Friday, 5 June 2026
GoodVoice

SPCG กดปุ่มจ่ายไฟโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น เสริมแกร่งธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ

ตอกย้ำความสำเร็จร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ร่วมเปิดโครงการ Kagoshima Oura Mega Solar กำลังการผลิต 8.02 MW เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ

บมจ.เอสพีซีจี หรือ SPCG ตอกย้ำความสำเร็จการร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ร่วมพิธีเปิดโครงการ Kagoshima Oura Mega Solar กำลังการผลิต 8.02 MW ในเมืองคาโนยะ จังหวัดคาโกชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ที่บริษัทร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 20 และเริ่ม COD ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางแผนมุ่งขยายการลงทุนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน และเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจรวมถึงความมั่นคงแก่ผลการดำเนินงานในระยะยาว 

ล่าสุด บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการเข้าร่วมลงทุนกับ TESS Holdings Co., Ltd. ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Kagoshima Oura Mega Solar ในเมืองคาโนยะ จังหวัดคาโกชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง SPCG ร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 85,282,000 เยน

โครงการ Kagoshima Oura Mega Solar ดำเนินการโดย Kagoshima Oura Solar LLC มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 8.02 เมกะวัตต์ (MW) โดยมีบริษัท Tess Engineering Co., Ltd. ในเครือของกลุ่ม Kazuki Yamamoto และเป็นพันธมิตรของ SPCG มาอย่างยาวนาน รับผิดชอบการดำเนินงานด้านวิศวกรรม จัดซื้อจัดจ้าง และก่อสร้าง (EPC) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 และดำเนินการส่งมอบโครงการสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือนมีนาคม 2568 รวมถึงเริ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2568 โดยมี Kyushu Electric Power Co., Inc. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า เป็นระยะเวลารวม 18 ปี 1 เดือน อัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT ที่ 36 เยนต่อหน่วย ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 ซึ่งจะเสริมความแข็งแกร่งแก่ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ได้มีพิธีเปิดโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนาย Kazuki Yamamoto ประธานและ CEO ของบริษัท Tess Engineering Co., Ltd. เป็นประธานในพิธีร่วมกับตัวแทนจากบริษัทฯ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและก่อสร้างโครงการ

“การลงทุนครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ SPCG ในการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ตามเป้าหมายเป็นผู้นำในการลดคาร์บอนและขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาด โดย SPCG มุ่งมั่นหาโอกาสขยายการลงทุนในโครงการพลังงานที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่ยั่งยืน” ดร.วันดี กล่าว

เคทีซี -สมิติเวช เปิดวงเสวนาสุขภาพดี-การเงินแกร่ง ส่งเสริมแนวคิดการวางแผนชีวิตอย่างสมดุล

เคทีซีร่วมมือโรงพยาบาลสมิติเวชเปิดเวที KTC FIT Talk ครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ “สร้างภูมิ-ปลดล็อกภาระการเงินและปัญหาสุขภาพ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ” ส่งเสริมแนวคิดการวางแผนชีวิตอย่างสมดุล ทั้งด้านสุขภาพและการเงิน รับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต หมวดสุขภาพและความงาม 'เคทีซี' หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผย “พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และมีการใช้จ่ายที่สะท้อนเป้าหมายชีวิตในระยะยาว มากกว่าการบริโภคเพื่อความสะดวกชั่วคราว โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซีในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและจำนวนสมาชิกที่ใช้บัตรต่างเติบโตมากขึ้นกว่า 50%” 

“ในปี 2568 นี้ เคทีซีวางกลยุทธ์จะขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรสุขภาพให้มากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มสมาชิกเคทีซีและผู้บริโภคให้มากที่สุด กล่าวคือ ไปที่ใดต้องเห็นสิทธิพิเศษจากเคทีซี รวมถึงกลุ่ม Wellness Lifestyle โดยจับมือกับพันธมิตรในกลุ่มโรงพยาบาล ฟิตเนส รวมถึงผู้จำหน่ายอุปกรณ์ออกกำลังกายและเทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Devices) เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการดูแลสุขภาพของตัวเองและครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 20-29 ปี มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ทั้งในกลุ่มโรงพยาบาล สปอร์ตและฟิตเนส ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการที่คนหันมาสนใจในเรื่องการดูแลสุขภาพเร็วขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย” 

นายแพทย์นรศักดิ์ สุวจิตตานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและการกีฬา โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เผยว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ แนวคิดใหม่ของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ทางการแพทย์ได้นำมาใช้ในการวินิจฉัยและติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้บริโภค คือ Wearable Devices อย่างนาฬิกาอัจฉริยะ (Smartwatch) หรือแหวนอัจฉริยะ (Smart Ring) เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงรุก เปลี่ยนจากการรักษาเมื่อป่วยเป็นการตรวจจับความเสี่ยงและสัญญาณผิดปกติในระยะเริ่มต้น (Early Detection)”

“โรงพยาบาลสมิติเวช ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ ด้วย Samitivej Wearable Clinic บริการปรึกษาข้อมูลสุขภาพจาก Smartwatch และ Smart Ring ที่ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากอุปกรณ์ผ่านแอปพลิเคชัน Well by Samitivej เพื่อประเมินสุขภาพเบื้องต้น (Pre-Screening) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมทั้งการนอนหลับ (Sleep) สุขภาพหัวใจ (ECG & Heart) โภชนาการ (Nutrition) การออกกำลังกาย (Sport) และสภาวะอารมณ์ (Emotion) ข้อมูลจาก Wearable Devices เป็นดัชนีสำคัญที่ช่วยให้แพทย์เข้าใจสุขภาพผู้ป่วยได้ดีขึ้น เช่น เห็นอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด อนาคตของการดูแลสุขภาพ Smartwatch จะเป็นอุปกรณ์ดูแลสุขภาพประจำตัว ข้อมูลจะถูกนำมาใช้กับระบบ Telemedicine เพื่อการรักษาเฉพาะบุคคลแบบเรียลไทม์ ทุกที่ทุกเวลา ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว ทำได้ทุกวัน ไม่ต้องรอให้ป่วย โรงพยาบาลสมิติเวช มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Wearable Devices พร้อมให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล ทั้งที่โรงพยาบาลและผ่านช่องทางออนไลน์ (Virtual Hospital) เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงคำแนะนำจากแพทย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ Call Center โทร 0 2022 2222 หรือ LINE @Samitivej”

นายอภิเชษฐ์ เกียรติวรคุณ, CFA  ผู้อำนวยการ - การเงิน 'เคทีซี' หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชูแนวคิดวางแผนการเงิน-สุขภาพอย่างสมดุล รับมือเศรษฐกิจผันผวนครึ่งหลังของปี 2568 “ในยุคที่เศรษฐกิจเปราะบางจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและภาวะดอกเบี้ยขาลง ผู้บริโภคไทยจำเป็นต้องมีการวางแผนชีวิตที่รอบด้าน ทั้งในเรื่องการเงิน สุขภาพและจิตใจ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น คนไทยมีพัฒนาการด้านความรู้ทางการเงินดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการคิดก่อนซื้อและการออม แต่สิ่งที่ควรเพิ่มคือการวางแผนเกษียณในระยะยาวและแผนรับมือกับเหตุฉุกเฉิน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ากว่า 80% ของคนไทยยังไม่มีแผนเกษียณที่ชัดเจน มีภาระหนี้สิน และสิ่งสำคัญที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนอาจมองข้าม คือ การมีโรคประจำตัวเรื้อรังที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการดูแลรักษา” 

“ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคและสมาชิกเคทีซีจึงจำเป็นต้องวางแผนด้านการเงินและสุขภาพอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น สำหรับวัยทำงานควรเริ่มต้นจากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตั้งเป้าหมายทางการเงินตามสูตร 50-30-20 หรือ 60-20-20 มีเงินสำรองฉุกเฉิน และลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของตนเอง รวมถึงฝึกวินัยทางการเงินผ่านระบบออมอัตโนมัติ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และทบทวนแผนทุก 6 เดือน”

“สำหรับทางเลือกเพื่อพิจารณาในการลงทุนเพื่อการออม รับมือเศรษฐกิจปี 2568 ในกลุ่มหุ้น (Selective Underweight) ควรเน้นกลุ่มสาธารณูปโภค สินค้าอุปโภคและสุขภาพ หรือเลือกลงทุนในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่มีตลาดกระจายหลายประเทศมากกว่าที่มีการกระจุกตัวของตลาด เน้นหุ้นบริโภคในประเทศที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ลดหุ้นส่งออกไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะที่ไม่มีสิทธิยกเว้นภาษี ตราสารหนี้ เพิ่มน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางและระยะยาว เลี่ยงตราสารหนี้เอกชนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น   อสังหาริมทรัพย์ และลดการถือพันธบัตรอิงเงินเฟ้อจากแนวโน้มเงินเฟ้อต่ำ สำหรับทองคำ สามารถค่อยๆ เพิ่มการลงทุนระยะยาวเพื่อป้องกันความเสี่ยง แนะนำถือทองในรูปแบบ USD รับมือค่าเงินบาทผันผวน หรือเข้าซื้อแบบทยอยเพื่อเฉลี่ยต้นทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความผันผวน และอยากสนับสนุนให้ผู้บริโภคและสมาชิกเคทีซีให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการเงินและสุขภาพอย่างสมดุลและมีวินัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้กับชีวิตและครอบครัว”

นางสาวสิรีรัตน์กล่าวเพิ่มเติม “บัตรเคทีซีไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการใช้จ่าย แต่เป็นเพื่อนคู่คิดที่ช่วยให้สมาชิกใช้เงินอย่างมีการวางแผน มีเป้าหมายและมีความรับผิดชอบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างเข้าใจ เพื่อให้สมาชิกเคทีซีได้ใช้ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างที่ต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้จ่าย จากใช้เพื่อความสะดวก เป็นใช้เพื่อคุณภาพชีวิต สำหรับสมาชิกเคทีซีที่ต้องการใช้บริการรับคำปรึกษาสุขภาพเชิงป้องกันผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยี หรือดูแลรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพกับเคทีซีมายาวนาน สามารถรับโค้ดส่วนลด SMVxKTC  เมื่อรับบริการปรึกษาแพทย์ที่ Samitivej Wearable Clinic มูลค่า 800 บาท (ไม่รวมค่าบริการโรงพยาบาล) และชำระค่าบริการด้วยบัตรเครดิตเคทีซีผ่านแอปฯ Well by Samitivej ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2568 - 31 สิงหาคม 2568 นอกจากนี้สมาชิกบัตรเคทีซียังจะได้รับส่วนลด 10% สำหรับค่าห้อง และรับเครดิตเงินคืนไม่จำกัด เมื่อใช้บริการด้านสุขภาพต่างๆ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช และมียอดใช้จ่ายตามกำหนด ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2568 รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://bit.ly/43ajCZd

‘โอ๋ ฐิติภัสร์’ ซัดทุนต่างชาตินำเข้าขยะซุกเต็มพื้นที่ฟรีโซน ก่อนคัดแยกของดีส่งกลับจีนทิ้งฝุ่นพิษให้คนไทยดม

(6 มิ.ย.68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า ...ฟรีโซนศูนย์เหรียญ ที่เราสัมผัสได้เพียงฝุ่น สูดดมแต่มลพิษ

รับแจ้งเบาะแส…หนึ่งในบริษัทผู้นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์คือ บ.พีซีวู๊ด จก. ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตปลอดอากร Free Zone จ. ฉะเชิงเทรา 

บริษัทแห่งนี้เคยถูกจับและดำเนินคดีข้อหาตั้งและประกอบกิจการโดยไม่รับอนุญาต และข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย เมื่อช่วงเดือน พ.ย. 67 ที่ผ่านมา คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของ จนท.ตำรวจ สภ.แปลงยาว เพื่อสรุปสำนวนส่งฟ้องศาล ส่วนกรรมการบริษัทอยู่ระหว่างประกันตัวออกมา

การตรวจสอบครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกรมศุลกากร เข้าร่วมตรวจสอบด้วย 

บ. พีซีวู๊ดฯพัฒนาตัวเองจากผู้ประกอบการที่ถูกดำเนินคดีข้อหาตั้งและประกอบกิจการโดยไม่รับอนุญาต กลายเป็นผู้พัฒนาที่ดินในพื้นที่ฟรีโซน ให้บริการเช่าโกดัง ขอใบอนุญาตติดต่อหน่วยงานราชการ ประสานขนส่งตู้สินค้าจากท่าเรือมาในพื้นที่ฟรีโซน โดยคิดค่าบริการตามรายการกับผู้เช่าแต่ละโกดัง

ผู้เช่าได้แก่ บ.ซินฮุยเฉิงฯ บ.วินเวลล์ฯ และ บ.รอยซ์ เมทเทิลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นนักลงทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการ นำเข้าเศษอลูมิเนียมมาคัดแยกใส่เครื่องเขย่าเอาฝุ่นออก เสร็จแล้วจ้างแรงงานต่างด้าวมาขัดจนสะอาด ใส่ถุงบิ๊กแบ๊คส่งกลับไปประเทศจีน

ความผิดเก่ายังไม่สิ้นแต่ก่อคดีใหม่…ครั้งนี้แจ้งข้อหาใหม่เพิ่มเข้าไป พร้อมออกคำสั่งให้หยุดกิจการและดำเนินคดีอาญา ข้อหาทำลายเครื่องหมายประทับตรายึดอายัดและเคลื่อนย้ายของกลาง…ทำผิดซ้ำ 2 ครั้ง จนท.กรมศุลกากรที่ร่วมภารกิจด้วย จะเสนอให้ผู้บริหารกรมศุลฯ พิจารณาระงับสิทธิ์ฟรีโซนต่อไปค่ะ

เกษตรกรใต้แห่ปลูกทุเรียนแทนต้นยาง-กาแฟ พื้นที่ปลูกพุ่งเฉียด 9 แสนไร่ คาดผลผลิตปี 68 เพิ่ม 14%

(11 มิ.ย. 68) ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.46 หรือประมาณ 606,958 ตัน จากการขยายพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียนที่ปลูกในช่วงปี 2562 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ส่งผลให้พื้นที่ปลูกทุเรียนภาคใต้ทะลุ 870,000 ไร่ หลังเกษตรกรทยอยโค่นกาแฟ ยางพารา และไม้ผลชนิดอื่น เช่น มังคุด เงาะ ลองกอง เพื่อปลูกทุเรียนที่มีราคาดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาทุเรียนในปีนี้อาจไม่สดใสเหมือนปีก่อน จากภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และล้งรับซื้อน้อย ล่าสุดราคาทุเรียนตะวันออกตกลงเหลือเพียง 105-110 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ภาคใต้ยังประสบปัญหาฝนตกกระทบช่วงออกดอก ทำให้บางพื้นที่ผลผลิตหายไปถึงร้อยละ 50-60 โดยเฉพาะทุเรียนทวายที่ชนกับฤดูฝน อาจมีความเสี่ยงไม่สามารถออกผลได้ตามเป้า

ด้านสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5 จ.สงขลา รายงานว่า ทุเรียนภาคใต้มีเนื้อที่ยืนต้น 870,593 ไร่ และเนื้อที่ให้ผล 622,111 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.88 และ 7.54 ตามลำดับ โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ปีนี้อยู่ที่ 976 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.43 จากสภาพอากาศเอื้ออำนวยในช่วงต้นปี และการบริหารจัดการสวนที่ดีขึ้น

สำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคใต้ปี 2568 เริ่มตั้งแต่ 5 มิถุนายนใน จ.พังงา และทยอยเก็บเกี่ยวในแต่ละจังหวัดจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม โดยผลผลิตทุเรียนจะออกมากที่สุดในเดือนกรกฎาคม ขณะนี้ทุเรียนภาคใต้กว่า 65% ของพื้นที่ให้ผลได้ออกดอกแล้วและอยู่ในระยะติดผลเล็ก

ส่วนไม้ผลอื่น ๆ อย่างมังคุด เงาะ และลองกอง ต่างได้รับผลกระทบจากทั้งสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย และการโค่นพื้นที่ปลูกเพื่อนำไปปลูกทุเรียนแทน ส่งผลให้ผลผลิตปี 2568 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะลองกองที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงถึงร้อยละ 49.10 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาตกต่ำและมีฝนตกผิดฤดูกาลในช่วงออกดอก

‘ดร.กอบศักดิ์’ แนะเร่งหามาตรการช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี หลังจีน -สหรัฐฯปิดดีลเจรจาอาจกระทบสินค้าส่งออกไทย

ดร.กอบศักดิ์ เผยจีน-สหรัฐปิดดีลเจรจาภาษี จีนถูกเรียกเก็บภาษี 55% ส่วนจีนเก็บภาษีสหรัฐ 10% กระทบสินค้าส่งออกไทย แนะเตรียมมาตรการช่วยเอสเอ็มอีในประเทศ ลุ้นไทยเจรจาสหรัฐลดภาษีต่ำกว่า 36%

(12 มิ.ย.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ว่า “ปิดดีลจีน – โดน Tariff สหรัฐที่ 55% !!” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สรุปข้อตกลงล่าสุดให้โลกฟังว่า หลังเจรจากัน 2 ครั้ง สหรัฐจะได้เข้าถึง rare earths, magnets ส่วนจีนจะได้ชิป และวีซ่าสำหรับนักเรียนจีน โดยสหรัฐคิดภาษีจีน 55% และจีนคิดภาษีสหรัฐ 10%

“ทั้งหมด รอการพิจารณาของท่านประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ซึ่งจะมีนัยยะกับไทย เพราะจากที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เคยบอกไว้เสมอ 36% คืออัตราสูงสุดสำหรับไทย หมายความว่า ต่อให้เราไม่ได้ลดเลย ที่อัตรานี้ เราจะยังได้เปรียบสินค้าจีนประมาณ 20% ถ้าเรามีข้อเสนอที่ดี สหรัฐพอใจ ก็คงจะลดให้จากอัตราดังกล่าวบ้าง”

ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา (1) ได้เหลือ 10-20% (2) ไม่ต่างจากคู่แข่งของเรามากนัก ในสงครามการค้าโลกรอบนี้ ประเทศไทยก็ถือว่าพอไปได้ ส่งออกไทยก็น่าจะมีทางออก ในช่วงครึ่งหลังของปี สามารถไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจีนโดน 55% China Flooding ก็จะเป็นปัญหาให้ไทยหนักใจ คงต้องเตรียมมาตรการช่วย SMEs ในประเทศรับมือบรรเทาผลกระทบและเร่งหาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เพื่อให้ไทยลดสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐให้เหลือ 10% จากปัจจุบันที่ 18.3% จะได้ไม่ต้องเป็นลูกไล่ของเขา เพราะยังจะวุ่นวายอย่างนี้ไปอีกหลายปี”

AWC ทุ่ม 5,000 ล้าน ผุดโรงแรมหรูริมฝั่งเจ้าพระยา บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ‘ล้ง 1919’ ค่าห้อง 3 แสนบาท/คืน

AWC ทุ่ม 5,000 ล้านบาท ตอกเสาเอก 'เดอะริทซ์ คาร์ลตัน แบงค็อก' โรงแรมสุดหรูริมฝั่งเจ้าพระยา ราคาต่อคืนสูงสุด 300,000 บาท บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ‘ล้ง 1919 – ทรงวาด’

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์คอร์ปอเรชั่น (AWC) เปิดเผยความคืบหน้าแผนพัฒนาโครงการโรงแรม เดอะริทซ์ คาร์ลตัน แบงค็อก,เดอะ ริวเวอร์ไซด์ เรสซิเดนซ์ มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น และพื้นที่บริเวณถนนทรงวาด ภายใต้แนวคิด 'The River Journey'

โดยล่าสุดได้เริ่มลงเสาเอกแล้ว และอยู่ระหว่างการปรับแบบ พร้อมเตรียมทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2571

ทั้งนี้ในส่วนของห้องพักในฝั่งล้ง จะให้บริการในรูปแบบรีสอร์ทใจกลางกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อการพักผ่อนเชิงสุขภาพ ระดับราคาห้องพักต่อคืนคาดว่าจะสูงที่สุดในตลาดบริการห้องพักในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในระดับกว่า 300,000 บาท/คืน

ขณะที่ห้องพักในฝั่งทรงวาด จะเป็นห้องพักแนวแอคทีฟ เป็นการสร้างประสบการณ์ให้กลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ ที่มีอยู่ทั่วโลก ที่มองหาประสบการณ์พิเศษในการพักผ่อน ซึ่งถือเป็นการสร้างดีมานด์ใหม่ ๆ ให้กับการท่องเที่ยวของไทย

นางวัลลภา ยังกล่าวถึงสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปจากตลาดท่องเที่ยวไทยค่อนข้างมากในขณะนี้ว่า โดยเฉพาะเป็นตลาดหลักของ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งต้องยอมรับว่าเดิมนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนถึง 70% ของจำนวนผู้ที่มาใช้บริการทั้งหมด แต่ปัจจุบันเอเชียทีคฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 2 นี้ เตรียมเปิดให้บริการ จูราสสิค เวิลด์ (Jurassic World) โดยการร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง AWC, NEON และ Universal Live Events & Location Based Entertainment ของ Universal Destinations & Experiences ที่จะสร้างความสนุก ความบันเทิง สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัว เชื่อมั่นว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอื่นมาเสริม ทำให้มียอดผู้มาจับจ่ายใช้บริการในเอเชียทีคกลับมาคึกคักขึ้นหรือประเมินว่าไม่น่าจะน้อยกว่า 30,000 คน/วัน

“นักท่องเที่ยวจีนยังไม่เห็นวี่แววจะกลับมาคึกคัก ซึ่งเอเชียทีคฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ทำให้ได้นักท่องเที่ยวที่มาจากหลาย ๆ ชาติ และหลัง จูราสสิค เวิลด์ เปิดเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มอื่นมาเสริม ทำให้ยังเห็นทราฟฟิกเป็นโมเมนตั้มที่ดี และจะทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวที่มีความสนุก ดึงนักท่องเที่ยวครอบครัวกลับมา”

ในขณะที่ภาพรวมฐานลูกค้าที่ใช้บริการโรงแรมของ AWC พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนในสัดส่วนเพียง 10% แม้นักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่บริษัทได้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่น รวมถึงยังสามารถดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพมาได้ค่อนข้างดี ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) และอัตราการเข้าพักโรงแรมทั้งหมดของ AWC ในช่วงไตรมาส 1/2568 ยังเติบโต ถือว่าไทยยังเป็นประเทศสำคัญของการท่องเที่ยวทั่วโลก

“เดิมเป็นห่วงตลาดจีนที่หายไป เนื่องจากเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ของ จ.เชียงใหม่ แต่ช่วงไตรมาส 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง พบว่า RevPAR ขึ้นมา 56% โดยได้นักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ มาเที่ยว ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทมีการทำการตลาดผ่านเน็ตเวิร์คประเทศต่าง ๆ เพิ่ม รวมถึงในตลาดท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ซึ่งภายหลังจากที่บริษัทได้เปิดให้บริการโรงแรมมีเรีย พัทยา พบว่าลูกค้าในประเทศให้การตอบรับดีมาก สะท้อนว่าโลคัลดีมานด์ยังมีความแข็งแรง และในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแมริออท รีสอร์ท พัทยา เพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวในประเทศที่มีการตอบรับดีในขณะนี้ด้วย”

นางวัลลภา ยังกล่าวว่าในส่วนไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น โดยบริษัทกำลังประเมินสถานการณ์ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อย่างไรก็ดีหวังว่าหากประเทศไทยมีการทำแคมเปญเพื่อเชื่อมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประเทศไทยซึ่งยังมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวก็ยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมสัมมนา ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พอสมควร โดยในส่วนที่จองมาแล้ว ไม่มีการยกเลิก

แต่จะกระทบในส่วนของลูกค้าใหม่ ซึ่งคงต้องมีการทำตลาดร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กับตลาดนักท่องเที่ยวประชุมสัมมนา

พร้อมกับยังเชื่อว่าประเทศไทยยังมีจุดขายที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปกลับมาได้ โดยเฉพาะในพัทยา ที่ขณะนี้ไม่ต้องหวังพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเดียว แต่ยังมีนักท่องเที่ยวในประเทศเข้ามาด้วย

กฟผ. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ของที่ต้องทิ้งจากโรงไฟฟ้าที่ใครว่าไร้ค่า สู่คอนกรีตรักษ์โลก

กฟผ. เดินหน้านำของที่ต้องทิ้งจากกระบวนการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าที่ใคร ๆ อาจมองว่าไร้ค่า แปรรูปกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ กลายเป็นคอนกรีตรักษ์โลก สู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม โดยวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย และ สร้างคุณค่าให้กับของที่จะต้องทิ้งจากโรงไฟฟ้า ให้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงวันละกว่า 4 หมื่นตัน ซึ่งการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์จะเกิดเป็นเถ้าลอยประมาณวันละ 6 พันตัน ซึ่งใครหลายคนอาจมองว่านั่นคือสิ่งที่ต้องกำจัด หารู้ไม่ว่านั่นคือ วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมไทยในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน
 
กฟผ. ได้นำเถ้าลอยมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์เพื่อผลิตเป็นคอนกรีตรักษ์โลก หรือ “Inno-Green Concrete” หรือบางคนอาจจะเรียกว่า คอนกรีตสีเขียว โดยสามารถทดแทนปูนซีเมนต์ได้ 100% ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของคอนกรีตและวัสดุในงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง คอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า และยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตคอนกรีต สามารถประหยัดปูนซีเมนต์ได้ถึง 20 – 40 %

คุณสมบัติพิเศษของการนำเถ้าลอยมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ คือทำให้คอนกรีตก่อตัวเร็ว ทนทานต่อความร้อนและกรดสูง อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 228 กิโลกรัมต่อการผลิตคอนกรีต 1 ลูกบาศก์เมตร หรือลดลง 57.5% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

จากของที่ต้องทิ้งสู่สิ่งที่สร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง เป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์แนวคิดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงสร้างความยั่งยืนให้องค์กร แต่ยังเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมให้เดินหน้าสู่ความยั่งยืนอีกด้วย

กฟผ.ชูแนวคิด 'Ending Plastic Pollution' จุดประกายสังคมลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

ทุกวันนี้ เราใช้พลาสติกกันแทบทุกวันแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นแก้วกาแฟ ถุงขนม กล่องดิลิเวอรี่ ของพวกนี้ใช้งานไม่กี่นาที แต่กลับใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย

ประเทศไทยผลิตขยะมากกว่า 27 ล้านตันต่อปี และขยะพลาสติกจำนวนมากยังคงถูกทิ้งแบบไม่ถูกวิธี บางส่วนลงทะเล บางส่วนกลายเป็นมลพิษในอากาศ บางส่วนถูกฝังกลบ แต่ไม่เคยหายไปไหนจริงๆ

แล้วเราจะเริ่มตรงไหนได้บ้าง? หนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ คือกิจกรรม 'Ending Plastic Pollution' โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่จัดขึ้นเพื่อชวนให้คนไทยหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง

ภายในงานมีนิทรรศการให้ความรู้เรื่องขยะตั้งแต่พื้นฐานว่าพลาสติกแต่ละชนิดคืออะไร รีไซเคิลได้ไหม แยกอย่างไร ไปจนถึงเวิร์กชอปแฮนด์เมดจากของเหลือใช้ ที่ให้เราลองลงมือเปลี่ยน 'ขยะ' ให้กลายเป็น 'ของใช้' ได้จริงๆ

ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่ กฟผ. ยังมีแนวคิด EGAT Zero Waste ที่รณรงค์ให้พนักงานแยกขยะอย่างเป็นระบบ ลดการสร้างขยะทั่วไปให้น้อยที่สุด และผลักดันการเป็น องค์กรที่ไม่สร้างของเสีย (Zero Waste Organization) อย่างแท้จริง เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนจากแนวคิด...สู่การลงมือทำจริงในระดับองค์กร

อีกไฮไลต์คือเวที 'Ending Plastic Talk' ที่เปิดให้ผู้คนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการใช้ชีวิตแบบ Low Waste ให้ความรู้แบบไม่เครียด พร้อมแนวทางง่ายๆ ที่เรานำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

กิจกรรมนี้จัดที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568 (หยุดทุกวันจันทร์) ใครที่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวแบบการแยกขยะ แนะนำให้แวะไป อาจได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนโลกเล็ก ๆ ของเราไปตลอดเลยก็ได้

’โอ๋ ฐิติภัสร์‘ ขยายผลตรวจโรงงานลอบนำเข้าเศษยาง พบทะลักจากกัมพูชา ก่อนบดรีดเป็นยางแผ่นในไทยส่งขายจีน

(12 มิ.ย.68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า

"ขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา เอามาบดรีดเป็นแผ่นยางในไทย ส่งขายไปจีน

ตามขยายผลที่เพจ รู้ทันจีน และ พี่บอส ช่องไทยพีบีเอส ช่วยกันตามสืบและส่งเบาะแสขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา ผ่านข้ามแดนมาแถว จ. สระแก้ว และกระจายไปยังโรงงานเถื่อนใน ชลบุรี ระยอง และ สมุทรสาคร

ทีมสุดซอยตามขยายผลมายัง โรงงานเถื่อน ที่ ม.1 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พบนายกานต์ อาหยี รับเป็นเจ้าของโรงงานและเศษยาง จนท.ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีข้อหาตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

เดินต่อเข้าไปด้านในซอยพบ บ. เถิงฮุย ฮาร์ดแวร์ พลาสติก จำกัด ประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติก แต่ประกอบกิจการไม่ตรงตามเงื่อนไขในใบอนุญาต และไม่สามารถชี้แจงที่มาของกองวัตถุดิบที่เป็นเศษพลาสติกสายไฟบดย่อย กองไว้สูงเป็นภูเขาประมาณ 3,000 ตันได้ จนท.สั่งหยุดพร้อมอายัดเศษพลาสติกสายไฟทั้งหมด และดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ประกอบกิจการในส่วนขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ไม่จบเท่านี้…ขยายผลต่อทั้งขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากต่างประเทศ และขบวนการลักลอบทิ้งเศษพลาสติกสายไฟ และโรงงานหลอมเม็ดพลาสติกเถื่อน หากท่านใดมีข้อมูลหรือเบาะแสสามารถส่งเข้ามาได้ค่ะ"

กรมธุรกิจพลังงาน ตุนสต็อกน้ำมันเพียงพอ 60 วัน ยันพร้อมรับมือสงครามตะวันออกกลาง

กรมธุรกิจพลังงานเตรียมพร้อมรับมือสงครามตะวันออกกลาง ย้ำไทยมีปริมาณสำรองน้ำมัน ในสต็อกเพียงพอใช้ได้ 60 วัน ขอประชาชนไม่ต้องกังวล 

(13 มิ.ย. 68) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า หลังเกิดการสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ขยายวงกว้าง โดยเฉพาะสถานการณ์การโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงการเกี่ยวกับนิวเคลียร์ในอิหร่าน โดยสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมันจากพื้นที่ตะวันออกกลางมายังประเทศไทย กรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินและเตรียมความพร้อม หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศอย่างแน่นอน

ปัจจุบันมีน้ำมันดิบคงเหลือประมาณ 3,104 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 23 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง 2,597 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 20 วัน และน้ำมันสำเร็จรูป 1,886 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 17 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือที่สามารถใช้ได้ 60 วัน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล และขอให้ติดตามข่าวสารที่เป็นทางการจากทางราชการ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน จะบริหารจัดการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top