocal Solo รุ่น 17 ปี ถ้วยแชมป์ร้องเพลงระดับนานาชาติ เวที Taiwan International Music Competition 2026

สร้างชื่อให้กับคนไทย อีกหนึ่งข่าวดีที่สร้างความภูมิใจให้กับชาวภูเก็ต เมื่อน้อง พอใจ นางสาว รัฐฏา ศรีตุลมาศ นักร้องเสียงใส วัย 17 ปี ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยจากจังหวัดภูเก็ต โชว์พลังเสียงโดดเด่นบนเวที คว้าแชมป์ รางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 เหรียญทอง พร้อมถ้วยรางวัล Frist Prize ระเภท Vocal (Music) solo อายุ 17 ปี

จากการแข่งขัน Taiwan international music Competition 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 - 30 สิงหาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ชาวภูเก็ตเตรียมส่งแรงเชียร์ให้ดังไปถึงไต้หวัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=27567368469609249&id=100002884015154&post_id=100002884015154_27567368469609249&rdid=I12G3wypaPXJVMbX#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top