Thursday, 8 October 2026
TheStatesTimes

ประชาธิปัตย์รุ่นใหม่ DIP 16 ลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาคนจนเมือง สอนหลักการ Eightfold Path เชิงนโยบาย ถอดบทเรียนพื้นที่คลองเตย ยานนาวา บางพลัด เตรียมลุย Policy Hackathon 16 ส.ค.

“รัดเกล้า” สอนคนรุ่นใหม่ DIP 16 ถอดบทเรียนลงพื้นที่ คลองเตย–ยานนาวา–บางพลัด สู่การออกแบบนโยบายแก้ปัญหา “คนจนเมือง”

9 ส.ค. 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลักสูตร Democrat Internship Program รุ่นที่ 16 (DIP 16) ที่จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นการถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะให้กับเยาวชน ผ่านการนำบทเรียนจากการลงพื้นที่จริงในคลองเตย ยานนาวา และบางพลัด มาฝึกวิเคราะห์ปัญหา “คนจนเมือง” จากปัญหาที่มองเห็นในพื้นที่ไปสู่การทำความเข้าใจสาเหตุเชิงระบบ และการออกแบบทางเลือกเชิงนโยบาย

นางรัดเกล้า ยังกล่าวอีกว่า เนื้อหาการเรียนรู้ครอบคลุมตั้งแต่ การนิยามปัญหา (Define the Problem) การรวบรวมหลักฐาน (Assemble Evidence) การสร้างทางเลือก (Construct Alternatives) การกำหนดเกณฑ์เพื่อประเมินทางเลือก (Select Criteria) การคาดการณ์ผลลัพธ์ (Project Outcomes) การพิจารณา Trade-offs การตัดสินใจ และการสื่อสารข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นกระบวนการ Eightfold Path สำหรับการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้หลักสูตรดังกล่าวได้เน้นให้เยาวชนตั้งคำถามสำคัญก่อนเสนอทางออกว่า “ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ และรัฐมีเครื่องมืออะไรที่จะเข้าไปแก้ปัญหาได้บ้าง” พร้อมเรียนรู้ว่าการนิยามปัญหาที่ดีต้องไม่รีบฝังทางแก้ไว้ตั้งแต่ต้น แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้สามารถพิจารณาทางเลือกที่หลากหลายบนพื้นฐานของหลักฐาน

ทั้งนี้ การเรียนการสอนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจาก รศ.ดร.ศรายุทธ เรืองสุวรรณ และทีมวิชาการของหลักสูตร

“การลงพื้นที่ไม่ได้เป็นเพียงการไปเห็นปัญหาเท่านั้น แต่จะต้องนำสิ่งที่เห็นกลับมาตั้งเป็นคำถามว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และเราจะเปลี่ยนปัญหานั้นให้กลายเป็นโจทย์นโยบายที่แก้ได้จริงอย่างไร” นางรัดเกล้ากล่าว

สำหรับ DIP 16 เยาวชนจะนำองค์ความรู้จากห้องเรียนและบทเรียนจากการลงพื้นที่มาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อแข่งขันใน Policy Hackathon ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 โดยมี นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. ของพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกเปลี่ยน “ปัญหาสังคม” ให้เป็น “โจทย์นโยบาย” และพัฒนาข้อเสนอที่มีทั้งประโยชน์ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในทางการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนานโยบายสาธารณะ

จีนเปิดตัวเวทีนิวเคลียร์โอลิมปิกสุดปัง!! นักเรียนจีนคว้า 1 ทอง 3 เงิน กวาดเหรียญ INSO ครั้งที่ 3 ศึกวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกโลก เข้าร่วมครั้งแรกก็ผงาดกลุ่มนำ

ทัพนักเรียนมัธยมจีนคว้า 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน การแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

ทัพนักเรียนจีนคว้า 1 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน ในการแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ (INSO) ครั้งที่ 3 ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันเสาร์ (8 ส.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเข้าร่วมแข่งขันรายการนี้เป็นครั้งแรกของจีน

ทีมตัวแทนจีนซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ทำผลงานติดอันดับกลุ่มประเทศที่สร้างผลงานได้ดีที่สุด โดยการแข่งขันดังกล่าวซึ่งกินระยะเวลา 8 วันครั้งนี้ มีทีมตัวแทนจาก 19 ประเทศเข้าร่วมการสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยเนื้อหาครอบคลุมทั้งด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ การป้องกันรังสี และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เป็นต้น

ตาลาล อัลราชิดี (Talal Alrashidi) ตัวแทนคณะกรรมการจัดงาน ได้ต้อนรับการเข้าร่วมของทีมชาติจีน โดยระบุว่านักเรียนจากจีนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณอันดีงามของเยาวชนจีน

หลิวซือฉี ผู้ได้รับเหรียญทอง ซึ่งเป็นนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมศึกษาปักกิ่ง หมายเลข 80 วิทยาเขตวั่งจิง กล่าวว่าการได้ร่วมแข่งขันกับเยาวชนที่โดดเด่นจากทั่วโลกนั้น ช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของตนในการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและสร้างความสำเร็จขั้นใหม่ทางวิทยาศาสตร์

หวังเผิง หัวหน้าคณะผู้แทนจีน รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมนิวเคลียร์แห่งประเทศจีน (CINIS) และประธานสำนักพิมพ์พลังงานปรมาณูแห่งประเทศจีน (China Atomic Energy Press) กล่าวว่า สถาบันฯ จะเดินหน้าส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ให้แพร่หลายต่อไป และสนับสนุนให้เยาวชนที่มีศักยภาพเข้ามาเรียนรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในด้านนิวเคลียร์มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ริเริ่มขึ้นในปี 2024 โดยได้รับการสนับสนุนจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ถือเป็นการแข่งขันโอลิมปิกสำหรับเยาวชนรายการแรกของโลกที่จัดขึ้นเพื่อวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โดยเฉพาะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นความสนใจของเยาวชนในสาขานี้ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ

(แฟ้มภาพซินหัว : หลิวซือฉี (คนที่ 2 จากซ้าย) เจ้าของเหรียญทองการแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ (INSO) ครั้งที่ 3 พร้อมด้วย หวังหยวนฝู (คนแรกจากขวา) ซุนหรงเจ๋อ (คนแรกจากซ้าย) และจางอวี่เซวียน (คนที่ 2 จากขวา) ผู้คว้าเหรียญเงิน ซึ่งทั้งหมดเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาจากกรุงปักกิ่งของจีน ถ่ายภาพหมู่พร้อมเหรียญรางวัล ณ เมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย วันที่ 8 ส.ค. 2026)

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์’ เชื่ออิหร่าน “ไม่มีเงินแล้ว”!! 51 ปีแห่งพฤติกรรมเลวร้าย ค่าเงินเรียลร่วงหนักมาก เศรษฐกิจอิหร่านกำลังถดถอย แรงกดดันจะบีบให้ยอมจำนน

“51 ปีแห่งพฤติกรรมที่เลวร้าย!”

ทรัมป์โพสต์ภาพตอกย้ำว่า “อิหร่านไม่มีเงินแล้ว” พร้อมชี้ให้เห็นค่าเงินเรียลที่ร่วงลงอย่างหนัก อิหร่านกำลังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ และทรัมป์ยังคงมั่นใจว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจจะบีบให้เตหะรานต้องยอมจำนน เพื่อแลกกับการฟื้นตลาดน้ำมันและเงินของตัวเองกลับคืนมา

อเมริกาจะชนะ อิหร่านจะยอมจำนนเพราะไม่มีเงิน... แต่คำถามคือ มันจะง่ายขนาดนั้นจริงหรือ?

ชนชาติเปอร์เซียผ่านสงคราม การคว่ำบาตร และวิกฤติมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ยังคงยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ ขณะที่อิหร่านภายใต้การคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ ยังสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมทางทหารของตัวเองขึ้นมาจนอยู่ในแถวหน้าของภูมิภาค โดยเฉพาะขีปนาวุธและโดรน ซึ่งส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นจากศักยภาพภายในประเทศ มากกว่าการพึ่งพาอาวุธจากต่างชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1369780498643640/?rdid=T4oECxZhGha5Te2C#

รัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์”!! มุ่งหน้า Missing Link แทน ปิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 'อนุทิน' แจงทิศทางใหม่ชัดเจน ทุกฝ่ายต้องจับตาทบทวนยุทธศาสตร์

ฟันธง….พับแผนแลนด์บริดจ์ มุ่งหน้า Missing link
แลนด์บริดจ์จบแล้วในเชิงนโยบายรัฐบาลชุดนี้
เพราะมี 2 เสียงหลักประกบกันแล้ว

อนุทิน: บอกว่าเลิกคิดแลนด์บริดจ์ หันไปทำ Missing Link
เอกนิติ: ผลศึกษาไม่คุ้ม ค่าการลงทุนพับโครงการ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เคยประกาศตั้งแต่ 8 ก.ค. ว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่เสนอ SEC + Land Bridge เข้า ครม. และจะตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย รับฟังความคิดเห็น โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปภายใน 1 ปี

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม ออกอาการงงว่า “ศึกษา 1 ปี มาจากไหนอีก”

ดังนั้นรัฐมนตรีบางคนที่ยังพูดว่า “ขอศึกษาอีก 1 ปี” จึงไม่ได้สะท้อนทิศทางหลักของรัฐบาล แต่เป็น การพยายามเปิดประตูสำรองให้โครงการ มากกว่า

ที่สำคัญสะท้อนว่า รัฐมนตรียังเห็นต่างกันอยู่ หรืออาจจะไม่ได้คุยกัน จึงมีรัฐมนตรีบางคนออกทะเล

และผมว่าเรื่องนี้ต้องจับตาให้ดี เพราะถ้าอนุทินประกาศทิศทางใหม่ชัดแล้ว แต่ยังมีการตั้งกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ต่ออีกปี คำถามจะไม่ใช่ “ศึกษาอะไร” แล้ว แต่จะกลายเป็น

“ตกลงนายกฯ สั่งเลิกแล้ว ทำไมยังมีคนพยายามชุบชีวิตโครงการอีก“ หรือพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง

ส่วน Missing Link ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ฉบับย่อ แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “สร้างโครงสร้างพื้นฐานมหึมาเพื่อหวังดึงสินค้าข้ามคาบสมุทร” มาเป็น “เติมโครงสร้างพื้นฐานที่ขาด และใช้ท่าเรือระนองให้เกิดประโยชน์จริงก่อน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่อนุทินผลักดันล่าสุด

สรุปเป็นประโยคเดียว

“แลนด์บริดจ์ถูกรัฐบาลอนุทินถอยออกจากโต๊ะแล้ว เหลือเพียงบางฝ่ายที่ยังพยายามขอเวลา 1 ปีเพื่อไม่ให้โครงการตายสนิท แต่ทิศทางใหม่คือ Missing Link เพราะรัฐบาลเริ่มยอมรับแล้วว่า ‘ของใหญ่ที่ไม่คุ้ม’ สู้ ‘ของที่จำเป็นและใช้ได้จริง’ ไม่ได้”

นี่แหละ…คือแก่นของเรื่อง ไม่ใช่แค่ “พักโครงการ” แต่เป็น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ครับ เลิกแลนด์บริดจ์ ที่มีแต่แรงต้าน-คัดค้าน ที่มีผลกระทบมาก

“คุกเข่า” กลายเป็นประเด็นร้อนจีน!! ท่าคุกเข่าเดียวกัน แต่ความหมายต่างกัน โซเชียลจีนถกสนั่น “คุกเข่า” แบบไหนคือความเคารพ แบบไหนคือการลดศักดิ์ศรี

ท่าคุกเข่าที่มีความหมายต่างกัน

ภาพ-1 ต่ง ชิง พิธีกร สถานีโทรทัศน์กลาง (CCTV) คุกเข่าสัมภาษณ์ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการกู้ภัย ชาวเน็ตชื่นชมว่าสมเหตุสมผล

ภาพ-2 เฉิน สวน พิธีกรสถานีวิทยุและโทรทัศน์เซี่ยงไฮ้คุกเข่าสัมภาษณ์ทีมสร้างหนัง “The Odyssey” ชาวเน็ตจีนพากันประณามว่า ดูเหมือนเป็นทาสหรือคนรับใช้ นับเป็นประเด็นร้อนของสังคมออนไลน์จีนเมื่อเร็วๆ นี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1402773488381412/?rdid=SRpaCnaS7mhBXHNb#

33 ปี เป็นศาสตราจารย์ได้อย่างไร? ‘รศ.ดร.นพ. พลเทพ’ 5 ปี 30 วันทำตำแหน่ง มุ่งเน้นงานวิจัยที่มีผลจริง ไม่แลกความเร็วกับคุณภาพ สร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.นพ. พลเทพ วิจิตรคุณากร กล่าวบนเฟสบุ๊ค

33 ปี เป็นศาสตราจารย์ได้อย่างไร? ใน 5 ปี 30 วันนับจากวันบรรจุ — แล้วทำอะไรต่อดี?
วันนี้ขอบันทึกอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชีวิตครับ

เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 (เพิ่งมีเวลาตกผลึกได้โพส) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567
ถ้ามองจาก timeline อย่างเดียว อาจดูเหมือนจะวางแผนเรื่องตำแหน่งวิชาการมาตลอด
แต่ความจริง…แต่ละช่วงไม่เหมือนกันเลย

เส้นทางตำแหน่งวิชาการ
อาจารย์ — 2 ม.ค. 62 | อายุ 28 ปี
ผศ. — 6 ม.ค. 63 | อายุ 29 ปี | ใช้เวลา 1 ปี 4 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 1 ปี)
รศ. — 7 ม.ค. 65 | อายุ 31 ปี | ใช้เวลา 2 ปี 1 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 2 ปี)
ศ. — 1 ก.พ. 67 | อายุ 33 ปี | ใช้เวลา 2 ปี 25 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 2 ปี)

รวมจากอาจารย์ → ศาสตราจารย์ 5 ปี 30 วัน
แต่สิ่งที่อยากแชร์จริง ๆ ไม่ใช่วิธี “ทำตำแหน่งให้เร็ว”
เพราะสิ่งที่แต่ละช่วงสอนผมต่างกันมาก

ตอน ผศ. — นับวัน วางแผน แต่ไม่ค่อยรู้เกณฑ์
ตอนเริ่มเป็นอาจารย์ ก็ตั้งใจชัดเจนว่า เมื่อครบเกณฑ์ 1 ปีจะยื่น
พอเริ่มรู้สึกว่า “ใกล้ถึงเวลาแล้ว” แต่ผลงานยังขาดอีกนิด ผมมีข้อมูลวิจัยที่ทำไว้แล้วอยู่ชุดหนึ่ง เลยเร่งปิดงาน วิเคราะห์ เขียน และปั่น paper ชิ้นนั้นให้ตีพิมพ์ทันช่วงเวลาที่จะยื่น
ช่วงนั้นสอนตัวเราเองว่า รู้เกณฑ์ให้ชัด แล้ววางแผนย้อนกลับว่าเรายังขาดอะไร
บางครั้งเราไม่ได้ขาดโอกาสแต่แค่ยังไม่ได้ทำของที่มีอยู่ให้เสร็จ

ตอน รศ. — แทบไม่ได้สะสมผลงานเพื่อ รศ.
ช่วงนี้กลับตรงกันข้าม

ทำงานที่ตัวเองชอบ (ช่วยงานศูนย์วิจัยปัญหาสุรา [ศวส] และสอนวิจัยนักศึกษาแพทย์) ได้ทำงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม เลือกคำถามจากปัญหาจริง และพยายามเลือกงานที่เชื่อว่าจะมี Real-World Impact
พอถึงเวลาหนึ่ง กลับพบว่าผลงานครบสำหรับยื่น รศ. ไปแล้ว (ส่งงานวิจัยไป 6 เรื่อง)
นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก

อย่าทำวิจัยเพียงเพื่อให้ “นับได้”
ทำงานที่มีความหมาย แล้วตำแหน่งจะเป็นผลลัพธ์ตามมา
.
ตอน ศ. — ตั้งใจอีกครั้ง แต่ไม่อยากแลกคุณภาพกับความเร็ว
ตอนยื่น ศ. ผมส่งผลงานวิชาการไป 18 เรื่อง และหนังสือ 1 เล่ม
จริง ๆ ตั้งใจจะยื่นทันทีที่ครบเกณฑ์ 2 ปี แต่สุดท้ายช้าไป 25 วัน เพราะหนังสือยังไม่เสร็จในรายละเอียดที่พอใจ

ผมรู้สึกว่า หนังสือเป็นงานที่รีบไม่ได้
ทุกคำอธิบาย ทุกตัวอย่าง และทุกรายละเอียดต้องดีพอ เพราะสิ่งที่เราเขียนไว้อาจถูกนักศึกษา อาจารย์ หรือนักวิจัยคนอื่นหยิบไปใช้ต่ออีกนาน

สุดท้ายเลยเลือก
“ช้าลงหน่อย แต่ทำให้ละเอียด”

สิ่งที่ทำให้ผมดีใจมากกว่าการที่หนังสือเล่มนี้ถูกใช้ประกอบการขอตำแหน่ง คือหลังจากออกมาแล้ว หนังสือถูกตีพิมพ์ซ้ำไปแล้ว 2 ครั้ง และปัจจุบันขายไปเกือบ 1,000 เล่ม (สนใจกดได้ที่ https://www.chulabook.com/medical-and-nursing/230144...)

สำหรับผม นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่า งานวิชาการที่เราทุ่มเททำ ถ้ามันมีประโยชน์จริง มันสามารถเดินต่อไปได้ไกลกว่าจุดประสงค์แรกที่เราตั้งไว้

แต่ถ้าย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ผมคิดว่า mindset ทั้งหมดนี้เริ่มตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ที่ MMIT Mahidol Wittayanusorn School

ผอ. Thongchai Chewprecha เคยบอกพวกเราว่า คนที่ได้รับโอกาสควรช่วยกันเป็น
“หัวรถจักรของประเทศ”

"Made in Thailand ต้อง by Thai Technology ด้วย"
"น้ำยาง -> ถุงมือยาง เพื่อเพิ่มมูลค่า"
ประโยคนี้อยู่กับผมมาตลอด
มันทำให้ผมเชื่อว่า การได้รับการศึกษาที่ดีไม่ควรจบลงแค่ความสำเร็จของตัวเอง แต่ควรถูกนำกลับไปสร้างประโยชน์ให้คนอื่นและประเทศ

ผมเลือกเป็นหมอ แต่ก็อยากเป็น หมอวิจัย
ไม่เพียงรักษาผู้ป่วยทีละคน แต่พยายามตั้งคำถามจากปัญหาที่เจอ แล้วสร้างความรู้ที่อาจช่วยคนได้อีกเป็นพัน เป็นหมื่น หรือช่วยเปลี่ยนระบบและนโยบายได้

ระหว่างทาง ผมโชคดีมากที่ได้พบครู ผู้ใหญ่ และเพื่อนร่วมงานที่ทำให้แนวคิดนี้ชัดขึ้น
โดยเฉพาะ อาจารย์ Sawitri Assanangkornchai ที่เปิดโอกาสและทำให้เห็นว่า งานวิจัยควรเดินต่อไปถึง policy และการมีประโยชน์ต่อประเทศ

ขอบคุณ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) Centre for Alcohol Studies : CAS ที่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth ที่เป็นสนามจริงให้ผมได้เรียนรู้การเชื่อม

research → policy → impact
ที่นี่ทำให้ผมได้เห็นว่า งานวิจัยไม่ได้จบลงเมื่อ paper ถูกตีพิมพ์ แต่ความรู้สามารถเดินทางต่อไปสู่การสื่อสารสาธารณะ การขับเคลื่อนนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ พัฒนานนโยบาย ระบบสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคนในสังคม

ขอบคุณเพื่อนร่วมงานใน หน่วย สาขาวิชา ที่ร่วมคิด ร่วมทำ และช่วยกันสร้างพื้นที่ให้ผมได้เติบโตทั้งในฐานะแพทย์ อาจารย์ และนักวิจัย

ขอบพระคุณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ให้โอกาส สนับสนุน ทางวิชาการมาโดยตลอด

รวมถึงทีมวิจัย นักศึกษา ผู้ร่วมวิจัย ผู้เก็บข้อมูล ผู้ร่วมเขียน และเพื่อนร่วมงานทุกคน เพราะไม่มี paper หรือผลงานชิ้นไหนที่เกิดจากคนคนเดียว

และขอบคุณ ครอบครัว ที่เข้าใจ เปิดโอกาส และให้เวลาผมได้ทำงานในสิ่งที่รัก
ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่ของผมคนเดียว
แต่มีเวลาของครอบครัวอยู่ในนั้นด้วยเสมอ
เมื่อมองย้อนกลับไป.. รู้สึกว่า
ตัวเอง "โชคดี" มากกว่าที่จะรู้สึกว่าเก่ง

ถ้าจะสรุปสิ่งที่เรียนรู้จากเส้นทางนี้ เผื่อเป็นประโยชน์กับอาจารย์ นักวิจัย หรือคนที่กำลังวางเส้นทางของตัวเอง คงมี 3 ข้อ

-รู้เกณฑ์ แล้ววางแผนล่วงหน้า (เหมือนเล่นเกมส์)
-เลือกทำงานที่มีความหมาย และมี Real-World Impact อย่างต่อเนื่อง
- เมื่อเป็นงานที่จะถูกส่งต่อให้คนอื่นใช้ อย่าแลกคุณภาพกับความเร็ว

ยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็น “หัวรถจักรของประเทศ” อย่างที่เคยถูกสอนไว้

แต่จะพยายามเป็นหนึ่งแรงที่ช่วยผลักให้งานวิชาการ ระบบสุขภาพ และสังคมของเราเดินไปข้างหน้า

ขอบพระคุณทุกคนที่ร่วมอยู่ในเส้นทางนี้ครับ และทุกคนที่ร่วมทางกับที่จะเดินทางต่อในอนาคต งานอีกมากมายรอเราอยู่ ยังคันไม้คันมือตลอด

ไทยถกกฎหมายปิดแสงอาชญากร!! สื่อโซเชียลทำหน้าที่เสี่ยง นิวซีแลนด์ใช้กฎหมาย Name Suppression คุ้มครองสิทธิ์ปิดเผยตัวผู้ต้องหาแบบเด็ดขาด ไทยน้อมรับหลักสันนิษฐานบริสุทธิ์ก่อนผิด

ถึงเวลาเลิกให้แสงเหยื่อหรือยัง ไทยพร้อมไหมกับกฎหมายปิดกั้นแสงของอาชญากร

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในไทยในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการกราดยิงในโรงเรียนจนมีการค้นหาตัวครูและนักเรียนที่บูลลี่หรือล่าสุดที่มีการยิงนายก อบจ. นนทบุรีแล้วคนร้ายโทรหานักข่าวช่องดังเพื่อขอมอบตัว นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่โซเชียลตื่นตัวและทำการล่าแม่มดหรือใช้สื่อในการเป็นกระบอกแสงส่องหาตัวเอง แต่ในปัญหาระดับชาติอย่างเช่นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางผู้ก่อการร้ายก็ใช้สื่อนี่แหละเป็นตัวเผยแพร่และเป็นกระบอกเสียงตั้งแต่ตอนเรื่องฆ่าตัดคอพระที่ภาคใต้มาแล้ว จนมาวันนี้เริ่มมีคนสังเกตว่าในโลกยุคใหม่ที่สื่อหาได้ตามท้องถนนจนแบบที่เรียกว่าใครๆก็เป็นสื่อได้นั้น เราควรมีกฎหมายที่ออกมาควบคุมสื่อแบบนี้หรือไม่ วันนี้เอย่าจะมาเล่าถึงกฎหมายฉบับหนึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ โดยกฎหมายตัวนี้คือ กฎหมาย Name Suppression / Suppression Order ภายใต้ Criminal Procedure Act 2011 ของนิวซีแลนด์ โดยรายละเอียดของกฎหมายตัวนี้อยู่ที่ มาตรา 200 ระบุว่า ศาลสามารถออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ ชื่อ ที่อยู่ อาชีพและข้อมูลต่างๆที่นำไปสู่การระบุตัวตน ของบุคคลที่ ถูกกล่าวหาหรือถูกตัดสินว่าผิดหรือถูกยกฟ้องได้ โดยกฎหมายนี้ไม่ได้ควบคุมแค่สื่อ แต่รวมไปถึงการโพสต์ลงบนสื่อโซเชียลด้วยเช่นกัน

ในนิวซีแลนด์การปกปิดนั้นต้องมาจากคำสั่งศาล ซึ่งศาลจะพิเคราะห์จากเหตุไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกตัดสินและเหยื่อ ได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง หรืออาจทำให้บุคคลอื่นถูกสงสัยและได้รับความเดือดร้อนอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงกระทบต่อการพิจารณาคดี การสืบสวน การจับกุมจนไปถึงความมั่นคงของประเทศ โดยตัวกฎหมายระบุบทลงโทษทั้งจำและปรับคือเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความกันได้ มาถึงตรงนี้คำถามคือกฎหมายนี้จะตราและใช้ในไทยได้ไหม

คำตอบนั้นง่ายมากคือ “ยาก” เพราะกฎหมายไทยมีหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่กล่าวคือ รัฐธรรมนูญและกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยรับรองหลักว่า บุคคลต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การนำผู้ต้องหามาเปิดเผยตัวต่อสื่อ หรือทำให้สังคมเข้าใจว่า “เป็นคนร้ายแน่นอนแล้ว” อาจมีปัญหาด้านสิทธิได้ เพราะสมาคมนักข่าวฯ เองเคยเรียกร้องเรื่องการนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวและเปิดเผยใบหน้า โดยอ้างว่ากระทบหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นั่นเอง

ประเด็นต่อมาคือสิ่งที่เป็นผลทางอ้อมของกฎหมายนี้คือการไม่ให้ค่าการกระทำผิดเพื่อลดการเลียนแบบและการคิดว่ามันคือสิ่งที่สามารถทำได้ในสังคมให้ลดลงโดยเฉพาะในเยาวชนและเด็กรวมถึงการจำกัดการให้แสงกับกลุ่มก้อนใดๆที่ต้องการทำอะไรบางสิ่งเพื่อหวังผลให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองด้วยเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยไม่เต็มใบทำไม่ได้แต่ในนิวซีแลนด์และออสเตรเลียที่มีประชาธิปไตยเต็มทั้งใบสามารถทำได้นั่นเอง

ที่มา : AYA

ซาอุ-ตุรกี- ปากีสถาน “ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์” ข้อตกลงใหม่สั่นสะเทือนโลกอิสลาม พันธมิตร 3 ชาติประกาศป้องกันร่วม เสริมแกร่งทุน-นิวเคลียร์-กองทัพ ท้าทายร่มคุ้มกันสหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตก

"ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์" – “Islamic NATO” กับจุดเปลี่ยนดุลอำนาจและการก่อตัวของความมั่นคงรูปแบบใหม่ในโลกอิสลาม?

การลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์ (Mecca Joint Defense Agreement) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ณ นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยสามผู้นำ ได้แก่ เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน (มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย), ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (ตุรกี) และ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ (ปากีสถาน) ถือเป็นหมุดหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนระเบียบความมั่นคงเดิมในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้

1. สาระสำคัญและโครงสร้าง "การป้องกันร่วม" (Collective Security)
ประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่แวดวงการทูตและหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลก คือการระบุข้อความที่กำหนดว่า "การโจมตีด้วยกำลังอุปสรรคหรือกำลังทหารต่อประเทศใดประเทศหนึ่งในสามประเทศ ให้ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศ" ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกับ มาตรา 5 (Article 5) ของ #องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO)
ข้อตกลงนี้นับเป็นการยกระดับจากความร่วมมือระดับทวิภาคีเดิม (เช่น ข้อตกลงตั้งฐานทัพและซ้อมรบทางอากาศระหว่างซาอุฯ-ปากีสถานเมื่อช่วงต้นปี) ไปสู่การสร้าง "กลไกความมั่นคงร่วมเชิงพหุภาคี" ที่มีสถาบันทางศาสนาและดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างมักกะฮ์เป็นศูนย์กลางเชิงสัญลักษณ์

2. สมการความมั่นคงสามประสาน: เงิน – นิวเคลียร์ – กำลังทหาร
ความร่วมมือของทั้งสามประเทศเป็นการเติมเต็มช่องว่างด้านความมั่นคงที่โดดเด่นที่สุดในโลกอิสลาม:
#ซาอุดีอาระเบีย (ขั้วทุน): ผู้สนับสนุนงบประมาณและเงินทุนมหาศาล พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณของโลกซุนนี
#ปากีสถาน (ขั้วป้องปรามนิวเคลียร์): ประเทศเดียวในโลกอิสลามที่มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครอง ซึ่งทำหน้าที่ขยาย "ร่มนิวเคลียร์" (Nuclear Umbrella) เชิงจิตวิทยามายังคาบสมุทรอาหรับ (แม้ในข้อตกลงจะระบุชัดเจนว่าไม่มีการแบ่งปันหรือย้ายกำลังนิวเคลียร์ออกนอกประเทศก็ตาม)
#ตุรกี (ขั้วกำลังทหารและเทคโนโลยี): สมาชิก NATO ที่มีขนาดกองทัพใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากสหรัฐฯ มีประสบการณ์จัดยุทโธปกรณ์ระดับมาตรฐาน NATO และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโดรน/สงครามสมัยใหม่

3. ปัจจัยเร่ง: วิกฤตความเชื่อมั่นต่อ "ร่มคุ้มกันของสหรัฐฯ"
ชนวนเหตุสำคัญที่บีบให้ประเทศเหล่านี้ต้องสร้างแกนความมั่นคงใหม่ มาจากการเปราะบางของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะหลังจากเหตุปะทะทางทหารกับอิหร่านเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ทำให้ซาอุดีอาระเบียตระหนักว่า "การพึ่งพาความคุ้มครองจากมหาอำนาจนอกภูมิภาคเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง"
ยุทธศาสตร์ระยะยาวของข้อตกลงนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณเปิดหน้าว่า กลุ่มประเทศอิสลามต้องการสร้าง "สถาปัตยกรรมความมั่นคงที่นำโดยชาติในภูมิภาคเอง" (Self-reliant Regional Security Architecture) เพื่อลดการพึ่งพาวอชิงตัน

4. ผลกระทบสะเทือนวงกว้าง (Domino Effect)
-อินเดีย (ตื่นตระหนกสูงสุด): มองว่าข้อตกลงนี้เป็นภัยคุกคามโดยตรง เนื่องจากปากีสถานได้พันธมิตรที่มีทั้งงบประมาณ (ซาอุฯ) และเทคโนโลยีโดรน (ตุรกี) เสริมทัพ อีกทั้งอาจโดนกดดันในเวที OIC ประเด็นแคชเมียร์
-อิสราเอล (ดุลอำนาจเปลี่ยน): ความหวังในการผลักดันข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุฯ ต้องหยุดชะงักลงทันที นอกจากนี้ยังเสียเปรียบเชิงจิตวิทยาจากการที่ปากีสถานขยายร่มป้องปรามครอบคลุมซาอุฯ
-สหรัฐอเมริกา (วางตัวเงียบสงบ/ถูกมองข้าม): ยุทธศาสตร์การควบคุมตะวันออกกลางผ่านการจับคู่กดดันอิหร่านถูกสั่นคลอน อิทธิพลของสหรัฐฯ ในฐานะ "ผู้รับประกันความมั่นคงรายเดียว" (Sole Security Guarantor) ถูกลดบทบาทลง
-รัสเซีย & จีน (มองเป็นโอกาส): รัสเซียมีท่าทีตอบรับเชิงบวกเพราะช่วยสลายการรวมตัวของกลุ่มพันธมิตรตะวันตก ขณะที่จีนสามารถใช้ประโยชน์จากเสถียรภาพใหม่นี้ในการขยายโครงการ Belt and Road (BRI)

#ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์ ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารความร่วมมือทางทหารธรรมดา แต่เป็น "ปฏิญญาทางการเมือง" ที่ประกาศให้โลกรับรู้ว่า มหาอำนาจในโลกอิสลามพร้อมจะกำหนดชะตากรรมความมั่นคงของตนเองโดยไม่รอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก

แม้ในทางปฏิบัติ ความท้าทายเรื่องความขัดแย้งด้านผลประโยชน์เฉพาะตัวของแต่ละประเทศ (ซาอุฯ กังวลเรื่องอิหร่าน, ปากีสถาน กังวลเรื่องอินเดีย, ตุรกี กังวลเรื่องบทบาทในเมดิเตอร์เรเนียนและอิสราเอล) อาจเป็นบททดสอบความแน่นแฟ้นในระยะยาว แต่การเกิดขึ้นของ "พันธมิตรสามประสานมักกะฮ์" ได้เปลี่ยนฉากทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์โลกไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/100075826461941/posts/1064602409410631/?rdid=0KvHTsO9UcxKjLxE#

11 สิงหาคม 1999 สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งใหญ่ เงาดวงจันทร์พาดผ่านโลก ปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่ผู้คนทั่วโลกจับตา ที่ปลุกความสนใจด้านดาราศาสตร์ทั่วโลก

วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นวันที่เกิดหนึ่งในปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก นั่นคือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ซึ่งแนวคราสพาดผ่านพื้นที่หลายประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ก่อนกลายเป็นเหตุการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญที่ถูกจดจำในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

สุริยุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้เงาของดวงจันทร์ทอดลงมายังพื้นผิวโลก หากผู้สังเกตอยู่ในแนวเงามืด หรือ umbra จะมองเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ทั้งดวง กลายเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในเงามัว หรือ penumbra จะมองเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน

เหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในยุโรปและเอเชีย ทำให้มีผู้คนจำนวนมากสามารถเฝ้าชมปรากฏการณ์ได้โดยตรง ขณะที่ผู้ที่อยู่นอกแนวคราสเต็มดวงในหลายภูมิภาค ก็ยังสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วนได้
แนวคราสของสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้เริ่มจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ก่อนพาดผ่านบางส่วนของยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี โรมาเนีย และต่อไปยังตะวันออกกลาง ก่อนสิ้นสุดแนวคราสในเอเชียใต้ พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นจุดหมายของนักดาราศาสตร์ นักท่องเที่ยว และประชาชนที่ต้องการชมช่วงเวลาที่กลางวันกลายเป็นความมืดชั่วขณะ

ในหลายประเทศ ผู้คนรวมตัวกันตามพื้นที่เปิดโล่ง เมืองใหญ่ ชายฝั่ง ภูเขา และสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อเฝ้ารอช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์จนหมด ภาพของท้องฟ้าที่ค่อย ๆ มืดลง อุณหภูมิที่ลดลง และแสงรอบขอบฟ้าที่เปลี่ยนไป กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมจำนวนมากจดจำได้ไม่ลืม

สุริยุปราคาเต็มดวงไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามของธรรมชาติ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ เพราะช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์ หรือโคโรนา ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลก สภาพอากาศ และคลื่นวิทยุ

เหตุการณ์ในปี 1999 ยังเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และใกล้สิ้นสุดสหัสวรรษที่สอง จึงยิ่งทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วโลก บางพื้นที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งสุดท้ายของสหัสวรรษ” ทำให้บรรยากาศการติดตามข่าวและการเดินทางไปชมคราสคึกคักเป็นพิเศษ

สำหรับยุโรป เหตุการณ์ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้จากหลายพื้นที่ของทวีป และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์ สื่อมวลชน โรงเรียน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจพร้อมกัน ผู้คนจำนวนมากเตรียมแว่นกรองแสง กล้องโทรทรรศน์ และอุปกรณ์ถ่ายภาพ เพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญบนท้องฟ้า

อย่างไรก็ตาม การชมสุริยุปราคาจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการมองดวงอาทิตย์โดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้ดวงตาเสียหายอย่างถาวร การรณรงค์ให้ใช้แว่นกรองแสงมาตรฐานและอุปกรณ์สังเกตการณ์ที่ปลอดภัยจึงเป็นส่วนสำคัญของการติดตามปรากฏการณ์ครั้งนี้

ในเชิงสังคม สุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถมองเห็นได้จริงด้วยตา และทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์อย่างชัดเจน
ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ถูกบดบังจนท้องฟ้ามืดลงกลางวันแสก ๆ ยังทำให้หลายคนตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความแม่นยำของการคำนวณทางดาราศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์สามารถทำนายเวลาและเส้นทางของคราสได้ล่วงหน้าอย่างละเอียด

แม้สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดขึ้นหลายครั้งบนโลก แต่แต่ละครั้งมีเส้นทางคราสที่แตกต่างกัน และพื้นที่ที่สามารถเห็นคราสเต็มดวงได้มีขนาดจำกัดมาก ผู้ที่อยู่ในแนวเงามืดเท่านั้นจึงจะได้เห็นดวงอาทิตย์ถูกบังเต็มดวงอย่างสมบูรณ์ ทำให้เหตุการณ์ในปี 1999 กลายเป็นประสบการณ์หายากสำหรับผู้คนจำนวนมากในยุโรปและเอเชีย

สุริยุปราคาเต็มดวงวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 จึงเป็นทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ และประสบการณ์ร่วมของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เป็นวันที่ท้องฟ้ากลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ และทำให้มนุษย์หันกลับไปมองจักรวาลด้วยความตื่นตา

วันนี้จึงควรถูกจดจำในฐานะหนึ่งในปรากฏการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ วันที่เงาของดวงจันทร์พาดผ่านโลก และทำให้ผู้คนในหลายประเทศได้สัมผัสช่วงเวลาสั้น ๆ ที่กลางวันกลายเป็นความมืด พร้อมกับความประทับใจที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://eclipse.gsfc.nasa.gov/SEmono/TSE1999/TSE1999.html?utm_source=chatgpt.com

#TheStatesTimes
#Lite
#CoolLife
#TodaySpecial

ปักกิ่งแห่งที่ 2 เมืองหลวงอนาคต!! เปิดเดินรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ สงอันเป็นเมืองใหม่ห่างปักกิ่ง 105 กม. ลดความแออัดกรุงปักกิ่งด้วยเมืองใหม่ ก่อสร้างเริ่ม 2017 พร้อมขยายระบบรางหลายเส้น

เมืองหลวงที่ 2 ของจีน

วันที่ 7 สิงหาคม 2026 มีการทดลองเดินรถไฟความเร็วสูงสายสงอัน-ซ่างฉิว ช่วงเหอเป่ย

กรุงปักกิ่งมีประชากรกว่า 20 ล้านคน จีนตัดสินใจสร้างเมืองใหม่สงอัน(雄安)ในเขตชนบทที่ห่างจากกรุงปักกิ่ง 105 กิโลเมตร เพื่อย้ายประชากรและหน่วยงานของรัฐส่วนหนึ่งไปเมืองใหม่ แก้ปัญหาความหนาแน่นของกรุงปักกิ่ง

จีนเริ่มก่อสร้างเมืองใหม่สงอันในปี 2017 โดยมีเป้าหมายสร้างเมืองแห่งอนาคต ปี 2020 ก็มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อกรุงปักกิ่งกับเมืองใหม่สงอันแล้ว และกำลังก่อสร้างรถไฟความเร็วอีกหลายเส้นทางซึ่งบางสายใกล้เสร็จและจะเปิดใช้งานในไม่ช้านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1403530481639046/?rdid=we4BVD6uFSxzHtpP#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top