Thursday, 4 June 2026
Econbiz

Origin ลุยดึงต่างชาติ!! จับมือ Thailand Longstay ผนึกเอเจ้นท์โลก ปั้นไทยสู่ Safe Haven อสังหาฯระดับเวิลด์คลาส มอบสิทธิ์วีซ่าระยะยาว ฟรี Fast Track สนามบิน คอนโด 3 ล้านขึ้น รับสิทธิพิเศษเต็มที่

ออริจิ้น ผนึก Thailand Longstay และเอเจ้นท์โลก
ปั้นไทยสู่ “Safe Haven” อสังหาฯ ระดับเวิลด์คลาส ดึงเม็ดเงินต่างชาติพำนักระยะยาว
 
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับลูกค้าต่างชาติ เดินหน้าจับมือ  Thailand Longstay พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายเอเจนท์ระดับโลก เปิดตัวแคมเปญพิเศษ Origin x Thailand Longstay Visa Company มอบสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ซื้อคอนโดพร้อมอยู่ในเครือออริจิ้น ดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและพำนักอาศัยในประเทศไทย เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติและผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่องมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการอยู่อาศัยระยะยาวและการลงทุนคุณภาพระดับสากล
 
นายธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่  ในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการเป็นบ้านหลังที่สอง(Second Home) และการลงทุนที่ปลอดภัยของชาวต่างชาติ ทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก ค่าครองชีพที่เอื้อมถึงได้ ที่มาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายระดับโลก รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคและนักลงทุนต่างชาติ ในการตัดสินใจซื้อ และเพื่อเป็นการเปิดประเทศ กระตุ้นภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าดึงกำลังซื้อชาวต่างชาติมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งในลักษณะซื้อเพื่อการลงทุนและซื้อเพื่อพำนักอาศัยระยะยาวให้กลับมาอีกครั้ง
 
โดยล่าสุดได้จับมือ กับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด หรือ Thailand Longstay ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการวีซ่าระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ นำโดย นางปิยภัทร สุบรรณ ณ อยุธยา ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งได้ผนึกกำลังกับเครือข่ายเอเจนท์ระดับโลก เป็น Official Partner ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหลักในการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดต่างชาติ ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน โดยดำเนินงานร่วมกับ Thailand Longstay เพื่อเสริมศักยภาพในการผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางของการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาวในระดับสากล
 
เพื่อสนับสนุนความร่วมมือกันในครั้งนี้บริษัทได้จัดแคมเปญพิเศษ Origin x Thailand Longstay Visa Company ที่เครือออริจิ้น มุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนของชาวต่างชาติมาสู่ภาคบริการ และเศรษฐกิจผ่านธุรกิจอสังหาฯ ภายใต้ความร่วมมือลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดทุกยูนิตในโครงการ มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป  ที่เข้าร่วมแคมเปญจะได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่  ฟรีวีซ่า 3 ปี , Airport immigration fast track 4 ครั้ง/ปี, Airport Bucky 4 ครั้ง/ปี
 
รวมถึงการอำนวยความสะดวกทุกด้าน จาก Thailand Longstay ที่จะช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการซื้อและการพำนักระยะยาว ขณะเดียวกัน ออริจิ้น พร้อมยกระดับด้วยบริการ Relocation Advisory ที่ให้คำปรึกษาแบบครบวงจร (End-to-End) สำหรับชาวต่างชาติ (Expats) และองค์กร ครอบคลุมการหาที่พัก วีซ่า ใบอนุญาตทำงาน การวางแผนด้านการเงิน ไปจนถึงบริการหลังการขาย การขนย้าย ช่วยลดความยุ่งยากและความเครียดในการเปลี่ยนผ่านสถานที่เพื่อให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นชีวิตในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น
 
“การเมืองโลก การเกิดสงคราม ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต หรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัย ในสายตาต่างชาติมองไทยเป็นกลางทางการเมืองและเป็น Safe Zone อสังหาฯไทย เป็นบ้านหลังที่สองที่ต่างชาติเลือกเป็นอันดับต้นๆ ที่จะมาพำนักระยะยาว ทำเลหลัก คือ กรุงเทพ ชลบุรี ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ จุดนี้ถือเป็นโอกาสของประเทศไทย” นายธนกร กล่าว
 
ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าขยายตลาดต่างชาติอย่างเต็มกำลัง ด้วยพอร์ตโครงการคอนโดพร้อมอยู่ในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ประกอบกับเครือข่ายเอเจนท์คุณภาพจากทั่วโลกรวมกว่า 400 บริษัท พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่ภาพลักษณ์ “Safe Haven” สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่มองหาโอกาสด้านอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมในระยะยาว
 
ทั้งนี้ การผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ทั้ง Thailand Longstay และเอเจ้นท์ระดับโลก ไม่เพียงเป็นประโยชน์กับลูกค้าของออริจิ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสู่ระดับ World Class Destination สำหรับการอยู่อาศัย การท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งทุกกิจกรรมที่ทำ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในฐานะภาคเอกชน เครือออริจิ้น ไม่ใช่เพียงแค่สร้างที่อยู่อาศัย แต่สร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศในเวทีโลก
 
สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI จัดโครงสร้างธุรกิจชัดเจนขึ้นในลักษณะ Holding Company ที่เป็นการลงทุนถือหุ้นในบริษัทย่อย บริษัทร่วมค้า ทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมี 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย  
(1) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายประเภทคอนโดมิเนียม ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จํากัด หรือ ORIGIN VERTICAL
(2) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายประเภทบ้านจัดสรร ภายใต้ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI
(3) กลุ่มธุรกิจบริการ ภายใต้ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI
(4) กลุ่มธุรกิจ Hospitality and Tourism & Service ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จํากัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL
และ (5) กลุ่มธุรกิจ Logistics and Warehouse ภายใต้ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA

HHR ปั้นเทรนด์พักผ่อนใหม่ เปิดแคมเปญ Multi-City Workation ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล รองรับที่พัก 5 เมืองหลัก บริการครบวงจรแบบ 5 ดาว

HHR พลิกโฉมการพักผ่อนแบบ Long Stay สำหรับการอยู่อาศัย

เปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” นิยามใหม่ของการใช้ชีวิต

HHR เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการที่พักอาศัยและการท่องเที่ยว ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” พลิกโฉมการใช้ชีวิตแบบ Long Stay ให้ก้าวสู่มิติใหม่ของความยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ ตอบโจทย์คนทำงานยุคดิจิทัลที่ต้องการผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ไม่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดียว แต่สามารถเคลื่อนย้ายไลฟ์สไตล์ได้อย่างอิสระในหลากหลายเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย

นางสาวปีณิตา ศิลปสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด หรือ HHR กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์กลุ่มงาน Living Service ในเครือบริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต (Flexibility)” มากกว่าการอยู่อาศัยในสถานที่เดิมระยะยาว ส่งผลให้รูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City Living หรือการเช่าที่พักหลายแห่งในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยที่ระบุว่า จำนวนกลุ่ม Digital Nomad หรือกลุ่มคนทำงานแบบไม่ยึดติดสถานที่ ซึ่งทั่วโลกมีมากกว่า 35 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10-15% ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักจากปัจจัยด้านค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่รองรับการทำงานจากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ HHR พร้อมนำศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยของ HHR มีจุดแข็งจากการมีพอร์ตโครงการที่ครอบคลุม 5 เมืองหลักในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, ชลบุรี, ระยอง และภูเก็ต มีจำนวนที่พักอาศัยที่อยู่ในพอร์ตมากกว่า 2,000 ยูนิต ครอบคลุม 14 โครงการ ซึ่งล้วนเป็นศูนย์กลางทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำให้สามารถรองรับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City ได้อย่างแท้จริง โดยลูกค้าสามารถเลือกเข้าพัก และเปลี่ยนโลเคชันได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรฐานการบริการเดียวกันในทุกโครงการ พร้อมกันนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยผ่านบริการแบบครบวงจร (End-to-End Service) ภายใต้แนวคิด ‘One Contact, Multiple Cities’ ที่ลูกค้าสามารถจัดการทุกเรื่องได้ผ่านผู้ดูแลเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นบริการทำความสะอาดมาตรฐานเดียวกับโรงแรมระดับ 5 ดาว การจองรถรับ-ส่ง (Transfer Service) การจัดโปรแกรมท่องเที่ยว หรือการจองกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในแต่ละเมือง รวมถึงส่วนกลางที่ถูกจัดเตรียมอย่างดีไม่ว่าจะเป็นโซน Co-Working Space, Executive Workspace และ Business Lounge ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในทุกมิติ ด้วย Ecosystem ด้านบริการที่ครบถ้วนนี้ ทำให้ HHR ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการที่พัก แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ช่วยออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิต’ (Lifestyle Enabler) ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ

“แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียง ‘ที่พัก’ แต่ต้องการ ‘รูปแบบการใช้ชีวิต’ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Mobility Lifestyle) พร้อมทั้งผสมผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ HHR เดินหน้าพัฒนาบริการด้าน Hospitality ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ในการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้พักอาศัยมากขึ้น จึงเปิดแคมเปญ “Multi-City Workation” ซึ่งเป็นแนวคิดการพักผ่อนแบบ “Stay Seamlessly” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า พร้อมเลือกเข้าพักในหลากหลายเมืองได้อย่างต่อเนื่อง สะดวกสบายครบครันในที่เดียว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการที่พักในแต่ละจุดหมาย” นางสาวปีณิตา กล่าว

“Multi-City Workation” นิยามใหม่ที่ผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกัน

Multi-City Workation คือ “Hospitality Solution” รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “โปรแกรมการท่องเที่ยว” ธรรมดา แต่คือ Lifestyle Solution สำหรับคนยุคใหม่ ที่ HHR ได้ออกแบบผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ อำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยจุดเด่น ดังนี้  

-บริการระดับพรีเมียมมาตรฐานระดับโรงแรม 5 ดาว

-Flexible Living ปรับเปลี่ยนแผนการพักอาศัยได้ตามไลฟ์สไตล์

-Stay Seamlessly Across Cities เข้าพักหลายเมืองได้ในแผนเดียวโดยไม่ต้องจัดการใหม่ทุกครั้ง

  วางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้

-One Contact, Multiple Cities จัดการทุกอย่างในแผนเดียว ลดความยุ่งยาก สามารถเลือกจำนวนเดือน และจำนวนเมืองได้เอง

-เปลี่ยนเมืองได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ ขั้นต่ำ 1 เดือน / เมือง

นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน (Work & Lifestyle Integration) โดยลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่มากกว่าการเข้าพักทั่วไป ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ (Privileges) ได้แก่ ห้องพัก Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่, บริการแม่บ้านและดูแลห้องพัก, สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ได้แก่ Fitness / Co-working Space / Swimming Pool, การดูแลแบบ Hospitality โดยทีม HHR, ความสะดวกในการย้ายเมือง (Seamless Transition) และสามารถเลือกซื้อ Activity หรือ Lifestyle Experience เพิ่มเติมได้ในแต่ละเมือง

ทั้งนี้โปรแกรม “Multi-City Workation” จึงไม่ใช่แค่โปรแกรมท่องเที่ยว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle Solution) สำหรับคนยุคใหม่ที่ HHR พร้อมยกระดับบริการให้เป็น “Premium Service” ผ่านการสร้าง Ecosystem ที่สามารถพัฒนาด้านต่างๆ
ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ และวางแผนการเดินทาง ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 02 081 0000

สำหรับ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด (HAMPTON HOTEL & RESIDENCE : HHR) ดำเนินธุรกิจในการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการเทียบเท่าการบริการโรงแรม (Hotel & Residence Management Operator) แบ่งการให้บริการออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย 1.บริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ช่วยบริหารจัดการผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก สร้างรายได้หรือผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายของเจ้าของโรงแรมหรือที่พักอาศัย (Owner) และ 2.ร่วมวางแผนตกแต่ง จัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าพัก

เพื่อตอกย้ำแผนขยายการรับบริหารโครงการที่อยู่อาศัยและความมุ่งมั่นของ HHR ที่พร้อมยกระดับโปรดักส์ที่อยู่อาศัย ทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ คอนโดฯให้เป็น “เรสซิเดนซ์” โดยเน้นการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการมาตรฐานเทียบเท่าโรงแรมระดับสากล พร้อมมอบที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย (Residences for All Desires) ภายใต้บริการ HHR Service ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ พร้อมมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า (Lifestyle Enriched with Benefits Beyond the Ordinary) อาทิ Housekeeping, Laundry, Personalized Requirement และ Spa On Call พร้อมด้วย Operations Standard ที่แข็งแกร่ง (SOP, Guest Experience, Guest Loyalty) ควบคู่ไปกับทีมขายและการตลาด (Distribution Team) ทั้งในด้าน Digital Multi-Channel Marketing, B2B Team Corporate & Agent และ Reservations & Revenue Management

 .

สำหรับ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
ชั้นนำของประเทศ มีประสบการณ์กว่า 15 ปี ปัจจุบัน ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1.กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ – บริการก่อนเข้าอยู่อาศัย (Pre-Living Services) ได้แก่ บริการให้คำปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาฯ บริการงานวิศวกรรมและการให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค

2.กลุ่มกลางน้ำ – บริการการจัดการเพื่อการอยู่อาศัย (Living Services) ได้แก่ บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า อาคาร และสำนักงาน บริการนิติบุคคลอาคารชุดแบบลักชัวรี่ การบริหารจัดการ Residential Property และ Service Apartment บริการซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ตัวแทนในการซื้อ-ขาย-เช่า และบริการจัดหาผู้ร่วมลงทุน บริการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบริการ และเทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย และตัวแทนประกันทั้งแบบ Life และ Non-Life

3.กลุ่มปลายน้ำ – บริการหลังการขายที่อยู่อาศัย (Living & Earning Services) ได้แก่ บริการออกแบบและตกแต่งภายใน บริการงานจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ บริการแม่บ้านทำความสะอาดและบริการงานช่าง บริการจัดการอาคาร และจัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านและที่อยู่อาศัย แบบ Lifestyle

DRT ชี้วัสดุ Well-Being มาแรง รับเทรนด์โลกเปลี่ยนและสุขภาพ ขยายฐานตลาดสู่บ้านระดับกลาง สินค้านวัตกรรมเน้นลดความร้อนเสียง เป้าการตลาดโต 2-5% ปีนี้

DRT ชี้กลุ่มวัสดุ Well-Being มาแรง รับภาวะโลกร้อนและการดูแลสุขภาพ

มองเทรนด์ใช้งานขยายฐานจากบ้านพรีเมียมสู่ระดับกลาง

ชูความพร้อมสินค้าตอบโจทย์ ‘ลดร้อน-ลดเสียงรบกวน-ลดความชื้น’  

“บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT” ชี้เทรนด์กลุ่มวัสดุก่อสร้างตามแนวทาง Well-Being มาแรงรับภาวะโลกร้อนและการดูแลรักษาสุขภาพ คาดตลาดโตต่อเนื่อง และการใช้งานที่มีแนวโน้มขยายจากตลาดบ้านระดับพรีเมียมสู่บ้านระดับกลาง ชูความพร้อมสินค้าและบริการหลากหลายครอบคลุมสินค้า “หลังคา-ผนัง-พื้นและบันได” ช่วยสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ทั้งการลดอุณหภูมิให้บ้านเย็นสบาย (Feel Cool) ลดเสียงรบกวนจากภายนอก (Feel Calm) ลดความชื้นและเชื้อโรคภายในบ้าน (Feel Clean) รวมถึงต้องมีความคุ้มค่าเมื่อเลือกใช้ (Feel Comfort)

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด  อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง พร้อมบริการติดตั้ง 'SPC Solutions' และไม้สังเคราะห์ WPC แบบครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและเทรนด์การใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว ส่งผลให้ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างและตกแต่งในกลุ่ม “Well-Being” เช่น การช่วยป้องกันความร้อนและลดอุณหภูมิ, ลดเสียงรบกวน, ลดความชื้น, ลดเชื้อโรค มีแนวโน้มได้รับความนิยมและเติบโตต่อเนื่อง และประเมินว่าความต้องการใช้สินค้าดังกล่าวจะขยายจากบ้านระดับพรีเมียมสู่บ้านระดับกลาง โดยปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำได้นำธีมบ้านอยู่สบายและรักษ์โลกมาเป็นจุดขายของโครงการ

จากเทรนด์ดังกล่าว บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นนำเสนอกลุ่มสินค้านวัตกรรม DIAMOND Well-Being ภายใต้แนวคิดวัสดุที่ช่วยสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ผู้อยู่อาศัย สามารถตอบโจทย์การออกแบบและใช้งานทุกฟังก์ชั่นของบ้าน ตั้งแต่ หลังคา ฝ้า ผนังและพื้น โดยมีสินค้าและบริการครอบคลุมการใช้งานหลากหลายในราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ ได้แก่

1) กลุ่มหลังคา อาทิ หลังคายูพีวีซี แอร์รูฟ ลดเสียงรบกวนจากฝนตกกระทบ ทั้งรุ่น Standard และ รุ่น Hollow, กระเบื้องจตุลอนและลอนคู่ วินเทอร์ไวท์ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน TSR สูงถึง 90%, หลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ Diamond Stone Coated ลดความร้อนและลดเสียงรบกวนได้ถึง 13 เดซิเบล, ฉนวนกันความร้อน แอร์คูล ความหนา 3 และ 8 มิลลิเมตร สะท้อนความร้อนได้ 95%, ฉนวนใยแก้ว Very Cool ความหนา 2 และ 3 นิ้ว ช่วยลดความร้อนจากใต้หลังคาเข้าสู่บ้าน และได้รับฉลากประหยัดพลังงาน และฝ้าระบายอากาศ ช่วยเพิ่มการระบายอากาศร้อนบริเวณใต้หลังคา ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น

2) กลุ่มผนัง อาทิ อิฐมวลเบา G2 สำหรับบ้านและทาวน์โฮม และอิฐมวลเบา G4 สำหรับคอนโดมิเนียมและอาคารสูง ผ่านมาตรฐาน มอก. 1505-2541 ความหนา 7.5 – 20 เซนติเมตร ช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ดีกว่าอิฐมอญ รวมถึงลดเสียงรบกวนจากภายนอก, อิฐมวลเบา MAX BLOCK ขนาด 60x60x7.5 ซม. นวัตกรรมเพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วขึ้น 3 เท่า ลดเวลาลดค่าแรง ลดปริมาณปูนก่อ ลดต้นทุนงานก่อผนังได้, ผนังตกแต่ง SPC Fast Panel รอยต่อแนบสนิท ทำความสะอาดง่าย ไม่ต้องยาแนว  

3) กลุ่มวัสดุตกแต่งพื้นและบันได อาทิ แผ่นพื้น SPC และไม้บันได SPC สำหรับใช้งานภายใน พื้นผิวสัมผัสกันลื่นระดับ R10 และไม่ปล่อยสารเคมีอันตราย, ไม้สังเคราะห์ Diamond XTruShield WPC สำหรับใช้งานภายนอก อายุการใช้งานยาวนาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ วางเป้าหมายยอดขายกลุ่มสินค้านวัตกรรม DIAMOND Well-Being เติบโต 2-5% ในปีนี้ โดยจะมุ่งทำการตลาดผ่านช่องทางจำหน่ายหลักทั้ง 4 ช่องทาง ได้แก่ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย โครงการอสังหาริมทรัพย์ ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ และตลาดต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง Shopee เพื่อเข้าถึงลูกค้าครบทุก Touchpoint นอกจากนี้ มีแผนเปิดตัวพื้น SPC รุ่นใหม่ที่เพิ่มคุณสมบัติด้านสุขอนามัยเพื่อตอบสนองเทรนด์ Well-Being ได้ดียิ่งขึ้น

เกี่ยวกับ บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร 

บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ “DRTผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด  อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง พร้อมบริการติดตั้ง 'SPC Solutions' และไม้สังเคราะห์ WPC แบบครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 40 ปี มีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน ISO9001:2015, ISO14001:2015 และ ISO45001:2018 จากสถาบัน BSI Group (Thailand) Co., Ltd. รวมถึงได้รับเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพสินค้า ตลอดจนมีการบริหารจัดการภายในโรงงานที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นทางเลือกที่ดีกว่าด้านวัสดุก่อสร้างและบริการ”

บรรจุภัณฑ์ปรับตัว!! ต้นทุนพลาสติกพุ่ง 50-70% ผู้ประกอบการเร่งใช้วัสดุทดแทน หวังลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยีใหม่ ProPak Asia 2026 ร่วมจัดประกวด

ทางออกอุตฯ บรรจุภัณฑ์ ยุควัตถุดิบพลาสติกแพง-ของขาด!

อินฟอร์มา เผยผู้ประกอบการเร่งใช้วัสดุทดแทน อัปเกรดเครื่องจักร ล่าสุดร่วมพันธมิตรยกระดับบรรจุภัณฑ์ไทย จัดประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ในงาน ProPak Asia 2026

สถานการณ์ความขัดแย้งป่วนอุตสาหกรรมทั่วโลก ด้านอุตฯ บรรจุภัณฑ์ฮึดสู้หลังต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงและขาดแคลน ด้านราคาเม็ดพลาสติกปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 50–70% ส่วน อินฟอร์มา ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 เผยผู้ประกอบการเร่งหันใช้วัสดุทดแทน อาทิ พลาสติกชีวภาพ กระดาษ ยางธรรมชาติ วัสดุรีไซเคิล ฯลฯ พร้อมอัปเกรดเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ ล่าสุดจับมือ วว. และพันธมิตร ยกระดับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยจัดประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ในงาน ProPak Asia 2026

นางสาวกชสร โตเจริญธนาผล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 เผยถึงภาพรวมและการปรับตัวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ขณะนี้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะพลาสติกและวัสดุที่ต้องพึ่งพาปิโตรเคมี มีต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น ราคาเม็ดพลาสติกปรับเพิ่มขึ้นถึง 50–70% และยังเกิดภาวะขาดตลาด วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในไทย แต่ฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ในเอเชียอย่าง ไต้หวัน จีน หรือ เกาหลีใต้ ก็ได้รับผลกระทบจนต้องระงับการส่งออกและปรับราคาขึ้นเช่นกัน ซึ่งการรับมือกับปัญหานั้น ผู้ประกอบการได้เร่งส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนอย่างพลาสติกชีวภาพ กระดาษ ยางธรรมชาติ หรือใช้วัสดุรีไซเคิล โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์เพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล หรือปรับสูตรการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ใช้ฟิล์มบางลง 20% หรือ ใช้กระดาษเคลือบแทนพลาสติกบางส่วน นอกจากนั้นยังมีการลงทุนและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งคุณภาพและความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ ลดการใช้วัตถุดิบและการศูนย์เสีย ลดต้นทุนแรงงาน และรองรับการใช้วัสดุทางเลือกใหม่ๆ ได้

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์นั้น ข้อมูลจาก Fortune Business Insights และ Mordor Intelligence ระบุว่า ตลาดรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลกมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตประมาณ 3–4% ต่อปี ซึ่งบรรจุภัณฑ์เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการผลิต การขยายตัวของธุรกิจ E-Commerce ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ วันนี้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากปัจจัยที่มีอิทธิพล คือ ความยั่งยืนที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ โดยตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนคาดว่าจะมีการเติบโตสูงกว่าตลาดบรรจุภัณฑ์ทั่วไปประมาณ 7% ต่อปี รวมทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มีบทบาทในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่หรือย่อยสลายได้ ทำให้นวัตกรรมและการออกแบบต้องตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ความปลอดภัย ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ดังนั้นงาน ProPak Asia 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิต แปรรูป และ บรรจุภัณฑ์ของเอเชีย จึงได้รับเลือกจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการร่วมจัดการประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ขึ้นเพื่อยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย พร้อมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Packaging Beyond the Box : ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต” โดยกิจกรรมนี้จะเป็นกลไกส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นภายในงานฯ ยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีระดับนานาชาติและไฮไลต์พิเศษ อาทิ Creative Design Village พื้นที่จัดแสดงผลงานชนะเลิศการประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับประเทศ (ThailandStar Packaging Awards), ระดับเอเชีย (AsiaStar Awards) และระดับโลก (WorldStar Awards), Creative Design Box ที่รวบรวมผลงานดีไซน์จากคุณแชมป์ สมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบแนวหน้าของไทย, Packaging Design Clinic โซนให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และงานสัมมนา Global Packaging Forum เพื่ออัปเดตเทรนด์และความยั่งยืนจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกอีกด้วย

ด้านนายไพบูลย์ สรวมศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนเวท แพคเกจจิ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักร วัตถุดิบ และบริการในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มกำลังมุ่งสู่ 2 เทรนด์หลัก คือ การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางอาหาร ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายและรีไซเคิลได้ทำให้ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนชนิดวัตถุดิบในการผลิต ส่วนความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวด ทำให้ผู้ประกอบการต้องขอการรับรองมาตรฐานต่างๆ โดยปัญหาที่ผู้ประกอบการประสบอยู่ขณะนี้ คือ การขาดแคลนวัตถุดิบ ต้นทุนที่ผันผวน ค่าแรงที่สูงขึ้นและการสูญเสียในการผลิต ดังนั้นทางออกที่ตอบโจทย์ คือ การลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งทางบริษัทฯ มีการพัฒนาและคัดสรรเครื่องจักรที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนในหลายมิติ โดยหากเป็นกลุ่ม SMEs ควรเริ่มปรับปรุงที่จุดคอขวดในการผลิตก่อน และค่อยๆ ขยายการลงทุนตามศักยภาพของธุรกิจ

สำหรับกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ นั้น มีทั้งกลุ่มโรงพิมพ์และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ที่ให้การยอมรับในจุดแข็งของผสานการนำเสนอเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ากับการจัดหาวัตถุดิบ และการบริการหลังการขายจากทีมวิศวกร ที่คอยให้คำปรึกษาในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน โดยกลุ่มธุรกิจของบริษัทประกอบด้วย เครื่องจักรอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องทำซอง เครื่องลามิเนต วัตถุดิบประเภทฟิล์ม เช่น PET, PE, OPP, NYLON, MCPP, ALU และ MPET วัตถุดิบประเภทกาว ทั้ง Solvent Base และ Solvent Free อะไหล่และบริการหลังการขาย และบริการรับจ้างผลิต (OEM) แบบครบวงจร ส่วนการร่วมจัดแสดงกับ ProPak Asia 2026 นั้น มีการเตรียมนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ เครื่องจักรเกรด AAA ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ระบบดับเพลิงเครื่องจักร เครื่องควบคุมความหนืดของหมึกพิมพ์ และผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืน อาทิ ฟิล์มชนิด High Barrier และ ฟิล์ม Mono Material ที่เอื้อต่อการรีไซเคิล นวัตกรรมกาว Solvent Base และ Solvent Free และบริการ OEM แบบครบวงจร

ส่วนนายสิทธิ ศิริจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานดี-สตราแพค จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องจักร-โซลูชันบรรจุภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกุล่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อการส่งออกว่า วันนี้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ หรือย่อยสลายได้ เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกในเรื่อง Green Packaging และ Sustainability ที่ขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนโดยเร็ว ทั้งการพัฒนาวัสดุใหม่ การปรับปรุงการผลิตด้วยเทคโนโลยี การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับการขนส่งและลดปริมาณขยะ ดังนั้นระบบบรรจุภัณฑ์ส่วนปลาย (End-of-Line Packaging) จึงได้นำกระดาษมาทดแทนพลาสติก หรือเลือกใช้พลาสติกไบโอเกรดที่ย่อยสลายได้ และใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทำให้ใช้พลาสติกน้อยลง

จุดแข็งของทางบริษัทฯ คือ การร่วมมือกับพันธมิตรผู้ผลิตเครื่องจักรระดับโลก อาทิ STRAPACK (ญี่ปุ่น), SIAT (อิตาลี) และ RANPAK (สหรัฐอเมริกา) ในการให้คำปรึกษาและนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs โดยเครื่องจักรของบริษัทฯ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครื่องรัดกล่องและอุปกรณ์ สำหรับงานรัดสินค้าด้วยสายรัด PP และ PET กลุ่มเครื่องขึ้นรูป ปิดเทปกาวกล่อง และเครื่องพันพาเลท สำหรับงานติดเทปกาวและพันฟิล์มยืด และกลุ่มโซลูชันบรรจุภัณฑ์เพื่อการปกป้อง โดยนวัตกรรมการใช้กระดาษเพื่อทดแทนพลาสติกกันกระแทกและปกป้องสินค้าไม่ให้เสียหายระหว่างขนส่ง ส่วนการร่วมจัดแสดงในงาน ProPak Asia 2026 นั้น มีการเตรียมไฮไลต์เทคโนโลยี "LINE PACKING AUTOMATION" ที่แสดงศักยภาพของระบบอัตโนมัติในการทดแทนแรงงานคนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมนวัตกรรมการใช้กระดาษเพื่อทดแทนพลาสติก อาทิ กระดาษสำหรับปกป้องสินค้า กระดาษสำหรับรัดสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สอดรับกับการขาดแคลนพลาสติกและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สำหรับงาน ProPak Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอข้อมูลรายละเอียดการจัดงานฯ ได้ที่ www.propakasia.com 

ท่องเที่ยวไทยปรับกลยุทธ์ สู้วิกฤตสงคราม สร้างพื้นที่ปลอดภัย โฟกัสตลาดตะวันออก กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รายได้ปี 69 พุ่ง 4.46 แสนล้านบาท งาน FHT 2026 ร่วมอุตสาหกรรมครบวงจร

เที่ยวไทยฝ่าคลื่นความขัดแย้ง ชูจุดขายพื้นที่ปลอดภัย-คุ้มค่า-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ด้านอินฟอร์มาฯ ร่วมพันธมิตรภาครัฐและเอกชนจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อเป็นศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

ภาคท่องเที่ยวเดินหน้าสู้วิกฤตสงคราม ปรับโฟกัสจับนักท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก หลังนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันตกเดินทางมายาก ชูจุดขายพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย คุ้มค่า และ รุกท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก-อยู่นาน ด้านอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ร่วมมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ภายใต้แนวคิดศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม และร้านอาหารในสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านขณะนี้ว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปในทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งต่างต้องหาทางรับมือและปรับตัว แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็จภาพสะท้อนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยยะและน่าจับตา ซึ่งจากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสมล่าสุด ตั้งแต่ 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2569 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสมกว่า 9.17 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 446,765 ล้านบาท

แม้วันนี้นักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปจะเดินทางมาได้ลำบากขึ้น แต่ในมุมของผู้ประกอบการก็ต้องรักษาไว้เพราะกำลังซื้อสูง ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นภาครัฐและผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์ โดยหันมาโฟกัสกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้และโซนตะวันออกอย่าง จีน มาเลเซีย รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ มากขึ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อ เดินทางมาเที่ยวได้สะดวก และมองการท่องเที่ยวไทยว่ามีความคุ้มค่า (Value for Money) โดยภาครัฐควรต้องมีเร่งออกมาตรการกระตุ้น ปรับแผนการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ๆ ทั้งการอำนวยความสะดวก ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ผสานเทรนด์สร้างจุดขายในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร และเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก จากปัจจัยเบื้องต้นทำให้มีแนวโน้มการพักระยะยาว (Long Term Residency) มากขึ้น ส่วนด้านผู้ประกอบการโรงแรมนั้น ล่าสุดสมาคมโรงแรมไทยเผยว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาห้องพักในช่วงนี้ แม้ภาระต้นทุนจะสูงขึ้นและจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า เช่น การพัก 3 คืน จ่าย 2 คืน หรือ แถมบริการสปาและอาหาร เพื่อจูงใจ ดึงดูด สร้างความรู้สึกคุ้มค่า เพื่อให้ลูกค้าเข้าพักนานขึ้น

สถานการณ์วันนี้นับเป็นอีกบททดสอบที่ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ต้องมีข้อยุติ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการจึงต้องเตรียมพร้อม ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาหลังเหตุการณ์คลี่คลาย เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวโลกและไม่ใช่การมาเพียงครั้งเดียว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังต้องการกลับมาเที่ยวไทย เพื่อค้นหาประสบการณ์

ที่ให้คุณค่าสูงขึ้น (High-quality experiences) และ มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Personalization) ผู้ประกอบการจึงต้องยกระดับบริการ สร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วย

ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จึงยังคงความสำคัญในฐานะศูนย์รวมและจุดเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร ค้าปลีก สปา และการบริการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการจัดงาน "All Sectors, One Destination" โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐสมาคม องค์กรธุรกิจเอกชน บริษัทชั้นนำไทย-นานาชาติ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมาร่วมจัดแสดงงาน

การประชุมและสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การแข่งขันเพื่อพัฒนาทักษะ และ การสาธิตและเวิร์กช็อปต่างๆ ฯลฯ ซึ่งในการจัดงานครั้งที่ผ่านมา (2025) การจัดงานสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อและผู้ประกอบการไทยและนานาชาติให้เข่าร่วมงานได้มากถึง 30,909 คน จาก 68 ประเทศและภูมิภาค  โดยการจัดงานในปีนี้มีกำหนดจัดงานฯ ขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจัดขึ้นพร้อม 2 งานยักษ์ของเอเชีย Hotel & Shop Plus Thailand และ HOTELEX Thailand พร้อมพาวิลเลียนนานาชาติที่เข้าร่วมเบื้องต้น 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี ไต้หวัน อินเดีย แอฟริกาใต้ มาเลเซีย การเข้าร่วมงานฯ จึงนับเป็นโอกาสทองของผุ้ประกอบการไทยที่จะได้จับคู่ธุรกิจ รับแรงบันดาลใจ รวมถึงนำสิ่งที่จัดแสดงในงานไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม วัตถุดิบ และสินค้า และโซลูชั่นจากบริษัทชั้นนำระดับโลกไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

พลังงานไทยมั่นคง!! ราคาน้ำมันโลกแตะใกล้ 100 ดอลลาร์ ปริมาณน้ำมันสำรองพอใช้ 110 วัน ราคาขายปลีกไทยถูกกว่าเพื่อนอาเซียน กองทุนน้ำมันติดลบ 59,448 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ

ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 10 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นกลับไปแตะระดับใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง (โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 3.46 ดอลลาร์ แตะที่ 97.87 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน Brent ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์/บาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับประมาณ 104 ดอลลาร์) เนื่องจากนักลงทุนและตลาดมีความกังขาต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง            ที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะการที่อิหร่านยังคงปิดกั้นและควบคุมการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก รวมถึงการที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง       ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์     จากสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกเปิดใช้งาน   ตามปกติ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงสิ้นปีนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.23 ล้านลิตร และจำหน่าย 64.74 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 49.67 - 86.02 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ กัมพูชา มาเลเซีย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55.27 - 117.72 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ติดลบ 59,447.80 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 520.70 ล้านบาท

Honda ลุยฟื้นยุทธศาสตร์!! ยกเลิกโครงการรถไฟฟ้า ยอมรับสู้จีนไม่ไหว เร่งเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพ ขีดความสามารถต้องกลับมา


Honda ดูจะอยู่ในสภาวะเมาหมัด หลังประกาศยกเลิกโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมี Honda 0 Series ครอบคลุมตัวถัง SUV และ Sedan รวมไปถึง Afeela ที่พัฒนาร่วมกับ Sony ด้วย ซึ่งมีการประมาณการว่า นี่ทำให้เกิดความเสียหายมูลค่า 15,800 ล้าน USD (ราว 505,000 ล้านบาท) Honda จึงอยู่ระหว่างการตั้งตัวใหม่ และดูเหมือนว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำคือ การไปดูงานจากวงการยานยนต์ของจีน และสิ่งที่พวกเขาพบ ถึงกับทำให้ CEO ของ Honda กล่าวว่า ‘เราสู้เขาไม่ได้เลย’

Nikkei Asia รายงานว่า Toshihiro Mibe ตำแหน่ง President และ CEO ของ Honda ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อศึกษาดูงานจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ โดยเขาพบว่าโรงงานเหล่านั้นไม่มีมนุษย์ในส่วนการผลิตเลย ทั้งยังสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งสร้างชิ้นงานที่มีคุณภาพ จนเขาถึงกับเอ่ยออกมาว่า ‘เราไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะสิ่งนี้ได้เลย’ (We have no chance against this.)

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่การประกาศยอมแพ้ของ Honda เพราะสิ่งที่ Mibe ทำหลังกลับจากดูงาน คือการออกคำสั่งให้บริษัทและผู้ผลิตชิ้นส่วน ปรับปรุงทักษะและเพิ่มความเร็วในการทำงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งย้ายโอนฝ่ายวิจัยและพัฒนาหรือ R&D กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง เฉกเช่นดังที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งเชื่อว่านั่นจะทำให้ดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น และสามารถสรรสร้างนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงก้องโลกได้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำมาแล้วกับเครื่องยนต์ CVCC และระบบ VTEC

อนาคตของ Honda นับจากนี้จึงน่าติดตามว่า จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาต่อสู้กับคู่แข่งจากจีนได้หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ในตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีตลาดจีนด้วยที่ Honda ยอดขายตก 5 ปีซ้อน จากเดิมที่เคยมียอดขายสูงถึง 1.62 ล้านคัน ในปี 2020 ก่อนที่จะยอดจะลดลงเหลือ 640,000 คัน ในปี 2025 และคาดว่าจะลดเหลือไม่ถึง 600,00 คันในปี 2026 ทำให้ Honda ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายโรงงานผลิตรถยนต์ เพราะดำเนินการผลิตแค่ครึ่งหนึ่งของกำลังสูงสุด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของการทำผลกำไรคือต้องผลิตให้ได้ 70 – 80% ของกำลังผลิตสูงสุด

ต้องยอมรับว่าธุรกิจยานยนต์จากจีนนั้นได้รุดหน้าไวมาก จนกลายเป็นภัยคุกคามในสายตาของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอื่น เพราะร่นระยะเวลาการพัฒนาได้ไวกว่าวัฎจักรทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารค่ายอื่นเคยแสดงความกังวลเช่นกันอย่าง Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford ระบุว่า ‘พวกเขามีกำลังการผลิตในจีนสูงพอที่จะกินตลาดอเมริกาเหนือทั้งตลาด และทำให้เราเจ๊งได้เลย’ แม้แต่ Koji Sato อดีต CEO ของ Toyota ยังกล่าวว่า ‘เราไม่รอดแน่นอน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงวิกฤตในครั้งนี้’

ที่มา: carbuzz, motor1

 

KTC ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพ งานวิ่ง Gyeongju Marathon ดึงนักท่องเที่ยวกว่าหมื่นร่วมงาน นิยมท่องเที่ยวเชิงเวลเนสมากขึ้น KTO จัดงานวิ่งต่อเนื่องที่เกาะเชจู

KTC และ KTO ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสายสุขภาพ
หลังความสำเร็จของงานวิ่ง Gyeongju Marathon รับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) สำนักงานประเทศไทย ตอกย้ำกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon 2026” ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

งานวิ่งระดับนานาชาติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของการเดินทางตามความชื่นชอบเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นางสาวคิม เซฮี ผู้อำนวยการ KTO ประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังเลือกเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางที่เน้นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมทั้งมองหาการผสานแนวคิดด้านเวลเนสเข้าไว้ในทุกการเดินทาง ซึ่งเมืองคยองจูสามารถตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ สอดคล้องกับนโยบายของเกาหลีใต้ที่มุ่งส่งเสริมเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคในปี 2026

นางสาวอรินชยา เลิศวัชรชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ KTO ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คนจากประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะงานระดับนานาชาติอย่างชัดเจน จากแรงส่งดังกล่าว KTO มีแผนจัดกิจกรรมวิ่งครั้งต่อไปที่เกาะเชจูในเดือนตุลาคมนี้ โดยใช้จุดเด่นของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และต่อยอดตลาดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้น

นางสาววริษฐา พัฒนราชตา หัวหน้าฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ประเทศเกาหลีใต้ยังคงติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดในหมู่สมาชิกบัตร KTC โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคสายแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น

ข้อมูลจาก KTC ระบุว่า ยอดใช้จ่ายในหมวดสุขภาพและความงามในประเทศเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 41% ขณะที่หมวดกีฬาเติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้างที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของสมาชิก KTC ในทุกช่วงของทริป พร้อมตอกย้ำบทบาทของ KTC ในฐานะพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ ที่สนับสนุนการเดินทางระหว่างประเทศอย่างราบรื่นและครบวงจร

KTC และ KTO จะเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ผสานไลฟ์สไตล์ เวลเนส และสิทธิพิเศษเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและความงาม เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ที่แสวงหาการเดินทางที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่
https://ktc.promo/KTO-2026
หรือติดต่อ KTC PHONE ที่หมายเลข 02 123 5000 และติดตามโปรโมชั่นอื่น ๆ ของ KTC ได้ที่
https://www.ktc.co.th

ผู้ที่สนใจสมัครบัตรเครดิต KTC สามารถคลิกที่
https://ktc.today/apply-card
หรือเยี่ยมชมสาขา “KTC TOUCH” ทั่วประเทศ

หมายเหตุ: โปรดใช้บัตรเครดิตอย่างรับผิดชอบ และชำระคืนเต็มจำนวนภายในกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ปตท. ยืนยันความมั่นคง บริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน แบกรับต้นทุนเพิ่มในวิกฤต ป้องกันขาดแคลนน้ำมันประเทศ เดินหน้าจัดหาพลังงานต่อเนื่อง

ปตท. ยืนยัน “ป้องกันไม่ขาดน้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา ต้นทุนการเงิน บริหารความเสี่ยง รักษาความมั่นคงพลังงาน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ปตท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก ปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบนอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงเร่งกระจายน้ำมันออกสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อคนไทย

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักด้านพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ  ปตท. ยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจทำให้การขนส่งหยุดชะงัก โดยมีน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้จัดหาล่วงหน้าและบรรทุกอยู่บนเรือ Serifos ปริมาณ  2 ล้านบาร์เรล ซึ่งติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน ปตท. ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนทันที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องจัดซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ ภายหลังการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวสามารถออกเดินทางได้ หลังล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน และคาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายน 2569

ทั้งนี้การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤต เป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น 

ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง โดยประเมินมูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้เป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ 

 นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. จนถึงปัจจุบันต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกอบด้วย

•  หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท

•  เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท

•  เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท

รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน 

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการทางทั้งด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานของประเทศ และเสถียรภาพขององค์กร  และพร้อมยืนหยัดในการจัดหาพลังงานเพื่อเป็นพลังให้กับการขับเคลื่อนประเทศผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

ตลาดน้ำมันผันผวน!! ราคาน้ำมันแกว่งตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ ราคาขายปลีกดีเซลไทยต่ำกว่าอาเซียน ติดลบ 61,705 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซล วันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 17 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้าน ทั้งการที่สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมเข้าสู่การหารือรอบสองผ่านช่องทางปากีสถาน และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิง 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กลับขยายขอบเขตการปิดล้อมทางทะเลต่อเรืออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินหากการเจรจาไม่คืบหน้า สัญญาณที่ขัดแย้งกันนี้ส่งผลให้ตลาดพลังงานผันผวน โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวาน (16 เม.ย. 69) จากความกังวลด้านอุปทาน ก่อนจะย่อตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ (17 เม.ย. 69) ตามกระแสข่าวการหยุดยิงและความหวังจากการเจรจารอบใหม่ ทั้งนี้ WTI เคลื่อนไหวในกรอบ 92.90 – 93.68 USD/บาร์เรล Brent อยู่ที่ 97.94 – 98.67 USD/บาร์เรล และ Dubai ทรงตัวที่ 105.51 USD/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ข้อตกลงสันติภาพอาจไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 24 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.71 ล้านลิตร และจำหน่าย 54.47 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.65 - 86.98 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์            อยู่ที่ 49.89 – 117.65 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ติดลบ 61,705 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top