Thursday, 4 June 2026
Econbiz

Grab ลุยยุทธศาสตร์ กางแผนปี 2569 ชู Winning with Purpose Together เน้นนวัตกรรมบริการครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เดินหน้าสร้างสมดุลอีโคซิสเต็มธุรกิจ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ขยายฐานลูกค้าใหม่

แกร็บ กางโรดแมปปี 69 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together”

เร่งส่งนวัตกรรม-เจาะเซกเมนต์ใหม่ มุ่งรักษาสมดุลอีโคซิสเต็ม 

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together”


มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีเป้าหมาย โดยยังคงรักษาสมดุลของอีโคซิสเต็ม พร้อมสานต่อกลยุทธ์ “Barbell Strategy” นำเสนอบริการที่หลากหลายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม
เร่งพัฒนานวัตกรรมควบคู่การขยายเซกเมนต์ใหม่ทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไปและลูกค้าองค์กร
หนุนรัฐบาลเร่งกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลสร้างงาน-อาชีพ รับวิกฤติพลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2568 ถือเป็น
อีกปีที่แกร็บสามารถดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้เติบโตตามคาด อันเป็นผลมาจากสงครามทางการค้าทั่วโลก รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย โดยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ รักษาคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการ พร้อมปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” 

“ในธุรกิจการเดินทาง ปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จอย่างมากกับการขยายบริการเรียกรถในราคาประหยัด (SAVER) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคาในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด โดยมีอัตราการใช้บริการที่เติบโตสูงขึ้นกว่า 250% ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในตลาดพรีเมียมได้เป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและลูกค้าเชิงธุรกิจ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่อย่าง GrabExecutive เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรีที่ต้องการจองรถล่วงหน้า ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ รวมถึงลูกค้าองค์กร”

“สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี เรานำเสนอความคุ้มค่าผ่านการทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) การทำแคมเปญประจำสัปดาห์-เดือน รวมถึงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega Sale ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความหลากหลายของร้านอาหารผ่านแฟลกชิปแบรนด์อย่าง GrabThumbsUp และ Only at Grab โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในกลุ่มนี้มากกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บเกือบ 4 หมื่นร้านและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านเหล่านั้นได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตลอดโครงการ” 

ทั้งนี้ ธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
โดยรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%

นางสาวจันต์สุดา กล่าวเสริมว่า “เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในปี 2569 แกร็บมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก นั่นคือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย” 

“ในด้านธุรกิจ เราจะยังเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยเน้นสร้างความสมดุลระหว่าง
การเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อ
จับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
ฟีเจอร์ Group Ride ที่ช่วยให้การเรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น Discover ที่ชวนผู้ใช้บริการร่วมรีวิวร้านดังเมนูเด็ดในฐานะ Eatfluencer เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และช่วยเพิ่มการมองเห็น ของร้านอาหารต่างๆ รวมถึงฟีเจอร์ Basket Builder ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart เป็นเรื่องง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า”

“นอกจากนี้ แกร็บยังรุกตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ อย่างกลุ่มคนนอนดึก โดยเลือก
สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์คนดังเจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว
Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล การส่งแพ็กเกจ GrabForStudent ที่มัดรวมสิทธิประโยชน์สุดคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาท ต่อปี รวมถึงการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ซึ่งถือเป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไป เป็นครั้งแรก โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาท และผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน”

ในด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยังคงยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ ขณะเดียวกัน แกร็บยังพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมไปถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ

“ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ผ่านการจัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การสนับสนุนการจัดอีเวนท์ระดับโลกและเทศกาล
เชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านอัตลักษณ์อาหาร โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp มาร่วมผลักดันแบรนด์ร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายธุรกิจของแกร็บ
ในประเทศต่างๆ” นางสาวจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 800 เมือง
ใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในทุกวันแกร็บช่วย อำนวยความสะดวกให้ผู้คน
หลายล้านสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบาย ในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ เวเบอร์ แชนด์วิค (ประเทศไทย)

‘ธนกร’ สั่งตรวจโรงงาน ชุดปฏิบัติการบุกฟรีโซนชลบุรี พบผิดกฎหมายวัตถุอันตราย ลักลอบผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ สั่งคืนของเสียอันตรายกลับประเทศต้นทาง

ธนกร สั่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” บุกโรงงานเขตฟรีโซน จ.ชลบุรี ไฟไหม้ไม่ให้เข้า

ผงะ! เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อน สั่งหยุดแต่แอบผลิตจับได้คาโกดัง

จังหวัดชลบุรี - นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสม ดำรงพงษ์ รองหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี เขต 4 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ฝ่ายปกครอง อำเภอบ้านบึง และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอิรุณ ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เอ็มเอ็ขซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ตั้งอยู่หมู่ 5 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ของกลางที่ถูกอายัดแต่บริษัทฯ ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจสอบ วันนี้ (24 มี.ค. 69) จึงต้องเข้ามาตรวจสอบโรงงานดังกล่าวที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการหลายประเภทแบบเต็มเหนี่ยว ผลการตรวจสอบโรงงานครั้งนี้พบบริษัทฯ ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา มีการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย ประกอบกิจการแม้ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการซึ่งอาจนำไปสู่คดีอาญา และกิจการประเภทของบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเสนอขอเพิกถอนใบอนุญาต

นางสาวพลอยลภัสร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ของกลางที่ถูกยึดอายัดไว้ปัจจุบันไม่อยู่ในสภาพเดิม บริเวณอาคาร F พบมีการกองเก็บเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ยึดอายัดและจะประสานตรวจสอบปริมาณที่ถูกต้องต่อไป ส่วนบริเวณอาคาร E และ F พบการต่อเติมส่วนอาคารและพบปริมาณเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนเศษอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มจากที่เคยยึดอายัดไว้ ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่ง สอจ.ชลบุรี จะได้ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยบริษัทฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย กรณีนี้จัดเป็นของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องห้ามนำเข้าตามกฎหมายไทย และเข้าข่ายของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) จึงเข้าข่ายสำแดงข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามในการนำเข้าสินค้า ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย” 

สำหรับการตรวจสอบติดตามคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ในกิจการบดย่อย คัดแยกเศษยางและโลหะจากยางรถยนต์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นโรงงานลำดับที่ 106 (รีไซเคิล) ขณะตรวจสอบพบร่องรอยการผลิต และมีเศษยางในอาคาร ประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตร จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ระงับการกระทำที่

ฝ่าฝืนฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท และมีความผิดข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังสั่งให้บริษัทฯ ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักร วัตถุดิบ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของโรงงาน หากต้องการจะประกอบกิจการประเภทดังกล่าวต้องมาขออนุญาตฯ ให้ถูกต้อง 

นายธนกร กล่าวว่า “กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ไฟไหม้ มีเรื่องร้องเรียน และเจ้าหน้าที่รัฐขอเข้ามาตรวจสอบในโรงงาน ทุกโรงงานควรอนุญาตให้เข้าและช่วยอำนวยความสะดวกตามสมควร เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน อย่าให้ถึงขนาดต้องขอหมายศาลเพื่อเข้าโรงงาน เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจกำกับโรงงานได้ เข้ามาไม่ได้มากลั่นแกล้ง มาเพื่อช่วยระงับเหตุ ตรวจติดตาม หาสาเหตุ และกำกับดูแลโรงงาน แนะนำ ให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้ เศรษฐกิจในพื้นที่ดี เดินหน้าไปพร้อมกัน”

‘พลังงาน’ ผนึก DSI ปราบคลังเถื่อน รัฐบาลลุยเต็มกำลัง ควบคู่เร่งส่งน้ำมันช่วยประชาชน เร่งสำรอง-กระจายทั่วประเทศ รับสงกรานต์อย่างมั่นใจ ย้ำรัฐไม่ปล่อยวิกฤตลุกลาม

“พลังงาน” เร่งกระจายน้ำมัน พร้อมรับมือสงกรานต์ จับมือ DSI ทลายคลังเถื่อน ย้ำนายกฯ สั่งลุยแก้ปัญหาวิกฤต

วันนี้ (26 มีนาคม 2569) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวานนี้ ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ว่า จากปัญหาสถานการณ์การขนส่งน้ำมันที่เกิดขึ้น ขณะนี้มีน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้นจากนโยบายลดสัดส่วนการสำรองน้ำมัน​ เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันให้ครอบคลุมมากขึ้น ควบคู่กับการขยายระยะเวลาขนส่งเพื่อให้กระจายไปทั่วประเทศได้รวดเร็วขึ้น แม้บางสถานีบริการอาจยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ได้เร่งปรับการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้กระจายน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง (Jobber) ไปแล้วกว่า 7 ล้านลิตร เพื่อจัดสรรให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมันและช่วยลดความแออัดในสถานีบริการ สำหรับมาตรการรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเตรียมสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นและจัดเตรียมคลังน้ำมันเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงที่มีการเดินทางสูง ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการผลิตน้ำมันดีเซล (B7) อยู่ที่ 90.7 ล้านลิตร และมีสำรองอีก 43 ล้านลิตร พร้อมกันนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำระบบแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อติดตามการขนส่งจากโรงกลั่นถึงสถานีบริการ ให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้ แต่เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอเวลาในการพัฒนาอีกระยะเพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์และแม่นยำที่สุด

ในด้านการปราบปรามการกระทำผิด กรมธุรกิจพลังงานได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังกักเก็บน้ำมันผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อวานนี้ ได้ลงพื้นที่ ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยตรวจพบการกักตุนน้ำมันปริมาณรวมประมาณ 31,000 ลิตร ซึ่งเป็นการกักเก็บโดยที่ไม่มีใบอนุญาต ทางกรมธุรกิจพลังงานจะพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

"ขอย้ำว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และ กรมธุรกิจพลังงาน ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ได้มีการเรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทั้งในด้านการขนส่งให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ด้านราคา ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน การลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อป้องกันการลักลอบและกักตุน เพื่อให้ทุกมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้น ได้ประสานผู้ค้าน้ำมันเตรียมความพร้อมรับมือกับเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ประชาชนคลายความกังวล มั่นใจว่ามีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ สามารถเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาได้อย่างมีความสุข" นายสราวุธ กล่าว

บางจากฯ ชูดีเซล B20 ตอบโจทย์ขนส่ง ประมง และอุตสาหกรรม เสริมทางเลือกผู้ประกอบการ ลดต้นทุนพลังงาน อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง สนับสนุนพลังงานในประเทศ ลดพึ่งพานำเข้า

บางจากฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 

อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ภาคประมง และอุตสาหกรรม

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า บริษัทฯ ได้เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อเป็น

อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ภาคประมงและอุตสาหกรรม รองรับการใช้งานที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนพลังงานให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

น้ำมันดีเซล B20 เป็นเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 20 ผลิตจากวัตถุดิบทางการ เกษตรภายในประเทศคือน้ำมันปาล์ม ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ อาทิ รถบรรทุก รถโดยสาร และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม และเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานจากแหล่งในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย 

สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพลังงานที่คำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 

บริษัทฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์พลังงานที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

Bangchak Offers B20 Diesel

A Practical Energy Option for Transport, Fisheries, and Industrial Operators

Bangchak Corporation Public Company Limited offers B20 diesel as an alternative fuel option for operators in the transport, fisheries, and industrial sectors, supporting applications that require both performance and cost-efficient energy management aligned with operational needs.

B20 diesel contains 20% biodiesel, produced from domestically sourced agricultural feedstock, primarily palm oil, through a standardized production process. The fuel is suitable for heavy-duty diesel engines, including trucks, buses, and industrial machinery. Its use supports greater reliance on domestic energy sources, reduces dependence on imports, and helps create added value for Thailand’s agricultural sector, in line with energy development approaches that balance energy security, economic considerations, and environmental responsibility.

Luxury ยุคใหม่!! ไม่ได้วัดที่แพงแค่ไหน แต่วัดที่ต่อยอดได้เท่าไหร่ ซื้อแพงอย่างฉลาด เมื่อของหรูวันนี้อาจเป็นสินทรัพย์วันหน้า

เมื่อของแพงไม่ได้วัดที่ราคา แต่คือคุณค่าในระยะยาว

บางครั้งการตัดสินใจซื้อของราคาแพงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าคุ้มไหม แต่เริ่มจากคำถามว่าสิ่งนี้กำลังสะท้อนตัวตนของเราออกไปแบบไหน เคทีซีได้รวบรวมข้อมูลที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ ได้แก่ ทฤษฎีการบริโภคเพื่อแสดงสถานะ (Conspicuous Consumption) ของธอร์สไตน์ เวเบลน (Thorstein Veblen) และงานวิจัยจาก Harvard Business School ซึ่งชี้ว่า การใช้จ่ายไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับการแสดงสถานะทางสังคม (Status Signaling) และการให้รางวัลทางอารมณ์แก่ตัวเอง (Emotional Reward) อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะของแพงในวันนี้ ไม่ได้ถูกวัดแค่จากราคา แต่กำลังถูกตั้งคำถามใหม่ว่า สามารถสร้างมูลค่าอะไรกลับมาได้บ้าง

จากของใช้สู่สินทรัพย์ที่เลือกได้

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดจาก “ซื้อแล้วจบ” สู่ “ซื้อแล้วต่อยอดได้” ข้อมูลจาก McKinsey & Company (2026) ระบุว่า ตลาดสินค้าแฟชั่นและสินค้าหรูมือสองมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าตลาดหลัก ขณะที่ Boston Consulting Group (2025) ชี้ว่า สินค้าบางประเภทเริ่มถูกมองในฐานะสินทรัพย์มากกว่าสินค้าใช้สอย ทำให้การใช้จ่ายกับสินค้าราคาแพงกำลังกลายเป็นการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง

ถ้าต้องซื้อแพงควรได้ผลตอบแทนมากกว่าแค่รู้สึกดี

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนาฬิกาแบรนด์หรูอย่าง โรเล็กซ์ หรือปาเต็ก ฟิลิปส์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลาแต่ยังสามารถเพิ่มมูลค่าในตลาดมือสองได้ รวมถึงกระเป๋าบางรุ่น ของสะสม หรือสินค้าที่มีจำนวนจำกัด ก็ยังสามารถขายต่อได้ในราคาที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าราคาซื้อได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าของแพงบางประเภทไม่ได้จบที่การใช้งาน แต่มีมูลค่าในตลาดรองรับอยู่

Luxury ใหม่ ไม่ใช่แค่แพง แต่ต้องฉลาด

ความหรูหราในปัจจุบันจึงไม่ได้หมายถึงการจ่ายในจำนวนเงินที่มากแต่หมายถึงการเลือกใช้จ่ายให้เป็น เพราะในโลกที่เงินไหลออกง่ายกว่าที่เคย ของแพงที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ การใช้จ่ายในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความพึงพอใจระยะสั้นแต่คือการออกแบบอนาคตทางการเงินของตัวเองในระยะยาว

เคทีซีแนะนำว่า ก่อนตัดสินใจซื้อของราคาแพง ควรถามตัวเองให้ชัดเพียง 3 เรื่องว่าของที่จะซื้อ สะท้อนตัวตนเราหรือแค่ตามกระแส มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มหรือแค่หมดไป และอยู่ในแผนการเงินของเราหรือแค่เป็นอารมณ์ชั่วคราว เพราะสุดท้ายแล้วของแพงที่คุ้มค่าที่สุด คือของที่ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในชีวิตเราเพิ่มขึ้นจริง

ออกข่าวในนาม :   สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

“น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ตอกย้ำเบอร์ 1 ปล่อยแคมเปญใหม่ มุ่งสู่ Flavor Enhancer ระดับโลก หลังครองแบรนด์ยอดนิยม 3 ปีซ้อน เร่งขยายตลาด ปั้นปลาร้าสู่รสชาติระดับโลก

“น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ตอกย้ำผู้นำตลาด เปิดแคมเปญ “มือ 1 ทุกครัว อร่อยชัวร์แม่บุญล้ำ” หลังคว้าอันดับ 1 The Most Admired Brand 3 ปีซ้อน พร้อมเดินหน้าสู่ Flavor Enhancer ระดับโลก

สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับโลก พร้อมยกระดับ “น้ำปลาร้า” สู่บทบาท “Flavor Enhancer” ที่ช่วยเพิ่มมิติความอร่อยในทุกเมนู

กรุงเทพฯ – “แม่บุญล้ำ” แบรนด์น้ำปลาร้าชั้นนำของไทย เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดเครื่องปรุง เปิดตัวแคมเปญใหม่ “มือ 1 ทุกครัว อร่อยชัวร์แม่บุญล้ำ” เพื่อตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในฐานะเครื่องปรุงที่ช่วยยกระดับรสชาติอาหารไทยให้ “อร่อยล้ำ” ได้ในทุกเมนู

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากแบรนด์ได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากนิตยสาร BrandAge ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

คุณอ้อม พิไรรัตน์ ผู้บริหารแบรนด์แม่บุญล้ำ กล่าวถึงทิศทางของแบรนด์ว่า

“การที่แม่บุญล้ำได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ไม่ใช่เพียงเครื่องยืนยันความสำเร็จ แต่เป็นความรับผิดชอบที่ทำให้เราต้องพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของคุณภาพ นวัตกรรม และการเข้าใจผู้บริโภคในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงรสชาติที่อร่อยล้ำที่เป็นจุดแข็งของแม่บุญล้ำ”

แม่บุญล้ำวางกลยุทธ์แบรนด์บน 3 แกนหลัก ที่ขับเคลื่อนความเป็น มือ 1 ได้แก่

-Quality Leadership: ยกระดับภูมิปัญญาปลาร้าไทยสู่มาตรฐานโลก สร้างความมั่นใจด้านความสะอาดและความปลอดภัย

-Flavor Innovation: พัฒนาโปรดักต์ที่ช่วย “ยกระดับรสชาติ” อาหารให้มีมิติที่ล้ำขึ้น

-Consumer Insight Driven: เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และความหลากหลายในการทำอาหาร

แม่บุญล้ำวางวิสัยทัศน์ในการเป็นมากกว่าเครื่องปรุงพื้นบ้าน โดยมุ่งสู่การเป็น “Flavor Enhancer” ที่สามารถยกระดับอาหารในทุกวัฒนธรรม

“เรามองว่าปลาร้าไม่ใช่แค่ส่วนผสมของอาหารไทย แต่เป็น Flavor Enhancer ที่สามารถเข้าไปอยู่ในเมนูระดับโลกได้ เราจึงพัฒนาสินค้าและทำงานร่วมกับเชฟในแต่ละประเทศ เพื่อสร้างเมนู fusion ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการกินของแต่ละตลาด ช่วยให้แบรนด์สามารถขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้าง positioning ใหม่ให้ปลาร้าไทยในระดับสากล” คุณพิไรรัตน์ บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด ภายใต้แบรนด์น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ กล่าว

แคมเปญ “มือ 1 ทุกครัว อร่อยชัวร์แม่บุญล้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญการตลาด แต่เป็นการสื่อสาร positioning ใหม่ของแบรนด์ คือ น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำต้องการเป็นตัวช่วยอันดับ 1 ของทุกครัว ไม่ว่าจะเป็นเชฟ แม่บ้าน หรือผู้ประกอบการ ให้สามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลาย และยกระดับรสชาติให้อร่อยล้ำกว่าที่เคย

สำหรับทิศทางในอนาคต แบรนด์มุ่งเน้น 3 กลยุทธ์หลัก

-Retain & Grow Core Users: รักษาความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและรสชาติ

-Expand New Market: ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านเมนู fusion และพันธมิตรเชฟ

- Category Expansion: ขยายบทบาทปลาร้าให้มากกว่าเมนูดั้งเดิม สู่ everyday cooking ingredient

“จากวันนี้ไป น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำไม่ได้เป็นแค่น้ำปลาร้า แต่คือ Flavor Enhancer

ที่ช่วยให้ทุกจาน ‘อร่อยล้ำ’

และเรามุ่งสู่การเป็น ‘มือ 1 ของทุกครัว’ ทั้งในไทยและระดับโลก”

อย่าทิ้งใบเสร็จ!! “สวนนงนุชพัทยา” ช่วยลดค่าทริป แจกสิทธิ์ชมการแสดงฟรี สำหรับนักท่องเที่ยวไทยตลอดเดือนเมษายน แค่มีใบเสร็จเติมน้ำมัน

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง“อย่าทิ้งใบเสร็จ” รับสิทธิ์ชมการแสดงฟรี ตลอดเดือนเมษายน

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อร่วมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย พร้อมส่งเสริมให้ครอบครัวได้เดินทางมาท่องเที่ยวในเดือนของปีใหม่ไทย หรือเทศกาลสงกรานต์  

โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาแบบ Walk-in สามารถรับสิทธิ์ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงของน้องช้างแสนรู้ เพียงแสดง ใบเสร็จเติมน้ำมันภายในเดือนเมษายน สำหรับผู้ที่ซื้อ บัตรผ่านประตู (Package 2)

ทั้งนี้ ใบเสร็จ 1 ใบ ใช้ได้ 1 สิทธิ์ โดย

 • ไม่กำหนดมูลค่าในใบเสร็จ

 • ไม่กำหนดประเภทน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์

 • เฉพาะใบเสร็จที่เติมน้ำมันในเดือนเมษายน ปี 2569 เท่านั้น

 • สำหรับผู้ใช้รถพลังงานไฟฟ้า สามารถใช้ใบเสร็จจากสถานีชาร์จไฟฟ้าเป็นหลักฐานรับสิทธิ์ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมี โปรโมชั่นพิเศษอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับทุกกลุ่ม ได้แก่

 • เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

 • ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

 • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

 • ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

สวนนงนุชพัทยามีสวนสวยมากกว่า 60 สวน บนพื้นที่ 1700 ไร่ เปรียบเสมือนแหล่งรวมความยิ่งใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมพันธุ์ไม้มากกว่า 18,000 ชนิด โดยหลายชนิดถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก พร้อมตื่นตาตื่นใจกับเมืองพีระมิด และไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 1,800 ตัว  ภายในสวนยังคงพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดแสดงพันธุ์ไม้ใหม่ ๆ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความงดงามที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน เรียกได้ว่ามาเที่ยวเพียงแห่งเดียวก็ครบทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ นักท่องเที่ยวสามารถชมการแสดง “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงน้องช้างแสนรู้ วันละ 4 รอบ เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.nongnoochpattaya.com

ไทยรุกตลาดอาหารจีน “จิตรเทพ” นำทีมไทยร่วม China Food Trade Fair 2026 เร่งจับคู่ธุรกิจอาหาร ขยายตลาดจีน ชูศักยภาพไทยฐานผลิตอาหารคุณภาพ หนุนผู้ประกอบการไทยเชื่อมผู้ซื้อ-นักลงทุนทั่วโลก

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ร่วมเวทีระดับโลก China Food Trade Fair 2026 เชิญชวนนักลงทุนจีนจับคู่ธุรกิจอาหารไทย

คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษา สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติในฐานะแขก VIP เข้าร่วมงาน China Food Trade Fair 2026 (The 14th Liang Zhi Long China Food Trade Fair) ณ เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 28–31 มีนาคม 2569 เพื่อร่วมบรรยายและเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและจับคู่ธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอาหารกับผู้ประกอบการไทย

งาน China Food Trade Fair ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าและอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน โดยมีพื้นที่จัดงานกว่า 350,000 ตารางเมตร มีผู้แสดงสินค้ากว่า 6,000 บริษัทจากทั่วโลก และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 450,000 คน รวมถึงนักลงทุน ผู้นำอุตสาหกรรม และผู้ซื้อรายสำคัญจากหลายประเทศ

การเข้าร่วมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อผลักดันสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยเข้าสู่ตลาดจีน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า (Business Matching) และการขยายเครือข่ายการค้าในระดับนานาชาติ

คณะผู้แทนจากประเทศไทยนำโดย

ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย

นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (Thai Exporter and Manufacturer Association)

พร้อมด้วยนายชนาธิป โอสถวาณิชย์

ที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด

รวมถึงผู้ประกอบการไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 20 บริษัท ที่เข้าร่วมเดินทางมาเพื่อนำเสนอสินค้าและศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยต่อผู้ซื้อและนักลงทุนจากทั่วโลก

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ได้กล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก โดยประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และนวัตกรรมด้านอาหาร ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอาหารของภูมิภาคเอเชีย เราอยากเชิญชวนนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลกให้มาร่วมลงทุน จับคู่ธุรกิจ และร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก” คุณจิตรเทพ กล่าว

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติ พร้อมขยายศักยภาพของสินค้าอาหารไทยสู่เวทีโลก

สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก . สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลั

สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) 

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสวนนงนุชพัทยามุ่งเน้นการให้บริการ สำหรับที่จอดรถในที่ร่ม  ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคพลังงานสะอาดและค่าน้ำมันแพง

“เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ตม.เตือนภัยบัตรเครดิต!! กว่า 80 คดีทุจริตบัตรบนเครื่องบิน มูลค่าความเสียหายกว่า 8 ล้านบาท เคทีซีแนะนำ 4 วิธีป้องกัน เน้นใช้แอปคุมความเสี่ยงเดินทาง

ตม. เตือนภัยโจรกรรมบัตรเครดิตช่วงเดินทาง พุ่ง 80 เคส เสียหายกว่า 8 ล้านบาท
เคทีซีแนะเก็บบัตรไว้กับตัว พร้อมใช้ฟีเจอร์ควบคุมผ่านแอปลดความเสี่ยง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ออกประกาศเตือนนักเดินทาง หลังพบแนวโน้มการโจรกรรมบัตรเครดิตบนเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่วนใหญ่เกิดในเที่ยวบินระหว่างประเทศระยะสั้นไม่เกิน 3 ชั่วโมง จากข้อมูล18 สถาบันการเงินพบความเสียหายมากกว่า 80 กรณี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท ด้านบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” ชี้ธุรกรรมยุคดิจิทัลทำให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น และเริ่มพบเคสทุจริตในลักษณะออฟไลน์เพิ่มขึ้น แนะผู้ถือบัตรใช้แอปป้องกันความเสี่ยงระหว่างเดินทาง

.พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และโฆษก บก.ตม.2 เปิดเผยว่า ตม. ได้เตรียมดำเนินมาตรการตามแนวคิด “สามเหลี่ยมอาชญากรรม” ซึ่งประกอบด้วย เหยื่อ–โอกาส–คนร้าย โดยมุ่งลด “โอกาส” ที่จะเกิดเหตุ ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกทั้งช่องทางออนไลน์และภายในสนามบิน พร้อมประสานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและสายการบิน เพื่อเพิ่มบทบาทลูกเรือในการแจ้งเตือนผู้โดยสาร และเฝ้าระวังพฤติกรรมต้องสงสัยระหว่างการเดินทาง

ทั้งนี้ขอให้ผู้โดยสารเพิ่มความระมัดระวังในการเก็บทรัพย์สินมีค่า และตรวจสอบสัมภาระอย่างสม่ำเสมอระหว่างการเดินทาง

นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ประธานชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิต และผู้บริหารสูงสุดสายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” กล่าวว่า รูปแบบการก่อเหตุที่พบมากคือ มิจฉาชีพอาศัยจังหวะที่ผู้โดยสารเผลอหรือนอนหลับ แอบเปิดกระเป๋าสัมภาระที่วางบนช่องเหนือศีรษะ ซึ่งมักไม่อยู่ในตำแหน่งตรงกับที่นั่งของเจ้าของ ก่อนนำบัตรไปใช้ทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือทันทีหลังลงจากเครื่อง

“กรณีดังกล่าวมักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘บัตรหาย’ เนื่องจากบัตรไม่ได้อยู่ในความครอบครองของลูกค้าในช่วงเกิดรายการ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการชำระเงินที่รวดเร็ว แม้ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค ก็อาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสได้เช่นกัน ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงจึงต้องเกิดขึ้นทั้งจากพฤติกรรมของผู้ใช้และเครื่องมือทางการเงินควบคู่กัน” นายไรวินทร์กล่าว

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของสังคมไร้เงินสด (cashless society) ที่ทำให้การใช้จ่ายสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยง หากผู้ถือบัตรขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่สามารถดูแลทรัพย์สินได้อย่างใกล้ชิด เช่น ระหว่างการเดินทาง

เคทีซีแนะ 4 วิธีลดความเสี่ยงโจรกรรมบัตรระหว่างเดินทางเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

เคทีซีแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ถือบัตร ดังนี้

1.เก็บบัตรไว้กับตัวตลอดเวลา
หลีกเลี่ยงการเก็บบัตรในกระเป๋าที่วางบนช่องสัมภาระเหนือศีรษะ ซึ่งอยู่นอกสายตา

2.ใช้ฟีเจอร์ควบคุมบัตรผ่านแอปพลิเคชัน
เช่น การบล็อกบัตรชั่วคราว (Temporary Block) และการกำหนดวงเงินการใช้จ่าย (Spending Control) เพื่อจำกัดความเสี่ยง

3.เปิดการแจ้งเตือนธุรกรรมแบบเรียลไทม์
เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชี และรับรู้ความผิดปกติได้ทันที

4.แจ้งแผนการเดินทางล่วงหน้า
เพื่อช่วยให้ระบบสามารถตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เคทีซีเน้นย้ำว่า การป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการผสานระหว่าง “ความระมัดระวังของผู้ใช้” และ “การใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม” เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและไร้กังวล     

ออกข่าวในนาม :   สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top