Friday, 5 June 2026
Columnist

‘รัสเซีย’ สร้างแรงสั่นสะเทือน!! รับรอง ‘ตอลิบาน’ การเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ท้าทายโลกตะวันตก

เมื่อวันที่ (3 ก.ค. 68) รัสเซียได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับระบบระเบียบโลกอีกครั้งด้วยการกลายเป็นประเทศแรกที่ประกาศรับรองรัฐบาลตอลิบานของอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการท่ามกลางกระแสการปฏิเสธและความลังเลจากประชาคมโลก ท่าทีของเครมลินในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการติดต่อทวิภาคีทั่วไปหากแต่คือการประกาศจุดยืนอันชัดเจนว่ารัสเซียพร้อมเดินสวนทางกับค่านิยมเสรีนิยมของตะวันตกและเลือกเดิมพันทางภูมิรัฐศาสตร์กับ "รัฐที่โลกเสรีพยายามลืม" นี่คือการเดินหมากของมหาอำนาจที่ถูกกดดัน ถูกโดดเดี่ยวและถูกปิดล้อมทางการทูตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่บุกยูเครนในปี ค.ศ. 2022 รัสเซียไม่ได้เพียงรับรองรัฐบาลตอลิบานเท่านั้นแต่ยังส่งสัญญาณถึงโลกว่ากำลังจัดวางพันธมิตรใหม่ภายใต้ตรรกะแห่งประโยชน์และอำนาจ มากกว่าจะผูกติดกับคุณค่าสากลที่ตะวันตกยกย่อง ท่ามกลางฉากหลังของสงคราม ความอดอยาก การก่อการร้าย และการแสวงหาอำนาจในเอเชียกลาง รัสเซียมองว่าตอลิบานไม่ใช่กลุ่มหัวรุนแรงหากแต่คือ "หุ้นส่วนที่เป็นไปได้" ซึ่งสามารถต่อรองอิทธิพลกับตะวันตกและถ่วงดุลการครอบงำในภูมิภาค คำถามจึงไม่ใช่ว่า "รัสเซียควรรับรองตอลิบานหรือไม่" แต่คือ "โลกจะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างไร" การยอมรับตอลิบานคือการเคลื่อนไหวที่สั่นคลอนหลักการเดิมของความชอบธรรมและสิทธิมนุษยชนและกำลังลากโลกเข้าสู่ยุคแห่งการทูตแบบดิบๆ (raw diplomacy) ที่ผลประโยชน์และอำนาจกลับมาครองเวทีอีกครั้ง บทความนี้มุ่งสำรวจพลวัตเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย โดยวางกรอบวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของภูมิรัฐศาสตร์ ดุลอำนาจ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการตอบโต้ระเบียบโลกฝ่ายเดียว (unipolarity) ที่ครอบงำมานานกว่าสามทศวรรษ

นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2021 ที่กลุ่มตอลิบานบุกยึดกรุงคาบูลและโค่นล้มรัฐบาลอัฟกานิสถานที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก โลกก็เผชิญกับคำถามทางศีลธรรม การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างหนักหน่วง การกลับมาสู่อำนาจของกลุ่มตอลิบานไม่เพียงพลิกฟื้นความทรงจำอันขมขื่นในยุคก่อนปี ค.ศ. 2001 แต่ยังเปิดฉากการทดสอบครั้งใหญ่ต่อระเบียบโลกเสรีนิยม การกลับมาของตอลิบานไม่ใช่แค่การโค่นล้มรัฐบาลเก่า แต่มันคือการฉีกหน้าระเบียบโลกที่วางอยู่บนค่านิยมเสรีนิยมตะวันตก การศึกษาสำหรับสตรี? ถูกห้าม เสรีภาพในการแสดงออก? ถูกกด สิทธิมนุษยชน? กลายเป็นวาทกรรมที่ไร้ความหมายในแดนที่กฎหมายถูกตีความผ่านอุดมการณ์ทางศาสนาแบบสุดโต่ง ในช่วงเวลากว่า 3 ปีที่ตอลิบานปกครองประเทศ กลุ่มผู้ปกครองนี้ได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของตนในฐานะ "รัฐบาลแห่งเสถียรภาพ" ที่สามารถฟื้นฟูความสงบได้ดีกว่ารัฐบาลที่ตะวันตกสนับสนุน แต่ขณะเดียวกันก็กลับไปใช้นโยบายแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งซึ่งจำกัดสิทธิสตรีอย่างรุนแรง เช่น การห้ามผู้หญิงเรียนหนังสือต่อเกรด 6 การสั่งปิดมหาวิทยาลัยสำหรับผู้หญิง และการกีดกันผู้หญิงจากแรงงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาติ หลายประเทศจึงเลือก "เปิดช่องทางสื่อสาร" แต่ไม่ให้การรับรองทางการทูตอย่างเป็นทางการ

แม้ไม่มีประเทศใดก่อนหน้ารัสเซียให้การรับรองตอลิบานในฐานะรัฐบาลโดยชอบธรรม แต่อัฟกานิสถานกลับกลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์เงียบ” ที่หลายรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมผ่านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การเจรจาความมั่นคง และผลประโยชน์ทางทรัพยากร โดยเฉพาะจีน ปากีสถาน กาตาร์ อุซเบกิสถาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ล้วนมีช่องทางการสื่อสารกับรัฐบาลตอลิบาน แม้จะไม่มีสถานะทางการทูตเต็มรูปแบบก็ตาม องค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับสถานะของรัฐบาลตอลิบานได้อย่างเป็นเอกภาพ โดยแม้ตอลิบานจะเรียกร้องให้ได้รับที่นั่งประจำในเวทีสหประชาชาติ แต่กลับถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยคณะกรรมการรับรอง (UN Credentials Committee) ภายใต้ข้ออ้างว่ายังไม่แสดงหลักฐานของการปกครองอย่างครอบคลุมและเคารพสิทธิมนุษยชน กล่าวโดยสรุป ตอลิบานดำรงอยู่ในสถานะ “รัฐเงา” (shadow state) ที่ครองอำนาจจริงแต่ไม่มีความชอบธรรมตามกรอบของประชาคมโลก เป็นรัฐบาลที่ไม่ถูกรับรอง แต่ไม่สามารถถูกมองข้าม เป็นผู้เล่นที่ไม่มีชื่อในเวที แต่มีบทบาทในภาคสนาม ทั้งในเรื่องความมั่นคง ชายแดน การค้ายาเสพติด และการอพยพข้ามพรมแดน รัฐบาลรัสเซียจึงเห็นโอกาสทางการทูตเชิงยุทธศาสตร์ในความ "ไร้ตัวตนแต่ทรงอิทธิพล" นี้ของตอลิบาน และเลือกลงมือก่อนใครด้วยการรับรองในทางเปิดเผย

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอัฟกานิสถานมีรากฐานที่ย้อนกลับไปถึงยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะในช่วงที่สหภาพโซเวียตเข้ายึดครองอัฟกานิสถานระหว่างปี ค.ศ. 1979–1989 เพื่อสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่กำลังเผชิญการต่อต้านจากกลุ่มมุญาฮิดีน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐอเมริกา ปากีสถาน และพันธมิตรตะวันตก ผลลัพธ์คือสงครามที่ยืดเยื้อ สูญเสียทางทหาร และผลกระทบภายในที่เร่งเร้าให้เกิดการล่มสลายของโซเวียตในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันรัสเซียไม่ได้วางตัวในฐานะ "คู่ขัดแย้ง" กับอัฟกานิสถานอีกต่อไป หากแต่ปรับบทบาทเป็นผู้มีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์ในภูมิภาค โดยเฉพาะหลังการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานในปี ค.ศ. 2021 รัสเซียแสดงบทบาทที่โดดเด่นในฐานะเจ้าภาพการประชุม “Moscow Format” ซึ่งรวบรวมประเทศต่าง ๆ ในเอเชียกลาง จีน ปากีสถาน และอิหร่าน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางสร้างเสถียรภาพในอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตอลิบาน แม้ในขณะนั้นรัสเซียจะยังไม่รับรองรัฐบาลตอลิบานอย่างเป็นทางการก็ตาม ในทางภูมิรัฐศาสตร์อัฟกานิสถานมีความสำคัญต่อรัสเซียในฐานะรัฐกันชนที่อยู่ติดกับภูมิภาคเอเชียกลางซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัสเซียต้องการรักษาอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์และเชิงยุทธศาสตร์ไว้ให้ได้ นอกจากนี้ความกังวลเรื่องการแทรกซึมของกลุ่มหัวรุนแรงอย่าง ISIS-K เข้าสู่รัฐอดีตโซเวียต เช่น ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน และเติร์กเมนิสถานยิ่งกระตุ้นให้รัสเซียมองตอลิบานในฐานะพลังที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพ แม้จะขัดแย้งกับค่านิยมด้านสิทธิมนุษยชนของประชาคมโลกก็ตาม การตัดสินใจของรัสเซียในการรับรองตอลิบานในปี ค.ศ. 2025 จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งสู่ความพยายามสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมทางความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และการต่อต้านอิทธิพลของชาติตะวันตกในภูมิภาคที่ยังไร้เสถียรภาพแห่งนี้

การตัดสินใจของรัสเซียในการรับรองรัฐบาลตอลิบานในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2025 ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวทางการทูตเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หากแต่สะท้อนถึงการคำนวณทางยุทธศาสตร์ที่มีมิติซับซ้อนและครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในบริบทของโลกหลังสงครามยูเครนซึ่งรัสเซียจำเป็นต้องแสวงหาพันธมิตรทางเลือกและช่องทางสร้างอิทธิพลนอกเหนือจากขั้วตะวันตก

ประการแรก รัสเซียมองว่าอัฟกานิสถานภายใต้การนำของตอลิบาน แม้จะไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล แต่สามารถมีบทบาทในฐานะ "รัฐกันชน" (buffer state) ที่ช่วยสกัดกั้นการแพร่กระจายของแนวคิดสุดโต่งและกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Islamic State – Khorasan Province (ISIS‑K) ซึ่งมีประวัติการโจมตีผลประโยชน์ของรัสเซีย ทั้งในเอเชียกลางและในกรุงมอสโก รัสเซียจึงให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์กับตอลิบานเพื่อสร้างช่องทางการประสานงานด้านความมั่นคง แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบมาก่อนหน้านี้

ประการที่สอง ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ รัสเซียพยายามขยายขอบเขตอิทธิพลของตนในเอเชียกลางและเอเชียใต้ โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่เหล่านี้เป็นจุดตัดสำคัญของมหาอำนาจหลายฝ่าย ทั้งจีน อินเดีย อิหร่าน และชาติตะวันตก การสถาปนาความสัมพันธ์กับตอลิบานจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการรักษาอิทธิพลของตนในภูมิภาค และตอบโต้ความพยายามของสหรัฐฯ ที่เคยใช้การแทรกแซงในอัฟกานิสถานเป็นเครื่องมือสร้างดุลอำนาจในภูมิภาคนี้

ประการที่สาม ในด้านเศรษฐกิจ รัสเซียมองเห็นศักยภาพของอัฟกานิสถานในฐานะแหล่งแร่หายาก (rare earth minerals) และทรัพยากรธรรมชาติที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา รวมถึงการเป็นจุดผ่านของโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค เช่น โครงการท่อส่งก๊าซ TAPI หรือเส้นทางขนส่งสินค้าสายเหนือ–ใต้ ที่อาจเชื่อมโยงรัสเซียกับเอเชียใต้ผ่านอัฟกานิสถาน การเปิดสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการจึงเป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยสรุปรัสเซียมิได้มองการรับรองรัฐบาลตอลิบานในกรอบของความถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน หากแต่มองผ่านแว่นของผลประโยชน์แห่งรัฐ (raison d'état) และความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของนโยบายต่างประเทศรัสเซียในยุคหลังยูเครนที่เน้นการสร้างพันธมิตรนอกกระแส ตอบโต้การโดดเดี่ยวจากตะวันตกและขยายขอบเขตของระเบียบโลกทางเลือก

การที่รัสเซียประกาศรับรองรัฐบาลตอลิบานอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 2025 นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่สะท้อนถึงพลวัตของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบโลกแบบเสรีนิยม (liberal order) ไปสู่ระเบียบโลกแบบพหุขั้ว (multipolarity) ที่คุณค่าและความชอบธรรมไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดจากศูนย์กลางตะวันตกแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ปฏิกิริยาของโลกต่อการตัดสินใจของรัสเซียแบ่งออกอย่างชัดเจนตามแนวรอยร้าวทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดำรงอยู่ในช่วงหลังสงครามยูเครน โดยกลุ่มประเทศตะวันตก นำโดยสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และแคนาดา ต่างแสดงความผิดหวังอย่างเปิดเผย โดยชี้ว่าการรับรองตอลิบานคือการมอบความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลที่ยังคงละเมิดสิทธิสตรี ปราบปรามเสรีภาพ และขาดกลไกตรวจสอบภายในทางการเมือง ปฏิกิริยาเหล่านี้สะท้อนจุดยืนที่ยังยึดโยงกับกรอบคุณค่าของสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งยังคงเป็นแกนกลางของนโยบายต่างประเทศของชาติตะวันตก 

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มประเทศในเอเชียกลาง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และบางประเทศในแอฟริกา กลับเลือกแสดงท่าทีแบบรอดูท่าทีหรือส่งสัญญาณในเชิงบวกต่อการรับรองของรัสเซีย โดยเฉพาะประเทศที่มีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับอัฟกานิสถาน เช่น จีน ปากีสถาน อิหร่าน และกาตาร์ ต่างมีความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติกับตอลิบานมาอย่างต่อเนื่อง และอาจใช้กรณีรัสเซียเป็นจุดตั้งต้นในการขยับสถานะของความสัมพันธ์ทางการทูตในอนาคต ที่น่าสนใจคือบางประเทศในโลกมุสลิม เช่น ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนแต่ก็เลือกหลีกเลี่ยงการประณามรัสเซียในลักษณะเดียวกับชาติตะวันตก สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับมอสโก และภาพลักษณ์ของตนในเวทีระหว่างประเทศ สำหรับองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ หรือองค์การเพื่อความร่วมมืออิสลาม (OIC) ยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการต่อการรับรองของรัสเซีย แต่การเคลื่อนไหวของประเทศสมาชิกอย่างรัสเซีย 

ย่อมเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการหารือในระดับระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถานะของรัฐบาลตอลิบานในอนาคต กล่าวโดยสรุป การตัดสินใจของรัสเซียได้กลายเป็นหมุดหมายที่เร่งให้เกิดการ “จัดตำแหน่งทางการเมือง” (political realignment) ที่แบ่งขั้วของโลกออกอย่างเด่นชัดขึ้นระหว่างฝ่ายที่ยึดมั่นในคุณค่าตะวันตก กับฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ ความมั่นคง และอำนาจรัฐเป็นหลัก ซึ่งแนวโน้มนี้สอดคล้องกับกระแสโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบเดิมสู่ความไม่แน่นอนของระเบียบใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างการต่อรอง

การที่รัสเซียกลายเป็นประเทศแรกที่รับรองรัฐบาลตอลิบานอย่างเป็นทางการจึงมิได้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงนโยบายต่างประเทศระดับทวิภาคีเท่านั้น หากแต่เป็นการเคลื่อนไหวที่สั่นคลอนโครงสร้างอำนาจของระเบียบโลกยุคหลังสงครามเย็น โดยเฉพาะในบริบทที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบขั้วเดียวภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา สู่ระบบพหุขั้วที่กลุ่มอำนาจใหม่พยายามสถาปนา "ระเบียบโลกทางเลือก" (alternative world order) ขึ้นมาท้าทายศูนย์กลางเดิม ในมุมมองของรัสเซียการรับรองตอลิบานคือการใช้ “การทูตกับรัฐนอกกระแส” (pariah state diplomacy) เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลและโต้กลับการกีดกันจากโลกตะวันตก ท่าทีนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่รัสเซียกำลังเร่งสร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่กับประเทศที่ถูกคว่ำบาตรหรือไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก เช่น อิหร่าน ซีเรีย เกาหลีเหนือ และเวเนซุเอลา 

โดยอาศัยความไม่สมดุลของระเบียบโลกเดิมเป็นช่องทางแสวงหาความชอบธรรมใหม่ในหมู่ประเทศที่รู้สึกว่าถูกกีดกันจากระบบโลกที่มีลำดับชั้นทางการเมือง ในขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวของรัสเซียยังสะท้อนแนวคิดที่ว่าความชอบธรรมของรัฐในเวทีระหว่างประเทศไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บน “ค่านิยมสากล” เพียงอย่างเดียว หากแต่สามารถตั้งอยู่บน “ข้อเท็จจริงเชิงอำนาจ” (power-based legitimacy) กล่าวคือรัฐใดก็ตามที่สามารถควบคุมอำนาจรัฐในทางปฏิบัติได้อย่างมั่นคงย่อมมีสิทธิได้รับการยอมรับจากประเทศอื่นโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการรับรองจากองค์กรระหว่างประเทศหรือเคารพหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมเสมอไป ในภาพรวมการตัดสินใจของรัสเซียจึงควรตีความในกรอบของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกที่ประเทศมหาอำนาจกำลังวางรากฐานของ "ระบบคู่ขนาน" (parallel system) ในเวทีระหว่างประเทศโดยใช้การยอมรับรัฐบาลที่โลกตะวันตกไม่รับรองเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการส่งสารว่า "กฎของเกมเก่าไม่สามารถผูกขาดเวทีโลกได้อีกต่อไป" ในขณะที่ชาติตะวันตกยังพยายามรักษาอิทธิพลผ่านกลไกสากลเดิม รัสเซียรวมถึงจีนกลับหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระเบียบใหม่ผ่านกลุ่มความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เช่น BRICS, Shanghai Cooperation Organization (SCO) และ Eurasian Economic Union (EAEU) ที่เน้นอำนาจอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของรัฐ มากกว่าการกำหนดมาตรฐานจากภายนอก

การที่รัสเซียประกาศรับรองรัฐบาลตอลิบานไม่เพียงเป็นเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ หากแต่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 2 ระยะอย่างชัดเจน: ระยะสั้นที่เน้นการเปลี่ยนแปลงในระดับยุทธศาสตร์และการทูต และระยะยาวที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจและบรรทัดฐานในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผลกระทบระยะสั้น ได้แก่ 1) เสริมบทบาทของรัสเซียในเอเชียกลาง การรับรองตอลิบานช่วยให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองในภูมิภาคเอเชียกลางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการต่อต้านลัทธิหัวรุนแรง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับรัฐชายแดนอย่างทาจิกิสถานและอุซเบกิสถาน 2) เพิ่มแรงกดดันต่อชาติตะวันตกชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ตอลิบานได้รับความชอบธรรมทางการทูตจากประเทศมหาอำนาจอื่น 

ซึ่งอาจทำให้กลไกการโดดเดี่ยวที่ตะวันตกใช้มาตลอด 3 ปีสูญเสียประสิทธิภาพ 3) สร้างแนวโน้มของการยอมรับเชิงปฏิบัติ (de facto recognition) ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในโลกมุสลิมหรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์ในอัฟกานิสถาน อาจเริ่มปรับนโยบายของตนให้ใกล้เคียงกับรัสเซีย ทั้งในเชิงการทูตและเศรษฐกิจ แม้จะยังไม่ถึงขั้นรับรองในทางนิติก็ตาม ในขณะที่ผลกระทบระยะยาว มีดังนี้ 1) การเปลี่ยนแปลงของบรรทัดฐานทางการทูต ความเคลื่อนไหวของรัสเซียอาจนำไปสู่การสั่นคลอนบรรทัดฐานที่ผูกโยงความชอบธรรมกับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการเลือกตั้ง หากรัฐมหาอำนาจเลือกยอมรับรัฐบาลที่ “มีอำนาจจริง” มากกว่ารัฐบาลที่ “ชอบธรรมตามคุณค่า” บรรทัดฐานการรับรองในเวทีโลกก็อาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 2) เสริมสร้างระเบียบโลกแบบพหุขั้ว การรับรองตอลิบานโดยรัสเซียตอกย้ำแนวโน้มที่ประเทศนอกขั้วตะวันตกเริ่มดำเนินนโยบายต่างประเทศที่อิงกับผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าการเดินตามแนวทางของโลกเสรีนิยม ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดวาง “ระบบคู่ขนาน” ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง 3) การลดบทบาทขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งหากกระบวนการรับรองรัฐบาลเริ่มเกิดขึ้นผ่านกลไกทวิภาคีโดยไม่ขึ้นกับการพิจารณาขององค์การสหประชาชาติ หรือองค์กรระดับภูมิภาค ก็อาจนำไปสู่การลดทอนความน่าเชื่อถือและบทบาทของกลไกพหุภาคีในระยะยาว

บทสรุป การที่รัสเซียกลายเป็นประเทศแรกที่รับรองรัฐบาลตอลิบานในปี ค.ศ. 2025 ถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกในยุคที่อำนาจกำลังแปรผันจากศูนย์กลางเดิมสู่การกระจายตัวอย่างซับซ้อนและท้าทาย นัยสำคัญของเหตุการณ์นี้มิได้จำกัดอยู่เพียงในระดับทวิภาคีระหว่างรัสเซียกับอัฟกานิสถานเท่านั้น หากแต่ยังเปิดเผยถึงความพยายามของรัสเซียในการสร้างระเบียบโลกทางเลือกที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ ความมั่นคง และอำนาจอธิปไตย มากกว่าการดำเนินนโยบายตามหลักการสากลที่กำหนดโดยตะวันตก ภายใต้บริบทนี้ “การรับรอง” จึงกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ใช้ในการจัดวางพันธมิตร ขยายอิทธิพล และตอกย้ำภาพของรัสเซียในฐานะรัฐมหาอำนาจที่ยังคงมีบทบาทเชิงรุกในภูมิภาคเอเชียกลางและโลกมุสลิม ในขณะเดียวกันปฏิกิริยาที่แตกต่างกันของนานาประเทศต่อท่าทีของรัสเซียยังสะท้อนถึงการแบ่งขั้วของโลกอย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งยังคงยึดมั่นในค่านิยมแบบเสรีนิยม ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มปรับนโยบายตามความจำเป็นของบริบทภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากรอบคุณค่าดั้งเดิม แนวโน้มนี้อาจนำไปสู่การจัดรูปแบบใหม่ของบรรทัดฐานสากลในอนาคต ซึ่งไม่จำเป็นต้องอิงกับฉันทามติของมหาอำนาจตะวันตกเสมอไป กล่าวโดยสรุปการรับรองรัฐบาลตอลิบานโดยรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงการยอมรับรัฐบาลหนึ่งเท่านั้น แต่คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านในระดับโครงสร้างของอำนาจโลก ที่กำลังเคลื่อนจากความเป็นเอกภาพ สู่ภาวะพหุขั้วที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การต่อรอง และการจัดตำแหน่งทางการเมืองใหม่อย่างต่อเนื่อง

‘ไทย–เวียดนาม’ กระชับสัมพันธ์ ‘กลาโหม’ ท่ามกลางความตึงเครียด!! ตามแนวชายแดน

(6 ก.ค. 68) ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา การเยือนอย่างเป็นทางการของ พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แห่งราชอาณาจักรไทย ไปยังกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของการทูตทางทหารที่สะท้อนถึงมิตรภาพอันมั่นคงระหว่างไทยกับเวียดนาม

การต้อนรับโดย พลเอก เหงียน เติน กื๋อง หัวหน้าคณะเสนาธิการใหญ่กองทัพประชาชนเวียดนาม และรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่ยังเป็นเวทีหารือเชิงลึกด้านความมั่นคง โดยทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำเจตจำนงร่วมในการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค ผ่านความร่วมมือในระดับยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม

จุดยืนร่วมและความร่วมมือเชิงปฏิบัติ

ทั้งไทยและเวียดนามได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนร่วมกันในการส่งเสริม “สันติภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนา” บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นข้อพิพาททางทะเลและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ความร่วมมือที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น การแลกเปลี่ยนคณะ การฝึกร่วมระหว่างเหล่าทัพ และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ถือเป็นแกนกลางของความสัมพันธ์ระหว่างสองกองทัพ

ที่สำคัญ พลเอกทรงวิทย์ได้แสดงความชื่นชมในนโยบาย “Four No’s” ของเวียดนาม ซึ่งประกอบด้วย:
1. ไม่เข้าร่วมพันธมิตรทางทหาร
2. ไม่เลือกข้างในความขัดแย้ง
3. ไม่อนุญาตให้มีฐานทัพต่างชาติในประเทศ
4. ไม่ใช้เวียดนามเป็นฐานสำหรับการโจมตีประเทศอื่น

แนวนโยบายนี้สอดคล้องกับหลักการของไทยในการไม่แทรกแซงและเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานของอาเซียน

มิตรภาพแท้ในเวลาวิกฤต

การเยือนของผู้นำกองทัพไทยในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยฝ่ายกัมพูชาได้แสดงท่าทีแข็งกร้าว ขณะที่ไทยเลือกใช้แนวทางเตรียมพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับการยึดหลักสันติวิธี

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มิตรภาพจากเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทั้งในระดับรัฐและกองทัพ จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่เป็นการส่งสารแห่งความเชื่อมั่นระหว่างกัน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณต่อภูมิภาคว่า อาเซียนยังยึดมั่นในหลักความร่วมมือ มากกว่าการเผชิญหน้า
ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์

การกระชับสัมพันธ์ไทย–เวียดนามทางทหารในเวลานี้ อาจตีความได้ว่าเป็นการเสริมแนวหลังของไทย ในขณะที่แนวหน้าเผชิญกับการท้าทายจากเพื่อนบ้านทางตะวันออกเฉียงใต้ การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้เช่นเวียดนาม จึงเป็นทั้งกลยุทธ์การสร้างดุลอำนาจ และกลไกการคานอิทธิพลที่กำลังขยายตัวจากภายนอกภูมิภาค

บทสรุป
ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศเลือกใช้นโยบายแข็งกร้าว ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและเวียดนามแสดงให้เห็นว่า “การทูตทางทหาร” ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมของมิตรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพ

> ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน... พันธมิตรที่ไว้ใจได้ คือเสาหลักที่ไม่มีเสียง แต่หนักแน่นยิ่งกว่าคำพูดใด

‘ชินวัตร–ฮุน’ ละครระหว่าง!! สองตระกูลอำนาจ เดินเรื่องตามกลยุทธ์ที่วางมาแล้ว ใช้ชีวิตปชช.กว่า 100 ล้านคน ในสองประเทศเป็นตัวประกัน ในสงครามผลประโยชน์

(6 ก.ค. 68) ในขณะที่ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังปะทุด้วยไฟความขัดแย้ง และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศสั่นคลอน ท่ามกลางสงครามข่าวสาร สงครามพลังงาน และเกมการเมืองระดับภูมิภาค กลับมีคำถามใหญ่ที่น่ากังวลยิ่งกว่ากระสุนปืนและขีปนาวุธ

ทำไม "ทักษิณ ชินวัตร" จึงเงียบ?
และทำไม "ฮุน เซน" จึงตื่นตัวผิดปกติ?

คำตอบอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากมองในมุม “คนคุมเกม” ที่ไม่จำเป็นต้องออกหน้า ทักษิณในเวลานี้ไม่ใช่แค่นักการเมืองผู้ลี้ภัยกลับบ้าน แต่คือ นักยุทธศาสตร์เบื้องหลัง ที่กำลังกำกับบทละครระหว่างสองตระกูลอำนาจ: ชินวัตร–ฮุน ซึ่งเป็น “กลุ่มผลประโยชน์ร่วม” ที่ผูกโยงด้วยเงินตรา เครือข่ายทุนสีเทา และพันธมิตรธุรกิจ–การเมืองข้ามชาติ

การที่ฮุนเซนออกโรงเดินสาย ทั้งการท้าทายไทยเรื่องแรงงานเขมร บอยคอตพลังงาน และแบนสินค้าไทย เป็นมากกว่าแค่การแสดงจุดยืนทางการเมือง หากคือ “กลยุทธ์ที่วางมาแล้ว” โดยมีทักษิณช่วยประคองเกมรุกของเขมรไม่ให้สะดุด

แม้บอกว่าแบนพลังงานจากไทย แต่ก็สามารถอาศัยคอนเนกชันของทักษิณในการนำพลังงานผ่านเวียดนามเข้าสู่เขมรได้อย่างราบรื่น
แม้บอกว่าแบนสินค้าไทย แต่สินค้าไทยก็ทะลักเข้าผ่านช่องทางลาวและเวียดนามราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
และเมื่อราคาน้ำมันในเขมรถูกกว่าไทย มันก็สะท้อนภาพว่า “การโจมตีเชิงสื่อ” นั้นมีการวางแผนระดับสูง

แต่สิ่งที่ทั้งทักษิณและฮุนเซนลืมไปคือ “ราคาของความยืดเยื้อ” ไม่ได้จ่ายด้วยเงินหรือกลยุทธ์ แต่มันคือ ชีวิตประชาชนกว่า 100 ล้านคน ในสองประเทศที่กำลังถูกใช้เป็นตัวประกันในสงครามผลประโยชน์

ขณะที่ทักษิณมุ่งรักษาอำนาจและประโยชน์ของตระกูล
และฮุนเซนมุ่งรักษาระบอบการสืบทอดอำนาจ

ประชาชนไทยและกัมพูชากลับต้องจมอยู่กับความยากจน วิกฤตหนี้สิน และการไร้อนาคต
นี่คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้เกมที่ “ดูเหมือนคุมได้” กลายเป็นระเบิดเวลาที่ไม่มีใครหยุดได้อีกต่อไป

ฝั่งไทย: ทักษิณกำลังสูญเสียความชอบธรรม จากการบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว พันธมิตรกลุ่มทุนเริ่มขาดทุนหนัก เช่น คิงเพาเวอร์ ที่ได้รับผลกระทบจากการไหลออกของแหล่งทุนสีเทาและการกวาดล้างจากสหรัฐฯ

ฝั่งเขมร: ตระกูลฮุนกำลังถูกบีบจากทั้งศัตรูภายใน (เช่น เตีย บัญ – เตีย เสฮา) และศัตรูเก่า (สม รังสี) ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการลากฮุนเซนขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

ในภาพรวมแล้ว เกมที่ทักษิณพยายามจะเล่นให้ได้ชัยชนะสองประเทศ กลับกำลังย้อนกลับมาทำลายศูนย์กลางอำนาจของเขาเอง

คำถามใหญ่: จะยื้อได้นานแค่ไหน??

เมื่อหัวใจของอำนาจคือ “เงิน” และเงินกำลังถูกตัดขาด
เมื่อเสาหลักของอำนาจคือ “ภาพลักษณ์” แต่ภาพลักษณ์กลับกลายเป็น ผู้สนับสนุนอาชญากรรมข้ามชาติ
และเมื่อศัตรูไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน แต่คือ กองทัพ–ประชาชน–องค์กรโลก

คำถามสำคัญคือ
> ทักษิณจะยังสามารถเป็นผู้กำกับละครอำนาจได้อีกนานแค่ไหน??
หรือจะกลายเป็นนักแสดงที่ต้องหนีออกจากเวที...ก่อนม่านจะปิดฉากไปพร้อมกับสองตระกูล?? ...

‘อารยธรรม’ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของรัฐชาติ อย่ามาเคลม ‘ปราสาทขอมต้องเป็นของเขมร’ เท่านั้น

เมื่อใดก็ตามที่มีข้อพิพาทเรื่องโบราณสถานระหว่างไทยกับกัมพูชา มักมีคำกล่าวหนึ่งที่เขมรหยิบมาใช้เสมอ:
> “ปราสาทขอมต้องเป็นของเขมร เพราะขอมคือบรรพบุรุษของกัมพูชา”

คำพูดนี้ฟังดูหนักแน่น แต่เมื่อย้อนกลับไปดู 'กาลเวลา' และ 'ฐานรากของอารยธรรม' จะเห็นชัดว่า ไม่สามารถเอา 'ขอม' ซึ่งเป็นอารยธรรมร่วมภูมิภาค มาอ้างว่าเป็นสมบัติของรัฐชาติหนึ่งโดยเฉพาะได้

ขอม: อารยธรรมร่วมของลุ่มน้ำโขง

อารยธรรมขอม หรือ Khom Empire เริ่มต้นราว พุทธศตวรรษที่ 14–18 (ค.ศ. 800–1400) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพระนคร (นครวัด–นครธม) แต่แผ่อิทธิพลไปทั่วทั้ง ลุ่มน้ำโขง–เจ้าพระยา และปริมณฑล ศิลปกรรมขอมปรากฏทั้งในกัมพูชา ไทย ลาว เวียดนาม และแม้แต่ในพม่า
> ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง — ขอมคือ 'อารยธรรมเหนือพรมแดนรัฐชาติ' ที่เชื่อมโยงคนหลายเผ่าพันธุ์เข้าไว้ด้วยกัน

ไทยไม่ได้แยกขาดจากขอม — ไทยกลั่นกรองขอมจนกลายเป็นตนเอง

ก่อนจะมีชาติไทย ชาติสยาม หรือราชอาณาจักรสุโขทัย สิ่งที่อยู่ในพื้นที่ไทยคืออารยธรรมที่ถูกถักทอไว้แล้วหลายชั้น ได้แก่:

ศรีเทพ (พุทธศตวรรษที่ 11–14) อารยธรรมดั้งเดิมของลุ่มเจ้าพระยาตอนบน มีรากอินเดีย–ขอม

ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12–16) ในภาคกลาง — สะท้อนการรับพุทธศาสนาแบบมหายานผสมพราหมณ์ มีวัฒนธรรมร่วมกับขอม

ละโว้–ลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 15–18) ถูกอิทธิพลขอมครอบคลุมโดยตรงจนกลายเป็นรัฐแบบขอมย่อส่วน ทั้งการวางผังเมือง ปราสาทหิน และอักษรจารึก

สิ่งเหล่านี้กลั่นกรองขึ้นมาเป็น “แก่นกลางของอารยธรรมไทยยุคแรก” ก่อนที่สุโขทัยจะดึงสิ่งเหล่านี้ไปปรุงเป็นความเป็น 'ไทย' ที่เรารู้จักในภายหลัง

> ขอมจึงไม่ใช่ 'ของนอก' สำหรับไทย แต่คือ 'เส้นเลือดสายหนึ่ง' ของร่างประวัติศาสตร์ไทย

เขมร: รัฐใหม่ ไม่ใช่เจ้าของอารยธรรม

กัมพูชาในฐานะ 'รัฐชาติ' เพิ่งเกิดขึ้นหลังปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) เมื่อได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส หลังจากตกเป็นอาณานิคมมากว่า 90 ปี

แม้จะอ้างว่าเป็นทายาทอารยธรรมขอม แต่ความเป็น 'รัฐ' ของกัมพูชาไม่ได้สืบต่อโดยตรงจากจักรวรรดิขอมโบราณ หากแต่ผ่านยุคล่มสลาย–สงคราม–ลัทธิล่าอาณานิคมมาก่อน

> เพราะฉะนั้น การอ้างว่า “ขอมคือเขมร” หรือ “มรดกขอมเป็นของกัมพูชา” จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ หากแต่เป็น “วาทกรรมชาตินิยม” ที่สร้างขึ้นภายหลัง

ถ้าเขมรมีสิทธิ — ไทย ลาว เวียดนาม ก็ควรมีสิทธิด้วย

โบราณสถานขอมในไทยมีมากกว่า 100 แห่ง เช่น พนมรุ้ง เมืองต่ำ ศีขรภูมิ ตาเมือนธม ศรีเทพ และลพบุรี ต่างมีรากทางขอมอย่างชัดเจน

ลาวก็มีปราสาทวัดพู
เวียดนามมีร่องรอยขอมทางใต้

ทุกประเทศมีสิทธิในเชิง 'มรดกร่วม' ไม่ใช่ของใครคนใดคนเดียว

> ถ้าจะถือว่า “มรดกขอม = สมบัติของรัฐกัมพูชา” ก็ต้องยอมให้ประเทศอื่นอ้างสิทธิตามหลักเดียวกันด้วย

ข้อสรุปจากกาลเวลา
อารยธรรม ช่วงเวลาโดยประมาณ ความสัมพันธ์กับไทย
ศรีเทพ พ.ศ. 1100–1400 จุดเริ่มเมืองรัฐในลุ่มเจ้าพระยา มีอิทธิพลขอม
ทวารวดี พ.ศ. 1200–1600 วัฒนธรรมอินเดีย–ขอม–พุทธ
ละโว้ พ.ศ. 1400–1800 เมืองสำคัญของขอมในลุ่มเจ้าพระยา
ขอม (นครวัด) พ.ศ. 1300–1800 ศิลปะขยายมายังสุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ศรีสะเกษ ฯลฯ
กัมพูชา (รัฐชาติ) พ.ศ. 2496 – ปัจจุบัน รัฐใหม่หลังพ้นฝรั่งเศส ไม่ได้สืบสิทธิขอมโดยตรง

ขอมไม่ใช่ของใคร — ขอมเป็นของภูมิภาค

ถ้าจะเคารพประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ต้องยอมรับว่า “อารยธรรม” ไม่ใช่ “สมบัติส่วนตัวของรัฐชาติ”
> ไทยไม่ได้แย่งขอมจากเขมร — เพราะ ขอมก็อยู่ในร่างของความเป็นไทยตั้งแต่ต้นแล้ว

และถ้าจะพูดให้แฟร์ — เขมรก็ไม่ควรแย่งขอมจากไทยเหมือนกัน

จับตา!! สแกมเมอร์กัมพูชาปักหมุดเมืองใหม่ ตึกผุดรับฐานใหญ่ตรงข้ามจุดผ่านแดน ‘ช่องจอม’

(9 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า..หลังจากกัมพูชาถูกเปิดโปงจากนานาชาติว่ากลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และหลอกลวงออนไลน์ ล่าสุดพบการเคลื่อนไหวใหม่ บริเวณชายแดนตรงข้ามจุดผ่านแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์

ย้ายฐานหนีปราบปราม – สร้างเมืองใหม่รองรับแก๊งโกง
มีรายงานจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า บริเวณฝั่งด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งตรงข้ามกับด่านช่องจอมของไทย กำลังมีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่หลายหลัง ทั้งที่พักและสำนักงาน โดยก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% รอบพื้นที่มีการล้อมรั้วเหล็กสูง และลวดหนามหีบเพลงแน่นหนา

อาคารเหล่านี้เชื่อว่าใช้รองรับการย้ายฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ จากเมืองปอยเปตและพื้นที่ 'ชเวโก๊กโก่' ในเมียนมา ที่ถูกปราบปรามอย่างหนัก โดยมีนายทุนจีนอยู่เบื้องหลังและควบคุมการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

ตำรวจไซเบอร์ไทยเดินหน้า – ลุยกวาดล้างเครือข่าย 'ก๊ก อาน'
เช้าวันเดียวกัน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ 'ตำรวจไซเบอร์' ของไทย ได้บุกค้นเครือข่ายของ นายก๊ก อาน ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดของสมเด็จฮุน เซน และมีบทบาทสำคัญในการเปิดบัญชีม้าสนับสนุนขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต ส่งผลให้มีการออกหมายจับตามมาทันที

ขนของเข้าพื้นที่ – เตรียมโครงสร้างพื้นฐานเต็มรูปแบบ
แม้บริเวณชายแดนฝั่งตรงข้ามด่านช่องจอมจะค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากมีมาตรการควบคุมผู้เดินทางเข้า-ออก โดยเฉพาะนักพนัน แต่ยังคงมีการขนส่งวัสดุก่อสร้างเข้าไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น เช่น โรงไฟฟ้า และปั๊มน้ำมัน ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมระยะยาวในการตั้งถิ่นฐานของเครือข่ายผิดกฎหมาย

หมายเหตุ: พื้นที่บริเวณด่านโอร์เสม็ด-ช่องจอม นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะอยู่ใกล้เมืองสุรินทร์ของไทย และเป็นจุดที่นักลงทุนเถื่อนจากปอยเปตสามารถย้ายข้ามมาได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายถูกกวาดล้างจากทางการไทยหรือเมียนมา

ย้อนประวัติ ‘อิคคิว’ ตัวอย่างพระหัวรั้น ดื่มเหล้า เคล้าสีกา แต่สุดท้ายได้กลับวัดเหตุเพราะไม่เหลือพระในระบบ

ใครที่โตมากับการ์ตูนญี่ปุ่นอาจจะจำ 'อิคคิวซัง' ได้ว่าเป็นเณรน้อยฉลาดเฉียบ ไขปริศนาได้ทุกอย่าง แต่ถ้าเล่าย้อนประวัติจริง ๆ แล้ว 'อิคคิว' ตัวจริง เป็นพระที่ดื้อ หัวรั้น แสบ และตรงไปตรงมาแบบสุดโต่ง เขาคือพระที่ใช้ชีวิตนอกกฎวัด ดื่มเหล้า จีบสาว และเขียนกลอนทะลึ่ง — แต่กลับกลายเป็นพระเซนที่คนญี่ปุ่นพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่ง

กำเนิดจากรอยร้าวในราชสำนัก

อิคคิวเกิดในปี พ.ศ. 1937 (ค.ศ. 1394) ช่วงที่ญี่ปุ่นปั่นป่วนจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างจักรพรรดิฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้

ประวัติศาสตร์หลายสายระบุว่า อิคคิวเป็นบุตรนอกสมรสของจักรพรรดิ 'โกะโกมัตสึ' กับหญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้มีศักดิ์ฐานะสูงอะไรนักในวัง บางตำนานว่าหญิงผู้นี้เป็นนางในระดับล่าง บางตำนานก็ว่าเป็นเพียงสาวใช้ของขุนนาง แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ ไม่ได้รับการยอมรับ และถูก 'ผลักออกจากราชสำนัก' หลังตั้งครรภ์

แม่ที่อาจไม่ได้รักอะไรนอกจากตัวเอง

ข้อมูลหลายสายบอกว่า แม่ของอิคคิว 'อาศัยครรภ์' เพื่อไต่เต้า — บ้างก็ว่าเธอหวังจะจับพระจักรพรรดิ บ้างก็ว่าเธอถูกใครบางคนบงการให้ตั้งครรภ์เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง

แต่เมื่อเกิดเรื่อง เธอไม่สามารถรักษาตำแหน่งตัวเองไว้ได้ และสุดท้ายก็ทิ้งลูกไว้ให้วัดเลี้ยงตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยเขียนจดหมายเสียใจภายหลัง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าที่จริงแล้วเธอก็แค่ “หาความรอดตัวเอง”

พระหัวดื้อในวัดหลวง

อิคคิวเติบโตในวัดชื่ออันโคคุจิ (Ankoku-ji) และศึกษาธรรมะสายเซนอย่างลึกซึ้ง แต่แทนที่จะปฏิบัติตามระเบียบวัดแบบหุ่นยนต์ เขาเริ่มตั้งคำถามกับระบบสงฆ์ และไม่ยอมจำนนต่อศีลธรรมจารีต

เขาเลือกออกเดินทาง ใช้ชีวิตแบบ 'พระนอกกรอบ' — ดื่มเหล้า เข้าซ่อง คบหญิงโสเภณี และแต่งกลอนอีโรติกแบบไม่อายฟ้าอายดิน เพราะเขาเชื่อว่า 'ความใคร่และความตาย' คือสิ่งที่สอนธรรมะได้ดีที่สุด

กลับสู่วัด ไม่ใช่เพราะศรัทธา แต่เพราะไม่มีใครเหลือ

สุดท้ายในบั้นปลายชีวิต หลังสงคราม เศษซากของวัดถูกเผา พระในระบบหายไปหมด ผู้คนเชิญอิคคิวกลับมา...ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะไม่มีใครแล้ว

เขายอมกลับมาฟื้นฟูวัด ไม่ใช่เพื่อศรัทธา แต่เพราะ “ไม่อยากให้คนรุ่นหลังถูกหลอกอีก”

ชีวิตที่ฝากไว้ให้คิด ไม่ให้ยึด

ชื่อเล่นของอิคคิวคือ 'เมฆบ้า' (Crazy Cloud) เพราะเขาใช้ชีวิตเหมือนเมฆ — ลอยไปตามธรรมชาติ ไม่ติดอยู่กับกฎเกณฑ์ ไม่ยึดกับวัด ไม่ติดกับหญิง ไม่กลัวตาย

บทกวีของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายโลกีย์ ความตาย ความโดดเดี่ยว และความเข้าใจธรรมชาติแบบเปลือยเปล่า ไม่มีศีลธรรมจอมปลอมมาปิดหน้า

คำขวัญหาเสียงสุดคลาสสิคของนักการเมืองสหรัฐฯ แต่สะท้อนสัญลักษณ์การแบ่งแยก- กีดกัน แบบ 'โลกขั้วเดียว'

'Make America Great Again' (ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) เป็นคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาโดยนักการเมืองฟากฝั่ง Republican มีบทบาทเป็นอย่างมากในช่วงการรณรงค์หาเสียงของ Donald Trumps คำขวัญนี้เกิดขึ้นมาในปี 1979 ขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจากภาวะการชะงักงันทางเศรษฐกิจ เริ่มถูกใช้โดย Ronald Reagan ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1980 (Let's Make America Great Again) ซึ่งในห้วงเวลานั้นเองสหรัฐอเมริกาต้องเสียหน้าจากการที่ขบวนการนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน จับเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ เป็นตัวประกันนาน 444 วัน และปฏิบัติการ Eagle Claw เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันดังกล่าวประสบกับความล้มเหลว

ในปี 2012 Donald Trumps ได้นำคำขวัญนี้มาเป็นคำขวัญอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในปี 2016 โดยเฉพาะการสวมหมวกที่ปักคำว่า 'Make America Great Again' แต่ Donald Trumps ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรวลีดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น 5 สิงหาคม 2015 จึงถูก Bobby Estell หรือ Bobby Bones ผู้จัดรายการวิทยุชื่อดังยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่อใช้วลีนี้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ และสองวันต่อมา Bones ได้ทวีตข้อความถึง Trumps โดยเสนอให้ใช้คำขวัญนี้อีกครั้งโดยแลกกับการบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับโรงพยาบาลเด็ก St Jude ต่อมา 29 ตุลาคม Estell ได้ทวีตข้อความดังกล่าวต่อด้วยภาพเช็คจากสำนักงานของ Trump ซึ่งจำนวนเงินบนเช็คไม่ได้รับการเปิดเผย และ Estell กล่าวว่า Trump สามารถ "รับคำขวัญนี้กลับมาใช้ได้แล้ว"

ในความเป็นจริงแล้ว “Make America Great Again” ไม่ใช่เพียงแค่คำขวัญของ Donald Trumps เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงด้วยปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกาเอง ไม่ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะมาจากพรรค Republican หรือ Democrat ก็ตาม หลังจากสิ้นสุดสงครามเย็นเพราะสหภาพโซเวียตล่มสลายในเมื่อ 26 ธันวาคม 1991 ทำให้ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์หมดไปด้วย สหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วเกือบ 200 ประเทศบนโลกใบนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับสหรัฐฯ เสมอไป สหรัฐฯ จึงต้องเผชิญกับการท้าทายจากชาติและกลุ่มที่ไม่ชอบและไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ อยู่ตลอดเวลา

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทหารชั้นนำของโลก และเริ่มทำหน้าที่หลักในการจัดระเบียบโลก แม้ว่าระเบียบโลกในระดับนานาชาติจะขึ้นอยู่กับความยินยอมและความร่วมมือ แต่สหรัฐฯ ได้นำเอาแนวคิด Pax Americana (สันติภาพแห่งอเมริกา) มาสู่การปฏิบัติในความพยามที่จะสร้างโลกขั้วเดียวขึ้น ด้วยการจัดระเบียบโลกโดยมีศูนย์กลางอำนาจเพียงผู้เดียวคือ สหรัฐอเมริกา ด้วยหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว โลกไม่มีความขัดแย้งด้วยอาวุธเกิดขึ้นระหว่างประเทศตะวันตกที่สำคัญ และไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามที่เปิดเผย มีองค์การสหประชาชาติเกิดขึ้นเพื่อช่วยรักษาความสัมพันธ์อันสงบสุขระหว่างประเทศต่าง ๆ และสถาปนาอำนาจยับยั้งสำหรับสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สหภาพโซเวียตและมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในสงครามเย็น ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างอำนาจสูงสุดเพื่อครอบครองโลก โดยหลังจากปี 1945 สหรัฐอเมริกามีสถานะที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ รับผิดชอบผลผลิตภาคอุตสาหกรรมครึ่งหนึ่งของโลก มีทองคำสำรองร้อยละ 80 ของโลก และมีอาวุธนิวเคลียร์เพียงชาติเดียวในโลก (ในขณะนั้น) หายนะจากสงครามโลกครั้งที่สองทำให้การทำลายชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน และทุน จนลัทธิจักรวรรดินิยมของโลกเก่าทั้งผู้ชนะและผู้แพ้จบสิ้นลง สหรัฐอเมริกาซึ่งมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้นสามารถฟื้นตัวจากสงคราม โดยแทบไม่มีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศที่เสียหายเลย และกองกำลังทหารมีความแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

'โลกขั้วเดียว' (Unipolar World) เป็นแนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายสถานการณ์ที่มีประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียวที่มีอำนาจสูงสุดทั้งในด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองเหนือประเทศอื่น ๆ ในโลก อันหมายถึงระบบระเบียบของโลกที่มีเพียงขั้วอำนาจเดียวเป็นศูนย์กลาง โดยประเทศนั้นสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจระดับโลกได้อย่างกว้างขวางและมักไม่มีประเทศใดสามารถท้าทายได้อย่างแท้จริงในระยะเวลานั้น ช่วงหลังสงครามเย็น (1991 เป็นต้นมา) หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกากลายเป็นชาติที่มีอำนาจสูงสุดเพียงชาติเดียวในโลกที่ มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีเทคโนโลยีล้ำหน้า กองทัพแกร่งและแทรกแซงในหลายภูมิภาค มีอิทธิพลต่อองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UN, IMF, World Bank ฯลฯ

เพื่อรักษาสถานะ 'โลกขั้วเดียว' ให้คงอยู่ตลอดไปรัฐบาลอเมริกันไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารจึงมีการดำเนินนโยบาย 'Make America Great Again' ตลอดมา ซึ่งสามารถพิจารณาจากสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ได้แก่ 1. สถานการณ์ในตะวันออกกลางดังแต่ อิรัก ลิเบีย ซีเรีย และล่าสุด อิสราเอล-อิหร่าน ในสามประเทศแรกฝ่ายที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนสามารถยึดกุมอำนาจการปกครองประเทศไว้เป็นส่วนใหญ่ได้แล้ว โดยเฉพาะ ซีเรีย ซึ่งรัสเซียออกตัวให้การสนับสนุนรัฐบาลเก่า แต่ก็ทำไม่ได้เต็มที่เพราะยังติดสงครามกับยูเครน 2. สงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งชัดเจนว่า ยูเครนเป็นตัวแทน NATO และสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับรัสเซีย 3. จีน-ไต้หวัน ทั้ง ๆ ที่สหรัฐฯ รับรองจีนเดียวมากว่า 50 ปีแล้ว แต่ก็ยังสนับสนุนไต้หวัน รวมทั้งการขายอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากให้ไต้หวันด้วย ซึ่งรวมทั้งความพยายามในการปิดล้อมจีนทางยุทธศาสตร์

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพอยู่นอกประเทศในหลายจุดทั่วโลกราว 750 แห่ง โดยมีจุดประสงค์หลากหลาย เช่น การสนับสนุนพันธมิตร การป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามระหว่างประเทศ ฐานทัพเหล่านี้มักตั้งอยู่ในประเทศพันธมิตรหรือประเทศที่มีข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐฯ โดยสามารถแบ่งออกตามภูมิภาคหลักๆ ได้ดังนี้: 1. ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 1.1 ญี่ปุ่น เป็นฐานทัพนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ 1.2 เกาหลีใต้ 1.3 กวม (Guam) ดินแดนในอาณัติของสหรัฐฯ เอง 1.4 ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ กลับมาใช้ฐานบางแห่งหลังปี 2014 ภายใต้ข้อตกลง EDCA 2. ยุโรป 2.1 เยอรมนี มีฐานทัพสหรัฐฯ มากที่สุดตั้งแต่ยุคสงครามเย็น 2.2 อิตาลี 2.3 สหราชอาณาจักร 3. ตะวันออกกลาง 3.1 กาตาร์ 3.2 คูเวต 3.3 บาห์เรน ฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ 3.4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 4. แอฟริกา 4.1 จิบูตี Camp Lemonnier ซึ่งเป็นฐานทัพแห่งเดียวของสหรัฐฯ ในทวีปแอฟริกา 5. อเมริกาใต้ และอื่น ๆ ซึ่งมีฐานทัพหรือสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดเล็กในบางประเทศ เช่น โคลอมเบีย, เปรู และในทะเลแคริบเบียน (ฐานทัพ ณ อ่าวกวนตานาโมในคิวบา)

ดังนั้น 'Make America Great Again' ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยไหนของฝ่ายบริหารโดยพรรคการเมืองใดก็ตาม เพื่อรักษาสถานะ 'โลกขั้วเดียว' ให้คงอยู่ต่อไป นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงยังต้องมีอยู่และดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่ามหาชนชาวอเมริกันจะมองเห็นและเข้าใจว่า 'Make America Great Again' และสถานะ 'โลกขั้วเดียว' นั้นไม่ได้สร้างประโยชน์โภคผลอันใดแก่อเมริกันชนเลย นอกจากการถมด้วยเม็ดเงินมหาศาลและมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า อันเป็นแหล่งก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่รู้ว่า จะสามารถใช้ได้หมดเมื่อไร

 เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

👉ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่ : https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล 

เมื่อเวทีมรดกโลกกลายเป็นสังเวียนเดือด ‘ไทย-กัมพูชา’ ปม ‘วัดภูม่านฟ้า’ ลอกนครวัด? หรือแค่เกมการเมือง?

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 68) การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 กลายเป็นเวทีมวยระหว่าง “ทีมไทย” และ “ทีมกัมพูชา” เมื่อ นางเฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชา เดินหน้าตั้งข้อกล่าวหาตรงๆ กลางที่ประชุมว่า “วัดภูม่านฟ้า” ของไทย เป็นการลอกเลียนแบบนครวัดแบบไร้ยางอาย!

โดยเธอระบุว่า วัดดังกล่าวเป็นการ บั่นทอนคุณค่าของนครวัดในฐานะแหล่งมรดกโลก และเรียกร้องให้ยูเนสโกและองค์กรที่ปรึกษาเร่งตรวจสอบไทย พร้อมทิ้งระเบิดว่า “นี่คือการสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อการอนุรักษ์มรดกโลกในระดับสากล”

ทีมไทยไม่ยอม! โต้เดือดกลางที่ประชุม “อย่าเอามรดกโลกมาใช้เล่นการเมือง!”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ถึงกับต้องลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยเริ่มจากประโยคที่ว่า “แม้เราไม่ประสงค์จะโต้แย้ง แต่เมื่อถูกรุก ก็จำเป็นต้องชี้แจงให้กระจ่าง”

จากนั้นเขาก็เปิดเกมสวนกลับอย่างมีชั้นเชิงว่า ไทยยึดถือว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประชาชน ไม่ใช่ฉีกให้แตกแยก พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดฝ่ายกัมพูชาจึงจงใจกล่าวหาในเวทีระดับโลก แทนที่จะหารือกันด้วยมิตรไมตรีในระดับทวิภาคี

“ไทยรู้สึกทั้งประหลาดใจและผิดหวัง...วัดภูม่านฟ้าไม่ได้ลอกเลียนแบบปราสาทนครวัด แต่นำแรงบันดาลใจจากศิลปะพุทธศาสนาไทยมาใช้โดยชอบธรรม” — นายสีหศักดิ์
.
กลิ่นการเมืองโชยแรง – Lobby วืด? เฟซบุ๊กมาไว!
.
ไม่เพียงแค่แถลงในห้องประชุม คณะผู้แทนไทยยังตั้งข้อสังเกตถึง ความพยายามอย่างแข็งขันของกัมพูชาในการ lobby คณะผู้แทนหลายชาติในที่ประชุม โดยหวังผลักดันประเด็นให้เป็น “ดราม่าระดับโลก” แต่กลับ ไม่เป็นผล เพราะหลายประเทศเห็นว่าควรเคลียร์กันเองในระดับประเทศต่อประเทศ
.
หลังกล่าวถ้อยแถลงไม่นาน ฝ่ายกัมพูชาได้ รีบโพสต์เนื้อหาลงเฟซบุ๊ก อย่างฉับไวราวกับเตรียมสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนหลายฝ่ายจับตาว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การปกป้องนครวัด หากแต่ซ่อนเกมการเมืองภายในประเทศไว้เบื้องหลัง
.
ไทยยันพร้อมคุย แต่ขอให้มีสติ
ในช่วงท้าย ทีมไทยยังยืนยันว่า พร้อมหารือกับกัมพูชาในประเด็นนี้ รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมอื่น ๆ บนพื้นฐาน “มิตรภาพและความร่วมมือ” ตามที่ผู้นำสองประเทศเคยเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานร่วม แต่ย้ำว่า ความร่วมมือนั้นต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ

‘โรมัน สตาโรวอยต์’ จบชีวิตเองหรือถูกลบออกจากฉากอำนาจ ภาพสะท้อนความโหดร้ายในอำนาจที่ซ่อนอยู่หลังการเมือง ‘รัสเซีย’

7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 กลายเป็นวันแห่งความปั่นป่วนทางการเมืองในรัสเซีย เมื่อมีรายงานว่า
นายโรมัน วลาดิมีโรวิช สตาโรวอยต์ «Роман Владимирович Старовойт» อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวของเขาในเขตเมืองโอดินต์โซโว «Одинцовский городской округ»  ชานกรุงมอสโก โดยมีบาดแผลจากกระสุนปืนในร่างกาย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากถูกประธานาธิบดี
วลาดิมีร์ ปูตินสั่งปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ทางการรัสเซียระบุว่าสตาโรวอยต์เสียชีวิตจาก “การฆ่าตัวตาย” พร้อมหลักฐานปืนพกแมคารอฟที่ตกอยู่ข้างศพซึ่งเคยเป็นรางวัลจากกระทรวงมหาดไทย ทว่าความเร่งรีบในการรายงานผลสรุปของเจ้าหน้าที่ การสั่งปลดในวันเดียวกัน และกระแสข่าวที่ว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับคดีคอร์รัปชันในระดับสูงล้วนจุดประกายข้อสงสัยในหมู่นักข่าว นักวิเคราะห์ และสาธารณชน ถึงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า... เขา “เลือกจบชีวิต” ด้วยตัวเอง หรือถูกบีบบังคับให้ออกจากฉากอำนาจอย่างถาวร?

นายโรมัน สตาโรวอยต์ ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีธรรมดาเขาคืออดีตผู้ว่าการแคว้นคูร์สก์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในโครงการเสริมกำแพงป้องกันชายแดนติดกับยูเครน และเป็นหนึ่งในข้าราชการที่ “เติบโตจากความไว้วางใจของศูนย์กลางอำนาจ” การเสียชีวิตของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวหากแต่สะท้อนแรงสั่นสะเทือนภายในโครงสร้างอำนาจของรัสเซียในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงหลังสงคราม ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และการกวาดล้างกลุ่มอำนาจภายในที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้จะชำแหละเหตุการณ์เบื้องหลังการเสียชีวิตของ Roman Starovoit ผ่านแว่นขยายทางการเมือง สื่ออิสระ และข้อเท็จจริงที่สาธารณะยังไม่ได้คำตอบ เพื่อพิจารณาว่านี่คือโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลหรือเป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการจัดระเบียบใหม่ภายในรัฐรัสเซียเอง

นายโรมัน สตาโรวอยต์เป็นนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงของรัสเซียเกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1972 ในกรุงมอสโก มีพื้นเพด้านวิศวกรรมและบริหารรัฐกิจ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น สำนักงานทางหลวงกลาง «Росавтодор»  ซึ่งรับผิดชอบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและสะพานของประเทศ และกระทรวงคมนาคม ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการแคว้นคูร์สก์ในปี ค.ศ. 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนติดยูเครน แต่ก็ตกเป็นเป้าสงสัยเรื่องการทุจริต ต่อมาในปี ค.ศ. 2024 เขาถูกเลื่อนขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของรัสเซียและดำรงตำแหน่งอยู่เพียงหนึ่งปีก่อนจะถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 วันเดียวกับที่เขาถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวอย่างมีเงื่อนงำ โดยเจ้าหน้าที่รัฐสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำลังเผชิญการสอบสวนคดีคอร์รัปชันที่อาจส่งผลต่อกลุ่มอำนาจระดับสูงในรัฐบาลกลาง

รัฐบาลรัสเซียและคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการได้ชี้แจงว่าการเสียชีวิตนายโรมัน สตาโรวอยต์ เป็นผลมาจากการฆ่าตัวตาย โดยอ้างหลักฐานจากอาวุธปืนแมคารอฟที่พบอยู่ข้างศพและไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือบุคคลอื่นในที่เกิดเหตุ อีกทั้งไม่มีการตั้งข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาในแง่ของฆาตกรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อสรุปนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐและหน่วยงานราชการเพื่อปิดประเด็นความสงสัยและรักษาภาพลักษณ์ของเสถียรภาพในรัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตามสื่ออิสระและนักวิเคราะห์อิสระในรัสเซีย รวมถึงนักข่าวต่างประเทศกลับแสดงความสงสัยต่อคำอธิบายของทางการ เหตุผลหลักคือช่วงเวลาที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันและพบเสียชีวิตในวันเดียวกันซึ่งสร้างความไม่สอดคล้องและความเร่งรีบในการสรุปสาเหตุ นอกจากนี้สื่ออิสระยังตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือและความขัดแย้งในรายงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การพบศพในพุ่มไม้ไม่ใช่ในรถอย่างที่สื่อรัฐรายงาน การขาดหลักฐานสนับสนุนการฆ่าตัวตาย เช่น จดหมายลาตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของท่าทีเจ้าหน้าที่สอบสวน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงงานศพจากสื่อและสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของระบบอำนาจที่ปกปิดความจริงและใช้การกำจัดทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของเครมลิน ความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตงบประมาณในแคว้นคูร์สก์ที่กำลังถูกสอบสวนและแรงกดดันทางการเมืองก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจถูกกดดันจนแทบไม่มีทางเลือกอื่น จนนำไปสู่การ “ฆ่าตัวตาย” ที่สะท้อนถึงแรงกดดันอันดุเดือดภายในวงการอำนาจ หรือในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นแผนปกปิดความจริงที่แท้จริง เป็นการ “กำจัด” อย่างเป็นระบบในเกมการเมืองเงียบที่รุนแรงและโหดเหี้ยม โดยรวมแล้วคำอธิบายจากรัฐมีลักษณะเป็นทางการและพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยทางการเมือง ในขณะที่สื่ออิสระกลับตั้งคำถามเชิงวิพากษ์และเน้นความไม่ชัดเจนของข้อมู เพื่อเปิดประเด็นการตรวจสอบอย่างลึกซึ้งต่อกระบวนการทางการเมืองในรัสเซียยุคหลังสงครามยูเครน ซึ่งมีการกวาดล้างผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนมากขึ้น สื่ออิสระในรัสเซีย เช่น Novaya Gazeta Europe, Meduza, และช่อง Telegram ที่มีชื่อเสียงอย่าง Baza และ Mash ได้วิเคราะห์การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเปราะบางและความตึงเครียดภายในวงการอำนาจรัสเซียในยุคปัจจุบันโดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “ฆ่าตัวตาย” ธรรมดา แต่คือสัญญาณบ่งบอกถึงการกำจัดหรือบีบให้ผู้บริหารระดับสูงต้อง “เลือกจบชีวิต” เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดโปงหรือดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชันที่รุนแรง 
โดยสรุป สื่ออิสระในรัสเซียมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เกมอำนาจเลือดเย็น” ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลังสงครามยูเครน ซึ่งทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลปูตินถูกทดสอบและบ่อนทำลายจากภายใน และสะท้อนถึงความอ่อนแอในกลไกการเมืองที่ใช้การกวาดล้างผู้บริหารที่ตกจากความโปรดปรานเพื่อรักษาอำนาจในระยะสั้น

เมื่อวิเคราะห์เชิงการเมืองนายโรมัน สตาโรวอยต์ไม่ใช่แค่ข้าราชการระดับสูงหรือรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมธรรมดาแต่เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สะท้อนภาพรวมของเกมอำนาจภายในเครมลินยุคปูตินที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความเปราะบาง เขาเป็นตัวแทนของกลุ่ม “เทคโนแครต” ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงชายแดนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่รัสเซียเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจจากสงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตกเป็นเป้าของคดีทุจริตงบประมาณและการปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 2025 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพของเกมอำนาจที่ดำเนินอยู่เบื้องหลังฉากในเครมลินซึ่งไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลประโยชน์และงบประมาณขนาดใหญ่ แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มอำนาจหลักในการ “คัดกรอง” หรือ “กวาดล้าง” ผู้บริหารที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงหรือถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพของระบบ

นักวิเคราะห์จากฝั่งตะวันตกวิเคราะห์ว่าการปลดและการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์อาจไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญหรือตัวแปรแยกจากโครงสร้างอำนาจสูงสุดในรัสเซีย แต่น่าจะสะท้อนถึงกลไกการควบคุมและการจัดการ “ผู้เล่น” ในเครมลินโดยตรง ซึ่งนายวลาดิมีร์ ปูตินในฐานะผู้นำสูงสุดย่อมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ ในระบบการเมืองรัสเซียที่ปกครองด้วยลัทธิเผด็จการแบบศูนย์รวมอำนาจ นายวลาดิมีร์ ปูตินต้องรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเครมลินผ่านการบริหารจัดการบุคคลในเครือข่ายอำนาจอย่างเข้มงวด การที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกลากเข้าสู่คดีทุจริตงบประมาณที่สำคัญพร้อมกับการปลดกะทันหันและการเสียชีวิตอย่างคลุมเครือจึงอาจสะท้อนถึงคำสั่ง “กำจัด” เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวหรือคดีความเหล่านี้กลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของปูตินและกลุ่มบริวาร เหตุผลทางการเมืองที่ทำให้ปูตินสั่งเก็บบุคคลในระดับนี้ อาจมาจากความกลัวว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจกลายเป็น “ตัวถ่วง” หรือ “ภัยคุกคาม” ภายในระบบ เนื่องจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเปิดโปงข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อระบบหรือเครือข่ายผู้มีอำนาจ นอกจากนี้การกำจัดนายโรมัน สตาโรวอยต์ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลและภาครัฐที่อาจตกเป็นเป้าหมายหากไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวัง หรือหากกลายเป็นตัวแปรที่ทำลายเสถียรภาพภายใน การตายหรือการปลดในลักษณะนี้จึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ปูตินใช้เพื่อคุมเกมและรักษาอำนาจอย่างเด็ดขาดอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเช่นนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของระบอบที่ขาดความโปร่งใสและขวัญกำลังใจในระดับสูง สร้างความหวาดกลัวและบั่นทอนความมั่นคงภายในในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของเครมลินในที่สุด

การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือเหตุการณ์ธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดในระบบการเมืองรัสเซีย ที่ซึ่ง “การกำจัด” ผู้เล่นที่หลุดจากความโปรดปรานหรือถูกสงสัยในความไม่ซื่อสัตย์อาจดำเนินไปด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมและไม่โปร่งใส ความตายของเขาในบริบทนี้จึงเป็นทั้งบทลงโทษและการเตือนภัยที่ส่งถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลว่าเส้นแบ่งระหว่างอำนาจและความเสี่ยงนั้นบางเฉียบเพียงใด

ในมิติที่กว้างขึ้นเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพรวมของความเปราะบางในกลไกอำนาจของรัสเซียที่กำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งภายในและภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความขัดแย้งระหว่างประเทศและการคว่ำบาตรเศรษฐกิจได้เพิ่มความตึงเครียดภายในทำให้ระบบต้องใช้วิธีการเข้มงวดและมีความเสี่ยงสูงเพื่อรักษาอำนาจไว้ในมือของกลุ่มศูนย์กลาง การเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้เกิดบรรยากาศของความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวในหมู่ผู้บริหารระดับสูงที่อาจถูกกำจัดหากตกจากความโปรดปราน โดยสรุปนายโรมัน สตาโรวอยต์ตัวอย่างของ “เหยื่อเกมอำนาจ” ที่บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของการเมืองรัสเซียยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความโหดร้ายซึ่งสะท้อนทั้งความเปราะบางของระบบและการต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สรุป กรณีการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์เผยให้เห็นความเปราะบางของเกมอำนาจในรัสเซียยุคปัจจุบันที่เส้นแบ่งระหว่าง “การตายอย่างธรรมชาติ” กับ “การถูกทำให้ตาย” กลายเป็นเรื่องเลือนรางและเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ความกดดันทางการเมือง คดีทุจริต และการสลับซับซ้อนของระบบอำนาจ ทำให้ความตายของเขาไม่ใช่แค่จุดจบของชีวิตบุคคลหนึ่งหากแต่เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความรุนแรงและความโหดร้ายในโลกของอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านเหล็กยุคใหม่ ในที่ซึ่งความจริงและเรื่องเล่าถูกบิดเบือนไปตามประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และ “ความตาย” อาจถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างแยบยล

กำแพงภาษี 36% ของ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บจากไทย บททดสอบความ “ศิโรราบ” ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ

(14 ก.ค. 68) แม้ว่าไทยจะมีท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐฯ มาตลอด ทั้งในแง่ความร่วมมือทางการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ แต่ “กำแพงภาษี” 36% ที่ฝ่ายทรัมป์ประกาศใช้กับสินค้าบางประเภทจากไทย กลับเป็นสัญญาณชัดว่า มิตรภาพในโลกการค้าสมัยใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ “ความสัมพันธ์อันดี” แต่เป็นเรื่องของ “อำนาจต่อรอง” ล้วน ๆ

กำแพงภาษี ไม่ใช่แค่กำแพงเศรษฐกิจ — แต่คือกำแพงวัดระดับการก้มศีรษะ
ทรัมป์ในฐานะผู้นำสายชาตินิยมมองว่า “กำแพงภาษี” คือเครื่องมือเจรจา ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เพื่อดูว่าแต่ละชาติ “จะยอมมากแค่ไหน” ยอมโค้ง ยอมก้ม หรือถึงขั้นยอมกราบเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษบางอย่างกลับคืนมา

ในแง่นี้ ไทยอาจถูกมองว่า “ยังไม่ก้มพอ” ไม่เปิดประเทศให้สหรัฐเข้ามาวางฐานทัพ ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในเกมยุทธศาสตร์ของอเมริกากับจีนแบบชัดเจน กำแพงภาษีจึงยังตั้งตระหง่านอยู่

คำถามคือ: ไทยควรยอมก้มมากแค่ไหน... เพื่อส่วนลดทางภาษี?
หากเรายอมเปิดประตูให้สหรัฐเข้ามาอย่างเต็มที่ ยอมวางบทบาทเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ยอมเข้าเป็นเบี้ยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐอาจลดภาษีให้ก็จริง... แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือ “อธิปไตย” และ “ความเป็นกลาง” ที่เราเคยพยายามรักษาไว้ เรื่องนี้เหมาะสมหรือไม่?

หรือไทยควรมองหาทางเลือกอื่น?
การหาตลาดทดแทน เช่น จีน อินเดีย หรือกลุ่มตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากไทยวางแผนเชิงรุก พัฒนาอุตสาหกรรมภายใน ยกระดับมาตรฐานสินค้า และสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ การพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงผู้เดียวอาจไม่ใช่คำตอบในยุคโลกหลายขั้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top