Monday, 8 June 2026
Econbiz

ราคาน้ำมันไทย ถูกหรือแพงในอาเซียน!!

สำนักงานนโยบายและพลังงาน กระทรวงพลังงานเปิดเผยบทวิเคราะห์ราคาน้ำมันต่างประเทศ โดยนำเสนอราคาน้ำมัน 2 ประเภท คือ 1. เบนซิน และ 2. ดีเซล เปรียบเทียบกับหมู่ประเทศที่เป็นสมาชิก ‘อาเซียน’

ทั้งนี้ แต่ละประเทศสมาชิกมีมาตรการภาษี และระบบการเก็บเงินเข้ากองทุนหรืออุดหนุนราคาพลังงานที่แตกต่างกัน และหลายประเทศยังมีการอุดหนุนราคาอยู่

ขณะที่ ไทยสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ให้การอุดหนุนราคาโดยกองทุนน้ำมันฯ จึงทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าเบนซิน

หมายเหตุ : ราคา ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2565 อัตราแลกเปลี่ยน (อัตรากลาง) ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2565 
* ประเทศไทย เป็นราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95E10 ซึ่งมีสัดส่วนการใช้มากที่สุด

สำหรับ ภาพรวมพลังงานของไทย ระหว่างเดือน ม.ค. - มี.ค. 2565 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การผลิตพลังงานขั้นต้น ลดลงเกือบทุกประเภท โดยลดลง 19.7% ยกเว้นไฟฟ้าพลังน้ำที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น 35.1% ส่วนการนำเข้าพลังงาน (สุทธิ) เพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท โดยเพิ่มขึ้น 1.1% ยกเว้นถ่านหิน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าน้ำมันดิบ การนำเข้าไฟฟ้า และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานลดลง 0.8%

ด้านการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้นทุกประเภท เพิ่มขึ้น 11.3% โดยน้ำมันสำเร็จรูปมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 53% รองลงมาคือการใช้ไฟฟ้า 21%


ที่มา : สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
https://www.facebook.com/AECconnect/photos/a.124639997878862/1729949350681244

'กระทรวงเกษตรฯ' สร้างโอกาสประเทศไทยในยุคโลกขาดแคลนอาหาร เร่งเครื่องอัพเกรดบริการภาครัฐ (e-Service) 22 หน่วยงาน 176 ระบบเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทยภายใต้ '5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เปิดเผยวันนี้ (30 พ.ค.65) ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเร่งเครื่องอัพเกรดบริการภาครัฐ (e-Service) สู่กระทรวงเกษตร 4.0 เพื่อยกระดับศักยภาพและประสิทธิภาพภาคเกษตรภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์และนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสไทยในฐานะครัวโลกในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาหารจากผลกระทบของโควิด19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 22 หน่วยงานกําหนดเป้าหมายแรกให้บริการแก่ประชาชน ในรูปแบบบริการอีเล็คทรอนิกส์ (e-Service) รวม 176 ระบบ โดยได้ดําเนินการแล้วเสร็จและให้บริการเรียบร้อยแล้วจํานวน 167 ระบบ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 9 ระบบ ซึ่งคาดว่าจะดําเนินการพัฒนาให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 

สําหรับระบบริการ จะมุ่งเน้นให้บริการครอบคลุมตลอดวัฏจักรการทําการเกษตร ตั้งแต่การวางแผนการผลิต จนถึงการตลาด อาทิ ระบบ ตรวจสอบดิน (กรมพัฒนาที่ดิน) ระบบโปรแกรมประยุกต์การคํานวณการให้อาหารกุ้งทะเล (Feed App) (กรมประมง) ระบบ การขอใบอนุญาตนําหรือเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ภายในราชอาณาจักร (ร.3 /ร.4 /ร.5) (กรมปศุสัตว์) ระบบงานยื่น คําขอและออกใบสําคัญขึ้นทะเบียน/ใบรับรอง/ใบอนุญาตนําเข้าปุ๋ย (กรมวิชาการเกษตร) รวมทั้งยังมีระบบที่เช่ือมโยง ข้อมูลกับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากร เพื่อการออกใบอนุญาตที่สําคัญต่างๆ ใบสําคัญใน การนําเข้า-ส่งออก หรือการรับรองผลการตรวจสุขอนามัยพืชและสัตว์ (จํานวน 55 ระบบ)

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการอํานวยความสะดวกต่อผู้ใช้งานทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไปให้สืบค้นข้อมูลได้ อย่างรวดเร็วและเข้าถึงการบริการ e-Service ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น สํานักงานเศรษฐกิจ การเกษตร (สศก.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทํา Web Application “ระบบบริการภาครัฐ: http://mis.oae.go.th/rservice” เพื่อเป็น ช่องทางกลางในการเข้าถึงบริการ e-Service ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย “ระบบบริการภาครัฐ” มีเมนู จําแนกตามกิจกรรมบริการที่สอดคล้องกับวัฏจักรการทําการเกษตรทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1) การวางแผนการผลิต 2) การหาปัจจัยการผลิต 3) การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ดูแลรักษา 4) การเก็บเกี่ยว 5) การแปรรูป การเพิ่มมูลค่าและ 6) การตลาด การจําหน่าย นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษ อื่น ๆ เพื่อการสืบค้นและสามารถเข้าถึงงานวิจัย ตลอดจน รายชื่อองค์ความรู้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์ AIC 77จังหวัด) โดยผู้ใช้งานสามารถค้นหาระบบ e-Service ที่ต้องการได้ทันที และระบบจะเชื่อมโยงไปถึงระบบ e-Service ของหน่วยงานต้นทางที่พร้อมให้บริการได้อย่างสะดวก รวดเร็วและง่าย ต่อการใช้งาน

ดัชนี้ผลผลิตอุตสาหกรรม พุ่ง 8 เดือนติด คาดขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์ส่งออกโต

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2565  ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.56 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ส่งผลให้ MPI 4 เดือนแรกปี 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.37 

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.56 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ส่งผลให้ MPI ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 1.37 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต 4 เดือนแรกอยู่ที่ระดับ 64.63 หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศคลี่คลายลงจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่าง ๆ ตามลำดับ ส่งผลให้การบริโภคในประเทศปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมทางการเกษตร  

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศมีแนวโน้มคลี่คลาย ประชาชนสามารถออกมาใช้ชีวิตประจำวันและบริโภคได้ตามปกติมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว สะท้อนได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 รวมถึงการอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลดีต่อ ภาคการส่งออกทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถังและอากาศยาน) เดือนเมษายนขยายตัวร้อยละ 4.98 ในขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบของรัสเซียและยูเครนได้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าขนส่ง ด้านภาพรวมสถานการณ์เงินเฟ้อเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนได้จากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเดือนเมษายนขยายตัวที่ร้อยละ 11.4 เร่งตัวขึ้นจากเดือนมีนาคมขยายตัวที่ร้อยละ 10.4
 

“อลงกรณ์” เผย จีนปลดล็อกเซี่ยงไฮ้ 1มิ.ย. เปิดโอกาสส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรเพิ่ม ชี้อาจเป็นสัญญาณการปรับเปลี่ยนนโยบายซีโร่โควิดของรัฐบาลจีน

วันนี้ (31 พ.ค) นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เขียนเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างน่าสนใจกรณีจีนประกาศปลดล็อกเมืองเซี่ยงไฮ้แบบไม่มีเงื่อนไขหลังจากล็อกดาวน์ปิดตายมาเป็นเวลานานพร้อมกับวิเคราะห์ว่าอาจเป็นสัญญาณการปรับเปลี่ยนนโยบายซีโร่โควิด (Zero Covid) ของรัฐบาลจีนที่ใช้มาเป็นเวลากว่า 2 ปีโดยมีข้อความดังนี้

“ข่าวดีวันนี้จากจีนครับ
ปลดล็อคเซี่ยงไฮ้ 100 %
อาจเป็นสัญญาณเปลี่ยนนโยบาย Zero Covid ของจีน

การส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรที่อั้นมาหลายเดือนจากปัญหาการขนส่งโลจิสติกส์ติดขัดและตลาดค้าปลีกค้าส่งในเมืองต่างๆของจีนปิดไปหลายร้อยแห่งโดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่าใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ถูกล็อกดาวน์เป็นเดือน กระทบต่อการค้าระหว่างจีนกับโลกรวมทั้งประเทศไทย

สัญญาณบวกชัด!! หลัง 'สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ' แน่นแฟ้น!! ลุ้น!! ทุนซาอุฯ ขอเอี่ยวหลากอุตสาหกรรมไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายยาเซอร์ บิน อุสมาน อัล-รูมัยยาน (Yasir bin Othman Al-Rumayyan) ประธานกรรมการกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (Public Investment Fund: PIF) ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าอันดับหนึ่งของโลก ก็ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวว่า เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด (His Royal Highness Prince Mohammad bin Salman bin Abdulaziz Al Saud) มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย มีคำสั่งให้มาพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหาโอกาสเพิ่มความร่วมมือกับประเทศไทยในด้านต่างๆ โดยซาอุดีอาระเบียประสงค์ที่จะมีความร่วมมือกับไทยทางการค้าการลงทุน และด้านพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจพลังงานและแก๊ส ในโอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพื่อหาโอกาสสร้างความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน เช่น การท่องเที่ยว การกีฬา E-sports และ Soft power รวมทั้ง ซาอุดีอาระเบียหวังจะมี Business Dialogue ร่วมกับไทย เพื่อสร้างโอกาส และสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างกัน และใช้ไทยเป็นฐานลงทุนในภูมิภาคด้วย

ก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการผนึกกำลังด้านพลังงานครั้งสำคัญของบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco Oil Company) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย กับ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ร่วมลงนามผนึกความร่วมมือด้านพลังงานในหลายมิติ ทั้งธุรกิจต้นน้ำ ปลายน้ำ รวมถึงการสร้างความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ว่า นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ ปตท. ในการกระชับความร่วมมือกับ ซาอุดี อารัมโก ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่ความร่วมมือด้านพลังงานแห่งอนาคต ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างโอกาสให้กับประเทศสู่การใช้พลังงานสะอาดในภายภาคหน้า เพิ่มขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ตอบสนองความต้องการใช้พลังงานและเคมีภัณฑ์ทั่วโลก รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Powering Life with Future Energy and Beyond ของ ปตท.ที่จะขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคตอีกด้วย
 

เริ่มแล้ว!! ‘รถไฟดีเซลราง’ เชื่อมสีน้ำเงิน-แดง เสริมแกร่ง ‘ขนส่งสาธารณะ-ศก.ชานเมือง’

การรถไฟฯ เปิดให้บริการขบวนรถดีเซลราง เส้นทางสายใต้ เชื่อมต่อการเดินทางรถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ ช่วยประหยัดพลังงาน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชานเมืองเริ่ม 1 มิ.ย. 65

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยว่า ตามที่การรถไฟฯ ได้เปิดให้บริการโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วง ‘บางซื่อ – รังสิต’ และ ‘บางซื่อ – ตลิ่งชัน’ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ จึงได้เปิดให้บริการขบวนรถดีเซลรางชานเมือง (Feeder) ในเส้นทางสายใต้ เพื่ออำนวยความสะดวกเชื่อมต่อการเดินทางกับเส้นทางรถไฟฟ้า และระบบคมนาคมขนส่งอื่น ในพื้นที่ปริมณฑลถึงกรุงเทพฯ 

ทั้งนี้เป็นการช่วยสนับสนุนนโยบายของกระทรวงคมนาคม และรัฐบาล ในการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อประหยัดการใช้น้ำมันและพลังงาน ตลอดจนยังกำหนดอัตราค่าโดยสารราคาพิเศษ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน สำหรับผู้โดยสารกรณีขึ้น-ลงที่สถานีชุมทางตลิ่งชัน เพื่อเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟชานเมืองสายสีแดง 

ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดให้บริการขบวนรถดีเซลรางชานเมือง (Feeder) ในเส้นทางสายใต้นี้ เชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจชานเมืองไปในเวลาเดียวกันอีกด้วย โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

สำหรับขบวนรถดีเซลรางชานเมือง (Feeder) เส้นทางสายใต้ เป็นขบวนรถระยะสั้น (ไป-กลับ) ระยะทางไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อเที่ยว มีเส้นทางระหว่างสถานีธนบุรี-ตลิ่งชัน-นครปฐม (สายใต้) เปิดให้บริการ 20 ขบวนต่อวัน สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่สถานีชุมทางตลิ่งชัน และจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีจรัญสนิทวงศ์ รวมทั้งระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก ประหยัด และปลอดภัย

“กระทรวงเกษตรฯ” ใส่เกียร์ลุย "5ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย" พัฒนาระบบ บิ๊กดาต้าฐานข้อมูลเกษตร 77 จังหวัดพร้อมเปิดบริการภาครัฐออนไลน์รูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน (Web Application)

“อลงกรณ์” เร่งเครื่องถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรเมดอินไทยแลนด์ (M.I.T.) ปักธงจัดตั้งสตาร์ทอัพเกษตรทุกจังหวัดทั่วประเทศหวังเป็นคานงัดสร้างจุดเปลี่ยนภาคเกษตรไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ (1มิ.ย) ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC : Agritech and Innovation Center) ว่า ภายใต้การขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการทั้ง2คณะได้เร่งทำงานเชิงรุกมีผลงานความคืบหน้าการดำเนินงานดังนี้

1. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนบิ๊กดาต้า ( Big Data) และรัฐบาลเทคโนโลยี (Gov Tech) กำลังเร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาฐานข้อมูล (Big Data) ระดับจังหวัด 77 จังหวัด เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการพยากรณ์ข้อมูลโดยให้หน่วยงานส่วนกลางและพื้นที่เชื่อมโยงชุดข้อมูลจัดทำเป็นบัญชีข้อมูลตามมาตรฐานของ สำนักงานรัฐบาลดิจิตอล (สพร.) โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (ศกช. - National Agriculture Big Data Center:NABC) ภายใต้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)รับผิดชอบดำเนินการ

สำหรับการดำเนินงานด้านระบบบริการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล (Gov Tech) ได้สำรวจเรื่องการใช้งานระบบ CKAN จัดทำบัญชีข้อมูล (Data Catalog) ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 22 หน่วยงานแล้ว 

ในส่วนของการบริการรูปแบบอีเล็คทรอนิกส์ (e-Service) ขณะนี้ ดำเนินการให้เป็น Digital Service คืบหน้าไปกว่า 95% ซึ่งคาดว่าจะดําเนินการพัฒนาให้แล้วเสร็จทั้ง 176 ระบบภายในปี 2565  

ส่วนการพัฒนาการเชื่อมโยงการทำธุรกรรมผ่านระบบ NSW (National Single Window) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับผู้ประกอบการ ขณะนี้มีการเชื่อมโยงแล้ว 55 ระบบ และเพื่อเป็นการอํานวยความสะดวกต่อผู้ใช้งานทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไปให้สืบค้นข้อมูลได้ อย่างรวดเร็วและเข้าถึงการบริการ e-Service ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนบิ๊กดาต้า (Big Data) และรัฐบาลเทคโนโลยี (Gov Tech) ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทําเว็บแอพพลิเคชันระบบบริการภาครัฐ (Web Application) เพื่อเป็นช่องทางกลางในการเข้าถึงบริการ ( e-Service) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย “ระบบบริการภาครัฐ” มีเมนูจําแนกตามกิจกรรมบริการที่สอดคล้องกับวัฏจักรการทําการเกษตรทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 

1) การวางแผนการผลิต 

2) การหาปัจจัยการผลิต 

3) การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ดูแลรักษา 

4) การเก็บเกี่ยว 

5) การแปรรูป การเพิ่มมูลค่าและ 

6) การตลาด การจําหน่าย 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษอื่น ๆ เพื่อการสืบค้นและสามารถเข้าถึงงานวิจัย ตลอดจน รายชื่อองค์ความรู้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์ AIC 77 จังหวัด) โดยผู้ใช้งานสามารถค้นหาระบบ e-Service ที่ต้องการได้ทันที และระบบจะเชื่อมโยงไปถึงระบบ e-Service

'บิ๊กตู่' พอใจ!! สัญญาณเศรษฐกิจไทยบวกต่อเนื่อง ชี้!! 'ตลาดงาน-กำลังซื้อปชช.' เริ่มหวนคืนตามแผน

(2 มิ.ย.65) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและได้รับรายงานถึงสัญญาณซึ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงานให้ทราบว่าภาคการผลิตอุตสาหกรรมในเดือนเม.ย. 2565 เติบโตที่ร้อยละ 0.56 เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 

ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้ประเมินแนวโน้มผ่านเครื่องมือระบบเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย (EWS-IE) พบว่าใน 1-2 เดือนข้างหน้าภาคอุตสาหกรรมจะยังขยายตัวได้ด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและการเติบโตของการส่งออกตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายตามลำดับ ทั้งไทยและต่างประเทศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค ประชาชนมีการเดินทางและมีการใช้จ่ายมากขึ้น 

‘กอบศักดิ์’ นั่งแท่น “ประธานสภาตลาดทุน” คนใหม่ วาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี เริ่ม 1 มิ.ย.65- 31 พ.ค.67

บอร์ดคณะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มีมติเลือก ‘ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล] ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ คนใหม่ แทนนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง มีวาระ 2 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มิ.ย.65- 31 พ.ค.67

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) รายงานว่า บอร์ดคณะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) วันนี้ได้มีมติเลือก “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ คนใหม่ แทนนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง มีวาระ 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.65- 31 พ.ค.67

ทั้งนี้ปัจจุบัน ดร.กอบศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และอุปนายก สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทั้งเศรษฐศาสตร์ การเงิน และตลาดทุน เคยดำรงตำแหน่งทั้งในภาครัฐและเอกชน อาทิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านนโยบายการเงิน นโยบายเศรษฐกิจมหภาค นโยบายสถาบันการเงิน และแผนพัฒนาตลาดทุน ในช่วงที่ร่วมงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้เป็นยังนักเศรษฐศาสตร์ที่มีผลงานวิชาการคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง เคยได้รับรางวัล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่น ประจำปี 2552

'เกษตรฯ' มั่นใจไทยส่งออกยางปี 2565 เพิ่มขึ้นตั้งเป้าทะลุ 4 ล้านตัน หลังโควิด19 คลี่คลายยกเว้นตลาดรัสเซียทรุดเพราะพิษสงคราม

'อลงกรณ์' ฟันธงยางไทยยึดแชมป์ส่งออกจีนเด็ดขาดครองมาร์เก็ตแชร์กว่า 40% เหมือนผลไม้ไทย แนะ 'กยท.' เพิ่มการวิจัยและขยายโครงการสวนยางยั่งยืนและโครงการคาร์บอนเครดิตสร้างเสถียรภาพยางไทยในตลาดโลกภายใต้ '5ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางเปิดเผยวันนี้ (3มิ.ย.) ภายหลังทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางครั้งที่3/2565 ว่า จากรายงานสถานการณ์การผลิต การค้า และการแข่งขันของตลาดยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบันของฑูตเกษตรไทยในภูมิภาคต่างๆและรายงานของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประเมินได้ว่าการส่งออกยางในปี 2565 เพิ่มขึ้น และจะทะลุ 4 ล้านตันหลังโควิด19 คลี่คลาย อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยทั้งบวกและลบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเสถียรภาพราคายางและการส่งออกจากวิกฤติโควิด19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันและปุ๋ย โดยเฉพาะตลาดรัสเซียมูลค่าการส่งออกสินค้ายางจากไทยไปรัสเซีย (ม.ค.-เม.ย. 2565) ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

“สำหรับตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทยนั้นสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นจากการแพร่ระบาดโควิดในจีนที่เริ่มคลี่คลายมีการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและการขยายตัวทางเศรษฐกิจตลอดจนการปลดล็อคการล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มั่นใจว่ายางไทยจะสามารถยึดแชมป์ส่งออกไปจีนได้อย่างเด็ดขาดเพราะขณะนี้สามารถครองมาร์เก็ตแชร์การนำเข้าของจีนกว่า 40% เหมือนผลไม้ไทยและทิ้งห่างอันดับ 2 ซึ่งมีมาร์เก็ตแชร์ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์สะท้อนถึงศักยภาพของชาวสวนยาง สถาบันยาง สหกรณ์ชาวสวนยาง ผู้ประกอบการและการยางแห่งประเทศไทย”

นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานความร่วมมือในคณะกรรมการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและการส่งเสริมและสนับสนุนการทำสวนยางยั่งยืนและโครงการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ของการยางแห่งประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2565 โดยจะนำสวนยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 20,000 ไร่ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบ และในปี 2565 จะขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย และในปี 2566-2567 ดำเนินการขอรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อขายในตลาด Carbon Market ต่อไป ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้จากสวนยางของเกษตรกรควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบาย BCG Model ของกระทรวงเกษตรฯ.และรัฐบาล ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล (Green Econony) ตามเป้าหมายCarbon Neutrality และZero Carbon

ที่ประชุมได้เสนอแนะให้กยท.ขยายโครงการสวนยางยั่งยืนและโครงการคาร์บอนเครดิตเพิ่มจากแผนงานเดิมโดยขยายความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วนเพื่อเร่งสร้างเสถียรภาพตลาดยางไทยทั้งในและต่างประเทศเป็นการตอบโจทย์อนาคตเรื่องมาตรการ CBAM และ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ของอียูเป็นต้น เพราะประเทศไทยส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่งออกยางรถยนต์อันดับ3-4 ส่งออกถุงมือยางอันดับ 2 ของโลก จึงต้องบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ เช่น ขณะนี้จีนมีนโยบายลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์บางช่วงโรงงานในจีนจะลดการผลิตเพื่อรักษาระดับการปล่อยคาร์บอน และสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับมาตรฐาน FSC ซึ่งจีนมีการผลิตล้อยางส่งยุโรป จึงต้องให้ความสำคัญกับมาตรการเหล่านี้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจึงเสนอแนะให้การยางแห่งประเทศไทยร่วมมือกับสถาบันยานยนต์ กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อเพิ่มการวิจัยและพัฒนายางและผลิตภัณฑ์ยางโดยสามารถขอทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการการวิจัยการเกษตร องค์การมหาชน (สวก.) และหน่วยสนับสนุนการวิจัยของรัฐอื่นๆตลอดจนการประสานความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมหรือศูนย์ AIC ซึ่งมีอยู่ใน 77 จังหวัด เพื่อการยกระดับและพัฒนาคุณภาพยางของไทย โดยใช้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 และยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์และประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดยางพารา ในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก โดยทูตเกษตร จากสหภาพยุโรป (สำนักงานบรัสเซลส์) อิตาลี (สำนักงานกรุงโรม) สหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ (สำนักงานกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.และลอสแองเจลิส) ออสเตรเลีย รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น อาเซียน (สำนักงานกรุงจาการ์ต้า) 

สำหรับสถานการณ์ตลาดยางพาราและการนำเข้าส่งออกในประเทศจีนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่ปลายปี 2564 และเริ่มคลี่คลายในขณะนี้เริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มดีขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ ขณะนี้สถานการณ์โควิดในประเทศจีน เริ่มคลี่คลาย จำนวนผู้ติดเชื้อลดต่ำลงมาก เศรษฐกิจจีนเติบโต ผลักดันให้ผู้ประกอบการกลับมาฟื้นฟูการผลิต มีการขยายโรงงาน มีการลงทุนด้านอุตสาหกรรม รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สถานการณ์การขนส่งทางเรือดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาค่าขนส่งผ่านทางเรือมีราคาสูง ระยะเวลาในการขนส่งทางเรือไม่แน่นอน ทำให้การขนส่งล่าช้ากว่าที่กำหนด

ตามสถิติในเดือน มี.ค.2565 จีนนำเข้ายางพาราจากประเทศไทยมากเป็นอันดับ 1 จำนวน 276,948  ตัน คิดเป็น 40% รองลงมาได้แก่ เวียดนาม จำนวน 90,876 ตัน คิดเป็น 13% มาเลเซีย จำนวน 71,363 ตัน คิดเป็น 10% และอื่นๆ 256,549  ตัน คิดเป็น 37% ซึ่งพบว่าปริมาณผลผลิตจากแอฟริกาใต้ เวียดนาม ลาว เมียนมา กัมพูชา เริ่มมีมากขึ้น และมีราคาที่ถูกกว่าไทย ทำให้ผู้นำเข้าเริ่มที่จะหันไปนำเข้าจากประเทศคู่แข่งมากขึ้น

สถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดยางพารา โดยสรุปจากทูตเกษตรประจำสหภาพยุโรป กรุงโรม  กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ออสเตรเลีย กรุงโตเกียว ลอสแอนเจลิส กรุงจาการ์ต้าและจีน พบว่าปริมาณการนำเข้ายางพาราของประเทศต่างๆ และมูลค่าการส่งออกยางพาราของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น  

สำหรับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อการส่งออกยางพาราของไทยส่งผลต่อการขนส่งสินค้าทางเรือ  มีการปรับเส้นทางเดินเรือในบางเส้นทางและมีการปรับขึ้นค่าระวางเรือ รวมถึงทำให้ราคาสินค้าหลายรายการได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันด้วย

ส่วนรายงานสถานการณ์ยางพาราของประเทศไทย เดือนพฤษภาคม และคาดการณ์ราคายางพารา เดือนมิถุนายน 2565 โดยฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย ได้รายงานคาดการณ์ปริมาณผลผลิตยางพารา ปี 2565 มีปริมาณ 4.907 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.48% คาดการณ์ปริมาณการส่งออกยางพารา ปี 2565 มีปริมาณ 4.218 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.03% ซึ่งปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติไปยังต่างประเทศของไทย ปี 2564 (ม.ค.-เม.ย. 2464) มีปริมาณการส่งออกไปยังประเทศจีน มากที่สุด คิดเป็น 55% รองลงมาได้แก่ มาเลเซีย 10% สหรัฐอเมริกา 5% ญี่ปุ่น 6% และเกาหลีใต้ 3% และอื่นๆ 21% และในปี 2564 มีปริมาณการส่งออกไปยังประเทศจีน 54% รองลงมาได้แก่ มาเลเซีย 10% สหรัฐอเมริกา 6% ญี่ปุ่น 5% และเกาหลีใต้ 3% และในปี 2565 (ม.ค.-เม.ย. 2565) มีปริมาณการส่งออกไปยังประเทศจีน มากที่สุด คิดเป็น 51% รองลงมาได้แก่ มาเลเซีย 9% สหรัฐอเมริกา 6% ญี่ปุ่น 6% และเกาหลีใต้ 4% และในปี 2564 มีปริมาณการส่งออกไปยังประเทศจีน 54% รองลงมาได้แก่ มาเลเซีย 10% สหรัฐอเมริกา 6% ญี่ปุ่น 5% และเกาหลีใต้ 3% และอื่นๆ 24% สำหรับมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางของไทย ปี 2564 ในเดือน เม.ย. มีมูลค่า 30,087 ล้านบาท ปี 2565 ในเดือน เม.ย. มีมูลค่า 29,812 ล้านบาท  ลดลง 0.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top