Thursday, 4 June 2026
112

‘เท่าพิภพ’ สนับสนุน!! ‘นายกฯ อิ๊งค์’ แก้กฎหมาย ยกเลิกวันห้ามขาย ‘เหล้า-เบียร์’ อธิบายละเอียด มีมาตรายกเลิก แต่ต้องเหนื่อย!! ตอนคุยกับข้าราชการสายสุขภาพ

(12 ก.พ. 68) นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมการจำหน่ายเเอลกอฮอล์ ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาข้อมูลการแก้กฎหมาย เรื่องการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่าง ๆ ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. รวมทั้งเรื่องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระ
.
นายเท่าพิภพ ระบุว่า สนับสนุนครับ ประเทศเราต้องควบคุมเเอลกอฮอล์ด้วยการเคร่งครัดการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะเรื่องเยาวชนครับ แต่กฎหมายเราไปเข้มเรื่องอื่นออกทะเล จนทำให้กฎหมายดูไปเป็นสากลไปซะมาก ต้องแก้เเบบนายกฯ ว่าเเหละครับ
.
การศึกษาผลกระทบท่านก็ลองทำดู แต่เรื่องข้อกฎหมายผมศึกษาให้เเล้ว ไม่มีอะไรมากครับ
.
เรื่องเวลาขาย
.
1. ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2515 เรื่องเวลาขายอันนี้ต้องยกเลิก ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กมธ.พิจารณาเสร็จ มีมาตรายกเลิกครับ
.
2. หลังจากยกเลิกตามข้อ 1 เเล้ว พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับปัจจุบัน) ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชงให้ รมต.สาธารณสุข เห็นชอบครับ ย้ำว่ารัฐมนตรีไม่มีอำนาจชงเอง คณะกรรมการจะมีข้าราชการสายหมอ สายสุขภาพเยอะหน่อย จะอนุรักษ์นิยมหน่อยครับ
.
3. ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมฯ ฉบับใหม่จะตัดอำนาจรัฐมนตรีออก เป็นอำนาจของคณะกรรมการโดยตรง ซึ่งเเม้ รมต.สาธารณสุข จะเป็นประธาน เเต่ก็จะตีโต้คัดค้านไม่เซ็นเห็นชอบได้เเบบเดิม
.
เรื่องวันพระ หรือห้ามขายออนไลน์ เป็นผลงานจากคณะกรรมการดังกล่าวด้วย
.
ข้อเสนอที่สงวนไว้เป็นเสียงข้างน้อยนั้นเห็นว่าควรยกเลิก หรือลดอำนาจการออกกฎประกาศของคณะกรรมการดังกล่าวแล้วเปลี่ยนเป็นการออกกฎกระทวงด้วยอำนาจรัฐมนตรีแทนครับ ยังไงฝากท่านนายกในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และพรรคเพื่อไทย ช่วยให้ สส.ฝ่ายรัฐบาลสนับสนุน คำสงวนของผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยครับ
.
สิ่งนี้จะทำให้ท่านนายกได้ทำตามที่อยากทำได้ครับ ไม่งั้นถึงเเม้เป็นนายกก็จะบังคับคณะกรรมการควบคุมให้แก้เเค่เรื่องวันเวลาขายเหล้านี้บอกเลยยากครับ

รัฐสภายุโรปมีญัตติให้ใช้การเจรจา ตกลงการค้าเสรี FTA กดดันรัฐบาลไทยหยุดเนรเทศผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์และปฏิรูปกฎหมาย ม.112

(13 มี.ค. 68) รัฐสภายุโรป (European Parliament) ได้มีมติร่วมเพื่อแก้ปัญหา (Joint Motion for a Resolution) เรียกร้องให้ประเทศไทยดำเนินการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) และยุติการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน

ข้อเรียกร้องสำคัญจากรัฐสภายุโรป ซึ่งขอให้ปฏิรูปกฎหมายมาตรา 112 โดยรัฐสภายุโรปแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายดังกล่าว เพื่อรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมโดยสงบ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

โดยขอให้ยุติการส่งตัวผู้ลี้ภัยอุยกูร์ รัฐสภายุโรปประณามการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน ซึ่งระบุว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกประหัตประหาร และเรียกร้องให้ประเทศไทยยุติการบังคับส่งตัวผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัย รวมถึงผู้เห็นต่างทางการเมืองกลับสู่ประเทศที่อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อชีวิต

อีกทั้งใช้เวทีเจรจา FTA (Free Trade Agreement) หรือ ข้อตกลงการค้าเสรี เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้เวทีการเจรจาลงนามความร่วมมือเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป เพื่อกดดันประเทศไทยให้มีการปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักทั้งหมดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 

ด้านรัฐบาลไทยยังไม่มีการตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อมติของรัฐสภายุโรป อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้แสดงความสนใจในประเด็นนี้ โดยเตรียมเดินทางไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศจีน เพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและตอบข้อสงสัยของประชาคมโลก

นอกจากนี้ มีรายงานว่า สภาอุยกูร์โลกได้แสดงความกังวลต่อแผนการของรัฐบาลไทยในการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่โทษประหารชีวิต และเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยเหล่านี้

ทั้งนี้ มติของรัฐสภายุโรปครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลของประชาคมระหว่างประเทศต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ การตอบสนองของรัฐบาลไทยต่อมติดังกล่าวจะเป็นที่จับตามองของทั้งประชาชนภายในประเทศและประชาคมโลก

‘พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์’ โพสต์เฟซ!! ‘นายพอล’ กับ ‘อนาคตที่แสนเศร้า’ ชี้!! แผ่นดินไทย ให้ความสุข ที่ไม่สามารถ ไปหาที่ไหนในโลกได้อีกแล้ว

เมื่อวานนี้ (11 เม.ย. 68) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า...

จากกรณีที่มีการจับกุม นาย พอล แชมเบอร์นักวิชาการของคณะสังคมศาสตร์ ม. นเรศวร ในข้อหา ตาม ม.112 นั้น ได้มีการวิพากษ์ วิจารณ์คัดค้านอย่างกว้างขวาง จากบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลที่รับเงิน จากกองทุนต่างชาติซึ่งมีมากพอควรทั้งในกลุ่มนักวิชาการ สื่อมวลชน และ กลุ่ม NGO ที่ออกมาต่อต้านกันในลักษณะขานรับพร้อมเพรียงกันเลยทีเดียว โดยลืมไปกระมังว่าตัวเองก็สัญชาติไทย 

ผมคงบอกไม่ได้ว่า นาย พอลถูกหรือผิดเพราะเรื่องอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว แต่ขอนำข้อเท็จจริงมาอ้างอิงไว้สัก 3 กรณีครับ 

นาย พอล มักจะอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทหาร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครรู้จริงๆ หรอกครับ ไม่เช่นนั้นจะเกิดรัฐประหารมาตั้ง 20 กว่าครั้งได้อย่างไร อย่างดีก็ไปฟัง คุณวาสนา นาน่วม เธอพูดแล้วนำมาจินตนาการต่อ โดยไม่รู้ว่า คุณวาสนา เธอเซียนข่าวขนาดไหน รู้มา 100% เธอ พูดออกมาแค่ 20-30%ให้เป็นเรื่องราวได้ ซึ่งสิ่งที่นายพอล ทำนอกจากไม่รู้จริงแล้ว ยังพูดจนติดปากว่า “เรื่องที่เกี่ยวกับทหารนั้น ต้องเกี่ยวกับวังบ้าง หรือวังสนับสนุนบ้าง” ทั้งๆ ที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว ทุกเรื่องมันต้องเกิด“เหตุ”อะไรนำขึ้นมาก่อน ทหารจึงกล้าออกมาทำรัฐประหาร หรือแม้กระทั่งการที่ทหารต้องออกมาแจ้งความจับ นายพอล ก็จะต้องมีสาเหตุอยู่เช่นเดียวกัน 

แต่ นาย พอล มีอคติไม่ยอมพูด หรือเขียน หรือนึกถึงเรื่องที่เป็นต้นเหตุ หรือเรื่องที่ตัวเองทำไว้เลย 

นาย พอลเป็นนักวิชาการในสังกัด คณะสังคมศาสตร์ ม. นเรศวร โดยมีภรรยาเป็นคณบดี ดังนั้น นายพอลจึงมี 2 สถานะ คือ (1) เวลาอยู่ที่มหาวิทยาลัย นายพอล เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของภรรยา และ (2) เป็นบุคคลคนเดียวกันตามกฎหมาย กับท่านคณบดีเมื่อกลับมาที่บ้าน 

ดังนั้น ความคิดอ่านของทั้ง 2 คนจึงน่าจะมีส่วนที่คล้ายคลึงกัน ตัวคณบดี เป็นคนหัวสมัยใหม่ เคยลงชื่อคัดค้านการจับกุม นศ. และกล้าขนาดอนุญาตให้ นายเพนควิน มาพูดบรรยายเปิดงานในภาควิชาการของคณะ โดยระบุให้ เพนควิน อยู่ ในฐานะนักวิชาการ จนโดนชาวบ้าน และ นักศึกษา ในคณะตัวเองออกมาประท้วง ฯลฯ 

นอกจากนั้น คณะสังคมฯ ที่นายพอลสังกัดอยู่ ยังรับทุนของ ยูเสด เอเซียฟาวเดอชั่น ฯลฯ มาทำงาน ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า แหล่งเงินทุนดังกล่าวหวังผลประโยชน์อะไร จากประเทศไทย ขอเขียนเพียงแค่นี้ ยังมีเรื่องราวอีกมากครับ แต่คดีอยู่ในชั้นศาลแล้ว ผมคงไม่สามารถก้าวก่ายได้ ก็อยากฝากบอกมายัง นายพอล ว่า แผ่นดินไทยที่คุณอยู่มามากกว่า 20 ปีนั้นให้ทั้งความสุข เกียรติยศ เงินทอง ฯ ซึ่งคุณไม่สามารถจะไปหาที่ไหนได้ในโลกนี้อีกแล้ว การที่ต้องเสียสิ่งเหล่านี้ไป ก็เพราะการกระทำของคุณเอง 

ลืมบอกนายพอลไปอีกว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ในสหรัฐมานานแล้ว เวลาต้องกลับไปอยู่อีกที อย่าลืมตัวไปว่ายังอยู่ที่เมืองไทย อย่าเผลอไปด่า หรือบ่อนทำลาย ประธานาธิบดีสหรัฐฯเข้าล่ะ เจอโทษแรงและเร็วกว่า แน่ๆ ครับ ทั้งปรับและจำคุก และจะถูกสอดส่อง ติดตามตรวจสอบ ทุกอย่างที่ทำในชีวิตประจำวันอย่างละเอียดละออ จากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ คนที่ด่าประธานาธิบดี นี่น่ะ โดนกฎหมายยิ่งกว่า ม.112 อีก ครับ 

ส่วนใครที่กลัวว่าเรื่องนี้ จะไปซ้ำเติมเรื่องการขึ้นภาษีของสหรัฐฯนั้น ไม่ต้องกลัวหรอกครับ เพราะมันเป็นละครฉากหนึ่งที่เค้าแสดงกับจีนเท่านั้น ประเทศไทยเรามีดีหลายสิบอย่าง ที่สหรัฐฯ ต้องนึกถึงอยู่เสมอ ขนาดทำรัฐประหารกี่ครั้ง ๆ สหรัฐก็แกล้งทำเป็นดุเท่านั้น ไม่กล้าทิ้งประเทศไทยไปจริงๆ หรอกครับ ไทยเราน่ารักจะตาย 

ภาษีคือภาษี ความผิดคือความผิด เสียงสะท้อนถึง…พี่ชาย ‘ดร. พอล แชมเบอร์ส’ ปมขอให้สหรัฐฯ กดดันไทย

(22 เม.ย. 68) จากกรณีที่ คิท แชมเบอร์ส (Kit Chambers) พี่ชายของ ดร. พอล แชมเบอร์ส (Dr. Paul Chambers) นักวิชาการชาวอเมริกันซึ่งกำลังเผชิญคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ ในประเทศไทย ได้เผยแพร่บทความผ่าน The Oklahoman สื่อท้องถิ่นของรัฐโอคลาโฮมา เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ระงับการเจรจาการค้าด้านภาษีกับไทยจนกว่า “น้องชายของเขาจะได้กลับบ้าน”

ในบทความดังกล่าว คิท แชมเบอร์ส กล่าวหาว่าการกักขังน้องชายของตนนั้น “ไม่เป็นธรรม” และยืนกรานว่านี่ไม่ใช่ปัญหาทางการค้า แต่คือ “เรื่องสิทธิมนุษยชน”

ล่าสุด “ปราชญ์ สามสี” ได้ออกมาโพสต์แสดงความเห็นถึงกรณีนี้ว่า

คำถามคือ — แล้วการกระทำผิดกฎหมายในประเทศหนึ่ง สามารถกลายเป็น "ของต่อรอง" ได้จริงหรือ?

ถ้าคนไทยสักคนเดินทางไปสหรัฐฯ แล้วไปละเมิดกฎหมายของอเมริกา เช่น ละเมิดสัญลักษณ์ทางการเมือง ข่มขู่บุคคลสาธารณะ หรือทำผิดทางไซเบอร์ ประเทศไทยควรจะ "ขู่ขึ้นภาษีสินค้าอเมริกัน" เพื่อให้สหรัฐฯ ยอมปล่อยตัวกลับบ้านหรือไม่?

การใช้ข้อเรียกร้องทางอารมณ์ มาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของรัฐอื่น นอกจากจะบ่อนทำลายหลักนิติธรรมแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในอธิปไตยของแต่ละประเทศอย่างร้ายแรง

ไทยไม่ได้กักขังพอลเพราะเขาเป็นอเมริกัน แต่เพราะเขาทำผิดกฎหมายไทย และกระบวนการที่เกิดขึ้น ก็อยู่ภายใต้สิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ไม่ต่างจากประชาชนไทยทั่วไป

การเจรจาภาษีควรเดินหน้าอย่างอิสระ เพราะเศรษฐกิจคือผลประโยชน์ของคนทั้งชาติ ไม่ใช่เวทีต่อรองเพื่อปล่อยตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อย่าเอาน้ำหนักของ “สายเลือด” ไปทับถม “หลักนิติธรรม” ที่ประเทศอื่นพยายามรักษาไว้ด้วยความยากลำบาก

โลกจะอยู่ไม่ได้ หากอำนาจทางการค้าใหญ่กว่าหลักแห่งความยุติธรรม

คนที่เคยเลือก ‘แดง’ แล้วแผลงมาเลือก ‘ส้ม’ เพราะส่วนลึกนิยม!! ล้มเจ้า..ล้มสถาบัน

(29 ก.ค. 68) ถ้าหากนับเฉพาะคนเคยแดง เคยเป็นสาวกของ “พรรคเผาเมือง” มาก่อน แล้ววันนี้เปลี่ยนใจหันมาเลือก “พรรคส้มล้มสถาบัน” แทน หนึ่งเหตุผลที่ “ซ่อนเร้นเป็นความลับ” อยู่ในใจของ “คนเปลี่ยนสี” เหล่านี้ก็คือ “เกลียดชังการรัฐประหาร” และ “ไม่ศรัทธาสถาบันกษัตริย์” 

ด้วยพรรค “โกงจำนำข้าว” แม้จะเป็นสารตั้งต้นของการกัดเซาะสถาบันเบื้องสูง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ “คนไทยแอบไม่เอาสถาบัน” จำนวนหนึ่ง จึงพากันมาร่วมขบวนการ “ปลดรูปในหลวง” ออกจากฝาบ้าน และสร้างข่าวเท็จโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี 

ต่อเมื่อเวลาเปลี่ยน ท่าทีของ “แกนนำแดงเผาเมือง” ไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนแต่ก่อน ด้วย “นายใหญ่” ยังต้องหนีคดีเร่ร่อนอยู่ต่างแดน ท่าทีโอนอ่อนต่อสถาบันจึงมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ คนเหล่านี้จึงรู้สึกผิดหวัง แม้จะเคยร่วมกันเป็น “แดงทั้งแผ่นดิน” แต่ความไร้ทิศทางของ “พรรคเผาไทย” ในขณะนั้น จึงเกิดความไม่มั่นใจถ้าจะร่วม “ขบวนเลว” ต่ออีกหนึ่งคำรบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประเทศไทยมีพรรคเกิดใหม่ อ้างตัวว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ชู “นโยบายล้ม 112” หวังทำให้สถาบันอ่อนแอและล้มหายตายจากไปในที่สุด จึงโดนใจ “อดีตแดงเกลียดเจ้า” เป็นอย่างมาก

กลุ่มแดงอกหักจาก “พรรคข้าวเน่า” จึงพากันมาหย่อนบัตรกาเลือก “พรรคส้มล้มชาติ” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 14 ล้านเสียง แน่นอนว่าในจำนวนนี้มี “แดงเปลี่ยนสี” ปะปนมากับ “พวกโลกสวยสมองกลวง” ที่ไม่เคยลงลึกในเรื่องการเมืองมากไปกว่าการได้ “ชูสามนิ้วโง่ ๆ” ถ่ายรูปลงโซเชียล

“แดงเกลียดเจ้า & ไม่เอาทหาร” จึงพากันมารวมตัวกันเป็น “ด้อมส้มล้มสถาบัน” ผู้ซื่อสัตย์ คนจำพวกนี้รับประทานอคติเป็นอาหาร ปิดหูปิดตาต่อการรับรู้ผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง จะตั้งหน้าตั้งตาด่าแต่สถาบันและทหาร ขนาดทหารออกไปสู้รบ และพลีชีพเพื่อไม่ให้แผ่นดินไทยต้องสูญเสียดินแดน คนพวกนี้ก็ไม่เคยพูดให้กำลังใจ ไม่เคยมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีบุญคุณ หรือสำคัญอย่างไรต่อความเป็นไทย คอยสนับสนุนแต่ “เด็กสามกีบ” ที่ทำผิด 112 นี่คือ “เนื้อแท้” ของพวก “แดงกลายพันธุ์” ในปัจจุบัน จัดเป็นคนใจดำอำมหิต ไม่กล้ายอมรับความจริง ไร้ความชอบธรรมในจิตใจ และขี้ขลาดแม้เพียงจะเอ่ยชื่นชมคนที่ทำเพื่อบ้านเมือง 

“แดงแผลงส้มเหล่านี้” จัดเป็นกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่แพ้ “พรรคล้มล้างสถาบัน” ที่คนพวกหนี้ยอมเป็น “เศษขี้ดินติดพื้นรองเท้า” ก็ไม่ปาน 

ไม่เชื่อลองสังเกตคนข้าง ๆ ตัวคุณ มันจะไม่ชม แต่จะหามุมด่าทหารอย่างเดียว

‘นารา เครปกะเทย’ รอดคุก ม.112 คดีโพสต์เฟซบุ๊กปี 63 ศาลให้โอกาส รอลงอาญา 2 ปี พร้อมคุมประพฤติ 1 ปี

(3 ก.ย. 68) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี “นารา เครปกะเทย” หรือ อนิวัติ ประทุมถิ่น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ วัย 26 ปี ในข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กและคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตัวเองในปี 2563 เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน

ศาลพิพากษาว่า นารามีความผิดตามฟ้อง โดยจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากให้การรับสารภาพและสำนึกผิด โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานทุก 3 เดือน และให้บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะรวม 24 ชั่วโมง ในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพและวันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ 9 พร้อมห้ามกระทำผิดซ้ำ

หลังฟังคำพิพากษา นาราโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “รอดค่ะ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนู รอลงอาญา 2 ปีค่ะ” และกล่าวว่ารู้สึกโล่งใจ ดีใจที่ศาลให้โอกาส จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำงานหาเงินใช้หนี้ และหากมีเวลาอยากบวชให้น้อง

คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของนารา โดยคดีแรกศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมแสดงในคลิปโฆษณาแคมเปญของลาซาด้าในเดือนพฤษภาคม 2565 ขณะที่คดีปัจจุบันมีผู้แจ้งความคือ อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่ม ศปปส. ซึ่งร้องทุกข์ต่อ บก.ปอท. ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ฟ้อง และประกันตัวตามลำดับ

‘ปราชญ์ สามสี’ จวกส้ม!! ‘พรรคประชาชน’ ด่ากองทัพไม่เว้นวัน แต่ปัดความผิดตัวเอง ด้วยคำว่า “เสรีภาพ” ถึงเวลาส่องกระจก ก่อนจะชี้นิ้วว่าใคร

(8 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์…ตลอดหลายเดือนมานี้ พรรคสีส้มหรือที่เรียกกันว่า “พรรคประชาชน” มักใช้ “ข้อสงสัย” เป็นเครื่องมือในการโจมตีกองทัพ — ตั้งแต่เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงสภาพความเป็นอยู่ของทหารเกณฑ์ แล้วก็สรุปง่าย ๆ ว่า “ทั้งกองทัพคือปัญหา”

แต่พอถึงคราวที่ “ส้มเอง” ทำผิด — ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตภายในพรรค การใช้งบไม่ตรงวัตถุประสงค์ หรือคำพูดรุนแรงจากแกนนำ — กลับรีบบอกว่า “เป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค”

ข้าพเจ้ามองว่านี่คือสองมาตรฐานที่น่าคิด เพราะเมื่อพรรคส้มกล่าวหากองทัพว่า “ไม่รับผิดชอบ” ตัวเองกลับ “ไม่เคยรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของพวกตัวเอง” เช่นกัน

กองทัพในฐานะองค์กร 
แน่นอน กองทัพไม่ใช่องค์กรที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปน แต่โดยโครงสร้างแล้ว กองทัพคือ “ระบบงานของรัฐ” ที่ทำหน้าที่ร่วมกับประชาชนและรัฐบาลในภารกิจความมั่นคงของชาติ

การเหมารวมว่า “ทุกคนในเครื่องแบบคือคนเลว” จึงไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำร้ายจิตใจคนทำงานนับแสน ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศในแนวหน้าอย่างเงียบ ๆ

ในขณะที่บางพรรคกลับใช้เพียงไมโครโฟนกับกล้องถ่ายคลิป ปลุกกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ไม่เคยลงพื้นที่จริงในยามวิกฤต

เมื่อกองทัพถูกด่า — เขาแค่ “ชี้แจง” ไม่ได้ “โต้กลับ” 
หลายครั้งที่กองทัพออกมาชี้แจง เช่น เรื่องการดูแลทหารเกณฑ์ หรือเงินบริจาคจากประชาชน — ก็เพื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง แต่ส้มกลับบิดประเด็นว่า “เป็นการแก้ตัวของอำนาจเก่า”

ในทางกลับกัน เมื่อพรรคส้มถูกวิจารณ์ กลับอ้างว่า “ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง” แล้วเริ่มโจมตีคนอื่นต่อ เพื่อเบี่ยงความสนใจจากปัญหาของตัวเอง ทั้งที่ใน พรรคประชาชน ก็มีคดีติดตัวอยู่หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น

คดี ยาเสพติดกว่า 5 แสนเม็ด
คดี ล่วงละเมิดทางเพศ / ทำร้ายร่างกายแฟนสาว
คดี หนีการเกณฑ์ทหาร
คดี เมาแล้วขับ
หรือแม้แต่กรณี แกนนำพรรคก้าวไกลถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112

ทุกครั้งที่เกิดเหตุ สิ่งที่พรรคทำคือ “ปัดความรับผิดชอบ” แล้วอ้าง “เสรีภาพ” เพื่อสร้างภาพว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ถึงเวลาที่ส้มต้อง “แก้ตัวเอง” ไม่ใช่ “แก้ภาพคนอื่น” 
กองทัพไม่เคยบอกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เขากล้า “ชี้แจง ยอมรับ และแก้ไข” ตามระบบกฎหมายและวินัยราชการ

ต่างจากบางพรรค ที่เมื่อศาลตัดสินคดี ม.112 กลับออกมาพูดว่า “กฎหมายไม่เป็นธรรม” ทั้งที่ตัวเองก็อาศัยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกันนี้ในการตั้งพรรคและลงเลือกตั้ง

หากกฎหมายไม่ดีจริง — แล้วเหตุใดถึงยังใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัวเองทุกครั้งที่ถูกร้องเรียน?

ข้าพเจ้าเบื่อเหลือเกิน... 
เบื่อคนที่อ้างคำว่า “ประชาชน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง แต่กลับทำผิดกฎหมาย และไม่เคยตรวจสอบตัวเองแม้แต่น้อย

สังคมไทยไม่ต้องการใครมาสร้างความแตกแยก 
เราต้องการนักการเมืองที่กล้ายอมรับข้อบกพร่องของตนเอง ก่อนจะเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยน เพราะ “ความรับผิดชอบ” ไม่ได้เกิดจากการด่าคนอื่นให้แย่ลง แต่เกิดจากการกล้ายอมรับและแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น

อันต่ำเตี้ยของพรรคการเมืองไทย ศาลตัดสินแล้วว่าผิด แต่ก็ยังใช้เอกสิทธิ์ ทำงานกินเงินเดือนต่อ

ถึงวันนี้ เด็กวัยรุ่น วัยเรียน รวมถึงผู้ใหญ่ “คิดน้อย” จำนวนหนึ่งที่อยากมีที่ยืนในสังคมและเคยออกไปร่วม “ชูสามนิ้ว” จาบจ้าง ล่วงละเมิด ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามท้องถนน คดีถึงที่สุดแล้วหลายคน โดนกันไปคนละหลายปี กรรมไล่ล่าทันในชาตินี้ ต่างเดินคอตกเข้าคุกรายวัน ชีวิตดับมืดเพราะหลงเชื่อคำปลุกปั่น ยกยอ แผนร้ายหลอกใช้ให้มาทำผิด 112  

เมื่อเลือกจะเป็นเหยื่อ ก็อย่าร้องคร่ำครวญเวลาต้องนอนในตะราง

เหยื่อผู้หลงผิด บ้างมาขอโอกาส ก็รีบเอาตัวออกห่าง “พรรคการเมืองปีศาจ” และก็มีไม่น้อยก่อนที่คดีจะสิ้นสุด ศาลเห็นใจให้ประกันตัวออกมาโดยหวังว่าจะสำนึก กลับใจเป็น “พลเมืองที่คิดเป็น” ของประเทศชาติ แต่เปล่าเลย ไปกระทำผิดซ้ำ ๆ เพิ่มโทษเพิ่มคดีอีกไม่รู้เท่าไหร่

เมื่อศาลหมดความเห็นใจยกเลิกการให้ประกันตัวเหยื่อไร้สำนึก ฝ่าย “ลัทธิตี๋เกลียดกษัตริย์” ก็รีบไปปลุกปั่นให้ “สามกีบสมองกลวง” กล่าวหาว่าศาลนั้นเป็นอันตราย และพุ่งโจมตีว่ามาตรา 112 เป็นปัญหาต่อสังคมไทย สมควรต้องยกเลิก หรือช่วยกันกระทืบให้อ่อนปวกเปียกเหมือนมะเขือเผา เพื่อที่ “สามกีบสมุนตะวันตก” จะได้เคี้ยวและกลืนสถาบันลงคอไปได้ง่าย ๆ

เหยื่อ ที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา ติดคุกรายวัน เพราะไม่มี “เอกสิทธิ์” คุ้มครอง ผิดกับ “นักการเมืองสามกีบ” ขนาดศาลตัดสินว่าผิดจริง ต้องโทษจำคุกหลายปี แต่ก็ยังแสดงออกถึงการเป็นคนไร้ศักดิ์ศรี ไร้จริยธรรม ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน่าละอาย หน้าด้านใช้ “เอกสิทธิ์ สส.” คุ้มครองตนเองให้ทำงานกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต่อไปหน้าตาเฉย เปลือยธาตุแท้ให้เห็นว่าไม่ได้แคร์ประชาชน ไม่ได้แคร์สังคม ไม่ได้แคร์เกียรติยศของตนเอง

คดีเดียวกัน แสดงพฤติกรรมเลว ๆ เหมือนกัน แต่การเป็น สส. ทำให้ไม่ต้องติดคุก จึงรีบฉวยใช้โอกาสของการอยู่นอก “กรงขังกีบ” เร่งหาวิธีแก้กฎหมาย หวังให้พวกพ้องที่โดนคดี 112 พ้นผิดแบบเท่ ๆ 

ประเทศไทยถ้าอยากเจริญ ควรยกเลิก “เอกสิทธิ์บาป” นี้ก่อนโดยเร็ว มิเช่นนั้น “สส. โจร” จะไม่มีทางเข็ดหลาบ แต่ใครล่ะจะจริงใจมาแก้กฎหมายให้สังคมไทยได้ประโยชน์ ประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่คิดดีเช่นนี้สักคนจริง ๆ หรือ?

คงจะเป็นไปได้ยากสำหรับประเทศไทย


โดย : แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top