Sunday, 18 October 2026
AI

FIBO มจธ. จับมือ UBTECH ลงนาม MOU เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ AI ร่วมวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาบุคลากร เน้นยกระดับระบบนิเวศหุ่นยนต์ในไทย หวังส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

FIBO มจธ. จับมือ UBTECH ลงนาม MOU พัฒนา Embodied AI Robotics เสริมศักยภาพระบบนิเวศหุ่นยนต์และ AI ของไทย

FIBO KMUTT Signs MoU with UBTECH to Advance Embodied AI Robotics and Strengthen Thailand’s AI and Robotics Ecosystem

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MoU) กับบริษัท UBTECH สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน Embodied AI Robotics ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาบุคลากร รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมร่วมยกระดับระบบนิเวศด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ภายในงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026 ภายใต้แนวคิด "Investing for the Future, Growing Together" ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในการลงนาม ฝ่าย UBTECH นำโดย Ms. Claudia Chen ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ และฝ่าย FIBO มจธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง ผู้อำนวยการสถาบัน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ FIBO มจธ. ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง AI และ Robotics ของภูมิภาค

จีนเปิดยุคหุ่นยนต์ความเร็วสูง “เทียนกง อัลตรา” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ฉิว 9.39 วินาที ทุบสถิติยูเซน โบลต์ 17 ปีมาแล้ว การพัฒนาครั้งใหญ่ใน 1 ปี ชี้เป้าก้าวหน้าและอุปสรรคใหม่ของ AI

หุ่นยนต์จีนวิ่ง 9.39 วินาทีโค่นสถิติ 'ยูเซน โบลต์' ตอกย้ำพลังความคิดมนุษย์

ปักกิ่ง, 24 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เทียนกง อัลตรา (Tiangong Ultra) ของจีน วิ่งฉิวเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 9.39 วินาที ระหว่างการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ครั้งที่ 2 ในกรุงปักกิ่งของจีน ทำลายสถิติโลก 9.58 วินาทีของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาไมกาเจ้าของสถิติโลกในตำนาน ซึ่งทำไว้เมื่อ 17 ปีก่อนในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย แม้สถิติทั้งสองนี้ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้โดยตรง โดยสถิติของโบลต์สะท้อนขีดจำกัดความเร็วของร่างกายมนุษย์ ขณะที่ความสำเร็จของหุ่นยนต์สะท้อนให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของมนุษย์สามารถก้าวไปได้ไกลเพียงใด

ปัจจุบันการวิ่งยังคงเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์ต้องสร้างแรง ดูดซับแรงกระแทกซ้ำๆ และรักษาสมดุลขณะเคลื่อนไหว พร้อมประสานการทำงานของข้อต่อหลายส่วนไปพร้อมกัน การทดสอบความเร็วจึงเป็นบททดสอบขีดจำกัดทางเทคนิคเพราะยิ่งหุ่นยนต์เคลื่อนที่เร็วมากเท่าใด เวลาที่มีสำหรับแก้ไขข้อผิดพลาดก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ พัฒนาการด้านความเร็วของเทียนกง อัลตราจึงน่าทึ่งเป็นพิเศษ โดยในการแข่งขันเมื่อปี 2025 เทียนกง อัลตราใช้เวลา 21.5 วินาทีในการวิ่งระยะทางเดียวกัน แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา เวลาดังกล่าวลดลงมากกว่าครึ่ง โดยทีมวิศวกรได้ยกระดับข้อต่อของหุ่นยนต์ ปรับปรุงโครงสร้าง และพัฒนาอัลกอริทึมควบคุมสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง พร้อมปรับปรุงระบบนำทาง ทำให้หุ่นยนต์สามารถรักษาทิศทางขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้โดยไม่ต้องอาศัยเส้นกำกับบนสนาม

อย่างไรก็ตาม การทำลายสถิติของมนุษย์ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของงานวิศวกรรม เพราะทุกความก้าวหน้าย่อมเผยให้เห็นจุดอ่อนและความท้าทายใหม่ๆ และการวิ่งด้วยเวลา 9.39 วินาทีเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) ได้ชี้ให้เห็นความท้าทายประการต่อไปนั่นคือการที่หุ่นยนต์ยังออกตัวได้ช้า แต่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า จึงเร่งแซงคู่แข่งได้ในช่วงหลังของการแข่งขัน

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของนวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้อยู่ที่การทำให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์และรับหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ในโลกจริงได้ โดยหุ่นยนต์ในโรงงานไม่จำเป็นต้องชนะการแข่งวิ่ง และหุ่นยนต์บริการไม่จำเป็นต้องคว้าเหรียญรางวัล แต่ทุกการพัฒนาด้านความเร็ว ความมั่นคง และความแม่นยำในสนามแข่งขัน ล้วนช่วยให้หุ่นยนต์เข้าใกล้การนำไปใช้งานจริงได้มากขึ้น

ที่มา : Xinhua

“บีโอไอ” เร่งสร้างระบบนิเวศ AI ชูระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ ดันซัพพลายเชนไทยสู่โลก ลงทุนครึ่งปีพุ่ง 5.3 แสนล้าน เน้นพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี

บีโอไอเร่งสร้างระบบนิเวศ AI – อิเล็กทรอนิกส์ รับคลื่นอุตฯ ใหม่ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ซัพพลายเชนโลก

บีโอไอ เปิดเวที BOI Forum ในงาน THECA 2026 ระดมผู้เชี่ยวชาญวางกลยุทธ์เชิงรุก รับคลื่น AI และยานยนต์แห่งอนาคต เร่งต่อยอดฐาน PCB–อิเล็กทรอนิกส์ไทย สู่เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชูนโยบายเชิงรุก “เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย เติมระบบนิเวศ–บุคลากร–พลังงานสะอาด พร้อมเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนโลก” ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยในงาน BOI Forum 2026 หัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand’s Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยกล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเม็ดเงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 และเฉพาะไตรมาส 2 มีมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท โดยการลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสง (Optical Transceiver) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟความจุสูง AI Server และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่ บีโอไอจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยขยายจากฐาน PCB และ อิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่กิจกรรมที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง 2) การยกระดับฐานอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะและมีความยั่งยืน (Smart & Sustainable) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมายกระดับการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด และ 3) การเปลี่ยนการลงทุนให้นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาบุคลากร การยกระดับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่

“โจทย์สำคัญของการส่งเสริมการลงทุนในวันนี้ คือ เราจะสร้างประโยชน์และศักยภาพของประเทศจากการลงทุนได้อย่างไร โดยต้องยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่ฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อทำให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ไทยพร้อมต่อยอด สู่ AI–Edge–Future Mobility

นายเดวิด เบิร์กแมน รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล กล่าวว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเติบโตของ AI และระบบประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง ยานยนต์แห่งอนาคต และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงควรมุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยยกระดับฐานการผลิตยานยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการออกแบบ การบูรณาการระบบการทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่กับการพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการไทย และองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างบทบาทที่แข็งแกร่งของไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งอนาคต

สำหรับเวที BOI Forum ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน จากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) เทคโนโลยีเวเฟอร์และระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค (Wafer Technology & MEMS) เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และการทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging & Test) โฟโตนิกส์ (Photonics) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และการบูรณาการระบบ (System Integration) ไปจนถึงนโยบายและการพัฒนากำลังคน เพื่อวิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และมาตรการที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ โดยเวทีตั้งเป้าให้ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยสามารถนำไปประกอบการพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอได้โดยตรง

ดร.อรุณฉัตร ฉัตรชัยกาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แลนซล็อต ไอซี แอนด์ ซิสเต็ม จำกัด มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม การออกแบบวงจรรวม และเทคโนโลยีสำหรับ AI แต่ควรเลือกพัฒนาในสาขาที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศและมีโอกาสทางตลาด แทนการมุ่งแข่งขันในทุกเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกำลังสร้างโจทย์ใหม่ทั้งด้านการใช้พลังงานและการรับส่งข้อมูล และเปิดโอกาสให้กับเทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยีด้านแสง (Optical Technology) และเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมของไทยควรเริ่มจากการมองหาโจทย์และความต้องการของตลาด แล้วเลือกพัฒนาความสามารถในเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

ด้าน ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโสและ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตัม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบโทรคมนาคมยุคใหม่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณไฟฟ้าบนทองแดงไปสู่การใช้แสงมากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และการสื่อสารด้วยแสง รวมถึงเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ระบบเครือข่ายไปจนถึงการเชื่อมต่อภายในเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตที่มีอยู่ ไปสู่เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และอุปกรณ์ด้านแสง ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

ขณะที่ ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ชี้ว่าการเติบโตของ AI ทำให้บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะการประมวลผลความเร็วสูงจำเป็นต้องเชื่อมต่อ GPU หน่วยความจำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยีกำลังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์ แบบเดิมไปสู่ 2.5D และ 3D รวมถึงการผสานโฟโตนิกส์เข้ามามากขึ้น สำหรับประเทศไทยควรพัฒนาต่อจากความสามารถและฐานการผลิตที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเดิม และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับขีดความสามารถด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโฟโตนิกส์ของประเทศ

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนากำลังคน ต้องเดินหน้าให้ทันกับการลงทุน โดยปัจจุบันไทยผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 12,000 คนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตอยู่ในระดับหลักแสนคน จึงเร่งขับเคลื่อน “สยามซิลิกา” เพื่อพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ไปจนถึงการประมวลผลเชิงควอนตัม (Quantum Computing) พร้อมจัดทำหลักสูตรกลางร่วมกับ 13 มหาวิทยาลัย และส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ฝึกอบรมร่วมกันเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าไทยมีกำลังคนพร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต

ด้าน นายพรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอร์คิตอินดัสทรีส์ จำกัด ระบุว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังผลักดันความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยภาครัฐควรมีกลไกสนับสนุนให้นักลงทุนเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพได้เริ่มทำโครงการร่วมกัน แม้จะเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาขีดความสามารถ และต่อยอดไปสู่การผลิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่ และสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว

ส่วน นายธงชัย ชื่นชูจิตต์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพลคซัส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังขยายบทบาทไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบและพัฒนาการบูรณาการระบบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยประเทศไทยมีศักยภาพรองรับกิจกรรมเหล่านี้และสามารถผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยบุคลากรไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนวิศวกรและบุคลากรที่มีทักษะ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีเทคโนโลยีและความพร้อมในการลงทุน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้ทันต่อความต้องการ เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการเติบโตของตลาด

เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า คลื่น AI กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ สู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และกำลังคนให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระยะยาว

Veeam ชูศักยภาพ AI คุมข้อมูล!! เปิดตัว agentic AI ช่วยธุรกิจไทย รับมือกฎ PDPA และ AI governance ลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพงานความเป็นส่วนตัว ขยายขีดความสามารถควบคุม AI ด้วย DataAI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย — Veeam Software ซึ่งเป็น The Data and AI Trust Company นำเสนอ agentic AI ศักยภาพสูงบน Veeam DataAI™ Command Platform โดยออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรนำมาตรการดูแลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและ AI governance ไปปฏิบัติได้จริงในสภาพแวดล้อมข้อมูลและ AI ที่ซับซ้อน

องค์กรธุรกิจในประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยกำหนดหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในระบบ AI รวมถึงข้อพิจารณาด้านการขอความยินยอมและการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ร่างแนวปฏิบัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และร่างพระราชบัญญัติ AI ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 มีข้อเสนอเกี่ยวกับข้อกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย โทษปรับทางปกครองสะสมภายใต้ PDPA มีมูลค่าเกินกว่า 21.5 ล้านบาท จาก 6 กรณี และ 9 คำสั่ง รวมถึงค่าปรับ 8 รายการ มูลค่ารวม 14.5 ล้านบาท ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ PDPA ยังกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งต่อสำนักงาน PDPC ในทันที หรือภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบถึงเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่การละเมิดนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล อย่างไรก็ตาม โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการความเป็นส่วนตัวจำนวนมากยังต้องอาศัยการประเมินด้วยตนเอง สเปรดชีต และกระบวนการทำงานที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโสประจำประเทศไทยของ Veeam กล่าวว่า “สำหรับองค์กรธุรกิจไทย เรื่องนี้ไม่ใช่การถกเถียงในเชิงทฤษฎีอีกต่อไป เพราะ PDPC ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใน AI ขณะที่ ETDA ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ AI ว่าทุกธุรกิจต้องแสดงให้เห็นได้ว่า AI ขององค์กรใช้ข้อมูลอย่างไร รวมทั้งตอบสนองนโยบายการกำกับดูแลอย่างไร ขณะที่ธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล(regulated sectors)ต่างขยายขอบเขตการใช้งาน AI ดังนั้น ความสามารถในการแสดงหลักฐานของการกำกับดูแล ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตั้งแต่แรก ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพิ่มภายหลัง”

นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจในประเทศไทยวางใจเลือกใช้ Veeam ในด้าน Data Resilience มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สามารถลดระยะเวลาการกู้คืนและการค้นหาข้อมูลจากหนึ่งชั่วโมงเหลือเพียงห้านาที ขณะที่ KBTG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย ประหยัดเวลาการทำงานด้านธุรการได้ราว 900 ชั่วโมงต่อเดือน พร้อมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย; และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไอทีได้ถึง 99% ความเชี่ยวชาญด้านการกู้คืนข้อมูลที่สั่งสมมานี้ จึงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการขยายขีดความสามารถด้านการกำกับดูแลในยุค Agentic AI
เมื่อผู้ใช้งานเลือกตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เช่น การปฏิเสธเทคโนโลยีการติดตาม หรือจำกัดวิธีการที่ข้อมูลของตนจะถูกป้อนให้กับโมเดลของ AI ความต้องการเหล่านั้นต้องได้รับการตอบสนองจากทุกระบบที่ข้อมูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะระบบที่ผู้ใช้กดเลือกเท่านั้น โดย Consent Agent ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยระบุช่องว่างที่เกี่ยวข้องกับการขอความยินยอมและสนับสนุนเวิร์กโฟลว์การแก้ไข ทำให้ทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว กฎหมาย และการตลาดมองเห็นการกำกับดูแลการขอความยินยอมทั่วทั้งระบบที่เชื่อมโยงกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกเหนือจาก Consent Agent แล้ว Veeam ยังได้แนะนำ AI agents เพิ่มอีกสองตัวที่ช่วยแบ่งเบางานปฏิบัติการที่ใช้เวลามากที่สุดออกจากทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งรวมถึงการทำแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับคำขอด้านความเป็นส่วนตัวและการประเมินการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปให้เป็นแบบอัตโนมัติด้วย

“ในโลกยุคปัจจุบัน วิธีการคิดในด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ต้องปรับเปลี่ยนให้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง นโยบายที่ตายตัวและการรายงานรายไตรมาสถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและ AI ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ทว่า โลกใบนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว” Michael Dolan รองประธานและ Chief Privacy Officer ของ Best Buy กล่าว

PrivacyOps AI agents บนเฟรมเวิร์กของ DataAI Command Platform
Consent Agent, Data Subject Request Agent และ Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของ Veeam DataAI™ Command Platform โดยทำให้เวิร์กโฟลว์ด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ที่มีความซับซ้อนสามารถดำเนินงานได้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้ทีมงานเน้นการตัดสินใจที่ต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์

Consent Agent: AI agent แบบครบวงจรสำหรับการกำกับดูแลการขอความยินยอมและการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริหารจัดการระบบการขอความยินยอมแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบนเนอร์และการทดสอบอัตโนมัติ ไปจนถึงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและการแก้ไขอัตโนมัติ โดยจับสัญญาณการขอความยินยอมของผู้ใช้จากโดเมนของลูกค้า รวมถึงการตั้งค่าคุกกี้ การปฏิเสธข้อเสนอทางการตลาด การเพิกถอนสิทธิ์สำหรับการปรับแต่งด้วย AI และข้อจำกัดการประมวลผลปลายทาง จากนั้นจะช่วยส่งต่อและบังคับใช้สัญญาณเหล่านั้นในระบบที่เชื่อมโยงและได้รับการกำหนดค่าให้รองรับความต้องการดังกล่าว รวมถึงแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ AI pipelines เทคโนโลยีโฆษณา แอปพลิเคชัน SaaS และระบบนิเวศของบุคคลที่สาม ด้วยพลังจากฐานข้อมูลกฎระเบียบของ Veeam เอเจนต์นี้ให้บริการการประเมินความเสี่ยงภายใต้ขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย (jurisdiction-aware risk scoring) และแดชบอร์ดแบบรวมศูนย์ โดย Consent Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Data Subject Request Agent: สร้างและดูแลแบบฟอร์มสำหรับรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลที่กำหนดค่าให้เหมาะกับขอบเขตการดำเนินงานและกฎระเบียบขององค์กร ทีมงานสามารถจัดทำแบบฟอร์มได้ภายในไม่กี่นาทีและปรับให้เป็นปัจจุบันตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบจากฝ่ายกฎหมายหรือใช้เวลาของนักพัฒนาทุกครั้งที่กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลง Veeam ประมาณการว่า Data Subject Request Agent สามารถลดเวลาในการจัดทำแบบฟอร์มคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล (DSR) ได้ราว 50% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและการนำไปใช้งานขององค์กร โดย Data Subject Request Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Assessment Agent: วิเคราะห์หลักฐานสนับสนุนเพื่อจัดทำคำตอบสำหรับแบบประเมินที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละองค์กร ครอบคลุมการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) การประเมินความสอดคล้องตาม EU AI Act และแบบสอบถามความเสี่ยงของผู้ขาย โดย Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานด้านความเป็นส่วนตัว การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแล AI

ความสามารถต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนี้มีอยู่ใน Veeam DataAI™ Command Platform ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรสำหรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลและ AI โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ผสานรวม DataAI Security, DataAI Governance, DataAI Compliance, DataAI Privacy และ DataAI Resilience เข้าด้วยกัน และขับเคลื่อนด้วย DataAI Command Graph ซึ่งเป็นชั้นข้อมูลอัจฉริยะของ Veeam ที่มีส่วนเชื่อมต่อหลายร้อยรายการ ครอบคลุมสภาพแวดล้อมบนคลาวด์ SaaS และภายในองค์กร

DataAI Privacy ขับเคลื่อนด้วย People Data Graph ซึ่งเป็นกราฟข้อมูลอัจฉริยะด้านอัตลักษณ์ (identity intelligence graph) ที่ออกแบบมาเพื่อรวมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างเข้าด้วยกันในสภาพแวดล้อมไฮบริดมัลติคลาวด์ สิ่งนี้สนับสนุนการบังคับใช้นโยบายแบบเรียลไทม์ตามเขตอำนาจกฎหมาย และสร้างหลักฐานที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบ (audit-ready evidence) ว่ามีการนำเจตนารมณ์และนโยบายไปปรับใช้อย่างไร AI agents ของ Veeam ทำงานบนบริบทที่อัปเดตอย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นภาพรวม ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงช่วยให้การกำกับดูแลก้าวทันกับ AI
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI agents เหล่านี้ได้ที่บล็อกของ Veeam ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.veeam.com

PEA ก้าวสู่อนาคต!! ครบรอบ 66 ปีแห่งความไว้วางใจ เน้นเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ขยายระบบไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ เตรียมพร้อมตลาดไฟฟ้ายุคใหม่อย่างยั่งยืน

PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานการแถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี แห่งความไว้วางใจ กฟภ. เติมพลังให้ทุกชีวิต” (66 Years of Trust PEA Powering Every Life) ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

ตลอด 66 ปี PEA ทำหน้าที่จัดหาและให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชน พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันกำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้ให้บริการพลังงานแห่งอนาคต” ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับระบบไฟฟ้าและบริการให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน

ยกระดับโครงข่าย รับ Energy Transition

PEA ยกระดับระบบจำหน่ายสู่ Smart Grid และ Grid Modernization เพื่อรองรับ Solar Rooftop รถยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และพลังงานหมุนเวียน โดยนำ Smart Meter และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่าย รวมถึงเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Direct PPA และการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด

“AI GOES” ยกระดับการทำงานและบริการ

PEA นำ AI มาประยุกต์ใช้ภายใต้แนวคิด “AI GOES” ครอบคลุมการบริหารโครงข่าย การปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาธุรกิจ และบริการประชาชน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ

ไฟฟ้าต้องเข้าถึงทุกคน

PEA ขยายระบบไฟฟ้าให้ครอบคลุมครัวเรือนและพื้นที่ทำกิน สนับสนุนคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจ สำหรับพื้นที่ห่างไกลใช้ Solar Energy ร่วมกับ BESS เป็นทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

เตรียมระบบสำหรับตลาดไฟฟ้ายุคใหม่

PEA พัฒนา Energy Trading Platform (ETP) และ TPA Platform เพื่อรองรับการซื้อขายพลังงานสะอาดและการใช้โครงข่ายในรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

บริการดิจิทัล สะดวกในทุกขั้นตอน

PEA Smart Plus และ PEA e-Service ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจัดการบริการได้ง่ายผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ชำระค่าไฟ ยื่นคำร้อง ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า รับ e-Bill/e-Receipt การแจ้งเตือน ตลอดจนบริการด้าน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้า

สู่ “Sustainable Energy Utility for ALL”

PEA วางเป้าหมายจาก Digital and Green Grid สู่ Smart Energy Solution และ “Sustainable Energy Utility for ALL” มุ่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

66 ปีแห่งความไว้วางใจ คือรากฐานของก้าวต่อไป

PEA จะต่อยอดความไว้วางใจที่ได้รับจากประชาชน ด้วยเทคโนโลยี Smart Grid, AI พลังงานสะอาด และนวัตกรรม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าเป็นมากกว่าความสว่าง แต่เป็นพลังที่สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทย

66 Years of Trust.
PEA Powering Every Life.

ข่าว/ภาพ: กองสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร

มาเลเซียเดินเกมสมดุลมหาอำนาจ!! มาเลเซียพิจารณาชิป AI Huawei ในโครงการ Sovereign AI ท้าทายแรงกดดันสหรัฐฯ ท่ามกลางศึกเทคโนโลยีจีน–อเมริกา

“มาเลเซีย” พิจารณาใช้ชิปประมวลผล AI จาก “หัวเว่ย” เดินหน้าโครงการ Sovereign AI มูลค่า 16.2 ล้านบาท ควบคุมข้อมูลภายในประเทศ ท้าทายคำเตือนสหรัฐ ส่อเป็นชาติแรกใช้ฮาร์ดแวร์จากจีน ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีสองชาติมหาอำนาจ

สำนักข่าวบลูกเบิร์กรายงานว่า มาเลเซียกำลังประเมินการใช้ฮาร์ดแวร์ และชิปประมวลผล AI ของ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ เป็นแกนหลักในโครงการ “ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” หรือ Sovereign AI วงเงิน 2,000 ล้านริงกิต หรือราว 16.28 ล้านบาท แหล่งข่าวเผยว่าโครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลระดับชาติที่มีความอ่อนไหวได้ ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องจำนวนชิปที่จะจัดซื้อ

ทั้งนี้ หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็น "รัฐบาลต่างชาติแห่งแรก" ที่เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ในการประมวลผล AI จีนอย่างเป็นทางการ แทนผลิตภัณฑ์จากสหรัฐ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงชัยชนะก้าวสำคัญของเทคโนโลยีจีน ท่ามกลางแรงกดดัน และการกีดกันทางการค้าจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ปัจจุบัน “ชิป Huawei” ยังมีประสิทธิภาพตามหลัง “Nvidia” อยู่พอสมควร เนื่องจากการกีดกันจากสหรัฐ แต่การผลิตก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นทำให้หัวเว่ยรุกขยายส่วนแบ่งในตลาด Data Center ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง โดยชิปที่มาเลเซียกำลังพิจารณาคือ รุ่น Ascend 910C ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ขณะที่รุ่น Ascend 950 ยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต

ชี้ข้อจำกัด Cloud Act

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีนโยบายชันเจนในการผลักดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี แทนการพึ่งพาต่างชาติเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งกำหนดให้ข้อมูลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะข้อมูลการทหาร และข่าวกรอง ต้องจัดเก็บอยู่ภายในประเทศเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ระบุว่า กฎหมาย Cloud Act ของสหรัฐ ซึ่งลงนามโดยทรัมป์ในสมัยแรก ให้อำนาจศาลสหรัฐบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ แม้ข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่นอกดินแดนสหรัฐก็ตาม ซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับอธิปไตยทางข้อมูลของมาเลเซีย

"ผมไม่เห็นว่ากฎหมายนั้นสมเหตุสมผล แต่ใครจะไปโต้แย้งประธานาธิบดีทรัมป์ได้" อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวกับนักศึกษาเมื่อ เม.ย.

ด้วยเหตุนี้ มาเลเซียจึงเลือก Telekom Malaysia Bhd. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินงานหลักของโครงการ Sovereign AI โดยบริษัทมีความร่วมมือด้านระบบคลาวด์กับ Huawei อยู่แล้ว แม้ว่าบริการประมวลผล AI ในปัจจุบันจะใช้ชิปของ  Nvidia ก็ตาม

สหรัฐเตือนความเสี่ยงข้อมูลรั่ว

รัฐบาลสหรัฐแสดงความกังวลว่าอุปกรณ์ของ Huawei อาจถูกนำไปใช้จัดการข้อมูลข่าวกรอง และข้อมูลลับที่ได้รับจากต่างประเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ซัปพลายเออร์ที่ไม่น่าไว้วางใจอาจตกอยู่ใต้การแทรกแซงหรือถูกควบคุมโดยระบอบอำนาจนิยม ซึ่งพร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นส่วนตัว ทรัพย์สินทางปัญญา และความมั่นคงของชาติ

"เทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยคือ รากฐานของเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง มาเลเซียเป็นทั้งตลาดที่กำลังเติบโต และเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุ

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังเตรียมแพ็กเกจฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชัน AI ของสหรัฐ พร้อมข้อเสนอทางการเงิน เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) เพื่อป้องกันไม่ให้จีนครอบงำโครงสร้างพื้นฐาน AI เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในระบบโทรคมนาคม

เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ และการลงทุน

ท่าทีของมาเลเซียถือเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการคงดุลอำนาจ โดยไม่เลือกข้างระหว่างสหรัฐ และจีนอย่างเบ็ดเสร็จ การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายภาคส่วน

ทั้งความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐเคยออกคำเตือนว่าการใช้งานชิป Ascend 910C ของ Huawei อาจเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบควบคุมการส่งออกของสหรัฐ หากมาเลเซียเดินหน้า อาจเผชิญแรงกดดันทางการค้า และมาตรการภาษีตอบโต้

ปัจจุบันมาเลเซียเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลของ Microsoft Oracle และ Nvidia ดังนั้นหากมาเลเซียปรับสัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานไปใช้เทคโนโลยีจีน ก็อาจกระทบต่อแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทเหล่านี้

เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซีย มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนนี้ เพื่อหารือแนวทางร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเริ่มพิจารณาเปิดประมูลรอบใหม่ เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชิปฝั่งสหรัฐอย่าง Nvidia หรือ Advanced Micro Devices Inc. (AMD) สามารถเข้าร่วมแข่งขันในโครงการ Sovereign AI ได้โดยตรง เพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250828?anf=

จีนเตรียมปรับกฎทรัพย์สินทางปัญญา!! ตั้งเป้าพัฒนา AI บล็อกเชน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ ยกระดับความร่วมมือสากล ลิขสิทธิ์โตทั่วโลกเพิ่มรายได้

จีนเตรียมปรับกฎคุ้มครอง 'ทรัพย์สินทางปัญญา' รับยุค AI-เศรษฐกิจดิจิทัล

ปักกิ่ง, 8 ก.ย. (ซินหัว) -- จีนเตรียมปรับปรุงกฎระเบียบด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อัลกอริธึม และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่นๆ เช่น บล็อกเชน บิ๊กดาต้า และการประมวลผลคลาวด์ เพื่อปรับปรุงระบบลิขสิทธิ์ของเศรษฐกิจดิจิทัลให้ทันสมัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ว่าด้วยการคุ้มครองและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาของจีน โดยมุ่งกำหนดลำดับความสำคัญในการพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในช่วงปี 2026-2030

ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ นิยายออนไลน์ และวิดีโอเกมของจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในต่างประเทศช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยรายได้จากเกมที่จีนพัฒนาเองในตลาดต่างประเทศทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.58 แสนล้านบาท) ในปี 2025 ขณะที่วรรณกรรมออนไลน์ของจีนเข้าถึงผู้อ่านหลายร้อยล้านคนในกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค จีนจึงมีเป้าหมายยกระดับการคุ้มครองลิขสิทธิ์และกฎระเบียบการทำธุรกรรมทั้งในด้านการเผยแพร่ทางออนไลน์ บริการภาพและเสียงออนไลน์ และวรรณกรรมและศิลปะออนไลน์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนั้น ทางการจะปรับปรุงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากลให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อพิพาทและควบคุมความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสร้างฐานข้อมูลกรณีข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาข้ามพรมแดน
แผนดังกล่าวระบุว่าจีนจะยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และกลไกพหุภาคีอื่นๆ เพิ่มการหารือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับคู่ค้ารายสำคัญ รวมถึงมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานสากลด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสาขาเกิดใหม่

แผนข้างต้นยังมุ่งปั้นจีนสู่การเป็นประเทศชั้นนำด้านทรัพย์สินทางปัญญาภายในปี 2030 ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้อยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลกภายในปี 2035 รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นร้อยละ 7.53 ภายในปี 2030 พร้อมเรียกร้องให้ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ที่มีคุณภาพสูง ยกระดับการแปลงและนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนเดินหน้าส่งเสริมผลงานในระดับนานาชาติเพื่อผลักดันผลงานของจีนสู่ผู้ชมทั่วโลกมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘อรรถวิชช์’ ค้านตัดงบ AI กระทรวงอุตสาหกรรม!! ไม่เห็นด้วยตัดงบกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ใช้ Ai ช่วยคัดกรองสำคัญ แนะให้คนในช่วยพิจารณางบ เตือนระวังหน่วยงานภายนอกกระทบประชาชน

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยกับกมธ.ที่ตัดงบในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิเช่น การใช้Aiมาช่วยในการคัดกรองต่างๆ และ Smart Ai ของ สมอ.
ทั้งนี้ดร.อรรถวิชช์แนะนำให้คนที่ทำงานจริงในกระทรวงมาช่วยในการพิจารณาและระวังการใช้หน่วยงานภายนอกเข้ามาในการพิจารณามอาจกระทบกับปกป้องประชาชนจากสินค้าไม่ได้มาตรฐานและ มอก.ปลอม

เศรษฐกิจโลกผันผวน แรงงานไทยต้องอัปสกิล!! ก.แรงงานเตรียมพัฒนาระบบตลาดแรงงาน รับมือผันผวนเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสคนไทยปรับตัว สู้กับ AI และอุตสาหกรรมใหม่

ปลัดฯ ‘วรรณพงษ์’ เผย ก.แรงงาน เดินหน้าพัฒนา“ระบบวิเคราะห์ตลาดแรงงาน” หลังเศรษฐกิจโลกผันผวน
เพิ่มโอกาสคนไทย ปรับตัวสู่งานแห่งอนาคต

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย "ผลกระทบ โอกาส และความท้าทายต่อภาคแรงงานไทยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการการค้าระหว่างประเทศ และความผันผวนของราคาพลังงาน”จากกองเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถส่งผ่านมายังภาคการผลิต การลงทุน การจ้างงาน รายได้ และความต้องการทักษะแรงงานของไทยได้

ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังกล่าวต่อว่า ผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นที่ต้องจับตามอง
ไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้มีงานทำหรืออัตราการว่างงานเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน ทั้งความต้องการทักษะใหม่ การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงาน และคุณภาพการจ้างงาน โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน อาจมีเนื้อหางานเปลี่ยนแปลงจากระบบอัตโนมัติ และ AI ขณะที่ทักษะด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล การควบคุมระบบอัตโนมัติ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความรู้ด้านมาตรฐานการค้าและแรงงานระหว่างประเทศ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

“โจทย์ของกระทรวงแรงงาน จึงไม่ใช่รอให้เกิดการว่างงานแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องมองเห็นสัญญาณล่วงหน้า
รู้ว่าอุตสาหกรรมใด พื้นที่ใด และแรงงานกลุ่มใด กำลังได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมทักษะ ตำแหน่งงาน
และมาตรการช่วยเหลือให้ทันก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า แนวทางสำคัญในระยะเร่งด่วน คือการพัฒนากลไกเฝ้าระวังผลกระทบ
ด้านการค้า - พลังงาน - แรงงาน แบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น คำสั่งซื้อ การส่งออก การใช้กำลังการผลิต ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา การเลิกจ้างหรือหยุดกิจการ ตำแหน่งงานว่าง และราคาพลังงาน เพื่อให้สามารถตรวจจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงและกำหนดมาตรการได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จะต้องเชื่อมระบบเตือนภัยเข้ากับมาตรการเชิงรุก ทั้งการฝึกอบรมระยะสั้นที่ตรงกับตำแหน่งงาน การจับคู่คนกับงาน การสนับสนุนการย้ายงานและเปลี่ยนอาชีพ ตลอดจนยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ระบบดิจิทัล และพลังงานสะอาด

“เป้าหมายของกระทรวงแรงงาน คือทำให้แรงงานไทยไม่เพียงมีงานทำ แต่ต้องมีทักษะที่ตลาดต้องการ มีโอกาส
เข้าสู่งานที่มีคุณภาพ และสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพใหม่ได้เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป กระทรวงแรงงานจึงจะเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลตลาดแรงงานให้เชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการศึกษา การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม เพื่อคาดการณ์ความต้องการกำลังคนและใช้ข้อมูลนำการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำมากขึ้น” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยใช้การวิเคราะห์เชิงนโยบายจากข้อมูลและหลักฐานของหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่นำมาประกอบการกำหนดมาตรการด้านแรงงานเชิงรุก รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเสริมความสามารถในการปรับตัวของตลาดแรงงานไทย

‘อนุทิน’ เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี ตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์ครั้งที่ 3 ลงทุน 48,000 ล้านบาทในไทย สร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 5,000 คน เชื่อมไทยสู่ยุทธศาสตร์ AI แห่งอนาคต

นายกฯ อนุทิน เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” รุกตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของ “อินฟินีออน” ตั้งฐานผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของบริษัท ต่อจากเยอรมนีและจีน ตอกย้ำบทบาทของไทยในเครือข่ายการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมต่อยอดการลงทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ณ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Michael Reiffenstuel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) จากประเทศเยอรมนี เข้าร่วมพิธี โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (Wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า “การเปิดโรงงานอินฟินีออนแห่งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีต่อประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในอนาคต โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ Thailand FastPass ที่ช่วยให้โครงการเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็ว เพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับเศรษฐกิจจาก Digital Economy สู่ Intelligence Economy เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้าและระบบสื่อสารในอดีต การลงทุนของอินฟินีออนจึงไม่ใช่เพียงการเปิดโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นการพาไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง All in AI ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับ AI in All ที่นำ AI ไปยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน รัฐบาลต้องการต่อยอดการลงทุนนี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ข้อมูล ไปจนถึง AI เพื่อให้การลงทุนของบริษัทระดับโลกสร้างโอกาสต่อเนื่องไปถึงคนไทย ธุรกิจไทย และอุตสาหกรรมไทย”

ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก

โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E) หากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า

การเปิดโรงงานในครั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นของอินฟินีออนในการลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม สู่การเพิ่มขีดความสามารถในกิจกรรมที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการผลิต การทดสอบ และการวิจัยและพัฒนา

นาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า “การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่นี้ เพราะไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม ทั้งฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง การมีกลุ่มผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ความพร้อมด้านบุคลากรและสถาบันการศึกษา รวมถึงทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดที่กำลังเติบโตในเอเชีย ขณะเดียวกัน ฐานการผลิตในไทยยังช่วยให้อินฟินีออนกระจายเครือข่ายการผลิตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างสมดุล เพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต”

Power Semiconductor เทคโนโลยีสำคัญรับเมกะเทรนด์โลก

Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้าในอุปกรณ์ทุกชนิด เพื่อให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน จึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเทคโนโลยี AI

การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ (Physical AI) เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้ AI ในการควบคุมการทำงาน ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ Power Semiconductor ของบริษัทในอนาคต โดยตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 107,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2578

สำหรับประเทศไทย กลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมพลังงาน (Power Semiconductor) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถตั้งแต่การออกแบบ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป ไปจนถึงการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module)

และระบบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดึงดูดเทคโนโลยีใหม่ เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide: SiC)และแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride: GaN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ การลงทุนของอินฟินีออนในครั้งนี้ จึงช่วยเติมเต็มขีดความสามารถของไทยในกลุ่มชิปควบคุมพลังงาน และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยมีอยู่ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน

โรงงานแห่งใหม่นี้ได้ออกแบบเป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัลมาใช้ในโรงงาน เริ่มตั้งแต่การทดสอบเวเฟอร์ (Wafer Testing) ซึ่งถือเป็นส่วนต้นน้ำของกระบวนการผลิตชิป (Front-end) ควบคู่ไปกับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) และการทดสอบวงจรรวม (IC) ซึ่งถือเป็นการผลิตขั้นปลายของเซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) ในโรงงานเดียวกัน นับเป็นแห่งแรกของอินฟินีออนที่ผสานงานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition

จากมูลค่าเงินลงทุน สู่ “คุณค่าการลงทุน” ในประเทศไทย

ทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของบีโอไอ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

ในแผนการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมนี้ อินฟินีออนมีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 1,000 คนในแต่ละเฟส โดยจะเน้นการจ้างงานด้านวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง ทั้งนี้ บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และการประกอบชิป ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยในประเทศ โดยร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 1,100 คน เข้าร่วมฝึกอบรมและร่วมโครงการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ Power Module รวม 680 โครงการ พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์และการจัดการ Big Data ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ บุคลากร และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ อินฟินีออนยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ โดยมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (Thai Semiconductor Industry Association: THSIA) เพื่อพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในระยะยาว

“การที่อินฟินีออนซึ่งเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านชิปควบคุมพลังงาน ได้ตัดสินใจสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และวางแผนขยายอย่างน้อย 5 เฟสในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานการผลิต แต่สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย บีโอไอจะผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว เดินหน้าสู่เป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’” นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top