Thursday, 4 June 2026
NATO

เยอรมนีส่ง Eurofighter 2 ลำ สกัดเครื่องบินรัสเซีย IL-20M บินผ่านน่านฟ้าเหนือทะเลบอลติก ก่อนการประชุมใหญ่ NATO

(22 ก.ย. 68) เยอรมนีส่งเครื่องบินรบ Eurofighter 2 ลำ ขึ้นสกัดเครื่องบินลาดตระเวนรัสเซีย Ilyushin IL-20M ที่บินเข้าพื้นที่น่านฟ้าเหนือทะเลบอลติก โดยกองทัพอากาศเยอรมนีกล่าวว่าทีม quick reaction alert ถูก NATO สั่งให้ตรวจสอบเครื่องบินไม่ทราบชื่อ และไม่ได้แจ้งแผนการบินหรือวิทยุสื่อสาร ก่อนส่งการติดตามต่อให้พันธมิตร NATO ในสวีเดน

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ NATO เตรียมประชุม North Atlantic Council เพื่อหารือกรณีเครื่องบินรัสเซีย 3 ลำ MiG-31 รุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ NATO และรัฐบาลยุโรปประณามว่าเป็นการยั่วยุอย่างอันตราย ขณะที่เอสโตเนียเรียกร้องให้เปิดการหารือภายใต้มาตรา 4 ของ NATO เพื่อปกป้องความมั่นคงและอธิปไตย

นอกจากนี้ ความตึงเครียดยังเพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ละเมิดน่านฟ้า NATO ฝั่งตะวันออกหลายครั้ง โรมาเนียพบโดรนรัสเซียและส่งเครื่องบินรบขึ้นสกัด ส่วนโปแลนด์ยิงโดรนรัสเซียระหว่างการโจมตีทางอากาศต่อยูเครน ทำให้ NATO มีส่วนร่วมโดยตรงครั้งแรกในสงครามยูเครน–รัสเซียปีที่ 4 ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่ารัสเซียใช้การล่วงล้ำเพื่อตรวจสอบการตอบสนองและกดดันประเทศสมาชิก NATO

ทั้งนี้ มีการรายงานเพิ่มเติมว่า ยูเครนยังโจมตีพื้นที่รัสเซียชายแดนเบลโกรอด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บ 9 คน ขณะที่ในภูมิภาคซาปอริซเซีย มีรายงานการโจมตีของยูเครนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 14 คน รวมถึงทารกหนึ่งราย โดยสถานการณ์ในแนวรบยังคงมีความรุนแรงและไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

‘สวีเดน’ ย้ำ!! ‘ยูเครน’ อยากได้ ต้องจ่าย Gripen บินได้ ถ้ามีเงิน ดับฝัน!! ‘เซเลนสกี’ ของฟรีไม่มีในโลก อย่าหวังแต่ของบริจาค

(4 ต.ค. 68) Gripen ไม่ใช่ของฟรี!! สวีเดนส่งสัญญาณถึงยูเครน “สนใจยินดี หลังสงครามมาคุยกัน แต่คุณต้องจ่าย”

สวีเดนทำเอายูเครน “ยิ้มค้าง” หลังนายกฯ อัลฟ์ คริสเตอร์สัน ประกาศกลางที่ประชุม European Political Community Summit ที่เดนมาร์กว่า เรื่อง Gripen 

"ใช่…เราคุยกันแล้วกับเซเลนสกี แต่บอกตรง ๆ เลยว่า ไม่ใช่ของฟรี ต้องจ่ายเงินนะครับ"

โพสต์บน X ของคริสเตอร์สันเมื่อ 2 ต.ค. ชัดเจน: สวีเดนพร้อมหารืออนาคตการป้องกันอากาศของยูเครน รวมถึงความสนใจใน JAS 39 Gripen ของ Saab แต่ย้ำ “หลังสงครามสิ้นสุด” เท่านั้น และต้องซื้อ ไม่บริจาคฟรีเหมือนหลายชาติที่โยน F-16 หรือ Mirage 2000 ให้ พูดง่าย ๆ คือ สวีเดนเล่นบทพ่อค้าอาวุธเต็มตัว เดินสาย NATO แบบเท่ ๆ บอกยูเครนว่า “เราเห็นใจนะ แต่ถ้าอยากบิน Gripen ต้องควักตังค์” สะท้อนนโยบายใหม่ของ NATO ที่เน้นให้ยูเครนลงทุนสร้างกองทัพถาวร ไม่ใช่หวังพึ่งแต่การบริจาคจนติดนิสัย

Gripen เองไม่ใช่เครื่องเล็ก ๆ ถูก ๆ ที่ใครก็หยิบมาขับได้ รุ่น E ที่สวีเดนโปรโมตมีเรดาร์ AESA ยิง PL-15 ได้ 200 กม. พิสัยบิน 4,000 กม. และบำรุงรักษาง่ายกว่าพวก F-16 ยุโรปบางชาติยังชมว่าเป็น “เครื่องบินรบของประเทศเล็ก แต่ใจมันใหญ่”

ยูเครนเองก็อยากได้มาก เพราะ F-16 ที่เพิ่งเริ่มรับจากเดนมาร์กกับเนเธอร์แลนด์ไม่พอจะสกัดโดรนชาฮิดที่รัสเซียส่งมาเดือนละพันลำ เซเลนสกีถึงขั้นบอกใน UNGA ว่า “Gripen และ Eurofighter คือสิ่งที่เราต้องการเพื่อป้องกันพลเรือน”

แต่ปัญหาคือ…สวีเดนไม่อยากเสี่ยงโดนรัสเซียเล่นงานตอนนี้ จึงวางเงื่อนไขชัด ต้องคุยหลังสงครามสงบ และถ้าอยากฟื้นกองทัพอากาศก็ต้องจ่ายค่าตั๋วเข้าคลับ Gripen แบบเต็มราคา (แม้จะถูกกว่า F-16 ครึ่งหนึ่งก็เถอะ)

คำถามคือ ยูเครนจะหาเงินจากไหน? ในเมื่อเศรษฐกิจพังจากสงคราม GDP หายไปเป็นสิบ ๆ เปอร์เซ็นต์ ต้องรอเงินกู้ตะวันตกมาอุ้มอีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่าถ้าอยากได้ Gripen จริง ๆ ยูเครนอาจต้องยอมเป็น “ลูกหนี้บินได้” ของ NATO ไปอีกหลายสิบปี

สรุปสั้น ๆ : Gripen คือความหวังใหม่ของยูเครน แต่ไม่ใช่ของฟรี! สวีเดนบอกชัดเจน “ยินดีเจรจาหลังสงคราม แต่คุณต้องจ่ายเองนะ” งานนี้เซเลนสกีคงได้แค่ฝันถึงการบินบนท้องฟ้า จนกว่าจะมีเงินมาซื้อปีกให้ตัวเอง

อดีต ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ลั่นหากเกิดสงครามกับ ‘รัสเซีย’ NATO พร้อมตอบโต้!! ถล่มฐานทัพรัสเซียในพริบตา

(15 ต.ค. 68) อดีตผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ประจำยุโรป พล.อ. เบน ฮอดจ์ส (Ben Hodges) กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า หากเกิดการปะทะโดยตรงระหว่างรัสเซียกับนาโต้ ผลลัพธ์จะไม่เหมือนสงครามรัสเซีย-ยูเครน และนาโต้มีศักยภาพตอบโต้ด้วยกำลังอากาศและหน่วยรบภาคพื้นดินอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ฐานทัพสำคัญของรัสเซีย เช่น คาลินินกราด และเซวาสโทพอล ถูกทำลายภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการปะทะ

ฮอดจ์สย้อนเหตุการณ์ปี 2014 ว่า แม้ยุโรปและชาติพันธมิตรจะสนับสนุนยูเครน แต่หลายประเทศยังพึ่งพาพลังงานรัสเซียมากเกินไปจนไม่ยอมปรับมาตรการ การคว่ำบาตรในช่วงนั้นจึงไม่สามารถหยุดยั้งพฤติกรรมของรัสเซียได้ เขาจึงมองว่าการปะทะหากเกิดกับสมาชิกนาโต้จะต้องได้รับการตอบโต้ที่เด็ดขาดกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้การรุกรานลุกลาม

“ผมคงไม่พูดว่าถ้าพวกเขาโจมตีประเทศสมาชิกนาโต้ สถานการณ์คงจะต่างไปจากยูเครน ไม่เลย ประการแรก มันเป็นภูมิประเทศที่แตกต่าง ภูมิศาสตร์ที่แตกต่าง หากรัสเซียโจมตีโปแลนด์ในปี 2025 ในลักษณะเดียวกับที่โจมตียูเครน รัสเซียคงถูกทำลายโดยกองทัพอากาศนาโต้และกองกำลังภาคพื้นดินของพันธมิตร มั่นใจได้เลยว่าคาลินินกราดจะถูกทำลายภายในไม่กี่ชั่วโมงแรก ภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกคาลินินกราดจะหายไปหมด ฐานทัพรัสเซียทั้งหมดถูกทำลาย รวมถึงฐานทัพรัสเซียในเซวาสโทพอลด้วย” พล.อ. เบน ฮอดจ์ส กล่าว

‘เลขาธิการนาโต้’ โว!! นาโต้เหนือกว่ารัสเซียทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจและกองทัพ ยืนยันพร้อมหนุนยูเครนต่อเนื่อง

(16 ต.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการใหญ่องค์การนาโต้ กล่าวในที่ประชุมสมัชชารัฐสภานาโต้ครั้งที่ 71 ณ กรุงลูบลิยานา ประเทศสโลวีเนีย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ว่า องค์กรพันธมิตรนาโต้กำลัง “ยกระดับการตอบสนอง” ต่อภัยคุกคามทั่วโลก โดยพันธมิตรยุโรปและแคนาดาเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพี พร้อมเร่งขยายการผลิตอาวุธและสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง

รุตเต้เปิดเผยว่า โครงการ “Prioritised Ukraine Requirements List” หรือ PURL ของนาโต้ ได้ส่งมอบยุทโธปกรณ์มูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้ยูเครนภายในสองเดือนหลังเปิดตัว พร้อมย้ำว่า “สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้ยูเครนยังอยู่ในสนามรบ แต่ยังช่วยชีวิตผู้คน” นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงภัยคุกคามความมั่นคงที่กำลังขยายตัวทั่วโลก

เลขาธิการนาโต้ยังกล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า เศรษฐกิจของกลุ่มพันธมิตรนาโต้มีขนาดใหญ่กว่ารัสเซียถึง 25 เท่า และมีกองทัพที่ “เหนือกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ทั้งด้านเทคโนโลยีและศักยภาพทางอากาศ โดยยกตัวอย่างเครื่องบินรบ MiG-31 ของรัสเซียว่า “ไม่อาจเทียบได้แม้แต่เงาของนาโต้” 

อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัสเซียตอบโต้ทันที โดยมองว่าคำพูดของรุตเต้เป็นเพียง “สงครามข้อมูล” ที่สะท้อนถึงความวิตกของนาโต้ต่อการพัฒนาทางทหารของมอสโก ซึ่งยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องแม้จะถูกคว่ำบาตรและกดดันจากชาติตะวันตกก็ตาม

ฝรั่งเศสเตรียมส่งทหาร 2,000 นายเข้ายูเครน หน่วยรบ French Foreign Legion พร้อมเคลื่อนพล รัสเซียจวก ‘มาครง’ อยากจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ชี้เป็นสัญญาณยกระดับสงคราม นาโต VS รัสเซีย

(29 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังเตรียมส่งกำลังทหารราว 2,000 นาย เข้าประจำการใน “ยูเครนตอนกลาง” โดยกำลังหลักจะมาจากหน่วยรบพิเศษ French Foreign Legion ที่ปัจจุบันประจำอยู่ในชายแดนโปแลนด์ และอยู่ระหว่างการฝึกเข้มพร้อมรับอาวุธและยุทธภัณฑ์เต็มรูปแบบ ก่อนย้ายไปยูเครนในเร็ว ๆ นี้

รายงานของ SVR ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมาจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งถูกมองว่าต้องการสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำทางทหาร” หลังถูกวิจารณ์หนักเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ โดยฝรั่งเศสยังได้เร่งขยายจำนวนเตียงในโรงพยาบาลหลายร้อยเตียงเพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากภารกิจดังกล่าว 

ขณะที่ ดมีตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ออกมาแสดงความกังวลต่อรายงานนี้ โดยระบุว่า “เป็นเรื่องที่น่าตกใจ” พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสอาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในยุโรปอย่างร้ายแรง ทั้งยังกล่าวว่า ประเทศในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่กำลัง “ไหลตามแนวคิดทหารนิยม” ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในอนาคตของยุโรปเอง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า หากฝรั่งเศสส่งทหารเข้าสู่พื้นที่สู้รบจริง จะถือเป็น “ก้าวย่างที่อันตราย” เพราะจะทำให้ชาติตะวันตกเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามยูเครน–รัสเซีย ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ปี และอาจเป็นชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารระหว่าง “นาโต” กับ “รัสเซีย” อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

รัสเซียตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” เป็นทางการ ยูเครนแขวะ แค่ลอกแนวทางความสำเร็จ อ้างทัพโดรนเคียฟยังนำหน้าหลายขุม ในด้านเทคโนโลยี และกำลังพล-ยุทโธปกรณ์

(13 พ.ย. 68) รัสเซียประกาศตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อของรัฐรายงานว่ามีการจัดตั้งกองพันปฏิบัติการและหน่วยต่าง ๆ ขึ้นแล้ว เพื่อควบคุมการใช้โดรนและระบบไร้คนขับในสนามรบแบบรวมศูนย์ ภายใต้แผนการเดียวและทำงานประสานกับหน่วยรบอื่น ๆ

ด้าน ยูเครนชี้ว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “ลอกแนวทางที่ประสบความสำเร็จของเรา” เพราะกองทัพยูเครนได้ตั้งเหล่าทัพด้านระบบไร้คนขับแยกเฉพาะไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2024 เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน อันดรีย์ โควาเลนโก (Andrii Kovalenko) กล่าวว่าหน่วยโดรนของยูเครนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่รัสเซียกำลังพยายามคัดลอกและเร่งผลิตในเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ต้องจับตา

ยูเครนถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้โดรนในสงคราม นำอากาศยานไร้คนขับ และยานภาคพื้นดินไร้คนขับมาใช้ทั้งในภารกิจลาดตระเวนและโจมตีจริง และตั้งเป้าผลิตโดรนให้ได้ถึง 1 ล้านลำภายในปีนี้ นี่ยังไม่รวมโดรนอีกหลายพันลำที่ได้รับจากชาติตะวันตก เพื่อถล่มจุดอ่อนและลดความได้เปรียบด้านจำนวนกำลังพลและยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ รัสเซียเองก็ใช้โดรนอย่างกว้างขวาง ทั้งในแนวหน้าและโจมตีเมือง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โควาเลนโกย้ำว่ายูเครนยังนำหน้ารัสเซียในด้านการพัฒนาโดรน แต่ก็เตือนว่า ศึกเทคโนโลยีไร้คนขับกำลังทวีความรุนแรง และยังเห็นได้ชัดว่า กองทัพยุโรปในนาโต (NATO) ยังตามหลังอยู่มากในสนามรบยุคโดรนนี้

ซัดคำพูด “โจมตีก่อน” ไร้ความรับผิดชอบ สะท้อนท่าทีพร้อมยกระดับความตึงเครียด หยันภาพลักษณ์ “พันธมิตรเชิงป้องกัน” พังทลาย เตือนคิดให้ดีก่อนเล่นกับไฟสงคราม

(2 ธ.ค. 68) มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของพลเรือเอกจูเซ็ปเป คาโว ดรากอเน (Giuseppe Cavo Dragone) ประธานคณะเสนาธิการทหารนาโต ที่พูดถึงความเป็นไปได้ในการใช้ “การโจมตีล่วงหน้า” ต่อรัสเซีย หากมองว่ารัสเซียมีพฤติกรรมคุกคามพันธมิตรนาโต โดยคำพูดนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่ออังกฤษ Financial Times

มาเรีย ซาคาโรวา ระบุว่า คำพูดดังกล่าวเป็น “ความเคลื่อนไหวที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง” และสะท้อนถึงความพร้อมของนาโตที่จะเดินหน้าสร้างความตึงเครียดต่อไป พร้อมมองว่าเป็นความพยายามจงใจบ่อนเซาะความพยายามหาทางออกวิกฤตยูเครนด้วยแนวทางสันติ

ซาคาโรวายังชี้ว่า ถ้อยแถลงเชิง “โจมตีก่อน” แบบนี้ ทำลายภาพลักษณ์ที่นาโตพยายามสร้างว่าเป็น “พันธมิตรเพื่อการป้องกันเท่านั้น” และเตือนว่าผู้ที่ออกมาพูดในลักษณะนี้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่จะตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อประเทศสมาชิกของนาโตเองด้วย ไม่ใช่เพียงคู่ขัดแย้งฝั่งตรงข้ามเท่านั้น


ที่มา : Sputnik

STANAGs (มาตรฐาน NATO) ระบบที่ทำให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้

ก่อนหน้าการก่อตั้ง “องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( NATO )” ในปี 1949 ประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปและอเมริกาต่างก็มีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แตกต่างกันไป ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะกองทัพสหรัฐฯ มีกระสุนปืนเล็กใช้งานถึง 3 ขนาด ได้แก่ (1) .30-06 สำหรับปืนเล็กยาวแบบ M1 Garand อันเป็นปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพบกและกองกำลังนาวิกโยธิน (2) .30 สำหรับปืนเล็กสั้นแบบ M1 Carbine ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร และหน่วยพลร่ม (3) .45ACP สำหรับปืนกลมือแบบ Thompson และ M3 ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร หน่วยรบที่มีการสู้รบในระยะประชิด และหน่วยพลร่ม และปืนพกประจำกายหลักคือ ปืนพกแบบ M1911A1 ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีในเวลาต่อมา กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องมีกระสุน 3 แบบนี้ในการส่งกำลังบำรุงเพื่อสนับสนุนการรบ ในขณะที่พันธมิตรสำคัญอย่างอังกฤษใช้กระสุนขนาด .303 British สำหรับปืนเล็กยาวหลักประจำกายแบบ Lee Enfield กระสุนขนาด 9 ม.ม. สำหรับปืนกลมือ STEN และกระสุนขนาด .38SPL สำหรับปืนพกประจำกาย

แน่นอนที่สุด เมื่อระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มีความแตกต่างกันทำให้กองทัพสัมพันธมิตรจึงมีปัญหาในการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะ “กระสุน” ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรบ เมื่อองค์การ NATO กำเนิดเกิดขึ้นได้มีการหยิบยกเอาเรื่องของมาตรฐานระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มาพูดคุยกันจนกระทั่งในราวปี 1957 จึงมีการยอมรับให้กระสุนขนาด 7.62x51 ม.ม. (7.62 NATO) เป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO แต่ด้วยปัญหาเรื่องน้ำหนักของตัวปืนและกระสุนทำให้พกพากระสุนไปได้น้อย กอปรกับปัญหาเรื่องแรงสะท้อนถอยหลังสูง โดยเฉพาะเมื่อทำการยิงแบบอัตโนมัติแทบจะไม่สามารถควบคุมปืนได้ จึงมีการพัฒนากระสุนแบบ 5.56x45 ม.ม. (5.56 NATO) มาแทนที่จนปัจจุบันกลายเป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO มาจนทุกวันนี้

เพื่อให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกันได้ องค์การ NATO จึงมีการจัดทำข้อตกลงมาตรฐาน (Standardization Agreements: STANAGs) เพื่อเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกของ NATIO เป็นการทำให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามขั้นตอน มาตรฐานอุปกรณ์ และระเบียบปฏิบัติการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เกิดความร่วมมือที่สะดวก ราบรื่น ในระหว่างภารกิจและการปฏิบัติการร่วมกัน โดย STANAGs เป็นเอกสารของ NATO ที่กำหนดมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติการทางทหารและทางเทคนิค เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การสื่อสาร การขนส่ง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และขั้นตอนการฝึกอบรม การปฏิบัติตาม STANAGs ช่วยให้ประเทศสมาชิก NATO สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ทำให้มั่นใจได้ถึงความพร้อมและความเป็นเอกภาพในการป้องกันร่วมกัน

STANAGs มีวัตถุประสงค์หลักคือ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้กองกำลัง NATO สามารถทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากอุปสรรคสำคัญ ประโยชน์หลัก ๆ ได้แก่:
-    ความสามารถในการทำงานร่วมกัน:การรับรองว่าอุปกรณ์ ยุทธวิธี และโปรโตคอลการสื่อสารสามารถใช้งานร่วมกันได้ระหว่างประเทศต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้กองกำลัง NATO สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่นในระหว่างปฏิบัติการข้ามชาติ เช่น ภารกิจรักษาสันติภาพหรือการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานช่วยให้กองกำลังสามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและตอบสนองต่อสถานการณ์ในสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความล่าช้าหรือความเข้าใจผิด
-    ประสิทธิภาพด้านต้นทุน: ลดความซ้ำซ้อนในการวิจัย พัฒนา และจัดซื้อจัดจ้าง โดยการใช้แบบแผนและวิธีการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อประเทศสมาชิกใช้ข้อกำหนดเดียวกันสำหรับอุปกรณ์หรือปฏิบัติตามโปรแกรมการฝึกอบรมที่คล้ายคลึงกัน จะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การออกแบบกระสุนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจะช่วยลดความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ในการจัดหาให้กับกองกำลังพันธมิตรที่หลากหลาย
-    เพิ่มประสิทธิภาพภารกิจ: ปรับปรุงการปฏิบัติการร่วมกันให้คล่องตัวยิ่งขึ้นโดยการสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้กองกำลังที่เข้าร่วมทั้งหมดมีกลยุทธ์ ยุทธวิธี และเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในภารกิจมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการปฏิบัติงานร่วมกันในระหว่างการบรรเทาภัยพิบัติสามารถเร่งการส่งมอบความช่วยเหลือและลดอุปสรรคในการประสานงานได้
-    พันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น: การสร้างความไว้วางใจและความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิกผ่านแนวปฏิบัติและเป้าหมายร่วมกัน การทำงานภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกันทำให้สมาชิก NATO แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงร่วมกัน ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเป็นเอกภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยับยั้งศัตรูที่อาจเกิดขึ้นและตอบสนองต่อภัยคุกคามร่วมกัน
 

NATO สะเทือน!! สหรัฐฯ สะเทือนความไว้วางใจ ความเชื่อถือใน NATO ร่วงสู่จุดวิกฤต ผลจากนโยบายแกว่งตัวและความขัดแย้ง ภายในสงครามยูเครนทดสอบพันธมิตรขาลง

(14 ก.พ. 69) ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ใน NATO กำลังเข้าสู่ภาวะ "สึกกร่อน" จนใกล้แตะจุดวิกฤต ตามการวิเคราะห์ของนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลอนดอน

อาเดรียล คาโซนตา นักวิเคราะห์จากลอนดอน ระบุว่า "มันคือผลสะสมจาก ‘การแกว่งตัวเชิงยุทธศาสตร์’ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา" ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างรัฐบาลแต่ละสมัยนั้นทำให้พันธมิตรเห็นว่าสหรัฐฯ ไม่มั่นคงในนโยบายและวาทกรรมส่งผลต่อความมั่นใจ

นอกจากนี้ การหันยุทธศาสตร์ไปเอเชียและความแตกแยกภายในสหรัฐฯ ก็บั่นทอนความเชื่อมั่นของพันธมิตรใน NATO ความสนใจต่อยุโรปลดลง เนื่องจากอินโด-แปซิฟิกกลายเป็นสมรภูมิหลักของวอชิงตัน ความขัดแย้งภายในประเทศก็ทำให้พันธมิตรตั้งข้อสงสัยในความต่อเนื่องของนโยบาย

คาโซนตาชี้ว่าการสนับสนุนสหรัฐฯ ต่อยูเครนที่เกี่ยวพันกับแรงกดดันทางการเมืองในประเทศก็เป็นบททดสอบใหญ่ของพันธมิตร NATO พร้อมเตือนถึงวาทกรรมทางการเมืองที่ตั้งคำถามต่อมาตรา 5 ซึ่งเขาเห็นว่า "ได้ก้าวข้าม ‘จุดเปลี่ยนทางจิตวิทยา’ ไปแล้ว" หรือ "ข้ามรูบิคอน" ซึ่งเป็นเส้นที่ยากจะถอยกลับ

ภาพรวมสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นใน NATO ว่าสหรัฐฯ อาจไม่เป็นพันธมิตรที่มั่นคงอีกต่อไป และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในกับยุทธศาสตร์ต่างประเทศที่สั่นคลอน เป็นปัจจัยหลักที่กำลังบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกลุ่มนี้

ที่มา : Sputnik

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top