Thursday, 4 June 2026
ILINK

‘IPOWER' บริษัทย่อย 'ILINK’ คว้างาน ‘PEA ENCOM’ ก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่า 144 ลบ.

IPOWER ลงนามสัญญาร่วม PEA ENCOM ก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่า 144.77 ล้านบาท เสริมเสถียรภาพโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าแรงสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK เปิดเผยว่า ส่งบริษัทย่อย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านงานวิศวกรรมโครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ลงนามในสัญญาจ้างงานก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับ 115 เควี เพื่อดำเนินการออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และติดตั้งระบบส่งไฟฟ้า ที่มีระดับแรงดันไฟฟ้ามารองรับการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ใกล้เคียง มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 144.777 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมี กำหนดแล้วเสร็จภายใน 360 วัน นับถัดจากวันที่ลงนามในสัญญา

โครงการดังกล่าว เป็นการว่าจ้างก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าระหว่าง บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาพลังงาน และระบบไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และเป็นพลังงานที่หมุนเวียน ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดำเนินการก่อสร้างร่วมกับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และส่งมอบให้แก่ บริษัท อัลฟ่าทูโปรเจ็กต์ จำกัด โดยมี นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามกับ นายธีระ ศรีใหม่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เพ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งการจ้างงานก่อสร้างในครั้งนี้ ได้รับเลือกให้ดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในความพร้อมของบริษัทฯ ในทุกด้าน ทั้งการจัดการโครงการขนาดใหญ่ และการบริหารทรัพยากรอย่างมืออาชีพ

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดเผยว่า “บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขยายขอบเขตธุรกิจด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องการให้การจำหน่ายไฟฟ้าผ่านสถานีไฟฟ้า และระบบสายส่งไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ ที่มีความมั่นคง และปลอดภัยสูงสุด และผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ร่วมกับความตั้งมั่นที่จะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่ โดยยึดหลักคุณภาพ ความรับผิดชอบ และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าเป็นสำคัญ เราจึงภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินโครงการระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงในครั้งนี้ และหวังว่าความเชื่อมั่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต พร้อมทั้งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Backlog ของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนต่อไปในระยะยาว”

สำหรับการได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อศักยภาพของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ ในการดำเนินงานด้านระบบส่งไฟฟ้า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้าอย่างลึกซึ้ง จากการบริหารโครงการที่เป็นระบบ และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนาน ทำให้บริษัทฯ สามารถส่งมอบงานที่มีมาตรฐานสูง ตรงตามเป้าหมายของผู้ว่าจ้างในทุกมิติ ด้วยแนวทางการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการลงทุน อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ จึงมีความมุ่งมั่นสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ทั้งภาครัฐ และเอกชนมาโดยตลอด จึงทำให้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์จากหน่วยงานภาครัฐหลายโครงการ (โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Tap Line [สถานีไฟฟ้าแรงสูงสีคิ้ว 2 (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) -สถานีไฟฟ้าสีคิ้ว2] -สถานีไฟฟ้าด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา, โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี สถานีไฟฟ้าบางละมุง 2 -ถนนสุขุมวิท (เชื่อมโยง สถานีไฟฟ้าพัทยาใต้ 1) โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Loop Line สถานีไฟฟ้าแรงสูงลำภูรา (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ถึงสถานีไฟฟ้าย่านตาขาว จังหวัดตรัง ฯลฯ) 

งานโครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Loop Line สถานีไฟฟ้าแรงสูงลำภูรา (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ถึงสถานีไฟฟ้าย่านตาขาว จังหวัดตรัง ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 

ซึ่งการลงนามจ้างงานก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้าในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้ง ยังเป็นการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยคาดหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้มูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัทฯเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของกลยุทธ์การเติบโต อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพต่อไปในระยะยาว

ILINK กวาดรายได้ครึ่งปีกว่า 3,092 ล้านบาท เดินหน้าปรับแผนรุกตลาดเสริมแกร่ง 3 กลุ่มธุรกิจหลัก

ครึ่งปีแรกยังโตมั่นคง ILINK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2568 รายได้รวม 3,092.79 ล้านบาท กำไรสุทธิ 161.77 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจจัดจำหน่ายสัญญาณ ชู LINK AMERICAN & GERMAN RACK และเตรียมลุยโครงการสายเคเบิลใต้น้ำมูลค่ารวมกว่า 1.08 หมื่นล้านบาท

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK รายงานผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน 2568) ทำรายได้รวม 3,092.79 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 161.77 ล้านบาท แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความท้าทาย แต่บริษัทยังคงรักษาความแข็งแกร่งในทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลัก พร้อมปรับกลยุทธ์เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ (Quality Growth) และสร้างโอกาสจากโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้านธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Business) ยังคงเป็นหัวใจหลักของ ILINK ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องมากว่า 38 ปี โดยในไตรมาส 2 นี้ สร้างรายได้รวม อยู่ที่ 1,356.80 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 9.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 144.88 ล้านบาท ลดลง 12.47% อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN และ GERMAN RACK ที่ได้รับความนิยมสูง และมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในตลาดปัจจุบัน ดังนั้น บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การจัดจำหน่ายให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น ครอบคลุมทั้งสายสัญญาณ LINK AMERICAN และ 19"GERMANY EXPORT RACK โดยขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมเพิ่มไลน์สินค้าในกลุ่มสายสำหรับโซลาร์เซลล์ (Solar Cable) และสายสัญญาณสำหรับ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตจากการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และดิจิทัล นอกจากนี้ หากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เป็น 0% เกิดขึ้นจริง จะส่งผลบวกต่อสินค้ากลุ่มสาย Solar ที่ ILINK พร้อมนำเข้าจากผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกทันที

ส่วนธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business) ทำรายได้ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 267.45 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 0.36 ล้านบาท ลดลงถึง 99.31% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้ปัจจุบันจะมี Backlog ไม่มาก และเป็นโครงการที่เลื่อนส่งมอบ หรือ ต้นทุนสูงซึ่งมีกำไรต่ำ แต่ผู้บริหารย้ำว่าผู้ลงทุนควรจับตาโครงการขนาดใหญ่ที่จะสร้างกำไรอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะ โครงการสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปยังเกาะสมุย มูลค่า 1,800 ล้านบาท ซึ่ง ILINK ชนะการประมูลแล้ว และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากบอร์ด PEA เพื่อเริ่มดำเนินการ และโครงการสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 230 เควี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) มูลค่า 9,015 ล้านบาท ที่บริษัทเตรียมเข้าประมูลร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ โดยหากผ่านคุณสมบัติ และชนะการประมูล จะถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพรวมธุรกิจวิศวกรรมโครงการของ ILINK อย่างชัดเจน

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom Business & Data Center) ยังคงเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของบริษัทฯ ในการให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบสื่อสารในยุคดิจิทัล ในนาม บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ได้เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2/2568 ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก พร้อมเตรียมเข้าร่วมโครงการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และเพื่อสังคม (USO Phase 3) ของ กสทช. เพื่อขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในอนาคต

โดยบริษัทฯ มีรายได้รวมในไตรมาสนี้ อยู่ที่ 663 ล้านบาท มีกำไรสุทธิจากบริษัท (ITEL) 21 ล้านบาท แม้บริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 18 ล้านบาท จากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตของลูกค้ารายหนึ่ง แต่รายได้ประจำ (Recurring Income) ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากฐานลูกค้าองค์กรและเอกชน พร้อมสัญญาลูกค้ารายใหม่กว่า 10 ล้านบาท โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 มีมูลค่า Backlog รวม 1.8 พันล้านบาท นับว่า ITEL เดินหน้าสู่การเป็นผู้ให้บริการติดตั้ง และวางระบบคลาวด์ครบวงจร (Cloud Implementor) พร้อมยกระดับ Interlink Data Center ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล PCI DSS เวอร์ชัน 4.0.1 ควบคู่กับการดำเนินโครงการ “ITEL Green Data Center” เพื่อลดการใช้พลังงานและส่งเสริมพลังงานสะอาด รองรับบริการ AI และ Cloud Infrastructure และช่วยลดต้นทุนพลังงาน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) กับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากต่างประเทศ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายสื่อสาร ศูนย์ข้อมูล และระบบคลาวด์ระดับโลก ครอบคลุมหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อยกระดับสู่การเป็น “Regional Player” เต็มรูปแบบ

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ครึ่งปีหลัง เรามีความมั่นใจว่าจะเห็นการเติบโตที่ดีขึ้นจากทั้งรายได้ และงานในมือจำนวนมาก โดยเรายังคงยึดกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างรัดกุม พร้อมการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ แม้ได้ปรับเป้ารายได้ปี 2568 ลงจาก 7,120 ล้านบาท เหลือ 6,500 ล้านบาท (เติบโต 5% YoY) แต่เรามีปัจจัยบวกจากโครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอนาคต”

ด้วยศักยภาพของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ พร้อมด้วยกลยุทธ์การขยายตลาด และการเข้าร่วมโครงการขนาดใหญ่ ILINK มั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืน สร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายต่อไปตามหลักกลยุทธ์ Quality Growth หรือ เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพ

ILINK เติบโตตามแผน กวาดรายได้ 9 เดือนแรก 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 221 ล้านบาท เตรียมลุยประมูลงานใหญ่ 9,000 ล้าน พร้อมขยายตลาดอาเซียนผ่าน ITEL Global

ILINK รายงาน 9 เดือนแรก มีรายได้รวม 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิ 221.77 ล้านบาท ย้ำเติบโตตามแผน มั่นใจปิดงบปี 68 ตามเป้าหมาย

เมื่อวันที่ (18 พ.ย.68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ร่วมนำเสนอผลประกอบการในงาน บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ประจำไตรมาส 3/2568 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผ่านระบบออนไลน์ (VDO Conference) โดยมี นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เป็นผู้ร่วมบรรยาย และตอบข้อซักถามนักลงทุน พร้อมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 และแนวโน้มธุรกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปี

โดยเปิดเผยว่า ผลประกอบการรวมของ 9 เดือนแรกปี 2568 (มกราคม – กันยายน) ทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ มีรายได้รวมจำนวน 4,764.96 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 221.77 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ ILINK ยังคงรักษาการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “Quality Growth – การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” มุ่งเน้นการสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน พร้อมบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

โดยธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ยังคงเป็นเสาหลักสร้างรายได้ สำหรับในรอบ 9 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้รวม 2,202.21 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 243.02 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.15 แต่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพ เป็นผลจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING และ GERMAN RACK ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้รับเหมาโครงข่ายมืออาชีพ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และมาตรฐาน รวมถึงการให้บริการของบริษัทฯ โดยมี ปัจจัยบวกจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center, AI, และ Green Technology รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ที่อยู่ระหว่างการผลักดัน ซึ่งล้วนเอื้อต่อการขยายตัวของตลาดสายสัญญาณ และระบบเครือข่ายทั่วประเทศ

ด้านธุรกิจวิศวกรรมโครงการ ได้เตรียมเข้าประมูลงานใหญ่กว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 3/2568 นี้ มีรายได้รวม 382.98 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8.51 ล้านบาท โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 230 เควี ขนอม–เกาะสมุย 2 วงจร มูลค่าโครงการรวม 9,125 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ร่วมกับพันธมิตรกับ LS Cable & System ซึ่งเป็นบริษัท ในกลุ่ม LG (Lucky Goldstar/Korea) ซึ่งจะเปิดประกวดราคาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปยังเกาะสมุย มูลค่ากว่า 1,800 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมการ PEA เพื่อเริ่มดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าขยายสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ได้เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 2,181.51 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (ECL) จะมีกำไรจากการดำเนินงานกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และแนวโน้มฟื้นตัวที่ดี

อีกทั้ง ITEL ยังคงขยายศักยภาพเชิงกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค โดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศสิงคโปร์ Super Sea Cable Networks Pte. Ltd. (SEAX Asia) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน “ITEL Global” เพื่อขยายธุรกิจด้าน Regional Connectivity และ Data Center สู่ตลาดอาเซียน ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มบริษัทฯ ในการขยายฐานรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

“ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ILINK สามารถรักษาผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่มั่นคง ทั้งด้านรายได้ และกำไรสุทธิ แม้เผชิญปัจจัยท้าทายจากภาวะตลาดที่ผันผวน เรายังคงมุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร บริษัทฯ มั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปี 2568 จะเติบโตตามเป้าหมาย และด้วยศักยภาพของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง ILINK พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เติบโตอย่างมีคุณภาพร่วมกัน” นายสมบัติ กล่าว

INTERLINK จากผู้นำเข้าสายสัญญาณรายใหญ่ สู่ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย แตกกิ่งก้าน 3 ธุรกิจบนแกนเดียวกัน เกาะเมกะเทรนด์ Cloud-Data พลังงานสะอาดเต็มตัว

ถ้าย้อนกลับไปเกือบ 40 ปีก่อน “อินเตอร์เน็ต” ยังไม่ใช่คำที่คนไทยคุ้นเคย แต่มีบริษัทหนึ่งเริ่มนำ สาย LAN เข้ามาขายให้ตลาดไอทีไทยแบบจริงจังในฐานะ “ผู้นำเทคโนโลยีสายสัญญาณ” รายแรก ๆ  

วันนี้บริษัทนั้นคือ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) - ILINK ที่ไม่ใช่แค่ “เจ้าใหญ่ขายสายแลน-ไฟเบอร์” อีกต่อไป แต่ขยายตัวเองกลายเป็น กลุ่มธุรกิจดิจิทัลอินฟราฯ ของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว  

Interlink จึงไม่ใช่แค่ case study เรื่อง “ขายสินค้าไอที” แต่เป็นตัวอย่างของการยืดแกนเดิมให้ยาวขึ้น จาก Cabling → Engineering → Telecom & Data Center ซึ่งเป็นโครงที่น่าสนใจมากสำหรับทั้ง SME และนักลงทุนไทย

จุดตั้งต้น: จากผู้นำเข้า “สาย LAN” สู่ผู้นำตลาดสายสัญญาณในอาเซียน

ILINK เริ่มธุรกิจจากการนำเข้าและจัดจำหน่าย สายสัญญาณคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที โดยเป็นรายแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยีสาย LAN / UTP เข้ามาเผยแพร่ในไทยเมื่อกว่า 38 ปีก่อน  

โมเดลยุคแรกคือ:
- เน้นขายส่ง (Wholesale) ให้ Dealer, System Integrator (SI), ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้า-สื่อสาร, ร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อสารทั่วประเทศ  
- ขยายสาขาและศูนย์กระจายสินค้าไปภาคเหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก  
- Develop แบรนด์สินค้าในเครือ เช่น LINK (สายแลน-ไฟเบอร์), ตู้แร็ก GERMAN/GERMANY EXPORT ฯลฯ  

จาก “แค่ขายสาย” ILINK กลายเป็น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทั้งสาย LAN, Fiber, สายโซลาร์, สายกล้องวงจรปิด และอุปกรณ์ประกอบตู้แร็กต่าง ๆ  

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า “ยอดขาย” คือการวางโครงธุรกิจต่อจากนั้น

วันนี้ ILINK ยืนบน 3 ขาธุรกิจหลัก

ทั้งใน Factsheet ของตลาดหลักทรัพย์ และเอกสารนักลงทุนของบริษัท ระบุเหมือนกันว่า กลุ่ม ILINK ปัจจุบันยืนบน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

1. Cabling Distribution Business - ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ
2. Turnkey Engineering Business - ธุรกิจวิศวกรรมโครงการครบวงจร  
3. Telecom & Data Center Business - ธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์

ทั้ง 3 ขาอยู่บนแกนเดียวกันคือ “โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร-ดิจิทัลของประเทศ” แต่สร้างรายได้และ Margin คนละแบบ

เราลองค่อย ๆ แกะทีละขา

1) Cabling Distribution: หัวใจดั้งเดิมที่ยังทำเงินต่อเนื่อง

นี่คือธุรกิจดั้งเดิมที่ ILINK ทำมา มากกว่า 38 ปี และยังเป็น “หัวใจหลัก” ของรายได้จนถึงทุกวันนี้  

สิ่งที่ขายมีตั้งแต่:
- สาย LAN / UTP (Copper)  
- สาย Fiber Optic  
- สายโซลาร์ (Solar Cable)  
- สาย Control / สายกล้องวงจรปิด  
- ตู้แร็ก, อุปกรณ์ประกอบระบบเครือข่าย  

พร้อมแบรนด์หลักอย่าง LINK AMERICAN และ 19" GERMANY EXPORT RACK ที่ตลาดรู้จักดี โดยเฉพาะในกลุ่ม SI, ผู้รับเหมาระบบ, โรงงาน และ Data Center  

จุดน่าสนใจในมุม TST BIZ
•ธุรกิจนี้ “โตไปกับเทรนด์” ไม่ใช่แค่ขยายตามจำนวนลูกค้า
- Data Center / Cloud / AI ยิ่งโต → ความต้องการสายคุณภาพสูงยิ่งเพิ่ม
- Solar / พลังงานสะอาดโต → สายโซลาร์กลายเป็น product line ใหม่ที่มีอนาคต  

•ILINK ใช้ความเป็น “เจ้าใหญ่” ด้านสายสัญญาณ สร้าง เครือข่ายดีลเลอร์-สาขา-คลังสินค้า ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งกลายเป็น Infrastructure ให้ขาธุรกิจอื่นต่อยอดได้ง่ายขึ้น  

2) Turnkey Engineering: จากขายของ → รับเหมาวางระบบครบวงจร

เมื่อถือจุดแข็งเรื่อง “สาย-อุปกรณ์-ทีมเทคนิค” อยู่แล้ว ขั้นต่อมาของ ILINK คือการย้ายจากแค่ขายของไปสู่การเป็น ผู้รับเหมางานวิศวกรรมแบบ Turnkey งานในกลุ่มนี้ เช่น  
- วางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (ทั้งใต้ดิน-ใต้น้ำ)  
- ติดตั้งระบบโครงข่ายสื่อสารให้หน่วยงานรัฐ-รัฐวิสาหกิจ-เอกชนรายใหญ่  
- งานสถานีไฟฟ้าย่อย / Smart Grid / ระบบสื่อสารของการไฟฟ้า/การรถไฟ ฯลฯ  

มุมธุรกิจที่สำคัญ
- รายได้ต่อโปรเจกต์สูงกว่าการขายสายอย่างเดียว  
- ใช้สินค้าในเครือ ILINK + KNOW-HOW ของทีมวิศวกร → ทำให้บริษัท “กิน Value Chain ยาวขึ้น”  
- แต่ธุรกิจนี้ลักษณะเป็น Project-based มีฤดูกาล-มี Backlog-ต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องดีเลย์และต้นทุน  

3) Telecom & Data Center: เมื่อโครงข่ายกลายเป็นบริการ

อีกขาหนึ่งคือ Telecom Business & Data Center ซึ่ง ILINK ใช้บริษัทในกลุ่มคือ Interlink Telecom Public Company Limited - ITEL เป็นหัวหอกหลัก โดยเริ่มจากการ restructure ธุรกิจแยกออกมาจาก ILINK ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อโฟกัสงานโครงข่ายโดยเฉพาะ  

วันนี้ ITEL ทำอะไรบ้าง?  
- ให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก ครอบคลุม 70-77 จังหวัดทั่วประเทศ  
- วางโครงข่ายหลายเส้นทาง (redundant routes) เพื่อความเสถียร  
- ให้บริการเชื่อมต่อแบบ End-to-End Fiber, IP-VPN, Dark Fiber  
- บริการ Data Center และ Co-location มาตรฐานสากล  

พูดง่าย ๆ จากที่ครั้งหนึ่ง ILINK ขายสายให้คนอื่นเอาไปสร้างเครือข่าย วันนี้ในกลุ่มเดียวกัน มีบริษัทที่ “สร้าง-ถือครอง-ให้บริการบนเครือข่ายนั้นเอง” ด้วย

ในมุมรายได้ ธุรกิจบริการโครงข่าย-ดาต้าเซ็นเตอร์ให้ รายได้แบบ Recurring มองเห็นยาวกว่าขายสายหรือโปรเจกต์ก้อนเดียว และไปผูกกับเมกะเทรนด์อย่าง Cloud, Data, AI, Video Streaming ฯลฯ เต็ม ๆ

ภาพรวม: จาก “ผู้ขายสาย” สู่ “กลุ่มดิจิทัลอินฟราฯ” ของไทย

ถ้ามองทั้ง 3 ขาธุรกิจเรียงกัน จะเห็นลำดับการเติบโตของ ILINK ชัดมาก

1. เริ่มจาก Product (Cabling)  
   - เป็นผู้นำเข้า/ผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่สุดในอาเซียน  
   - สร้างแบรนด์สายของตัวเอง + ช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ

2. ต่อยอดสู่ Project (Turnkey Engineering)  
   - ใช้สินค้า +ทีมเทคนิค ทำงานวิศวกรรมโครงข่ายขนาดใหญ่  
   - เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า-สื่อสารของประเทศ  

3. ขยายสู่ Service (Telecom & Data Center)  
   - จากขายโครงข่าย → กลายเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายเองผ่าน ITEL  
   - ได้รายได้แบบสัญญาระยะยาว ขยายพร้อมกับการเติบโตของดิจิทัลอีโคซิสเต็มไทย

ทั้งหมดนี้วางอยู่บน “เส้นเรื่องเดียวกัน” คือ ทำทุกอย่างที่ทำให้ข้อมูล-ไฟ-สัญญาณ วิ่งได้อย่างเสถียรทั่วประเทศ

บทเรียนสำหรับเจ้าของธุรกิจและนักลงทุน: Framework ILINK

สำหรับผู้อ่าน TST BIZ เคสของ ILINK ให้บทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ

1) เริ่มจาก Niche ให้แน่น แล้วค่อยขยาย Value Chain

ILINK ไม่ได้เริ่มจากทุกอย่างพร้อมกัน แต่เริ่มจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (สายสัญญาณ) ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปยังงานที่ใช้ฐานเดิมต่อยอดได้
- Product → Project → Service  
- Margin และมูลค่าธุรกิจดีขึ้นทุกขั้น  

สำหรับ SME ไทย โมเดลนี้สอนว่า “ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตั้งแต่วันแรก แต่อย่าหยุดอยู่แค่จุดเดิม ถ้าฐานแข็งแล้วให้คิดต่อว่าจะขยับไปกิน Value Chain ส่วนไหนต่อ”

2) กลุ่มธุรกิจที่ดี มักผูกตัวเองกับ “เมกะเทรนด์”

ทั้ง 3 ขาของ ILINK ถูกผูกเข้ากับเทรนด์ระยะยาว
- ดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม / Data Center / Cloud / AI  
- พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้ารุ่นใหม่  
- การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรทั่วประเทศ 

ธุรกิจที่เติบโตได้ต่อเนื่อง มักอยู่บน “ทางด่วน” ที่เทรนด์กำลังวิ่งผ่าน ไม่ใช่แค่ขายของที่กระแสมาแล้วไป

3) Spin-off & Group Structure: แยกบริษัทเพื่อโตคนละทาง

การที่ ILINK แยก Interlink Telecom (ITEL) ออกมาเป็นบริษัทมหาชนอีกตัวหนึ่ง ทำให้
- นักลงทุนเลือกลงทุนตามความเชื่อของตัวเองได้ (สายสินค้า-เอนจิเนียริง vs สายเทเลคอม-ดาต้าเซ็นเตอร์)  
- แต่ทั้งคู่ยังได้อานิสงส์จากกันและกันในฐานะ “กลุ่ม Interlink” ที่เชื่อมกันด้วยโครงข่ายธุรกิจ

นี่คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เจ้าของกิจการไทยหลายรายเริ่มหันมามองมากขึ้น เมื่อธุรกิจเติบโตจนมีหลายแกนที่ nature ต่างกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top