Monday, 28 September 2026
โอมาน

ทรัมป์ยืนยัน!! สหรัฐฯ-อิหร่าน-โอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลง ประกาศข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข้อตกลงชั่วคราว 60 วัน รองรับเรือเดินเรือ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและเจรจาขยายต่อ

Axios เผย สหรัฐฯ-อิหร่าน-โอมาน ใกล้ปิดดีลฮอร์มุซ เตรียมประกาศพรุ่งนี้

สหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวระดับภูมิภาค 2 ราย และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 1 ราย

ข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวจะมีอายุ 60 วัน และสามารถขยายเวลาได้ในภายหลัง โดยกำหนดให้เรือที่เดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียใช้เส้นทางฝั่งน่านน้ำอิหร่าน ส่วนเรือที่เดินทางออกจะใช้เส้นทางฝั่งน่านน้ำโอมาน ภายใต้การประสานงานร่วมกันระหว่างอิหร่านและโอมาน

ในช่วง 60 วันแรก จะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ จากเรือที่ใช้เส้นทางดังกล่าว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องเดินเรือตรงกลางให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเปิดให้เป็นเส้นทางเดินเรือสองทิศทางภายใต้ข้อตกลงถาวร ซึ่งอิหร่านและโอมานจะต้องเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

รายงานระบุว่า นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งได้อนุมัติแล้วในวันนี้

ด้านสหรัฐฯ มีรายงานว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือโดยตรงกับนายอารักชีและนายบัดร์ อัล-บูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ขณะที่กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย ต่างมีบทบาทในการเป็นคนกลางผลักดันการเจรจาครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาจะมีความคืบหน้า แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ และยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะมีการลงนามและเปิดเผยรายละเอียดจากทุกฝ่าย

ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานมาตลอดว่า การเจรจาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซเป็นการหารือระหว่างอิหร่านกับโอมาน ขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็ยืนยันหลายครั้งว่า ไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน

แต่รายงานล่าสุดของ Axios ซึ่งมีความใกล้ชิดสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐ กลับระบุว่าสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเจรจา และอ้างว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ มีบทบาทในการประสานงานโดยตรงกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ผ่านการไกล่เกลี่ยของโอมาน กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1365625532392470/?rdid=xjB2L8nLG3PRP8kT#

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมาน!! ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ถล่มโอมาน ห้ามขัดขวางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คำขู่ระหว่างเจรจาอิหร่าน-โอมาน สหรัฐฯ กดดันเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมานให้ย่อยยับ หากพยายามขัดขวางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่โจมตีโอมาน หากรัฐบาลมัสกัตเข้ามาขัดขวางความพยายามของวอชิงตันในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“ถ้าโอมานเข้ามาขวาง เราจะถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันจันทร์

คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานเกี่ยวกับแนวทางจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังกดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1376252744663082/?rdid=0CQkjbL0DVOJm3TA#

“โอมาน” รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใคร!! ความมั่นคงสูงในตะวันออกกลาง ทิศทางพัฒนาประเทศไม่เหมือนใคร ผสานวัฒนธรรมและศาสนาอย่างลงตัว ครองตำแหน่งยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

โอมาน: รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใครใน GCC (1)

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒื อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระหว่างเที่ยวบินขากลับจากสุราษฎร์ธานีสู่สุวรรณภูมิ ดร.ธงชัย ปิติเศรษฐ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนผมคุยเรื่องตะวันออกกลาง

ท่านเล่าถึง “โอมาน” จากสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้ผ่านสารคดี ก่อนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า
“ทำไมโอมานจึงดูมีวิธีคิดและแนวทางพัฒนาประเทศแตกต่างจากชาติอาหรับทั่วไป?”ทั้งการไม่เน้นสร้างตึกสูงระฟ้า และการพัฒนาสังคมที่ไม่ได้เดินตามแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว
ผมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ในทันที ผมจึงบอกท่านไปว่า “ขอเอากลับไปเป็นการบ้านก่อนครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า…ทำไมโอมานจึงเลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง”

จากวันที่ได้เดินทางร่วมกันมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เรียนตามตรงว่าผมยังไม่มีคำตอบที่ดีพอ แต่ถ้าใครเผอิญอ่านบทความนี้ของผมแล้วมีมุมมองเพิ่มเติมก็จะยินดีมากครับ
สำหรับผมความแตกต่างระหว่างโอมานกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม GCC มันฝังรากลึกอยู่ในภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ จนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Omani Exceptionalism” หรือ “ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอมาน” เริ่มจากดูแผนที่ของประเทศนี้ เราก็จะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างได้ทันที

เพราะในขณะที่รัฐอาหรับส่วนใหญ่หันหน้าเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียและผูกพันกับโลกทะเลทรายของคาบสมุทรอาหรับ โอมานกลับเป็นประเทศที่เปิดประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียโดยตรง ชายฝั่งทะเลยาวนับพันกิโลเมตรทอดตัวจากทะเลอาหรับไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้โอมานมีสายตาที่มองออกไปสู่ทะเลมากกว่ามองเข้าไปในทะเลทราย
เป็นเวลาหลายพันปีแล้วครับที่ชาวโอมานเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากลมมรสุม ซึ่งเป็นระบบลมตามฤดูกาลของมหาสมุทรอินเดีย พ่อค้าและนักเดินเรือชาวโอมานสามารถออกเดินทางจากชายฝั่งอาหรับไปยังอินเดีย แอฟริกาตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มยุคแห่งการสำรวจเสียอีก

ดังนั้น หากซาอุดีอาระเบียเป็นผลผลิตของทะเลทราย โอมานก็คือผลผลิตของท้องทะเล
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของโอมานไม่ได้เกิดจากทะเลเพียงอย่างเดียว ภายในประเทศของโอมานยังประกอบไปด้วยเทือกเขาสูงและพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ โดยเฉพาะเทือกเขาฮะญัร (Hajar Mountains) และพื้นที่สูงของญะบัล อัล-อัคห์ฎัร (Jabal al-Akhdar) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่แยกผู้คนในพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอก
ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของ โอมานที่มีสองโลกอยู่ในประเทศเดียว ซึ่งดำรงอยู่ควบคู่กันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

โลกแรกคือ โอมานที่เป็นโลกชายฝั่ง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสกัตและเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ริมมหาสมุทรอินเดีย โลกอันแรกนี้มีลักษณะเปิดกว้าง เป็นสากล และเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ พ่อค้าโอมานเดินทางไปยังอินเดีย จีน แอฟริกาตะวันออก และหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาค้าขายเครื่องเทศ งาช้าง ทองคำ อินทผลัม สิ่งทอ และในบางยุคสมัยยังรวมถึงการค้าทาส จนสามารถสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงอินเดีย
นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ชาวโอมานมีความใกล้ชิดกับแซนซิบาร์ กิลวา หรือเมืองท่าของอินเดียมากกว่าใกล้ชิดกับชนเผ่าในคาบสมุทรอาหรับเสียอีก

ในทางตรงกันข้าม โลกที่สองคือ “โอมานชั้นใน” หรือ Interior Oman ซึ่งเป็นโลกของสังคมภูเขาที่ค่อนข้างปิดตัวเองจากอิทธิพลภายนอก มีโครงสร้างทางสังคมแบบชนเผ่า พึ่งพาการเกษตรในโอเอซิสและระบบชลประทานดั้งเดิม ผู้คนดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของชุมชน
ต่างจากรัฐอาหรับอื่น ๆ ที่อำนาจการเมืองมักผูกติดอยู่กับราชวงศ์ โลกของโอมานชั้นในกลับพัฒนาระบบการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะ คือการเลือกอิหม่ามให้เป็นผู้นำของชุมชน

ระบบนี้เรียกว่า “อิมามัต” (Imamate) อิหม่ามในความเข้าใจของอิสลามสายอิบาดีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางศาสนา แต่เป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของชุมชน โดยตำแหน่งนี้ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความรู้ทางศาสนา และการยอมรับจากสังคม
แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากทั้งระบอบเคาะลีฟะฮ์แบบราชวงศ์ในโลกซุนนีย์ยุคก่อน และไม่เหมือนแนวคิดการสืบทอดอำนาจผ่านเชื้อสายของศาสดาในโลกชีอะห์

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือศาสนาอิสลามสาย “อิบาดี” (Ibadi Islam) ซึ่งถือเป็นสำนักคิดที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของอิสลาม และถือเป็นสำนักคิดหลักของประชากรโอมานจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีรากกำเนิดมาจากขบวนการคอวาริจญ์ในยุคแรกของอิสลาม แต่อิบาดีได้พัฒนาตนเองเป็นแนวทางที่เน้นความพอเพียง ความอดกลั้น และการประนีประนอมมากกว่ากลุ่มคอวาริจญ์สายหัวรุนแรงที่พวกเรารู้จักกัน

อัตลักษณ์อิบาดีจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โอมานมีเส้นทางพัฒนาการทางศาสนาแตกต่างจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ในโลก

เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างระหว่างโอมานชายฝั่งกับโอมานชั้นในได้หล่อหลอมให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ฝ่ายชายฝั่งมองตนเองว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ผู้เชื่อมโลกอาหรับเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย
ขณะที่ฝ่ายชั้นในมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามและอิสรภาพของชนเผ่า
ความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิดนี้ดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์โอมาน และส่งผลต่อการเมืองของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ในสายตาของนักวิชาการบางคน รัฐอิมามัตซึ่งดำรงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางการเมืองที่สูญหายไปเท่านั้น แต่ยังเป็นความทรงจำทางการเมืองที่ยังคงมีพลังอยู่ในจิตสำนึกของชาวโอมานบางส่วน

สำหรับผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ อิมามัตอาจถูกมองว่าเป็นตัวแทนของยุคทองของโลกมุสลิม เป็นสังคมที่ผู้นำได้รับเลือกจากคุณธรรม มิใช่จากสายเลือดหรืออำนาจทางทหาร

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางคนจึงเคยตั้งข้อสังเกตว่า หากแนวคิดอิสลามการเมืองหรือขบวนการฟื้นฟูศาสนาในอนาคตพยายามสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ พวกเขาอาจหันกลับไปใช้สัญลักษณ์ของรัฐอิมามัตเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้โอมานในปัจจุบันจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในตะวันออกกลาง และมีชื่อเสียงด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลและประนีประนอม แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะโอมานไม่ได้เป็นเพียงรัฐเล็ก ๆ ริมอ่าวอาหรับ หากแต่เป็นผู้ควบคุมด้านหนึ่งของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การทำความเข้าใจโอมานจึงไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่าภูมิศาสตร์ ศาสนา การค้า และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถหล่อหลอมรัฐหนึ่งให้มีเส้นทางพัฒนาการที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านได้อย่างไร

และในบรรดาประเทศอาหรับทั้งหมด โอมานอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความจริงข้อนี้ เอาไว้มาต่อกันตอนที่สองครับ

แผนที่ประกอบจาก https://www.worldatlas.com/maps/oman

ที่มา : https://www.facebook.com/1053548533/posts/10240805273363176/?rdid=kU3gIkFDERqKGug3#

ย้อนรอยโอมานก่อนอิสลาม!! โอมานครองความเป็นอิสระทางการเมือง สะพานเชื่อมโลกอาหรับและเปอร์เซีย เปิดพื้นที่แสดงออกทางสังคม รากฐานอัตลักษณ์ทางการเมืองมั่นคง

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#โอมานก่อนอิสลาม : ดินแดนชายขอบของเปอร์เซีย สะพานเชื่อมโลกอาหรับ และรากฐานของอัตลักษณ์

จำได้ว่า ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ผมมีภารกิจเดินทางไปตุรกีด้วยสายการบินโอมาน แอร์ โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมัสกัตนานถึง 24 ชั่วโมง นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศของประเทศโอมานอย่างจริงจัง ทันทีที่ลงจากเครื่องที่มัสกัต มีคนมารอรับและพาผมเที่ยวชมเมืองตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโอมาน ทริปสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ครั้งนี้ต้องขอบคุณ ดร. นรา อิลาชาน ที่ช่วยประสานงานและจัดทุกอย่างให้เป็นอย่างดี

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่เราไม่พลาดไปเยือนคือ มัสยิดใหญ่สุลต่านกอบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque) และที่นั่นเองทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสังคมโอมานที่น่าสนใจยิ่ง

เย็นวันนั้น หลังละหมาดมัฆริบ ผู้คนหลายร้อยคนที่มาร่วมละหมาดไม่ได้เดินทางกลับบ้านในทันที แต่กลับรวมตัวกันอยู่ภายในบริเวณมัสยิด เพื่อแสดงออกและประท้วงต่อการโจมตีของอิสราเอลในกาซ่า ซึ่งในเวลานั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่า ผมเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมการแสดงออกดังกล่าวด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ กิจกรรมลักษณะนี้แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยในหลายประเทศริมอ่าวอาหรับ เพราะผู้ปกครองเหล่านั้นกังวลว่าการชุมนุมทางการเมืองอาจขยายตัวและกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

แต่สิ่งที่ผมเห็นในโอมานกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป อย่างน้อยจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองในวันนั้น โอมานดูเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงออกทางความคิดได้มากกว่าที่ผมคาดไว้ และมีบรรยากาศทางสังคมที่ค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อเทียบกับประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ

24 ชั่วโมงในมัสกัตจึงไม่ได้เป็นเพียงการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางไปตุรกี แต่กลายเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้ผมได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโอมาน ประเทศเล็ก ๆ บนคาบสมุทรอาหรับที่มีวิธีจัดการกับความแตกต่างทางความคิดและการแสดงออกของประชาชนในแบบที่น่าสนใจไม่น้อย

การจะทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิดของโอมานอย่างที่ว่า เราคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์กันซักนิด เรื่องราวของโอมานเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ชายขอบของจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ในอดีตที่ผลัดกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือภูมิภาคแห่งนี้ โดยเฉพาะจักรวรรดิเปอร์เซีย

ในความเป็นจริง โอมานตั้งอยู่บนจุดตัดของโลกหลายใบพร้อมกัน ทางเหนือเชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันตกเชื่อมกับทะเลทรายอาหรับ ทางใต้เปิดสู่เยเมนและมหาสมุทรอินเดีย ส่วนทางตะวันออกหันหน้าออกสู่เส้นทางเดินเรือที่เชื่อมแอฟริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน ตำแหน่งที่ตั้งเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจในสมัยโบราณไม่อาจมองข้าม

สำหรับจักรวรรดิเปอร์เซีย การควบคุมโอมานหมายถึงการควบคุมประตูทางทะเลของอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางการค้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิไซรัสมหาราชแห่งจักรวรรดิอาคีเมนิด ต่อเนื่องมาถึงจักรวรรดิพาร์เธียน และต่อมาในยุคของจักรวรรดิซาสซาเนียน พื้นที่ชายฝั่งของโอมานจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเปอร์เซียเป็นระยะเวลายาวนาน

อย่างไรก็ตาม โอมานไม่เคยเป็นจังหวัดธรรมดาของจักรวรรดิใด ภูมิประเทศของโอมานเต็มไปด้วยภูเขาสูง หุบเขาลึก และพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งทำให้การควบคุมจากส่วนกลางเป็นเรื่องยาก แม้เปอร์เซียจะสามารถควบคุมเมืองท่าสำคัญตามแนวชายฝั่งได้ แต่การแผ่อำนาจเข้าไปยังพื้นที่ภายในกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สภาพเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่กึ่งอิสระมาโดยตลอด และในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีผลต่ออัตลักษณ์ของโอมานมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชนเผ่าอาหรับกลุ่มหนึ่งได้อพยพออกจากบริเวณมะอ์ริบในเยเมน
เหตุผลของการอพยพดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ บางคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความเสื่อมโทรมของระบบชลประทานและเขื่อนมะอ์ริบอันเลื่องชื่อ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นผลจากการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ในอาระเบียใต้

ผู้นำของการอพยพครั้งนี้คือ มาลิก บิน ฟะห์ม
ตามบันทึกของนักประวัติศาสตร์อาหรับยุคต้น (ฮิชาม อิบน์ อัล-กัลบี) มาลิกสามารถรวบรวมกำลังของชนเผ่าต่าง ๆ และเคลื่อนเข้าสู่โอมาน ก่อนจะเอาชนะกองกำลังเปอร์เซียที่ประจำอยู่ในภูมิภาค
ชัยชนะดังกล่าวทำให้เขาสถาปนาอำนาจขึ้นที่เมืองนิซวา ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหัวใจทางการเมืองและศาสนาของโอมานชั้นใน

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างโลกเปอร์เซียกับโลกอาหรับในโอมาน

ชนเผ่าที่ติดตามมาลิก บิน ฟะห์ม เข้ามานั้นถือว่าตนเองเป็น “เกาะห์ฏอนีย์" (Al-Qahtani) หรือชาวอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ คือในวัฒนธรรมอาหรับยุคโบราณ การแบ่งสายตระกูลระหว่างเกาะห์ฏอนีย์กับอัดนานีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เกาะห์ฏอนีย์ถูกมองว่าเป็น "อาหรับดั้งเดิม" หรือ "อาหรับบริสุทธิ์" ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอารยธรรมโบราณของเยเมน เช่น อาณาจักรสะบาอ์ ฮิมยัร และฮัดรอเมาต์
ขณะที่อัดนานีซึ่งกระจายตัวอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอาหรับอีกสายหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแตกต่างออกไป ความทรงจำเกี่ยวกับต้นกำเนิดเกาะห์ฏอนีย์นี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมโอมานมานานหลายศตวรรษ และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวโอมานมองตนเองแตกต่างจากศูนย์กลางอำนาจในคาบสมุทรอาหรับตอนกลาง

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของชนเผ่าอาหรับไม่ได้หมายความว่าอิทธิพลของเปอร์เซียจะสิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกลับพัฒนาความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ
คือแทนที่จะปกครองโดยตรง จักรวรรดิซาสซาเนียนเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า "จูลันดา"
ภายใต้ระบบนี้ ผู้นำท้องถิ่นชาวอาหรับได้รับสิทธิในการบริหารดินแดน แต่ยังคงยอมรับอำนาจอธิปไตยของเปอร์เซีย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวอาหรับปกครองโอมานในนามของเปอร์เซียนั่นเอง
ระบบเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจักรวรรดิ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำท้องถิ่นสะสมอำนาจและทรัพยากรของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของชนชั้นนำโอมานที่มีทั้งอัตลักษณ์อาหรับและประสบการณ์ในการบริหารรัฐตามแบบเปอร์เซีย นี่เป็นประสบการณ์ทางการเมืองที่รัฐอาหรับหลายแห่งในคาบสมุทรไม่มี
ยิ่งเวลาผ่านไป ชนชั้นนำเหล่านี้ยิ่งมีความมั่นใจและเป็นอิสระมากขึ้น จนในบางช่วง พวกเขาแทบไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเปอร์เซียอย่างแท้จริง หลักฐานสำคัญประการหนึ่งคือเหตุการณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 7 เมื่อจักรวรรดิซาสซาเนียนภายใต้การนำของกษัตริย์โครสโรสที่ 2 ต้องส่งกองทัพกลับมายึดครองโอมาน บาห์เรน และฮัดรอเมาต์อีกครั้ง

ความหมายก็คือหากโอมานยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ การส่งกองทัพเช่นนี้ย่อมไม่มีความจำเป็น ดังนั้น การรณรงค์ทางทหารครั้งดังกล่าวจึงสะท้อนว่าพื้นที่เหล่านี้น่าจะมีระดับของความเป็นอิสระอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีกคือโอมานได้พัฒนาความรู้สึกเรื่องการปกครองตนเองและอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนขึ้นมาแล้ว

นี่คือจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่หลายภูมิภาคของอาหรับกำลังรอการรวมตัวภายใต้ศาสนาอิสลาม โอมานกลับมีประสบการณ์ของการบริหารตนเอง การต่อรองกับมหาอำนาจ และการรักษาสมดุลระหว่างอิทธิพลภายนอกกับอำนาจภายในมาเป็นเวลาช้านาน

เมื่อศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงโอมานในคริสต์ศตวรรษที่ 7 อิสลามจึงไม่ได้มาถึงดินแดนว่างเปล่า แต่มาถึงสังคมที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเข้มแข็ง มีชนชั้นนำของตนเอง มีประสบการณ์ในการปกครองตนเอง และมีประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอำนาจภายนอกอยู่แล้ว

ปัจจัยเหล่านี้เองที่จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวโอมานรับอิสลาม ตีความอิสลาม และสร้างสถาบันทางการเมืองที่แตกต่างจากโลกมุสลิมส่วนใหญ่ในเวลาต่อมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top