ไทยถกกฎหมายปิดแสงอาชญากร!! สื่อโซเชียลทำหน้าที่เสี่ยง นิวซีแลนด์ใช้กฎหมาย Name Suppression คุ้มครองสิทธิ์ปิดเผยตัวผู้ต้องหาแบบเด็ดขาด ไทยน้อมรับหลักสันนิษฐานบริสุทธิ์ก่อนผิด

ถึงเวลาเลิกให้แสงเหยื่อหรือยัง ไทยพร้อมไหมกับกฎหมายปิดกั้นแสงของอาชญากร

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในไทยในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการกราดยิงในโรงเรียนจนมีการค้นหาตัวครูและนักเรียนที่บูลลี่หรือล่าสุดที่มีการยิงนายก อบจ. นนทบุรีแล้วคนร้ายโทรหานักข่าวช่องดังเพื่อขอมอบตัว นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่โซเชียลตื่นตัวและทำการล่าแม่มดหรือใช้สื่อในการเป็นกระบอกแสงส่องหาตัวเอง แต่ในปัญหาระดับชาติอย่างเช่นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางผู้ก่อการร้ายก็ใช้สื่อนี่แหละเป็นตัวเผยแพร่และเป็นกระบอกเสียงตั้งแต่ตอนเรื่องฆ่าตัดคอพระที่ภาคใต้มาแล้ว จนมาวันนี้เริ่มมีคนสังเกตว่าในโลกยุคใหม่ที่สื่อหาได้ตามท้องถนนจนแบบที่เรียกว่าใครๆก็เป็นสื่อได้นั้น เราควรมีกฎหมายที่ออกมาควบคุมสื่อแบบนี้หรือไม่ วันนี้เอย่าจะมาเล่าถึงกฎหมายฉบับหนึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ โดยกฎหมายตัวนี้คือ กฎหมาย Name Suppression / Suppression Order ภายใต้ Criminal Procedure Act 2011 ของนิวซีแลนด์ โดยรายละเอียดของกฎหมายตัวนี้อยู่ที่ มาตรา 200 ระบุว่า ศาลสามารถออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ ชื่อ ที่อยู่ อาชีพและข้อมูลต่างๆที่นำไปสู่การระบุตัวตน ของบุคคลที่ ถูกกล่าวหาหรือถูกตัดสินว่าผิดหรือถูกยกฟ้องได้ โดยกฎหมายนี้ไม่ได้ควบคุมแค่สื่อ แต่รวมไปถึงการโพสต์ลงบนสื่อโซเชียลด้วยเช่นกัน

ในนิวซีแลนด์การปกปิดนั้นต้องมาจากคำสั่งศาล ซึ่งศาลจะพิเคราะห์จากเหตุไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกตัดสินและเหยื่อ ได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง หรืออาจทำให้บุคคลอื่นถูกสงสัยและได้รับความเดือดร้อนอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงกระทบต่อการพิจารณาคดี การสืบสวน การจับกุมจนไปถึงความมั่นคงของประเทศ โดยตัวกฎหมายระบุบทลงโทษทั้งจำและปรับคือเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความกันได้ มาถึงตรงนี้คำถามคือกฎหมายนี้จะตราและใช้ในไทยได้ไหม

คำตอบนั้นง่ายมากคือ “ยาก” เพราะกฎหมายไทยมีหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่กล่าวคือ รัฐธรรมนูญและกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยรับรองหลักว่า บุคคลต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การนำผู้ต้องหามาเปิดเผยตัวต่อสื่อ หรือทำให้สังคมเข้าใจว่า “เป็นคนร้ายแน่นอนแล้ว” อาจมีปัญหาด้านสิทธิได้ เพราะสมาคมนักข่าวฯ เองเคยเรียกร้องเรื่องการนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวและเปิดเผยใบหน้า โดยอ้างว่ากระทบหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นั่นเอง

ประเด็นต่อมาคือสิ่งที่เป็นผลทางอ้อมของกฎหมายนี้คือการไม่ให้ค่าการกระทำผิดเพื่อลดการเลียนแบบและการคิดว่ามันคือสิ่งที่สามารถทำได้ในสังคมให้ลดลงโดยเฉพาะในเยาวชนและเด็กรวมถึงการจำกัดการให้แสงกับกลุ่มก้อนใดๆที่ต้องการทำอะไรบางสิ่งเพื่อหวังผลให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองด้วยเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยไม่เต็มใบทำไม่ได้แต่ในนิวซีแลนด์และออสเตรเลียที่มีประชาธิปไตยเต็มทั้งใบสามารถทำได้นั่นเอง

ที่มา : AYA