Thursday, 4 June 2026
AIThailand

วิสัยทัศน์นวัตกรรม AI เพื่อ Smart City และ การดูแลสุขภาพระยะยาว (Longevity) วางแผนแม่บทดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

กรุงเทพมหานคร – ในงานสัมมนาการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลระดับสูงที่จัดขึ้นเร็วๆ นี้ ด้วยความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และที่ปรึกษากลยุทธ์ AI (AI Advocate) ได้นำเสนอวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สร้างประเทศไทยที่ยืดหยุ่น น่าอยู่ และยั่งยืน ด้วยประสบการณ์บริหารกว่า 20 ปีในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภาครัฐระดับโลก ดร. มนธ์สินี ได้ร่วมเป็นวิทยากรและผู้ร่วมเสวนาคนสำคัญในหัวข้อ Smart City (เมืองอัจฉริยะ) และ Longevity (การดูแลสุขภาพระยะยาว)

AI เพื่อ Smart City: เปลี่ยนจากระบบแยกส่วนสู่เมืองที่คาดการณ์ได้ ในเซสชัน "AI for Smart City" ดร. มนธ์สินี ได้วางแผนแม่บทในการเปลี่ยนเมืองให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเกณฑ์เมืองอัจฉริยะของ depa ทั้ง 7 ด้าน

ดร. มนธ์สินี ได้สรุปกลยุทธ์สำคัญโดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านจากการจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน (Data Silos) สู่สถาปัตยกรรมแบบ Cloud-native และ Open Data เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของเมือง การใช้มาตรฐานทางเทคนิคที่ทันสมัย รวมถึงเครื่องมืออย่าง modern AI และคลังข้อมูลกลาง จะช่วยให้เมืองสามารถยกระดับในด้านต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม:

  • ความปลอดภัยสาธารณะ (Smart Living): การใช้วิดีโอวิเคราะห์ตามเวลาจริง (Real-time Video Analytics) เพื่อตรวจจับและป้องกันเหตุการณ์.
  • การเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility): การเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรด้วยโมเดลคาดการณ์.
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน (Smart Governance): การใช้ระบบตอบโต้อัจฉริยะเพื่อมอบบริการภาครัฐที่รวดเร็วแบบเรียลไทม์.

AI เพื่อ Longevity: การดูแลสุขภาพด้วยข้อมูลเพื่อสังคมสูงวัย นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ดร. มนธ์สินี ยังได้ร่วมเป็นผู้เสวนาคนสำคัญในหัวข้อ "AI for Longevity" โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการผสานเทคโนโลยี AI, คลาวด์ และเฮลธ์แคร์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ดร. มนธ์สินี ได้ชี้ให้เห็นว่าหลักการของการดูแลด้วยข้อมูล (Data-driven Care) ที่ใช้ใน Smart City สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของผู้สูงอายุได้ โดยมีแอปพลิเคชันหลักประกอบด้วย:

  • การบริหารจัดการสุขภาพเชิงป้องกัน: การใช้การวิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์เพื่อระบุปัญหาสุขภาพก่อนที่จะกลายเป็นระยะรุนแรง
  • การติดตามผลระยะไกลและเมืองอัจฉริยะ: การอำนวยความสะดวกในระบบ IoT เพื่อการดูแลที่บ้าน (Home Care) และระบบการแพทย์ทางไกล (Telehealth) เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมได้อย่างยั่งยืน
  • ประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข: การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบการดูแลระยะยาวผ่านการจัดสรรทรัพยากรและการบูรณาการข้อมูลที่ดีขึ้น

"เป้าหมายสูงสุดของการใช้ AI ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับเมืองให้เป็น Smart City หรือการเสริมสร้าง Longevity คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน และรับประกันการเข้าถึงมาตรฐานเทคนิคระดับสากล"ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ กล่าวสรุปภายในงาน

เกี่ยวกับ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบอร์ดบริหารบริษัทเอกชน และ AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดทำแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ และการประยุกต์ใช้โซลูชันภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

 

ร่วมวิสัยทัศน์ “Digital Tourism” ติดอาวุธ AI ให้ผู้บริหาร ททท. โซนยุโรป รุกตลาดท่องเที่ยวโลก

กรุงเทพมหานคร (13 กรกฎาคม 2567) – ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ อดีตผู้บริหารองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลกและ AI Advocate ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ได้รับเกียรติจาก นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายในหัวข้อ การปรับตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยภายใต้บริบทดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแม่นยำ ให้แก่กลุ่มผู้บริหารและผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานในโซนยุโรป เพื่อยกระดับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสู่ระดับสากล

โดยไฮไลต์สำคัญจากการบรรยาย ได้แก่ 4 เสาหลักสู่ความสำเร็จ (The 4 Strategic Pillars) ซึ่งทางดร. มนธ์สินี ได้นำเสนอแนวทางเชิงรุกสำหรับ ททท. และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่:

  1. Online Influencer Marketing: การใช้ Micro-influencers ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม (Niche) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการมีส่วนร่วมผ่านแคมเปญที่โต้ตอบได้จริง
  2. Video & Short-Form Content: เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ผ่าน TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts รวมถึงการทำ Live Streaming เพื่อสร้างความต้องการท่องเที่ยวแบบฉับพลัน
  3. OTA Advancement: การใช้ AI-powered virtual assistants และเทคโนโลยีล่าสุดบนแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ เพื่อมอบประสบการณ์การบริการที่ไร้รอยต่อและตรงใจผู้ใช้งาน
  4. Data Analytics & AI: การเปลี่ยนผ่านจาก Traditional Approach ไปสู่ Data-driven Strategy โดยใช้ Google Big Query และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ "User Propensity Score" เพื่อทำนายพฤติกรรมและแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบ Hyper-segmentation

เข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวด้วยการสร้าง "Customer Propensity" และการวัดค่า CLV

ดร.มนธ์สินี เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวสมัยใหม่คือการรู้จักลูกค้าให้ลึกซึ้ง (Know Your Consumers) ผ่านการวิเคราะห์ Data Profile ทั้งพฤติกรรมการใช้จ่าย, ฤดูกาลที่มีผลต่อการตัดสินใจ และการคำนวณ Customer Lifetime Value (CLV) เพื่อให้ ททท. สามารถออกแบบแคมเปญการตลาดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

"การปรับเปลี่ยนสู่กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่เราตอบคำถามสำคัญๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายและประเทศต้นทาง หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง เพื่อให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ดร.มนธ์สินี กล่าว

 

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top