Monday, 20 July 2026
SMEDBank

'ททท.' ผนึก ‘depa-NIA-SME D Bank’ เปิดเวที Travel Tech Startup 2024 เฟ้นหาคนเก่ง ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

เมื่อวานนี้ (5 ก.ย. 67) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA)ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank และหน่วยงานพันธมิตร เปิดเวทีขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยผ่านโครงการประกวดผู้ประกอบการ Travel Tech Startup 2024 เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ Travel Tech Startup พร้อมติดอาวุธทางการตลาดให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพได้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจ พร้อมร่วมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 350,000 บาท และสิทธิประโยชน์จากพันธมิตร

นางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า การท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การแข่งขันจากประเทศต่าง ๆ ที่นำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวที่หลากหลายและคุ้มค่า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในประสบการณ์และรูปแบบการท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น เพื่อพยายามครองความเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

ททท. เล็งเห็นว่า Travel Tech เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยตอบโจทย์การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว จึงได้จัดโครงการประกวดผู้ประกอบการ Travel Tech Startup 2024 เพื่อเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์ในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี นักพัฒนาแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน รวมทั้งโอกาสในการพบกับพันธมิตรที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีทิศทาง ซึ่งเมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีจำนวนผู้ประกอบการ Travel Tech มากขึ้น จะทำให้ข้อมูลและบริการท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น รวมถึงเข้าใจแนวโน้มและความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในตลาดโลกและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลกอีกด้วย

คุณนิตาภา อินชัย หัวหน้างานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า depa มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในภาคการท่องเที่ยวไทย ผ่านโครงการประกวดผู้ประกอบการ Travel Tech Startup 2024 โดยส่งเสริมการผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการเติบโตของ Startup เทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและแนวคิดใหม่ ๆ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ซึ่ง depa เชื่อว่า ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะสามารถสร้างระบบนิเวศทางดิจิทัลที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนให้แก่ Startup ไทยก้าวสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น และนำเสนอเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) กล่าวว่า NIA มุ่งมั่นที่จะผลักดันนวัตกรรมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย ภายใต้โครงการ TAT Travel Tech Startup 2024 นี้ NIA มีวิสัยทัศน์ที่จะส่งเสริมและสนับสนุน Startup ที่มีศักยภาพในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้กลายเป็น Net Zero Tourism เชื่อว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีและน่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดย NIA ได้มุ่งเน้นสร้างการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เช่น นวัตกรรมเส้นทางท่องเที่ยวโลว์คาร์บอนในระดับชุมชน, ยานยนต์ EV สำหรับการท่องเที่ยวทางบกและทางน้ำ เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและการดำเนินงานของธุรกิจการท่องเที่ยวในทุกระดับ NIA มุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของ Startup ด้านการท่องเที่ยวไทย โดยการให้การสนับสนุนทางด้านทรัพยากรและการเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาค

คุณสุชาดา โคตรสิน รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย SME D Bank กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและความท้าทายที่ซับซ้อน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาและขยายธุรกิจ SME D Bank จึงมีวิสัยทัศน์ในการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ Startup และผู้ประกอบการด้าน Travel Tech อย่างครบวงจร ด้วยเงื่อนไขที่เหมาะสมและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการทุกขั้นตอน ธนาคารมุ่งเน้นในการสร้างระบบการเงินที่ยืดหยุ่นเพื่อเสริมสร้างความสามารถ ในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก เชื่อว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพและความยั่งยืนของธุรกิจด้านการท่องเที่ยว พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

โครงการ Travel Tech Startup 2024 เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ Tech Startup ที่มีการดำเนินกิจการมาแล้ว มีผลการเติบโตที่ดี และต้องการต่อยอดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถสมัครเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาและขยายการเติบโตของธุรกิจ พร้อมทั้งเข้าถึงการส่งเสริมตลาดทางการท่องเที่ยว โดยจะประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบในวันที่ 17 ตุลาคม 2567 เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Founder First Date และ Online Bootcamp จำนวน 2 ครั้ง ในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2567 พร้อมทั้งร่วมนำเสนอผลงานใน Opportunity Day ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 เพื่อชิงเงินรางวัลและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากหน่วยงานพันธมิตร 

โดยผู้ชนะอันดับที่ 1 จะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 200,000 บาท อันดับที่ 2 เงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท และ อันดับที่ 3 เงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากหน่วยงานพันธมิตร โดยโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด (Tech Sauce) ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด (Dentsu) บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด (Siam Piwat) และ SIAM PARAGON SCBX NEXT TECH และพันธมิตรด้านสื่อ ประกอบด้วย สมาคมการค้าสตาร์ตอัปไทย Mission To The Moon greenery.org และ สำนักข่าว THE STATES TIMES 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ Startup ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี นักพัฒนาแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สนใจร่วมแข่งขันในโครงการประกวดผู้ประกอบการ Travel Tech Startup 2024 สามารถติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ www.TATstartup.com และ Page Facebook: TAT Startup Thailand เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่ 5 กันยายน 2567 - 4 ตุลาคม 2567

SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน”

SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิด “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” ปูพรม 96 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการ “3 เติม” ได้แก่ เติมทุน-เติมความรู้-เติมโอกาสแก้หนี้อย่างยั่งยืน ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย อยู่รอด ก้าวข้ามวิกฤต และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เปิดให้บริการ ณ ทุกสาขาของ SME D Bank ที่ปัจจุบันมีจำนวน 96 สาขา ครอบคลุมครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ  มีจุดเด่น คือ นำศักยภาพและความเชี่ยวชาญของหน่วยงานพันธมิตรแต่ละแห่ง ซึ่งเบื้องต้นมีประมาณ 15 หน่วยงาน มาผสานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ ในรูปแบบ One Stop Service ครบถ้วนในจุดเดียวโดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว และติดตามผลได้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” ให้บริการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 

ด้านที่ 1 “เติมทุน” พาเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรกผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท นำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน หรือยกระดับกิจการ ได้แก่ สินเชื่อ “SME Green Productivity”, สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” และ สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME”

ด้านที่ 2 “เติมความรู้” พัฒนาธุรกิจครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ใช้บริการสะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24ชม. โดยมีฟีเจอร์สำคัญ ๆ เช่น ระบบ “Business Health Check” ตรวจสุขภาพทางธุรกิจ ระบบ “E-Learning” รวบรวมหลักสูตรความรู้สำคัญ ช่วยเพิ่มศักยภาพการประกอบธุรกิจ ระบบ “SME D Activity” จองเข้าร่วมกิจกรรมเติมความรู้ได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ระบบ “SME D Coach” มีโค้ชมืออาชีพ คอยเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำธุรกิจ ระบบ “SME D Market” ช่วยขยายตลาดด้วย E-marketplace หนุนจับคู่ธุรกิจ และระบบ “SME D Privilege” มอบสิทธิประโยชน์พิเศษและเครื่องมือเสริมแกร่งธุรกิจ ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคดิจิทัลได้อย่างราบรื่น เป็นต้น

ด้านที่ 3 “เติมโอกาส” แก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางฟื้นฟูกิจการ ด้วยมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่ 1.ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2.ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ และ 3.ลดดอกเบี้ยค้างชำระ ช่วยลดภาระการเงิน สร้างโอกาสพลิกฟื้นกิจการ

 

“พิชิต มิทราวงศ์” หัวเรือใหญ่ SME D Bank เสนอตั้ง "ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล" ปั้น Halal Economy เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยทุกมิติ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกิดขึ้นเพื่อ “อยู่ข้างเอสเอ็มอีไทย” ทั้งในมิติการเงินและการพัฒนา ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเติมทุน เสริมความรู้ และเชื่อมโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งการแข่งขันระดับโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

บทบาทของธนาคารภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ปล่อยกู้” แต่ต้องคิดและทำแบบครบวงจร เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ที่มุ่งใช้ทั้ง “ทุน–องค์ความรู้–เทคโนโลยีดิจิทัล” ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มฮาลาลให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กล่าวในงาน "55th Nation Group : THAILAND’s NEW PROSPECT” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ" ช่วง Panel Discussion | Halal Economy ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ว่า ธนาคารภายใต้กำกับของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีสองกระทรวงเป็นเจ้าสังกัดหลัก เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ SME ฮาลาล ยกระดับศักยภาพผ่าน “DX Platform” โดยประกาศแนวทางการดำเนินภารกิจที่ครอบคลุมทั้งภาคการเงิน การพัฒนา และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME อย่างครบวงจร

โดยธนาคารได้วาง “สามธงสำคัญ” เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนผู้ประกอบการ ได้แก่

1. การเติมทุน ซึ่งถือเป็นบทบาทหลักของธนาคาร ในการจัดเตรียมโครงการสินเชื่อและแหล่งทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในตลาดฮาลาล เพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้สะดวกและต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

โดยในส่วนของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อ "ปลุกพลัง SME" สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาทต่อราย เพื่อเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนในธุรกิจ โดยอาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME" สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย เพื่อใช้ในการลงทุน ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ

และสินเชื่อ "SME Green Productivity" สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่ 3 ปี

2. การพัฒนาผู้ประกอบการ เน้นการเตรียมความพร้อมของ SME ก่อนเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านการอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารธุรกิจ ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญกับการยกระดับ SME ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล

โดยได้พัฒนา “DX Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในรูปแบบออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมีเครื่องมือสำคัญหลายด้าน ที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการฮาลาลให้สามารถปรับตัวและพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไซต์เหมือนในอดีต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ประกอบด้วย แพลตฟอร์ม DX by SME D Bank เป็นช่องทางบริการครบวงจร 24 ชั่วโมง, ระบบ Business Health Check ช่วยตรวจสุขภาพทางธุรกิจ, ระบบ E-Learning รวบรวมหลักสูตรความรู้ต่าง ๆ, SME D Coach ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ และ SME D Market ช่องทางขยายตลาด

3. การร่วมลงทุน ธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเข้าร่วมลงทุนเพื่อลดภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้เพียงอย่างเดียว

“เราจะเดินหน้าภารกิจทั้งสามด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฮาลาล ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และก้าวทันโลกดิจิทัล ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) เป็นกลไกใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในสาขาอาหาร แฟชั่น และบริการ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศ ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวว่า อยากให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล” (Halal Economy Integration Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านนโยบายและการประสานงานแบบ Single Command โดยมีการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน

โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย มีงบประมาณรองรับ และกลไกสนับสนุนครบวงจร ทั้งด้านซัพพลายเชน แพลตฟอร์มดิจิทัล การตลาด และการส่งเสริม SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนา ยกระดับ และขยายสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

สำหรับประวัติของนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ถือเป็นนักการเงินสายบริหารที่สั่งสมองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรระดับสูงหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การปกครอง และการจัดการสมัยใหม่ เคยผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร. รุ่นที่ 26) จากสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรสัมมนาผู้บริหารธนาคารและสถาบันการเงิน รุ่นที่ 30 ของสมาคมสถาบันการศึกษาการธนาคารและการเงินไทย รวมถึงหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับผู้บริหารระดับสูง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งช่วยหล่อหลอมวิสัยทัศน์การมองภาพรวมเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน และนโยบายสาธารณะควบคู่กันไปอย่างรอบด้าน

ด้านประสบการณ์การทำงาน นายพิชิตเริ่มเส้นทางอาชีพในธนาคารพาณิชย์เอกชน ใช้เวลากว่า 14 ปีดูแลด้านการอำนวยสินเชื่อและเงินฝาก ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME D Bank) ในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มสินเชื่อนโยบาย จากนั้นเติบโตในสายบริหารอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ดูแลทั้งงานวิเคราะห์สินเชื่อ ปฏิบัติการ และสำนักกรรมการผู้จัดการ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐและยกระดับระบบงานของธนาคารหลายด้าน ก่อนที่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 แต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ SME D Bank โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ถือเป็น “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากการทำงานหน้างานจริงจนก้าวขึ้นมานำทัพเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบัน

 

ก.อุตฯ มอบหมายให้จัดมหกรรม ‘ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน’ ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด เสิร์ฟหนักบริการ “3 เติม” เสริมแกร่งธุรกิจครบวงจร สู่การเติบโตยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” เสริมแกร่งเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาค จัดใหญ่มหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด พาผู้ประกอบการเข้าถึงบริการ “3 เติม” ได้แก่ เติมทุนดอกเบี้ยพิเศษ 3%ต่อปี เติมความรู้ Upskill Reskill ยกระดับธุรกิจ และเติมโอกาสแก้ไขหนี้ยั่งยืน ช่วยก้าวผ่านวิกฤต เดินหน้าต่อ สู่การเติบโตยั่งยืน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” จ.ร้อยเอ็ด ว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจ สงครามการค้า หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีนโยบาย “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” ให้ทุกหน่วยงานภายใต้กำกับนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย  

ทั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึงในส่วนภูมิภาค ได้มอบนโยบายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยเหลือและสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย ผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” กระจายในพื้นที่ต่างๆ โดยนำร่องที่ จ.ร้อยเอ็ด ช่วยให้เอสเอ็มอีในพื้นที่เข้าถึงบริการด้านการเงิน การพัฒนา และแก้ไขหนี้ยั่งยืน ได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และสามารถฝ่าฟันวิกฤตความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที    

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากที่ธนาคารได้เปิดบริการ “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรูปแบบ One Stop Service ณ ทุกสาขาของธนาคาร รวม 96 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการสนับสนุนเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาคได้อย่างกว้างขวาง SME D Bank จึงได้จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ในรูปแบบออนไซต์ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้เอสเอ็มอีเดินหน้าธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ กำหนดจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 4 จังหวัด ช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2568 นี้ โดย จ.ร้อยเอ็ด นับเป็นแห่งแรกของมหกรรมดังกล่าว   

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรม พาเข้าถึงบริการสำคัญ “3 เติม” ได้แก่ ด้านที่ 1 “เติมทุน” สนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ใช้ได้ทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ปรับปรุง หรือยกระดับกิจการ สามารถยื่นกู้ในงานได้ทันที ด้านที่ 2 “เติมความรู้” Upskill Reskill อบรมยกระดับธุรกิจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะด้านตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการปักตะกร้าจำหน่ายสินค้า การผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ การตัดต่อคลิปวิดีโอ รวมถึง เทคนิคไลฟ์ขายสินค้า เป็นต้น อีกทั้ง ยกระดับธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เครื่องมือดิจิทัลครบวงจรที่ให้บริการแบบ Total Solution ใช้งานง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และ ด้านที่ 3 “เติมโอกาส” ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่ 1. ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2. ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่น นําเงินค่างวดแบ่งตัดลดเงินต้น และ 3. ลดดอกเบี้ยค้างชำระ เมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคารหรือปิดบัญชี ช่วยฟื้นฟูกิจการกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีการมอบป้ายสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก SME D Bank อีกทั้ง การออกบูธให้คำปรึกษาและเพิ่มศักยภาพธุรกิจจาก SME D Bank และหน่วยงานพันธมิตร เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) , อุตสาหกรรมจังหวัด , พาณิชย์จังหวัด และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ให้บริการตรวจข้อมูลเครดิต ฟรี เป็นต้น อีกทั้ง การร่วมออกบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากเอสเอ็มอีในพื้นที่ เช่น บริษัท ทรัพย์แสนบุญ จำกัด ผลิตและจําหน่ายแปรรูปสมุนไพร สกัดจากเปปเปอร์มิ้นต์ , BB PILLOW ผู้ผลิตและจําหน่ายชุดเครื่องนอน , เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอารยะฟาร์ม จําหน่ายข้าวอินทรีย์ , KULA BEEF สเต็กไทยวากิว , วาวี่ ฟู้ดส์ ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มผสมวุ้นข้าวหอมมะลิ และเครื่องดื่มผสมน้ำข้าวหอมมะลิสกัด เพื่อสุขภาพ เป็นต้น โดยมีผู้ประกอบการ และประชาชน ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และใกล้เคียง เข้าร่วมจำนวนมาก   

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับการสนับสนุนด้านการเงินและการพัฒนาจาก SME D Bank สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ณ สาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ชี้ทางรอด SME ยุคใหม่ ต้องใช้ ‘เครื่องมือการเงิน’ เป็นตัวเร่ง เลิกคิดแค่ ‘ขายเก่ง’ แต่ต้องเป็น ‘นักลงทุนในธุรกิจตัวเอง’ เพื่อโตอย่างยั่งยืน

(3 ก.พ.69) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมบรรยายในหัวข้อ “กลยุทธ์การเงินยุคใหม่สำหรับ SMEs” ในกิจกรรม D CEO Network รุ่นที่ 4 : The Next Frontier ซึ่งจัดโดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อเดินหน้าเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพผู้บริหารระดับสูง 

ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วย 4 ลำดับขั้นการเติบโต
นายจิตรเทพ ชี้จุดเปลี่ยนสำคัญของการทำธุรกิจยุคนี้ ไม่ใช่แค่การปั้นยอดขาย แต่คือการวางโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมได้ฉายภาพวงจรการเติบโตของธุรกิจ (Business Growth Stages) ไว้ 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
1.    Problem Solution Fit: ธุรกิจเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาได้จริง
2.    Product Market Fit: สินค้าติดตลาด มีฐานลูกค้าที่แท้จริง
3.    Business Market Fit: มีทีมงานและระบบที่พร้อมรองรับการขยายตัว
4.    Financial Instruments Fit: จุดที่นำเครื่องมือทางการเงินเข้ามาเป็นตัวเร่งความเร็ว

พร้อมทั้งระบุด้วยว่า "Financial Instruments Fit" คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ธุรกิจจะไม่ได้เติบโตด้วยแรงของเจ้าของเพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยโครงสร้างทางการเงินและเงินทุนจากภายนอก (Other People’s Money) ไม่ว่าจะเป็นการดึงนักลงทุน การร่วมทุน (Venture Capital) การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO)

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่อง การประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) ซึ่ง SME ไทยหลายรายยังติดกับดักการประเมินค่าด้วย "ความรู้สึก" หรือดูแค่ว่าลงทุนไปเท่าไหร่และอยากได้คืนกี่เท่า แต่ในมุมมองของนักลงทุนมืออาชีพ จะพิจารณาจาก EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา), กระแสเงินสด (Cash Flow) และศักยภาพการเติบโตในอนาคต มากกว่าการดูเพียงงบกำไรขาดทุนปีล่าสุด

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ดันเอสเอ็มอีบุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ร่วมงาน ขยายตลาดออนไลน์เติมทุนพัฒนา สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ติดปีกเอสเอ็มอี บุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมงาน “TikTok Live Commerce EXPO 2026” ขยายตลาดออนไลน์ ดันธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล : นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากผลความสำเร็จของโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2025 ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ร่วมดำเนินการกับ TikTok ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก มีสินค้าเอสเอ็มอีเข้าร่วมกว่า 400 รายการ สามารถสร้างยอดขายให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รวมประมาณ 302 ล้านบาท ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ TikTok Shop กว่า 2,200 ร้านค้า ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 789 ล้านบาท และเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่แหล่งทุนรวมกว่า 487 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ จัดโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม Live Commerce ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการไลฟ์ขายสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ Live Commerce กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง สร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และลดต้นทุนด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

“การปรับตัวเข้าสู่ช่องทางการค้าออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว

โดยงาน TikTok Live Commerce EXPO 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่อง TikTok ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังประมาณ 20 ราย ซึ่งจะร่วมไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์ จะได้รับการอบรมจาก SME D Bank และ TikTok Shop ในหัวข้อการทำโฆษณาผ่าน TikTok Ads และเทคนิคการไลฟ์ขายสินค้า เพื่อเพิ่มทักษะการทำตลาดดิจิทัลและต่อยอดธุรกิจในระยะยาว ฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จัดในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. ณ สำนักงานใหญ่ SME D Bank

โครงการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยผู้สมัครต้องเป็นเจ้าของแบรนด์หรือมีผลิตภัณฑ์ของบริษัทตนเอง โดยต้องไม่เป็นสินค้าผิดกฎหมาย มีร้านค้าใน TikTok Shop เปิดระบบ Affiliate Program และมีตะกร้าสินค้าพร้อมสำหรับการจำหน่าย กำหนด 1 สิทธิ์ต่อ 1 บริษัท

นอกจากนี้ SME D Bank ยังพร้อมสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการ ด้วยแพ็กเกจสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ในช่วง 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง ลงทุน หรือปรับปรุงกิจการ

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ติดต่อฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ ของ SME D Bank โทร. 087-341-8216 / 083-612-2670 / 092-282-3832 และ 089-402-7271 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

ที่สำคัญผู้สมัครจะต้องเป็นเจ้าของแบรนด์และเป็นสินค้าที่ไม่ผิดกฎหมาย ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Shopee ในการที่จะใช้มาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่จะขายในแพลตฟอร์มนั้น มีมาตรฐานหรือไม่อย่างไรเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนเวลาซื้อของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

SME D Bank ติดปีกชุมชน!! ยกระดับผ้าลายโบราณ เสริมทักษะเพิ่มรายได้สูงวัย จับตลาดยุคใหม่พร้อมรักษ์โลก ขยายโมเดลสู่ชุมชนทั่วประเทศ

SME D Bank ติดปีกชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต่อยอดผ้าลายโบราณด้วยดีไซน์ ช่วยขยายตลาด เพิ่มรายได้ผู้สูงอายุ สร้างสังคมเท่าเทียม เติบโตยั่งยืน

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน จัดโครงการยกระดับเพิ่มศักยภาพให้แก่กลุ่มชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ดึงภูมิปัญญาผ้าลายโบราณสมัยอยุธยา ต่อยอดด้วยดีไซน์สมัยใหม่ ยกระดับเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด สนับสนุนเกิดการสร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เกิดเป็นสังคมแห่งความเท่าเทียม และเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน นำหลัก ESG ( Environmental Social และ Governance) ขับเคลื่อนการทำงานในทุกมิติขององค์กร โดยให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่มอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเท่าเทียม เป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน คือ การยกระดับ “ชุมชน” ซึ่งถือเป็นฐานรากของสังคม และเศรษฐกิจไทย ด้วยการเติมเต็มในสิ่งที่ชุมชนต้องการ เพื่อจะพัฒนาสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง ส่งต่อประโยชน์สู่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืนต่อไป

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากนโยบายดังกล่าว ธนาคารจัดโครงการ “SME D Partner by CSR” ลงพื้นที่เข้าไปส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ตัวอย่างหนึ่ง คือ การยกระดับ “วิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก)” ตั้งอยู่ วัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต.บ้านใหญ่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความโดดเด่นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มี "ผ้าลายอย่าง" (จุฬาพัสตร์) ซึ่งเป็นผ้าโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา ถูกค้นพบในตู้พระธรรม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มมีการนำลายผ้าดังกล่าว มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น กระเป๋า และผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาชิกกลุ่มทั้งหมด คือ แม่บ้านสตรีสูงวัย ทำให้ขาดความรู้ในการบริหารจัดการต้นทุนการเงิน รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย อีกทั้ง สินค้ายังไม่มีความหลากหลายมากนัก รวมถึง ช่องทางตลาดค่อนข้างจำกัด มีวางจำหน่ายแค่ ณ สถานที่ตั้งของกลุ่ม ภายในวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) เท่านั้น ดังนั้น SME D Bank ช่วยเสริมศักยภาพ ด้วยการพาวิทยากรของธนาคารที่มีความชำนาญด้านการเงิน และวิทยากรจากหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนอบรมเชิงปฏิบัติการ เช่น แนะนำบริหารการเงิน จัดทำบัญชี อีกทั้ง เชิญ นายธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธาอีส อีโคเลทเธอร์ จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าธนาคาร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตกระเป๋าดีไซน์โดดเด่นจากวัสดุธรรมชาติ มาเป็นวิทยากร ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมและรักษ์โลก ช่วยให้สินค้ามีความหลากหลายทั้งดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย สามารถเพิ่มมูลค่าจากหลักสิบเป็นหลักพัน ช่วยตอบความต้องการผู้บริโภคปัจจุบัน และเทรนด์ธุรกิจสีเขียวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ธนาคารช่วยสนับสนุนด้านการตลาด เช่น จัดทีมทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ เปิดโอกาสให้สินค้ามาขายในงาน SME D Market ที่ธนาคารจัดขึ้น อีกทั้ง นำลวดลายผ้าโบราณมาตัดเย็บเป็นชุดและเครื่องประดับสำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำธนาคาร จัดซื้อสินค้าชุมชนมอบเป็นสินค้าที่ระลึกแก่หน่วยงานพันธมิตรในเทศกาลสำคัญ เป็นต้น อีกทั้ง ชักชวนเยาวชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิต และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีสูงอายุ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดเป็นชุมชนแห่งความสุข เท่าเทียม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป โดยธนาคารจะนำโมเดลความสำเร็จนี้ ขยายไปสู่การสนับสนุนชุมชนอื่นๆ ต่อไป

SME D Bank จับมือ TikTok เติมตลาด!! SMEs ไทยต้องขายให้เป็นในโลกออนไลน์ เปิดทาง SMEs ใช้ AI และคอนเทนต์ดันธุรกิจโตบนโลกออนไลน์ ต่อยอดความสำเร็จ พา SMEs ใช้ครีเอเตอร์–Live Commerce เพิ่มยอดขาย เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ย 3% พร้อมอัปสกิลขายออนไลน์ผ่าน TikTok

SME D Bank ผนึกกำลัง TikTok Thailand ต่อเนื่อง ครั้งที่ 2 ติดอาวุธความรู้ดิจิทัล หนุน SMEs ขยายตลาดออนไลน์ด้วย AI 

SME D Bank จับมือ TikTok Thailand ลงนาม MOU ครั้งที่ 2 เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลและการใช้ AI ให้ผู้ประกอบการ SMEs เสริมศักยภาพการตลาดออนไลน์ พาเติบโตในยุคดิจิทัล พร้อมเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท 

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  และ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy For Southeast Asia ของ TikTok Thailand ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ“สร้างทักษะ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ยุคดิจิทัล” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ขยายระยะเวลาความร่วมมือเพิ่มเป็น 3 ปี หลังจากได้ลงนามร่วมมือกันครั้งแรก เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา  โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีและสักขีพยานการลงนาม เพื่อสานต่อความสำเร็จในความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ก้าวสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำเทคโนโลยี AI ประยุกต์ใช้ในธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะการขยายโอกาสทางการตลาด ผ่านช่องทางแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งกำลังได้รับความนิยม และเติบโตอย่างสูง 

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้าน Digital Business และ Digital Marketing ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs   ผ่านการจัดกิจกรรมและหลักสูตรสร้างทักษะการดำเนินธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI ในหลากหลายรูปแบบ เช่น อบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) แบบ Exclusive  บริการที่ปรึกษาแนะนำพิเศษจากทีม TikTok Thailand  และจัดหลักสูตร e-Learning เรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชม.  เป็นต้น   รวมถึง ได้รับการสนับสนุนเทคนิคและช่องทางนำเสนอสินค้า ผ่านครีเอเตอร์ ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ และผู้เชี่ยวชาญด้าน TikTok Shop, Affiliate Marketing และ Live Commerce  ช่วยเสริมศักยภาพการทำตลาด สร้างรายได้เพิ่ม จากการเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง

นอกจากนั้น เปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนจาก SME D Bank ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท นำไปช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับธุรกิจ ให้สามารถปรับตัวรับตลาดยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs สามารถแจ้งความประสงค์ เข้ารับบริการต่างๆ จากความร่วมมือครั้งนี้ ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของ SME D Bank  เช่น LINE Official Account : SME Development Bank  และ www.smebank.co.th เป็นต้น  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top