Monday, 19 October 2026
GDP

เวียดนามเร่งเครื่อง!! “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนใหม่ กินส่วนแบ่ง 14.02% ของ GDP ปี 2025 ภาคหลักขับเคลื่อนเด่นด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งเป้าขยายตลาดดิจิทัลต่อเนื่อง

(7 ม.ค. 69) สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่าในปี 2025 เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามมีมูลค่าราว 7.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 14.02 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับการเติบโตของประเทศ

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่าในช่วงปี 2021-2025 เศรษฐกิจดิจิทัลมีส่วนแบ่งเฉลี่ยราวร้อยละ 13.2 ของ GDP ทั้งประเทศ ถือเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคนี้

ภาคเศรษฐกิจดิจิทัลหลักอย่างการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม รวมถึงการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการประมวลผลข้อมูล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขยายตัวของ GDP เวียดนาม

ความก้าวหน้าเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเวียดนามมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นฐานสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยหวังดันให้เศรษฐกิจของประเทศยืนหยัดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มากขึ้น

ที่มา :Xinhua

เศรษฐกิจไทย 'ฟื้นแค่บนกระดาษ' GDP โต 2.5% แต่ไส้ในน่าห่วง ท่องเที่ยวแผ่ว-บาทแข็ง ฉุดเศรษฐกิจไทย แนะรัฐเร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ดึงเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม

GDP โต 2.5% แต่กระเป๋าไม่โต: เศรษฐกิจฟื้นบนกระดาษ ชีวิตจริงยังติดหล่ม

ไตรมาส 4/2568 เศรษฐกิจไทยโต 2.5% (YoY) และทั้งปี 2568 โต 2.4% ตัวเลขดูดีขึ้นชัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่โตเพียง 1.2% แต่คำถามที่คนส่วนใหญ่ยังถามคือ "ทำไมชีวิตจริงยังไม่ดีขึ้น"
โตเพราะอะไร: ปลายปีเร่งจากลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศ
• การลงทุนรวมพุ่ง 8.1% สูงสุดในรอบหลายปี โดยการลงทุนเอกชนโต 6.5% หนุนจากการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์
• การบริโภคภาคเอกชนยังโต 3.3% โดยมีแรงเร่งจากตลาดยานยนต์ (รวมถึงแรงจูงใจช่วงมาตรการ EV 3.0)
• การใช้จ่ายสินค้าคงทนปลายปีพุ่ง 12.2% สะท้อนการตัดสินใจซื้อที่ถูกเร่งให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น
• ภาพรวมฝั่งกิจกรรมเศรษฐกิจปลายปีดีขึ้นจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ โดยการส่งออกบางหมวด (เช่นอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตรบางรายการ) ขยายตัวต่อเนื่อง

แล้วทำไมคนยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น
• การเติบโต "กระจุก" อยู่ในบางอุตสาหกรรมและบางกลุ่มรายได้ ตัวเลขรวมจึงดูดี แต่รายได้ฐานราก/SME ยังตามไม่ทัน
• หนี้ครัวเรือนสูงและต้นทุนการเงินยังเป็นแรงกด ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งถูกดูดไปกับภาระหนี้และดอกเบี้ย
• เงินบาทแข็งกดความสามารถแข่งขันของส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งกระทบรายได้จำนวนมากในระบบเศรษฐกิจจริง
• สัญญาณภาคท่องเที่ยวช่วงต้นปี 2569 ยังน่าห่วง: นักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 1 ม.ค.-8 ก.พ. ลดลง 10.77% เทียบปีก่อน ส่งผลต่อรายได้ผู้ประกอบการปลายทาง

ทางออกที่ต้องทำให้คน "รู้สึก" ได้จริง
• แก้หนี้แบบพุ่งเป้า: ปรับโครงสร้างหนี้/ลดภาระดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมคุมความเสี่ยงไม่ให้หนี้ใหม่พอง
• เร่งลงทุนให้กลายเป็นงานและรายได้ในประเทศ: ดันโครงการลงทุนให้เชื่อมซัพพลายเชนในประเทศ ไม่ใช่แค่ตัวเลขปลายปี
• ลดต้นทุนทำมาหากินของคนส่วนใหญ่: พลังงาน โลจิสติกส์ ค่าครองชีพ และเข้าถึงเครดิตของ SME

รัฐ–เอกชน เร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทย!! ไทยตั้งเป้ารายได้สูงปี 2580 ผนึกกำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้าง เน้นลงทุนเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมหลัก เสริมเสถียรภาพรับปธ.อาเซียน 2571

นับถอยหลังสู่ปี 2580 ภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังเดินหน้าผลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสองเท่า

กรุงเทพมหานคร — ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการบรรลุสถานะเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุกที่ครอบคลุมความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและสินค้ามูลค่าสูง

ต่อยอดจากการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 ที่ผ่านมา วาระดังกล่าวได้รวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปสู่การลงทุน การเพิ่มศักยภาพการผลิต และการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว เสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการมีบทบาททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่ง ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และเป้าหมายด้านเศรษฐกิจมหภาค
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ supply chain โลกและสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังส่งผลต่อรูปแบบความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้กำหนดสถานะความเป็นกลางของประเทศ เพื่อสะท้อนถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยด้านการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพและการพัฒนาเท่าทันสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ตั้งเป้าไว้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถของศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตามเพื่อบรรลุสถานะการเป็นประเทศรายได้สูง สถาบันระดับนานาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากร โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยหลังสถานการณ์โควิดที่ 2.2% ให้เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% ต่อปี ในอีกหนึ่งทศวรรษหน้า โดยมาตรการเชิงปฏิบัติการต้องมีความชัดเจนและเด็ดขาด และเงินทุนต้องถูกจัดสรรผ่าน 7 อุตสาหกรรมหลักที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการทางดิจิล ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการป้องกันโครงสร้างสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

จากวงการเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติจริง: Bangkok Business Summit White Paper
ต่อยอดจากข้อเสนอและการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 จะถูกต่อยอดสู่การจัดทำสมุดปกขาว (Bangkok Business Summit White Paper) ที่จัดทำร่วมกันกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง PwC โดยมุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

และได้มีการวางหมุดหมายกำหนดให้ภายในช่วงระยะเวลา 24 เดือนนับจากปี 2569 ถึง 2571 เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงกว่า เพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสร้างกลไกเชิงประจักษ์ที่สามารถติดตามวัดผลได้จริงและเชื่อถือได้

แผนงานเศรษฐกิจเชิงปฏิบัติฉบับนี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีโครงสร้างสาธารณูปโภค เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงพลังงาน และการเงิน เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก ทั้งนี้เป้าหมายในภาพรวมคือการเสริมสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นจะสามารถสร้างโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ SMEs ชาวไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมใน supply chain ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น

การปฏิรูปอย่างครอบคลุมและการปรับโครงสร้างระบบการเงิน
เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตต้นทุนต่ำไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ผู้นำภาคธุรกิจของไทยเดินหน้าร่วมกันปรับโครงสร้างกลไกทางการเงินภายในประเทศและ supply chain เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยว่า หากประเมินความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในปัจจุบัน ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในระดับความพร้อมที่ 5 จาก 10 และจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางสภาพคล่องทางการเงินจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจเดิมซึ่งมีอัตราการเติบโตที่จำกัด ไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีขยายความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง นายผยง กล่าวเสริมถึงแนวคิดแบบ “Brotherhood” ที่ยึดโยงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยขอความร่วมมือให้ผู้นำองค์กรขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทในการร่วมกันยกระดับทักษะ และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่ SMEs ทั้งใน supply chain ที่อยู่ต้นน้ำตลอดจนปลายน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่ value chain

แนวทางดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ และโอกาสจากตลาดโลกให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และธุรกิจไทยเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การสร้างธรรมาภิบาลและความยืดหยุ่นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานระดับโลก
ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสู่การยกระดับมาตรฐานในระดับโลก โดยการประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นเวทีปูทางสู่การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือการผลักดัน “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และกระแสเงินผิดกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรับมือกับความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย เพราะพื้นที่บริเวณนี้คือหัวใจหลักของการสร้าง GDP ประเทศถึง 66% พร้อมเร่งขยายกำลังการผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

ด้วยการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการนำเสนอวาระสำคัญข้างต้นต่อเวทีการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยกำลังวางรากฐานเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับการมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เมื่อประเทศไทยเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top