Saturday, 17 October 2026
NewsFeed

ใครถือครอง “แร่หายาก” ของโลกมากที่สุด?

ใครถือครอง “แร่หายาก” ของโลกมากที่สุด?
.
สรุปภาพรวมปริมาณสำรอง การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และบริษัทที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม Rare Earth
.
จีนเป็นประเทศที่มีอำนาจต่ออุตสาหกรรมแร่หายากสูงที่สุดในภาพรวม เพราะมีทั้งฐานสำรองขนาดใหญ่ การผลิตเหมืองอันดับ 1 และการแปรรูปที่มีสัดส่วนสูงมากของโลก ขณะที่สหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานนอกจีนผ่าน MP Materials, Lynas Rare Earths และ Iluka Resources.
.
>> Rare Earth คืออะไร?
Rare Earth หรือแร่หายาก โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y)
.
Rare Earth คืออะไร? โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y) มีบทบาทสำคัญในแม่เหล็กถาวร มอเตอร์รถ EV กังหันลม อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
.
เหมือง → แต่งแร่ → แยก/ถลุง → โลหะ/โลหะผสม → แม่เหล็ก
.
ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; USGS China minerals chapter; company disclosures (ข้อมูลปี 2024–2026 ตามแหล่งอ้างอิง)
.
ประเด็นสำคัญ
-จีนมีปริมาณสำรองมากที่สุด อยู่ที่ 44.0 ล้านตัน REO
-จีนผลิตจากเหมืองมากที่สุด 270,000 ตัน REO ในปี 2025 หรือราว 69% ของโลก
-จีนครองการแปรรูปสูงมาก โดย USGS ระบุว่าจีนคิดเป็นประมาณ 87% ของการประมวลผล Rare Earth ในปี 2024
-ไทยผลิตประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 อยู่ลำดับ 5 ตามตาราง USGS
-ผู้เล่นนอกจีนที่โดดเด่น ได้แก่ MP Materials ของสหรัฐฯ และ Lynas Rare Earths กับ Iluka Resources ของออสเตรเลีย
.
1. ประเทศที่มี “ปริมาณสำรอง” แร่หายากมากที่สุด
.
ข้อมูลสำรอง หรือ Reserves หน่วยล้านตัน REO อ้างอิงจาก USGS Mineral Commodity Summaries 2026
.
คำว่า “สำรอง” หมายถึงปริมาณแร่ที่สามารถประเมินได้ว่ามีศักยภาพในการทำเหมืองภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและเทคนิค ณ เวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าประเทศหรือบริษัทจะสามารถผลิตออกมาได้ทั้งหมดทันที
.
อันดับ 1 จีน สำรอง 44.00 ล้านตัน REO (58.4%)
อันดับ 2 บราซิล สำรอง 11.00 ล้านตัน REO (14.6%)
อันดับ 3 ออสเตรเลีย สำรอง 6.30 ล้านตัน REO (8.4%)
อันดับ 4 รัสเซีย สำรอง 3.80 ล้านตัน REO (5.0%)
อันดับ 5 เวียดนาม สำรอง 3.50 ล้านตัน REO (4.6%)
.
อันดับ 6 สหรัฐฯ สำรอง 1.90 ล้านตัน REO (2.5%)
อันดับ 7 กรีนแลนด์ สำรอง 1.50 ล้านตัน REO (2.0%)
อันดับ 8 แทนซาเนีย สำรอง 0.89 ล้านตัน REO (1.2%)
อันดับ 9 แอฟริกาใต้ สำรอง 0.86 ล้านตัน REO (1.1%)
อันดับ 10 แคนาดา สำรอง 0.83 ล้านตัน REO (1.1%)
อันดับ 11 มาเลเซีย สำรอง 0.71 ล้านตัน REO (0.9%)
.
ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026. *คำนวณจากประเทศที่ USGS ระบุตัวเลขสำรองได้ รวมประมาณ 75.29 ล้านตัน REO; USGS รายงานยอดโลกแบบปัดเศษว่า >75 ล้านตัน
.
>>ข้อสังเกตสำคัญ
.
ตัวเลขที่ถูกต้องของบราซิลใน USGS 2026 คือ 11.0 ล้านตัน REO ไม่ใช่ 21.0 ล้านตัน ดังนั้นจีนยังนำห่างมาก ส่วนบราซิลเป็นอันดับ 2 แต่ “มีสำรองมาก” ไม่ได้แปลว่า “ผลิตมาก” — ผลผลิตของบราซิลในปี 2025 อยู่เพียงประมาณ 2,000 ตัน
.
2. ประเทศที่ “ผลิตจากเหมือง” มากที่สุดในปี 2025
.
ผลผลิตเหมืองหน่วยตัน REO equivalent; โลกประมาณ 390,000 ตัน
.
การผลิตเหมืองสะท้อนกำลังต้นน้ำที่เกิดขึ้นจริงในปีนั้น และเป็นตัวชี้วัดที่ต่างจากปริมาณสำรองใต้ดิน จึงทำให้อันดับประเทศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
.
อันดับ 1 จีน ผลผลิตปี 2025 จำนวน 270,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 69.2%
อันดับ 2 สหรัฐฯ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 51,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 13.1%
อันดับ 3 ออสเตรเลีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 29,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 7.4%
อันดับ 4 เมียนมา ผลผลิตปี 2025 จำนวน 22,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 5.6%
อันดับ 5 ไทย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 4,800 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 1.2%
.
อันดับ 6 อินเดีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,900 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%
อันดับ 7 มาดากัสการ์ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,700 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%
อันดับ 8 รัสเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,600 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%
อันดับ 9 บราซิล ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.5%
อันดับ 10 ไนจีเรีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 1,500 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.4%
.
อันดับ 11 ประเทศอื่น ๆ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 550 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.1%
อันดับ 12 เวียดนาม ผลผลิตปี 2025 จำนวน 150 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%
อันดับ 13 มาเลเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 110 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%
.
ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; ผลผลิตโลกปี 2025 ประมาณ 390,000 ตัน REO
.
>>มุมไทย
USGS ประเมินว่าไทยผลิต Rare Earth ประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 เพิ่มจากราว 2,100 ตันในปี 2024 ทำให้ไทยอยู่ลำดับ 5 ของตารางประเทศผู้ผลิตที่ USGS ระบุ อย่างไรก็ตาม USGS ไม่ได้ระบุตัวเลขสำรองของไทยในตารางสำรองปี 2026
.
3. เหตุใดจีนจึง “คุมเกม” มากกว่าตัวเลขสำรอง
.
จุดตัดสำคัญอยู่ที่การแปรรูป Separation / Refining และวัตถุดิบสำหรับแม่เหล็ก
.
ความได้เปรียบของจีนไม่ได้มาจากการมีแร่ใต้ดินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจรตั้งแต่เหมือง การแต่งแร่ การแยกธาตุ การถลุง โลหะ/โลหะผสม ไปจนถึงวัสดุแม่เหล็กถาวร
.
-ผลผลิตเหมืองปี 2025 ของจีน จำนวน 270,000 ตัน หรือราว 69% ของโลก สะท้อนว่าจีนมีวัตถุดิบต้นน้ำขนาดใหญ่มาก
.
-การสกัด/เหมืองปี 2024 ของจีน มากกว่า 70% ของโลก สะท้อนว่าจีนมีน้ำหนักสูงกว่าประเทศอื่นอย่างมาก
.
-การประมวลผลปี 2024 ของจีน ประมาณ 87% ของโลก สะท้อนว่าจีนเป็นคอขวดสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน
.
Heavy Rare Earth บางชนิดของจีนมีความโดดเด่นมาก โดยเฉพาะ Dy / Tb ซึ่งมีความสำคัญต่อแม่เหล็กสมรรถนะสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมกลาโหม
.
ที่มา: USGS China minerals chapter (ข้อมูลอุตสาหกรรมปี 2024) และ USGS Mineral Commodity Summaries 2026 (ผลผลิตปี 2025)
.
อ่านตัวเลขอย่างไร
“สำรอง” = สิ่งที่อยู่ใต้ดินและประเมินว่าทำเหมืองได้
“การผลิต” = ปริมาณที่ขุดออกมาจริง
“การแปรรูป” = ความสามารถเปลี่ยนแร่เข้มข้นให้เป็นผลิตภัณฑ์บริสุทธิ์ที่โรงงานใช้ได้
การมีอำนาจใน Rare Earth จึงต้องดูทั้ง 3 ชั้นพร้อมกัน
.
4. บริษัทที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม Rare Earth
การเรียงลำดับนี้เป็น “ภาพรวมเชิงอิทธิพล” จากฐานทรัพยากร โควตา/กำลังผลิต และบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่อันดับทางการระดับโลก
.
อันดับ 1 China Northern Rare Earth Group ประเทศจีน มีฐานสำคัญอยู่ที่ Bayan Obo / Inner Mongolia จุดแข็งคือเป็นฐาน Light Rare Earth ขนาดใหญ่มาก โดยในปี 2024 ได้รับโควตาเหมือง LRE จำนวน 188,650 ตัน และโควตาถลุง/แยกจำนวน 163,982 ตัน
.
อันดับ 2 China Rare Earth Group ประเทศจีน มีฐานสำคัญอยู่ในจีนตอนใต้ จุดแข็งคือเป็นแกนหลักด้าน Medium & Heavy Rare Earth โดย USGS ระบุว่าบริษัทได้รับโควตา HRE ของจีนทั้งหมดในปี 2024
.
อันดับ 3 MP Materials ประเทศสหรัฐฯ มีฐานสำคัญอยู่ที่ Mountain Pass, California โดยในปี 2025 ผลิต REO concentrate จำนวน 50,692 ตัน และ NdPr oxide จำนวน 2,599 ตัน พร้อมเดินหน้าสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เหมืองไปจนถึงการผลิตแม่เหล็กภายในสหรัฐฯ
.
อันดับ 4 Lynas Rare Earths ประเทศออสเตรเลีย / มาเลเซีย มีฐานสำคัญอยู่ที่ Mt Weld, Kalgoorlie และ Gebeng จุดแข็งคือเป็นผู้ผลิต separated light และ heavy rare earth เชิงพาณิชย์รายสำคัญนอกประเทศจีน
.
อันดับ 5 Iluka Resources ประเทศออสเตรเลีย มีฐานสำคัญอยู่ที่ Eneabba, Western Australia ปัจจุบันกำลังก่อสร้างโรงกลั่นแบบ integrated ซึ่งออกแบบให้มีกำลังการผลิตสูงสุด 23,000 ตัน REO ต่อปี ครอบคลุมทั้ง NdPr และ Dy/Tb
.
ที่มา: USGS China minerals chapter; MP Materials 2025 results; Lynas Rare Earths; Iluka Resources (ดูรายละเอียดแหล่งอ้างอิงท้ายรายงาน)
.
ภาพรวมบริษัทจีน
ในปี 2024 โควตาเหมือง Rare Earth ของจีนรวม 270,000 ตันถูกแบ่งให้ China Northern Rare Earth Group และ China Rare Earth Group โดย Northern Rare Earth ได้โควตา Light Rare Earth 188,650 ตัน ขณะที่ China Rare Earth Group รับโควตา Heavy Rare Earth ทั้งหมด 19,150 ตัน และส่วนที่เหลือของโควตา Light Rare Earth
.
5. เจาะผู้เล่นหลัก 5 ราย
.
China Northern Rare Earth Group | จีน
พึ่งพาฐานทรัพยากร Bayan Obo ใน Inner Mongolia และเป็นแกนหลักของ Light Rare Earth ของจีน มีขนาดการถลุง แยก และวัสดุฟังก์ชัน Rare Earth ใหญ่มากในระดับโลก
.
China Rare Earth Group | จีน
เป็นรัฐวิสาหกิจที่รวมสินทรัพย์ Rare Earth หลายกลุ่มของจีนตอนใต้ มีบทบาทสำคัญต่อ Medium & Heavy Rare Earth ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง
.
MP Materials | สหรัฐฯ
เจ้าของ Mountain Pass, California ซึ่งเป็นฐานเหมืองและแปรรูป Rare Earth ขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ปี 2025 ผลิต REO concentrate 50,692 ตัน และ NdPr oxide 2,599 ตัน พร้อมขยายไปสู่โลหะและแม่เหล็ก NdFeB
.
Lynas Rare Earths | ออสเตรเลีย / มาเลเซีย
ดำเนินการเหมือง Mt Weld ใน Western Australia และแปรรูป/แยก Rare Earth ที่ออสเตรเลียและโรงงาน Lynas Malaysia ใน Gebeng ถือเป็นแกนสำคัญของ supply chain นอกจีน
.
Iluka Resources | ออสเตรเลีย
มี stockpile แร่ monazite ที่ Eneabba และกำลังก่อสร้างโรงกลั่น Rare Earth แบบครบวงจร ออกแบบให้ผลิตได้สูงสุด 23,000 ตัน REO ต่อปี รวมถึง NdPr และ Dy/Tb
.
6. สรุป
.
ประเทศที่มีปริมาณสำรอง Rare Earth มากที่สุด คือ จีน โดยมีปริมาณสำรองประมาณ 44.0 ล้านตัน REO
.
ประเทศที่ผลิต Rare Earth มากที่สุด คือ จีน โดยในปี 2025 มีผลผลิตประมาณ 270,000 ตัน หรือคิดเป็นราว 69% ของผลผลิตทั่วโลก
.
ประเทศที่มีปริมาณสำรอง Rare Earth มากเป็นอันดับ 2 คือ บราซิล โดยมีปริมาณสำรองประมาณ 11.0 ล้านตัน REO
.
ประเทศผู้ผลิต Rare Earth อันดับ 2 คือ สหรัฐฯ โดยในปี 2025 มีผลผลิตประมาณ 51,000 ตัน
.
ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 5 ด้านการผลิต Rare Earth โดยในปี 2025 มีผลผลิตประมาณ 4,800 ตัน
.
คอขวดสำคัญที่สุดของห่วงโซ่อุปทาน Rare Earth คือ การแยกและแปรรูป โดยจีนครองสัดส่วนการ processing ประมาณ 87% ของโลกในปี 2024
.
ผู้เล่นนอกจีนที่มีความโดดเด่น ได้แก่ MP Materials, Lynas และ Iluka โดยสหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังเร่งสร้าง supply chain ทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาจีน
.
กล่าวโดยสรุป
จีนยังเป็นศูนย์กลางอำนาจของ Rare Earth โลก ไม่เพียงมีสำรองและผลผลิตเหมืองสูงสุด แต่ยังครองความสามารถในการแยกและแปรรูปในสัดส่วนสูง ทำให้ประเทศตะวันตกต้องเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานทางเลือกผ่านสหรัฐฯ และออสเตรเลีย
.
หมายเหตุ
-ตัวเลขสำรองเปลี่ยนแปลงได้ตามการสำรวจ ราคา เทคโนโลยี และนิยามทางเศรษฐศาสตร์ของคำว่า “reserve”
.
-การจัดอันดับบริษัทเป็นการสรุปเชิงอุตสาหกรรม ไม่ใช่การจัดอันดับตามมูลค่าบริษัท หรือเปอร์เซ็นต์สำรองโลกที่บริษัทเป็นเจ้าของ
.
-ตัวเลขจีนด้าน processing ที่ประมาณ 87% เป็นข้อมูลปี 2024 ใน USGS China minerals chapter
.
-ส่วนผลผลิตเหมือง 270,000 ตัน เป็นข้อมูลปี 2025 ใน USGS Mineral Commodity Summaries 2026
.
แหล่งอ้างอิงหลัก
1.U.S. Geological Survey — Mineral Commodity Summaries 2026: Rare Earths
2.U.S. Geological Survey — China minerals information / rare-earth industry
3.MP Materials — Full Year 2025 Results
4.MP Materials — Mountain Pass
5.Lynas Rare Earths — About Us
6.Iluka Resources — Rare Earth Products / Eneabba

ใครถือครอง “แร่หายาก” ของโลกมากที่สุด?

สรุปภาพรวมปริมาณสำรอง การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และบริษัทที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม Rare Earth

จีนเป็นประเทศที่มีอำนาจต่ออุตสาหกรรมแร่หายากสูงที่สุดในภาพรวม เพราะมีทั้งฐานสำรองขนาดใหญ่ การผลิตเหมืองอันดับ 1 และการแปรรูปที่มีสัดส่วนสูงมากของโลก ขณะที่สหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานนอกจีนผ่าน MP Materials, Lynas Rare Earths และ Iluka Resources.

>> Rare Earth คืออะไร?

Rare Earth หรือแร่หายาก โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y)

Rare Earth คืออะไร? โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y) มีบทบาทสำคัญในแม่เหล็กถาวร มอเตอร์รถ EV กังหันลม อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

เหมือง → แต่งแร่ → แยก/ถลุง → โลหะ/โลหะผสม → แม่เหล็ก

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; USGS China minerals chapter; company disclosures (ข้อมูลปี 2024–2026 ตามแหล่งอ้างอิง)

ประเด็นสำคัญ

-จีนมีปริมาณสำรองมากที่สุด อยู่ที่ 44.0 ล้านตัน REO

-จีนผลิตจากเหมืองมากที่สุด 270,000 ตัน REO ในปี 2025 หรือราว 69% ของโลก

-จีนครองการแปรรูปสูงมาก โดย USGS ระบุว่าจีนคิดเป็นประมาณ 87% ของการประมวลผล Rare Earth ในปี 2024

-ไทยผลิตประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 อยู่ลำดับ 5 ตามตาราง USGS

-ผู้เล่นนอกจีนที่โดดเด่น ได้แก่ MP Materials ของสหรัฐฯ และ Lynas Rare Earths กับ Iluka Resources ของออสเตรเลีย

1. ประเทศที่มี “ปริมาณสำรอง” แร่หายากมากที่สุด

ข้อมูลสำรอง หรือ Reserves หน่วยล้านตัน REO อ้างอิงจาก USGS Mineral Commodity Summaries 2026

คำว่า “สำรอง” หมายถึงปริมาณแร่ที่สามารถประเมินได้ว่ามีศักยภาพในการทำเหมืองภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและเทคนิค ณ เวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าประเทศหรือบริษัทจะสามารถผลิตออกมาได้ทั้งหมดทันที

อันดับ 1 จีน สำรอง 44.00 ล้านตัน REO (58.4%)

อันดับ 2 บราซิล สำรอง 11.00 ล้านตัน REO (14.6%)

อันดับ 3 ออสเตรเลีย สำรอง 6.30 ล้านตัน REO (8.4%)

อันดับ 4 รัสเซีย สำรอง 3.80 ล้านตัน REO (5.0%)

อันดับ 5 เวียดนาม สำรอง 3.50 ล้านตัน REO (4.6%)

อันดับ 6 สหรัฐฯ สำรอง 1.90 ล้านตัน REO (2.5%)

อันดับ 7 กรีนแลนด์ สำรอง 1.50 ล้านตัน REO (2.0%)

อันดับ 8 แทนซาเนีย สำรอง 0.89 ล้านตัน REO (1.2%)

อันดับ 9 แอฟริกาใต้ สำรอง 0.86 ล้านตัน REO (1.1%)

อันดับ 10 แคนาดา สำรอง 0.83 ล้านตัน REO (1.1%)

อันดับ 11 มาเลเซีย สำรอง 0.71 ล้านตัน REO (0.9%)

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026. *คำนวณจากประเทศที่ USGS ระบุตัวเลขสำรองได้ รวมประมาณ 75.29 ล้านตัน REO; USGS รายงานยอดโลกแบบปัดเศษว่า >75 ล้านตัน

>>ข้อสังเกตสำคัญ

ตัวเลขที่ถูกต้องของบราซิลใน USGS 2026 คือ 11.0 ล้านตัน REO ไม่ใช่ 21.0 ล้านตัน ดังนั้นจีนยังนำห่างมาก ส่วนบราซิลเป็นอันดับ 2 แต่ “มีสำรองมาก” ไม่ได้แปลว่า “ผลิตมาก” — ผลผลิตของบราซิลในปี 2025 อยู่เพียงประมาณ 2,000 ตัน

2. ประเทศที่ “ผลิตจากเหมือง” มากที่สุดในปี 2025

ผลผลิตเหมืองหน่วยตัน REO equivalent; โลกประมาณ 390,000 ตัน

การผลิตเหมืองสะท้อนกำลังต้นน้ำที่เกิดขึ้นจริงในปีนั้น และเป็นตัวชี้วัดที่ต่างจากปริมาณสำรองใต้ดิน จึงทำให้อันดับประเทศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

อันดับ 1 จีน ผลผลิตปี 2025 จำนวน 270,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 69.2%

อันดับ 2 สหรัฐฯ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 51,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 13.1%

อันดับ 3 ออสเตรเลีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 29,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 7.4%

อันดับ 4 เมียนมา ผลผลิตปี 2025 จำนวน 22,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 5.6%

อันดับ 5 ไทย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 4,800 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 1.2%

อันดับ 6 อินเดีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,900 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 7 มาดากัสการ์ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,700 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 8 รัสเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,600 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 9 บราซิล ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.5%

อันดับ 10 ไนจีเรีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 1,500 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.4%

อันดับ 11 ประเทศอื่น ๆ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 550 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.1%

อันดับ 12 เวียดนาม ผลผลิตปี 2025 จำนวน 150 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%

อันดับ 13 มาเลเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 110 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; ผลผลิตโลกปี 2025 ประมาณ 390,000 ตัน REO

>>มุมไทย

USGS ประเมินว่าไทยผลิต Rare Earth ประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 เพิ่มจากราว 2,100 ตันในปี 2024 ทำให้ไทยอยู่ลำดับ 5 ของตารางประเทศผู้ผลิตที่ USGS ระบุ อย่างไรก็ตาม USGS ไม่ได้ระบุตัวเลขสำรองของไทยในตารางสำรองปี 2026

การแก้ปัญหา ส.ว.

การแก้ปัญหา ส.ว. ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ประชาชนเลือกโดยตรง และไม่เห็นด้วยถ้าจะยกเลิก ส.ว. ครับ

.

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร

อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/28617409277885278/?rdid=72MzIjMtYTmpiNT8#

รู้จัก Mokha เมืองประวัติศาสตร์กาแฟเยเมน เมืองท่าประวัติศาสตร์กาแฟ Mokha เมืองท่าต้นกำเนิดชื่อ “Mocha” จากประวัติศาสตร์กาแฟโลก สู่จุดยุทธศาสตร์ริมทะเลแดงหลังมีรายงานฮูตียึดได้

MOKHA เมืองท่าเยเมนย ต้นกำเนิดชื่อ “Mocha” ในโลกกาแฟ
จากศูนย์กลางการค้ากาแฟในอดีต สู่เมืองยุทธศาสตร์ริมทะเลแดงที่กลุ่มฮูตียึดได้เมื่อ 10 กันยายน 2569

Mokha หรือ Al-Makha เป็นเมืองท่าบนชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน ในเขต Taiz Governorate และอยู่ใกล้เส้นทางสู่ช่องแคบ Bab el-Mandeb

ช่วงศตวรรษที่ 16-18 เมืองนี้เป็นศูนย์กลางสำคัญของการส่งออกกาแฟเยเมน จนชื่อ “Mokha/Mocha” กลายเป็นชื่อที่โลกใช้เรียกกาแฟ

ต้นกาแฟอาราบิกามีรากกำเนิดจากแอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะเอธิโอเปีย แต่เยเมนมีบทบาทสำคัญต่อการเพาะปลูก การบริโภค และการค้ากาแฟเชิงพาณิชย์ในระยะแรก

กาแฟไม่ได้ปลูกเป็นหลักในตัวเมือง Mokha แต่ปลูกบนพื้นที่สูงของเยเมน แล้วขนลงมายังท่าเรือเพื่อส่งออก

เมื่อ 10 กันยายน 2569 มีรายงานว่ากลุ่มฮูตียึด Mokha ได้ ทำให้เมืองประวัติศาสตร์กาแฟแห่งนี้กลับมาอยู่ในจุดสนใจด้านภูมิรัฐศาสตร์

1. Mokha คือเมืองอะไร?
Mokha (Mocha, Mokha หรือ Al-Makha; ภาษาอาหรับ المخا) เป็นเมืองท่าของเยเมนบนชายฝั่งทะเลแดง อยู่ในเขต Taiz Governorate ทางตะวันตกของประเทศ มีความสำคัญทั้งในฐานะเมืองท่าประวัติศาสตร์และจุดยุทธศาสตร์บนแนวชายฝั่งใกล้ Bab el-Mandeb ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย

2. ทำไม Mokha จึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์กาแฟโลก?
กาแฟจากพื้นที่สูงของเยเมนถูกลำเลียงมายัง Mokha ก่อนส่งออกไปยังคาบสมุทรอาหรับ อียิปต์ จักรวรรดิออตโตมัน อินเดีย และยุโรป โดยเฉพาะช่วงศตวรรษที่ 16-18 เมือง Mokha กลายเป็นชื่อที่ผูกติดกับกาแฟคุณภาพจากเยเมนอย่างแน่นแฟ้น

พื้นที่ปลูกหลักอยู่บนภูเขาสูงและขั้นบันไดเกษตรของเยเมน ไม่ใช่บริเวณชายฝั่งของตัวเมือง Mokha

เมล็ดกาแฟถูกขนผ่านเส้นทางภายในประเทศมายังตลาดและท่าเรือ ก่อนออกสู่เครือข่ายการค้าทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย

ชื่อเมืองจึงค่อย ๆ กลายเป็นชื่อเรียกกาแฟที่ส่งออกผ่านท่าเรือแห่งนี้

3. “Mocha” เดิมไม่ได้แปลว่ากาแฟใส่ช็อกโกแลต

ความหมายดั้งเดิมของ “Mocha” เชื่อมโยงกับเมือง Mokha และกาแฟเยเมนที่ส่งออกผ่านท่าเรือแห่งนี้ ส่วน Caffè Mocha แบบสมัยใหม่ที่ผสมเอสเปรสโซ นม และช็อกโกแลต เป็นความหมายที่เกิดขึ้นภายหลัง

อดีต: Mocha = กาแฟที่เชื่อมโยงกับเยเมนและการค้าผ่านท่าเรือ Mokha

ปัจจุบัน: Mocha มักหมายถึงเครื่องดื่มกาแฟที่เติมช็อกโกแลต

4. เส้นเวลา: จากกาแฟเยเมนสู่ชื่อที่โลกจดจำ

ช่วงเวลาเหตุการณ์สำคัญ
ศตวรรษที่ 15 เยเมนมีบทบาทสำคัญในการเพาะปลูกและบริโภคกาแฟ โดยเฉพาะในพื้นที่สูงและชุมชนซูฟี
ศตวรรษที่ 16 Mokha เติบโตเป็นท่าเรือสำคัญของกาแฟและการค้าระหว่างประเทศ

ศตวรรษที่ 17-18 ยุครุ่งเรืองของกาแฟ Mocha ในตลาดตะวันออกกลางและยุโรป

ศตวรรษที่ 18-19 การปลูกกาแฟแพร่ไปยัง Java และภูมิภาคอื่น ทำให้บทบาทผูกขาดของเยเมนลดลง

ศตวรรษที่ 19 Aden และ Hodeidah มีบทบาททางการค้ามากขึ้น ขณะที่ Mokha ลดความสำคัญในฐานะท่าเรือกาแฟหลัก
.
5. รสชาติที่ทำให้กาแฟเยเมนแตกต่าง
กาแฟเยเมนแบบดั้งเดิมจำนวนมากใช้กระบวนการตากแห้งแบบ Natural และปลูกในพื้นที่สูงที่แห้งแล้ง จึงมักให้โทนรสเข้มและซับซ้อน เช่น ผลไม้แห้ง อินทผลัม ลูกเกด โกโก้ ดาร์กช็อกโกแลต เครื่องเทศ และกลิ่นหมักคล้ายไวน์ ทั้งนี้รสชาติจริงแตกต่างตามพื้นที่ปลูก สายพันธุ์ และการแปรรูป

6. ทำไม Mokha จึงกลับมาเป็นข่าวในปี 2569?
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 สำนักข่าว AP และ Al Jazeera รายงานว่ากลุ่มฮูตีเข้ายึดเมือง Mokha หลังจากกองกำลังฝ่ายรัฐบาลเยเมนถอนตัว การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญเพราะ Mokha อยู่บนชายฝั่งทะเลแดงใกล้เส้นทางสู่ช่องแคบ Bab el-Mandeb ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินเรือระหว่างเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และคลองสุเอซ

“Mokha ไม่ได้เป็นเพียงชื่อในเมนูกาแฟ แต่คือเมืองท่าของเยเมนที่ช่วยพากาแฟออกสู่โลก จนชื่อเมืองกลายเป็นคำว่า Mocha และวันนี้เมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้กลับมีความสำคัญอีกครั้งในฐานะจุดยุทธศาสตร์ริมทะเลแดง”

'พีระพันธุ์' ชี้ช่องโหว่แผนไฟฟ้า!! ประเมินความต้องการไฟสูงเกินจริง เสี่ยงภาระลงทุนแพงเกินควร ทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน เร่งนำเข้าก๊าซต้นทุนต่ำลดค่าไฟ

“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 ประเมินความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริง เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ ชี้เป็นไปได้ยากคุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท เสนอทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน พร้อมเร่งวางมาตรการนำเข้าก๊าซต้นทุนต่ำ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผน PDP ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า ยังมีประเด็นที่ต้องทบทวน ทั้งประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า สัดส่วนเชื้อเพลิง การลงทุนโรงไฟฟ้า และภาระจากสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชน พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย ท่ามกลางการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ ดังนั้นหากประเมินความต้องการสูงเกินจริงก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนยังคงได้รับประโยชน์ตามกรอบของแผน

นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ที่มีเพียง 1-2 วัน ดังนั้นประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก จึงควรตรวจสอบความจำเป็นของการทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ และสำหรับประมาณการในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ของแผน PDP ที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 50,000 MW ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน หากความต้องการใช้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

นายพีระพันธุ์ ยังตั้งคำถามถึงสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 15 ล้านคัน รวมถึงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันไปเป็นเวลา 20.00-21.00 น. เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากร การลงทุน และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นแผน PDP ฉบับนี้จึงยังมีช่องโหว่อยู่มาก

ในส่วนของแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซอีก 9.1 GW นายพีระพันธุ์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เพราะสามารถรองรับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อจำกัดตามสภาพธรรมชาติ แม้ตามแผน PDP จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่ระบบดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากจะมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ควรใช้โรงไฟฟ้าก๊าซของ กฟผ. เป็นหลัก เพื่อเป็นการลดต้นทุน พร้อมเพิ่มการนำก๊าซจากอ่าวไทยมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า และวางมาตรการนำเข้าก๊าซจากเมียนมาเพิ่มเติม การปรับแหล่งเชื้อเพลิงในลักษณะนี้จะช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันจากความผันผวนของการนำเข้าก๊าซ LNG

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการปรับปรุงแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน โดยระบุว่า ปัจจุบันกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเอกชนสูงกว่าปริมาณที่ถูกสั่งให้ผลิตจริง นำมาสู่ภาระค่าความพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งกลายเป็นต้นทุนใหญ่ที่ประชาชนต้องแบกรับผ่านบิลค่าไฟ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีการหารือเรื่องการแก้ไขสัญญา แต่มักมุ่งไปที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ทั้งที่สัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) มีผลต่อบิลค่าไฟหลายสิบสตางค์ จึงควรนำสัญญากลุ่มนี้มาพิจารณาอย่างจริงจังด้วย

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ยังชี้ว่า การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ยังมีประโยชน์ที่ควรส่งเสริม โดยเฉพาะการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่อาจถูกเผาจนก่อปัญหาฝุ่น PM2.5 สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยจากการผลิตไฟฟ้าชีวมวลอาจอยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย แต่ตัวเลขสัดส่วนไฟฟ้าจากชีวมวลที่ปรากฏในแผน PDP ฉบับนี้ยังต่ำเกินไป

สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ในภาพรวมของเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังคงต้องประเมินผลกระทบจากการนำมาใช้จริง จึงเสนอให้กำหนดสถานะเป็นการทดลองใช้ ไม่ควรกลายเป็นข้อผูกมัดให้ต้องขยายกำลังการผลิตต่อไป โดยที่ยังไม่ทราบผลจากการดำเนินงานช่วงแรกอย่างชัดเจน

ในประเด็นราคาค่าไฟปลีก นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP 2026 ระบุค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย และต้นทุนประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย โดยตัวเลขนี้ยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องมีการลงทุนอีกจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันที่ กฟผ. ยังคงมีภาระหนี้เกือบ 40,000 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนผลิตไฟฟ้าในขณะนี้ก็อยู่ที่ 3.70 บาทต่อหน่วยแล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามแผนและทำได้จริงจะยินดีเพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายพีระพันธุ์ ยังเชื่อมโยงข้อกังวลนี้กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยชี้ให้เห็นว่า การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก และควรพิจารณาความสามารถในการรับภาระของประชาชนควบคู่กัน ไม่ควรเสนอค่าไฟระดับหนึ่งในปัจจุบัน แล้วปล่อยให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาภายหลัง

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าสะอาดเพื่อรองรับเงื่อนไขการส่งออก นายพีระพันธุ์ เสนอให้ส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA เพื่อให้ภาคธุรกิจที่มีความต้องการสามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ ซึ่งแนวทางนี้ควรได้รับการสนับสนุน แทนการนำภาระทั้งหมดมารวมอยู่ในแผน PDP 2026

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า แผน PDP เป็นเพียงการคาดการณ์ จึงต้องวางเงื่อนไขให้ปรับเปลี่ยนได้เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง และภาคเอกชนต้องรับทราบเงื่อนไขนี้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดข้ออ้างว่าลงทุนตามแผนไปแล้วจนไม่สามารถปรับได้ โดยการแก้ไขแผน PDP ต้องนำไปสู่ประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพียงเปิดทางให้เกิดการลงทุนเพิ่มจากเอกชน

“ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน การผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP ควรกำหนดให้ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐเป็นแกนก่อน เพราะการลงทุนของเอกชนย่อมมีเป้าหมายด้านกำไร เพราะฉะนั้นระบบไฟฟ้าควรเป็นบริการสาธารณะที่มีส่วนต่างเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน มากกว่าการสร้างกำไรจำนวนมหาศาลจากเงินประชาชน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

“รัสเซีย” อ้างถล่มเป้าหมายโลจิสติกส์ “ยูเครน”!! โจมตีโครงสร้างทางรถไฟตะวันตก เป้าหมายหลักขนส่งยุทโธปกรณ์ กองทัพเผยโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ ส่งผลกระทบท่าเรือและสถานีไฟฟ้า

กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรป กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานเมื่อวันอาทิตย์

แถลงการณ์ระบุว่า
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ทางทหารจากประเทศในยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป”

เป้าหมายอื่นที่ถูกโจมตี ได้แก่
-เรือขนส่งทางทะเลที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ในท่าเรือโอเดสซา
-ศูนย์โลจิสติกส์ Novaya Pochta ในภูมิภาคโอเดสซา ซึ่งใช้จัดเก็บและกระจายสิ่งของให้กองทัพยูเครน
-สถานีไฟฟ้าย่อย Novaya และ Usatovo ซึ่งใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือในภูมิภาคโอเดสซาและนิโคลาเยฟ
-ศูนย์โลจิสติกส์ Palma, Raben-Ukraine และ Odessa-22 ในเมืองโอเดสซา ซึ่งใช้จัดเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหาร

ที่มา : Sputnik

UAE–อิหร่าน ฟื้นความสัมพันธ์-เพื่อนบ้าน!! หันมาจับมืออิหร่านกลางวิกฤติสงคราม ประธานาธิบดีอิหร่านเผยพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ พร้อมประกาศเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ หลังกระแสตึงเครียดยาวนานในอ่าวเปอร์เซีย

พึ่งพาสหรัฐฯ ไม่ได้! UAE หันจูบปากอิหร่าน หยอดคำหวานเป็นพี่น้องกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิหร่าน ซึ่งความสัมพันธ์เสื่อมทรามลงนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น หันกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดี จากการเปิดเผยของประธานาธิบดีอิหร่านในวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 69) พร้อมระบุทั้ง 2 ชาติต้องการเปลี่ยนหน้าประวิติศาสตร์ของสงคราม

"เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามและมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย เราได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์กับเจ้าชายอาบูดาบี" มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าว หนึ่งวันหลังจากพบปะกับ เจ้าชายชีค คาเลด บิน โมฮาเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ในอินเดีย รอบนอกการประชุมกลุ่มบริกส์

"เราเห็นพ้องกันว่าเราจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ มองไปยังอนาคตและสร้างอนาคตร่วมกัน" ผู้นำอิหร่านกล่าว

หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งโหมกระพือสงครามในตะวันออกกลาง ทางอิหร่านแก้แค้นด้วยการโจมตีบรรดาพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาค โดยที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดนเล่นงานหนักหน่วงที่สุด ต่อมาในเดือนสิงหาคม ยูอีเอตอบโต้ด้วยการระงับการแลกเปลี่ยนทางการค้าและการเงินกับอิหร่าน

ขณะที่ดูไบ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิหร่านที่มีรากฐานมาอย่างยาวนาน และยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

การประชุมระหว่าง 2 ผู้นำเมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการติดต่อระดับสูงสุดระหว่างอิหร่านกับยูเออี นับตั้งแต่ภูมิภาคแห่งนี้ถลำเข้าสู่ความยุ่งเหยิง ตามหลังสหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีแก้แค้นเล่นงานฐานทัพต่าง ๆ ของอเมริกาในบรรดาชาติอ่าวเปอร์เซีย ในนั้นรวมถึงยูเออี

"เราไม่มีปัญหาอะไรกับยูเออี เราไม่มีปัญหากับชาติไหน ๆ ในภูมิภาค เรามีปัญหากับฐานทัพอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานโจมตีประเทศของเรา" เปเซชเคียนกล่าว และว่า "ยูเออีและประเทศอื่นๆในภูมิภาค คือพี่น้องของเรา เราใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกันมาเป็นเวลานานและเรามีการค้า เราสนับสนุนกันและกัน"

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000089704

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685753970223740&id=100063674585845&rdid=Z75wPnlIIPmebxDO#

จีน–อินเดีย เร่งฟื้นกลไกสัมพันธ์!! พบปะนอกรอบ BRICS จีน-อินเดีย ชี้ต้องเป็นหุ้นส่วน เน้นพัฒนาและร่วมมือทางเศรษฐกิจ เดินหน้าสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว

"สี จิ้นผิง-โมดี" ประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก เห็นพ้องจีน-อินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

วันนี้ (13 ก.ย. 69) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วานนี้ (12 ก.ย. 69) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งพบปะหารือนอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ครั้งที่ 18 ในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาและบรรลุฉันทามติสำคัญว่าจีนและอินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

สี จิ้นผิงกล่าวว่าจีนพัฒนาความสัมพันธ์กับอินเดียจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และการพบปะกับโมดีสองครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้ชี้นำความสัมพันธ์ทวิภาคีจากจุดเริ่มต้นใหม่สู่การพัฒนาอันดียิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนเชิงองค์กรระหว่างสองประเทศค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา ความร่วมมือด้านต่าง ๆ เติบโตต่อเนื่อง และการค้าทวิภาคีพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

จีน และอินเดียแม้มีสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน แต่สามารถอาศัยจุดแข็งของกันและกัน สนับสนุนกันและกัน ช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จ และแสวงหาการพัฒนาร่วมกันได้ โดยจีนและอินเดียที่เป็นสองประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดและสมาชิกสำคัญของกลุ่มประเทศโลกใต้ควรแสดงความรับผิดชอบที่สำคัญท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่ปั่นป่วน

ทั้งสองฝ่ายควรคำนึงถึงอนาคตของมนุษยชาติและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของความร่วมมือบริกส์ที่ขยายใหญ่ขึ้น และมีส่วนส่งเสริมพลังงานเชิงบวกสู่สันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของโลกมากขึ้น

สี จิ้นผิง เน้นย้ำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อันเป็นกลางและสมเหตุสมผลในการปรับปรุงความสัมพันธ์จีน-อินเดีย โดยจีนและอินเดียเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกัน ไม่ใช่ศัตรูกัน ทั้งสองประเทศมอบโอกาสการพัฒนาแก่กันมากกว่าสร้างภัยคุกคามต่อกัน สิ่งนี้เป็นดุลยพินิจเชิงยุทธศาสตร์ตามระยะการพัฒนาของสองประเทศและสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

จีนและอินเดียควรช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จผ่านความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นตัวหารร่วมกันที่สำคัญที่สุด เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนฉันมิตรและความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่กัน ขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เที่ยวบินตรง และอื่น ๆ เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนความสัมพันธ์ทวิภาคีจากภาคประชาชน

นอกจากนั้นจีนและอินเดียควรรักษาสมดุลและแก้ไขข้อกังวลทางเศรษฐกิจและการค้าของอีกฝ่าย ส่งเสริมการพัฒนาอันมีเสถียรภาพดีของสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี ใช้ภูมิปัญญาทางการเมืองของการเคารพและเข้าใจกันและกันในการก้าวผ่านอุปสรรค และสร้างความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นชายแดนด้วยการสนับสนุนกันและกัน

ทั้งนี้ จีน และอินเดียควรส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีเพื่อประโยชน์ของโลก ควรสนับสนุนอีกฝ่ายในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มประเทศบริกส์ เสริมสร้างการประสานงานภายในกลไกพหุภาคีอย่างสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และกลุ่มจี20 ยืนเคียงข้างกันในการรับมือความท้าทายระดับโลก และสนับสนุนความยุติธรรมและเป็นธรรมอย่างชัดแจ้ง

ด้านโมดีกล่าวว่าอินเดียพร้อมรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับจีนบนพื้นฐานของความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกัน เสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ส่งเสริมความร่วมมืออันเป็นประโยชน์แก่กัน และยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับสูงยิ่งขึ้น

อินเดียมองความสัมพันธ์อินเดีย-จีนจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และยินดีจะเป็นหุ้นส่วนมากกว่าศัตรูคู่แข่งกับจีน และยกให้การพัฒนาของอีกฝ่ายเป็นโอกาสมากกว่าความท้าทาย โดยอินเดียและจีนควรทำงานร่วมกันเพื่อคุ้มครองสันติภาพและความสุขสงบในพื้นที่ชายแดน

อินเดียขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนอินเดียในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ และอินเดียจะสนับสนุนจีนอย่างเต็มกำลังในการเป็นประธานบริกส์ในปี 2570 โดยอินเดียพร้อมประสานงานและร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศโลกใต้ ส่งเสริมโลกหลายขั้วยิ่งขึ้นและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และเป็นพลังเพื่อเสถียรภาพและความก้าวหน้าในโลกที่วุ่นวาย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685009123631558&id=100063674585845&rdid=obJ1VYfqq4SyQCKv#

‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน

“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน

นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

ผู้ว่าฯ โอกินาวาคนใหม่หนุนแผนฐานทัพสหรัฐฯ ดันรัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าโครงการเฮโนโกะ สนับสนุนฐานทัพสหรัฐฯ ลดความตึงเครียดเกาะติดจีน เศรษฐกิจถูกยกเป็นประเด็นหลัก

สะดวกโยธิน! โอกินาวา ได้ผู้ว่าฯ คนใหม่ สนับสนุนฐานทัพสหรัฐฯ

นาฮา ประเทศญี่ปุ่น (14 ก.ย.) - เก็นตะ โคจา ผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เขากลายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรกในรอบ 12 ปีที่เปิดทางแผนการย้ายฐานทัพของสหรัฐฯ

ชัยชนะของโคจาเหนือเดนนี ทามากิ ผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน ซึ่งคัดค้านการย้ายฐานทัพอากาศนาวิกโยธินสหรัฐฯ ฟูเทนมะ ในกินาวัน ไปยังพื้นที่ชายฝั่งเฮโนโกะในนาโกะ จังหวัดโอกินาวา จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลของทาคาอิจิเดินหน้าโครงการที่เป็นข้อถกเถียงนี้ต่อไป

แตกต่างจากในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ประเด็นการย้ายฐานทัพถูกลดความสำคัญลงไปเมื่อเทียบกับประเด็นทางเศรษฐกิจ และด้วยการต่อสู้ทางกฎหมายกับรัฐบาลกลางตลอดปีที่ผ่านมา และแทบไม่มีมาตรการใดๆ เหลืออยู่สำหรับโอกินาวาที่จะขัดขวางการย้ายฐานทัพ การก่อสร้างฐานทัพทดแทนจึงยังคงดำเนินต่อไป

"ผมจะเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาระในการรองรับฐานทัพสหรัฐฯ" โคจา วัย 42 ปี อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองนาฮาและข้าราชการรัฐบาลกลาง กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อที่สำนักงานหาเสียงของเขาในนาฮา
โคจาให้คำมั่นว่าจะขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าเมื่อใดที่ดินฟูเทนมะจะถูกส่งคืนให้กับเมืองกินาวันหลังจากการย้ายสถานที่ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2036

เขาจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาคนแรกที่เกิดหลังปี 1972 ซึ่งเป็นปีที่เกาะนี้กลับคืนสู่ญี่ปุ่น หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945
นอกจากนี้ โคจายังเป็นผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาคนแรกที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) นับตั้งแต่ปี 2010

ทามากิ วัย 66 ปี คัดค้านแผนการย้ายฐานทัพในปัจจุบันตลอดสองวาระสี่ปีของเขา และเรียกร้องให้ย้ายฐานทัพออกไปนอกจังหวัด ซึ่งยังคงเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่ที่ใช้โดยกองกำลังสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น

“นี่คือทางเลือกที่ประชาชนในโอกินาวาได้ตัดสินใจแล้ว” ทามากิกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการพ่ายแพ้ของเขา ขณะที่เขาปกป้องจุดยืนในการคัดค้านการย้ายฐานทัพ
ผลสำรวจหลังการลงคะแนนของสำนักข่าวเกียวโดแสดงให้เห็นว่า มีเพียง 20.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในขณะที่ 49.5 เปอร์เซ็นต์เลือกเศรษฐกิจในการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาเห็นด้วยกับการย้ายฐานทัพฟูเทนมะ

อัตราการออกเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ 61.57 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น 3.65 จุดเปอร์เซ็นต์จากการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2022

ชุนอิจิ ซูซูกิ เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กล่าวกับผู้สื่อข่าวในโตเกียวว่า ชัยชนะของโคจาจะ "เสริมสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล" พร้อมเสริมว่าพรรคจะ "สนับสนุน" รัฐบาลจังหวัดภายใต้การนำของโคจา

การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีผู้สมัคร 6 คนนี้ เป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นแบบรวมศูนย์ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ทาคาอิจิ ประธานพรรค LDP ซึ่งได้รับความนิยมค่อนข้างสูงนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการ "ทดสอบ" ความแข็งแกร่งของรัฐบาลของเธอ
การย้ายฐานทัพฟูเทนมะเป็นไปตามข้อตกลงปี 1996 ระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพื่อขจัดอันตรายที่ฐานทัพที่พลุกพล่านก่อให้เกิดต่อพื้นที่โดยรอบ

ประวัติศาสตร์ของเกาะ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย เสียงรบกวน และสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายคนในจังหวัดคัดค้านการย้ายฐานทัพ ซึ่งสถานการณ์นี้ยังคงอยู่แม้ว่าความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของโอกินาวาจะเพิ่มขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นกับจีน

ระหว่างการหาเสียง โคจาเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาของเขาที่จะเพิ่มรายได้ต่อหัวของจังหวัดให้เป็นสองเท่า ซึ่งต่ำที่สุดในญี่ปุ่นมานานแล้ว โดยการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
โคจาได้กล่าวว่าเขาจะมุ่งมั่นที่จะขออนุมัติงบประมาณที่มากขึ้นสำหรับการพัฒนาโอกินาวาจากรัฐบาลกลาง หลังจากที่งบประมาณลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต่อต้านการย้ายฐานทัพได้บริหารรัฐบาลท้องถิ่น

นอกเหนือจากพรรคร่วมรัฐบาล LDP และพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็กอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นแล้ว โคจายังได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน พรรคอนุรักษ์นิยมสุดโต่งซันเซโตะ และพรรคโคเมโตะ ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรมายาวนานของ LDP

แม้จะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากพรรคการเมืองใดๆ แต่ทามากิ อดีตผู้ว่าฯ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านการย้ายฐานทัพที่ชื่อว่า "ออลโอกินาวา" ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มฝ่ายซ้าย รวมถึงพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นและพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น

โตเกียวและวอชิงตันยืนยันว่าแผนการย้ายฐานทัพในปัจจุบันเป็น "ทางออกเดียว" ที่รับประกันได้ทั้งการป้องปรามภายใต้พันธมิตรด้านความมั่นคงทวิภาคี และการขจัดอันตรายที่เกิดจากฐานทัพในปัจจุบัน
โอกินาวาตั้งอยู่ใกล้กับจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ไต้หวัน ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางทหารจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจีนมองว่าเกาะประชาธิปไตยที่ปกครองตนเองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน ขณะที่ญี่ปุ่นได้เสริมกำลังป้องกันประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในหมู่เกาะห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดโอกินาวา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685855823546888&id=100063674585845&rdid=eHJja5CjdfZLSZY1#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top