Tuesday, 21 July 2026
โลจิสติกส์

“เอ็นเอ็กซ์” ลุยซื้อเมโทร!! บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นเมโทร ค่ากิจการกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา ขยายตลาดอเมริกาเหนือเต็มสูบ เสริมแกร่งโลจิสติกส์ครบวงจร

เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป เตรียมเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป จากแคนาดา พร้อมเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทย่อย

นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์ (NIPPON EXPRESS HOLDINGS, INC.) ซึ่งต่อจากนี้จะเรียกว่า "เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป" (NX Group) ได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป อิงค์ (Metro Supply Chain Group Inc.) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569

ธุรกรรมครั้งนี้ประเมินมูลค่าของเมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป ไว้ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 207,000 ล้านเยน) โดยพิจารณาจากมูลค่ากิจการ นับเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป นอกจากนี้ อาจมีการจ่ายเงินเพิ่มเติมตามผลการดำเนินงาน (earn-out) สูงสุดถึง 400 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 46,000 ล้านเยน) ให้แก่ผู้ขายกิจการ ขึ้นอยู่กับการบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น

เมโทร ซัพพลาย เชน กรุ๊ป มีเครือข่ายการดำเนินงานที่แข็งแกร่งครอบคลุมทั่วทั้งแคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร โดยให้บริการโลจิสติกส์บุคคลที่สาม (3PL) แก่หลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ยานยนต์ การผลิต และการดูแลสุขภาพ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป สามารถขยายการดำเนินงานในตลาดอเมริกาเหนือได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร อีกทั้งธุรกรรมครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป ตามแผนการจัดการ "NX Group Management Plan 2028 Dynamic Growth 2.0" เพื่อมุ่งสู่การเป็น "บริษัทโลจิสติกส์ที่มีบทบาทโดดเด่นในตลาดโลก"

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://drive.google.com/file/d/1SvzqxdP0zEEDCtmm2yhpGjBuDkM3iJea/view?usp=drive_link

เกี่ยวกับเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://drive.google.com/file/d/1mbvBL6C8THZNrR5LREgGeafNkEdaAmV-/view?usp=drive_link

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.nipponexpress.com/

บัญชีลิงด์อินอย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.linkedin.com/company/nippon-express-group/

ที่มา: นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์

WHA Group โชว์กำไร รายได้ 3,294 ล้าน ไตรมาสแรก 2569 WHA เดินหน้าโตต่อเนื่อง 5 กลุ่มธุรกิจ ยอดขายนิคมฯ Q1 พุ่ง 951 ไร่ รับเมกะเทรนด์ย้ายฐานผลิต

WHA Group โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่งตามแผนงาน

พร้อมเติบโตต่อเนื่องในทุก Business Hubs

กรุงเทพฯ – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) แกร่ง ยอดขายที่ดินไตรมาส 1/2569 พุ่งเฉียด 1,000 ไร่ รับเมกะเทรนด์โลกย้ายฐานการผลิตเข้านิคม WHA ล่าสุดยักษ์ใหญ่กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ กวาดพื้นที่กว่า 900 ไร่ และอยู่ระหว่างเจรจาอีกเพียบทั้งกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ย้ำเป้ายอดขายที่ดินปี 2569 แตะ 2,500 ไร่ ด้านธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตอย่างโดดเด่น พร้อมธุรกิจน้ำ-ไฟฟ้าฟื้นตัวแรงตามกลุ่มปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า และยานยนต์ โดยในไตรมาสแรกมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 3,294 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติ 1,445 ล้านบาท

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร 3,242 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,508 ล้านบาท โดยหากพิจารณาจากผลประกอบการปกติ บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 3,294 ล้านบาท ลดลง 38% และกำไรปกติ 1,445 ล้านบาท ลดลง 30% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรรายไตรมาสสูงสุดในปีที่ผ่านมา ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในไตรมาสแรกเติบโตต่อเนื่อง รับการลงทุนของลูกค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์มีการขยายตัวโดดเด่น พร้อมดีมานด์สัญญาเช่าระยะสั้นเพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจน้ำตามการใช้น้ำของกลุ่มโรงไฟฟ้า และปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) เปิดเผยว่า สำหรับผลงาน ในไตรมาสแรกของปีนี้ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยอดขายนิคมฯ ที่พุ่งแตะ 951 ไร่ และธุรกิจโลจิสติกส์ที่เติบโตโดดเด่น รวมถึงธุรกิจสาธารณูปโภคและไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมั่นคงของ WHA Group

ธุรกิจโลจิสติกส์ : ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทลงนามสัญญาเช่าโครงการ Built-to-Suit และโรงงาน/คลังสินค้าสำเร็จรูปเพิ่ม 43,840 ตร.ม. และยังมีสัญญาเช่าระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงจำนวน 63,385 ตร.ม. ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครองและบริหารทั้งหมด 3,221,676 ตร.ม. ล่าสุด บริษัทได้รับการคัดเลือกจากบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์เช่าพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานสำหรับเก็บสินค้าอันตราย (Dangerous Goods) รวมกว่า 4,700  ตร.ม. และยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่อีกหลายโครงการ คาดว่าจะสามารถทยอยเซ็นสัญญาได้ในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ WHA Group ยังคงเดินหน้าขยายศูนย์โลจิสติกส์ต่อเนื่อง โดยโครงการ WHA Mega Logistics Center บางนา-ตราด กม. 23 (ขาเข้า) และ WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม.21 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีผู้เช่าเกือบเต็มทั้งโครงการ ขณะเดียวกันบริษัทเร่งพัฒนาโครงการใหม่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ได้แก่ โครงการ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจิตร กม.4 โครงการ 2 ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และโครงการ WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม.21 (เฟส3) ก่อสร้างแล้วกว่า 50% พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่  WHA Manufacturing Park 331 บนทำเลยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ด้านศูนย์โลจิสติกส์เซ็นเตอร์แห่งแรกในเวียดนาม ภายในนิคมอุตสาหกรรมมินห์กวาง จังหวัดฮึงเอียน ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทได้เซ็นสัญญาเพิ่มเติมกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์หลายราย ส่งผลให้มีอัตราการเช่าพื้นที่ทะลุ 80%

ส่วนแผนการขายทรัพย์สินและ/หรือสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART และ WHAIR ล่าสุด ที่ประชุมผู้ถือหน่วย WHART มีมติอนุมัติการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม พื้นที่รวมกว่า 99,390 ตร.ม. มูลค่า 2,508 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมเสนอเรื่องต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วย WHAIR  เพื่อพิจารณาการลงทุนในทรัพย์สินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ 45,000 ตร.ม. มูลค่าราว 1,100 ล้านบาท ภายในไตรมาส 2/2569

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม : ในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมียอดขายที่ดินรวม 951 ไร่ จากเป้าปีนี้ที่ 2,500 ไร่ และยอดโอนที่ดิน 296 ไร่ พร้อมทั้งมียอดขายที่รอการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ให้กับลูกค้าที่สูงถึง 1,426 ไร่ สะท้อนถึงความต้องการที่ดินอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูง จากกระแสการย้ายฐานการลงทุนและการผลิต (Relocation) มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหันมาเลือกประเทศที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูง ประเทศไทยจึงได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว ด้วยปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ซัพพลายเชนมีประสิทธิภาพ แรงงานมีทักษะ และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาส 1/2569 ที่ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่าจากปีก่อน นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้วยมูลค่าลงทุนสูงสุด 873,741 ล้านบาท คิดเป็น 86% ของมูลค่ารวม ขณะเดียวกัน การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) รวม 965,869 ล้านบาท เติบโตถึง 261% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 “ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินกับลูกค้าดาต้า
เซ็นเตอร์รายใหญ่ พื้นที่กว่า 900 ไร่ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล และเทคโนโลยีสมัยใหม่ของไทย และยังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ารายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า”

ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 17 แห่ง ในไทยและเวียดนาม โดยในไทย มีพื้นที่กำลังก่อสร้างและรอพัฒนากว่า 10,230 ไร่ โดยเฉพาะโครงการใหม่ WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 (WHA ESIE 5) พื้นที่ 7,250 ไร่ ที่ได้รับความสนใจสูง คาดเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงแรกได้ในไตรมาส 2/2569 ทางด้านเวียดนาม บริษัทมีเขตอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วรวม 4,241 ไร่ (678.5 เฮกตาร์) ได้แก่ WHA Industrial Zone 1–Nghe An ที่จังหวัดเหงะอาน (Nghe An) และ WHA Smart Technology Industrial Zone 1–Thanh Hoa ที่จังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hóa) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) : ไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดขายและบริหารน้ำรวมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 42.6 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยในประเทศไทยมียอดจำหน่ายน้ำ 33.7 ล้านลูกบาศก์เมตร โตขึ้น 9% จากปีก่อน โดยเฉพาะน้ำดิบและน้ำอุตสาหกรรมที่เพิ่มตามความต้องการของกลุ่มโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี โดยเพิ่มขึ้น 12% และ 10% ตามลำดับ รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวต่อเนื่องจากลูกค้าใหม่ อีกทั้งยังมีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้น้ำเกินกว่าที่จัดสรร (Capacity Charge) จากลูกค้ารายใหญ่ จำนวน 326 ล้านบาท ส่วนเวียดนาม มียอดจำหน่ายน้ำตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 8.9 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงเล็กน้อยตามความต้องการใช้น้ำของลูกค้าหลักในโครงการ Duong River

ธุรกิจไฟฟ้า : ไตรมาส 1 ปี 2569  มียอดขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 76 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นถึง 55% จากปีก่อน พร้อมแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมีการเซ็นสัญญาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 6 สัญญา กำลังผลิตรวม 22 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ยอดสะสมโครงการ Private PPA อยู่ที่ 372 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้น 1,058 เมกะวัตต์ ซึ่งแบ่งเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้วจำนวน 735 เมกะวัตต์ (เป็นพลังงานหมุนเวียนจำนวน 206 เมกะวัตต์) และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 323 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด

ล่าสุด WHAUP ได้ลงนาม MOU กับ Apex Circuit (Thailand) พัฒนาโครงการโซลาร์ 17
เมกะวัตต์ พร้อมปั้นโมเดล “ซื้อขายไฟตรง” Direct PPA และ Third Party Access (TPA) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ อย่างไรก็ตามในไตรมาสนี้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน แต่บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 2-3/2569  หลังปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ธุรกิจดิจิทัล : หลังจากความสำเร็จในการยกระดับสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Technology-driven Organization) ในปีที่ผ่านมา WHA Digital เดินหน้าพัฒนาโครงการ Digital & AI Transformation ผ่านแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ โมบิลิกส์ซอฟต์แวร์โซลูชัน (Mobilix Software Solution) แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะ และ WHASApp ที่มาพร้อมฟีเจอร์ CO2ZERO  สำหรับบริหารคาร์บอนฟุต
พริ้นท์แบบเรียลไทม์ และฟีเจอร์ WeCYCLE เพื่อจัดการขยะรีไซเคิล ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพ                การดำเนินงานของกลุ่มบริษัท

พร้อมกันนี้  WHA Digital ได้วางโรดแมพ 3 ปี ภายใต้โครงการ “Flight of the Future” สู่การสร้าง Intelligent Enterprise Ecosystem ภายในปี 2028  ที่มุ่งพัฒนาองค์กรสู่การเป็นระบบนิเวศองค์กรอัจฉริยะ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ระบบงาน บุคลากร และการตัดสินใจเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ วางแผนล่วงหน้า และปรับตัวได้รวดเร็ว รองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องของการสร้างบุคลากร และวัฒนธรรม AI ผ่านโปรเจค AI Playground พื้นที่ทดลองเพื่อเปลี่ยนต้นแบบ (Prototype) จากเคสที่ชนะจากการแข่งขัน “WHA Hackathon 2025” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

ธุรกิจโมบิลิตี้ : ประกาศเดินหน้ารุกตลาดกรีนโลจิสติกส์เต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ Mobilix  สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจรรายแรกในไทย ครอบคลุม 3 บริการหลัก ได้แก่ EV Rental Service บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร EV Charging Solution ทั้งสถานีชาร์จภายในองค์กรและสาธารณะ พร้อมเครื่องชาร์จและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง Mobilix Software Solution แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะสำหรับจัดการรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มียอดให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าสะสมแล้วกว่า 413 คัน สะท้อนการเติบโตของธุรกิจและความต้องการโซลูชัน

ด้านโลจิสติกส์สีเขียวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากความสำเร็จด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ช่วงมีนาคม
ที่ผ่านมา WHA Group ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่า 3,500 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันให้การตอบรับที่ดีมียอดจองล้นกว่า 2 เท่าของจำนวนเสนอขาย สะท้อนถึง                  ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัท ซึ่งสอดรับกับศักยภาพความแข็งแกร่งโครงสร้างทางการเงิน และล่าสุดที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลรวมปี 2568 ที่ 0.2107 บาทต่อหุ้น โดยได้จ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.0669 บาทต่อหุ้น และจ่ายเพิ่มอีก 0.1438 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นี้ ตอกย้ำโอกาสการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจของ WHA Group

BCPG จ่อลงทุนคลังน้ำมัน!! ลงทุน 9,000 ลบ.ในคลังน้ำมันเพชรบุรี เพิ่มถังจัดเก็บเป็น 20 ถัง รองรับธุรกิจขยายตัว ประเมินมูลค่ายุติธรรม ผ่านการพิจารณาครบถ้วน เน้นเสริมแกร่งพลังงานและโลจิสติกส์กลุ่มบางจาก

การลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG โดยกลุ่มบริษัทบางจาก

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ กลุ่มบริษัทบางจากจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ

จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว 

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย 

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต  

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน 

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

ซีพี โฟตอน ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! โตแรง 5 เดือนแรก ยอดขายทะลุเป้า เปิดตัว eView Connect รุกโลจิสติกส์ ผนึก Huawei, Spark EV สร้างระบบครบวงจร ตั้งเป้าขยายตลาดสู่ผู้นำใน 5 ปี

ซีพี โฟตอน โชว์ยอดขาย 5 เดือนทะลุเป้า เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ “eView Connect” ราคาเริ่มต้น 7.99 แสนบาท รุกตลาดโลจิสติกส์ในเมือง พร้อมผนึกกำลัง Huawei และ Spark EV สร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครบวงจร

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด (CP FOTON) ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเทียบเท่ายอดรวมของปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง และเปิดตัวรถยนต์เชิงพาณิชย์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด "eView Connect" เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่มีผลิตภัณฑ์ครบครันที่สุดในไทย นอกจากนี้ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ Huawei และ Spark EV เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ครอบคลุมเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการไทย

ตอบรับความเชื่อมั่น เดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการทั่วประเทศ

ในปีนี้ CP FOTON ประสบความสำเร็จเป็นอย่าอย่างสูง โดยช่วง 5 เดือนแรกมียอดจดทะเบียนส่งมอบไปแล้วกว่า 300 คัน และยังมียอดสั่งซื้อรอส่งมอบอีกกว่า 500 คัน เทียบเท่ายอดขายรวมของปีที่ผ่านมาทั้งปี โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมในปีนี้ไว้ที่ 2,000 คัน ปัจจัยสำคัญมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ ทั้งรถตู้ไฟฟ้า และรถกระบะไฟฟ้าที่ทำให้เป้าหมายการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

และเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัทฯ ได้ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการมาตรฐานจาก 28 แห่งในปีที่ผ่านมา เป็น 37 แห่งทั่วประเทศในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าขยายให้ครบ 50 ศูนย์บริการภายในปีนี้ เพื่อยกระดับความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายให้กับผู้ประกอบการและผู้ใช้รถ FOTON ทั่วประเทศ

นายเฉิน เต๋อเม่า (Mr. Chen Demao) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า "แม้วิกฤติน้ำมันแพงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง แต่เรามองว่าอุตสาหกรรมขนส่ง - โลจิสติกส์ ยังคงมีความต้องการใช้งานยานยนต์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งราคาผลิตภัณฑ์ของ CP FOTON ยังมีความสมเหตุสมผล คุ้มค่าต่อการลงทุน ทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เรามีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็น อันดับ 3 ของตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ในไทยภายใน 1 ปี และจะทะยานขึ้นสู่ อันดับ 1-2 ภายในระยะเวลา 5 ปี"

ในด้านกำลังการผลิต ปัจจุบันโรงงาน FOTON CP Motor ในประเทศไทยมีกำลังการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์เครื่องยนต์ Euro5 อยู่ที่ 3,000 คัน ต่อปี และวางแผนขยายการไลน์ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ขึ้นในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ ซึ่งนอกจากจะรองรับตลาดในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซีย และอยู่ระหว่างการวิเคราะห์แผนขยายตลาดไปยังประเทศเวียดนามและมาเลเซียในอนาคตอันใกล้ พร้อมกันนี้ยังได้ขยายคลังอะไหล่ และพัฒนาทักษะช่างซ่อมบำรุงของผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง 

เปิดตัวรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ "eView Connect" ยกระดับธุรกิจโลจิสติกส์ยุคใหม่

ในวันนี้ CP FOTON ได้ทำการเปิดตัวรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ "eView Connect" ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากการเปิดจองล่วงหน้าเป็นอย่างดี โดยรุ่นเป็นการพัฒนาใหม่ทั้งหมดด้วยระบบขับเคลื่อน eDrive ที่โดดเด่นทั้งด้านกำลังขับเคลื่อน น้ำหนักที่เบาลง และสมรรถนะที่สูงกว่ารถในคลาสเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวรถถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Business Solutions อย่างแท้จริง ใช้งานง่ายด้วยประตูเปิดได้ 3 ด้าน และมีความสูงจากพื้นเพียง 50 เซนติเมตร ซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับการขึ้น – ลงสินค้า

eView Connect รุ่น i7 ราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษ 50 คันแรก 799,000 บาท

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 50.23 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 274 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 100 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 28 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุก ความจุ 7 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 2.8 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.455 ตัน 

• ตัวรถมีความสูงรวม 1,930 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.35 เมตร เข้าออกที่จอดรถภายในอาคารคล่องตัวสุด  

eView Connect รุ่น i8 ราคาปกติ 898,000 บาท 

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 66.67 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 371 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 90 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 38 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุก ความจุ 8 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 3.1 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.315 ตัน 

• ตัวรถมีความสูงรวม 1,930 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.85 เมตร เข้าออกที่จอดรถคล่องตัว 

eView Connect รุ่น i9 ราคาปกติ 918,000 บาท สิทธิประโยชน์ รวมมูลค่าสูงสุด 120,000 บาท

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 66.67 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 371 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 90 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 38 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุกความจุมากสุด 9 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 3.1 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.315 ตัน 

• ตัวรถหลังคาสูง ความสูงรวม 2,160 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.85 เมตร เข้าออกที่จอดรถคล่องตัว 

การรับประกัน บริษัทฯ ให้การรับประกันคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุด ให้กับผู้ใช้รถ eView Connect ทุกรุ่น ดังนี้

• แบตเตอรี่ CATL รับประกัน 8 ปี 400,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• แชสซีส์ รับประกัน 8 ปี 400,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• มอเตอร์และระบบไฟฟ้า รับประกัน 5 ปี 200,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• บริการช่วยเหลือฉุนเฉินบนท้องถนน หรือ Roadside Assistance ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

นายพัชร์รวิพล สุรวรรธนกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร กล่าวเสริมว่า "eView Connect มีจุดเด่นที่เหนือกว่ารถกระบะทั่วไป คือสามารถบรรทุกสินค้าได้มากกว่า มีความคล่องตัวสูง และด้วยความที่เป็นรถตู้ทึบจึงสามารถวิ่งงานขนส่ง  -โลจิสติกส์ในเมืองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากสามารถทดแทนการใช้รถกระบะในตลาดที่มีการจดทะเบียนเฉลี่ย 30,000 คัน ต่อปีได้เพียง 10% ก็จะเท่ากับยอดขายถึง 3,000 คัน"

ผนึกกำลัง Huawei และ Spark EV สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)

เพื่อเป็นการสนับสนุนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้สมบูรณ์แบบ CP FOTON ได้ร่วมลงนาม MOU กับพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่:

• ความร่วมมือกับ Spark EV:

มุ่งสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ โดยในระยะแรกจะเป็นการมอบโปรโมชันพิเศษ "EV Card" สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถ eView Connect ในช่วงเปิดตัว และในอนาคตมีแผนที่จะร่วมกันพัฒนาสถานีชาร์จความเร็วสูง (High-Power DC Fast Charger) สำหรับรถบรรทุกและรถเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบแอปพลิเคชัน (API) และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิค เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ

• ความร่วมมือกับ Huawei (Thailand):

มุ่งผลักดันและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้รถยนต์เชิงพาณิชย์ EV ในไทย ผ่านการสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจร ตั้งแต่ตัวรถยนต์, การสร้างสถานีชาร์จความเร็วสูงระดับ Megawatt (MW), ระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Storage-Charging) ไปจนถึงการผสานความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อมอบบริการสินเชื่อทางการเงินแบบ "เบ็ดเสร็จ" ให้แก่ลูกค้า

"ด้วยผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง บริการหลังการขายที่ครอบคลุม พันธมิตรทางการเงินที่พร้อมมอบเงื่อนไขสุดพิเศษ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่มั่นคง เราเชื่อมั่นว่า CP FOTON จะเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน" นายพัชร์รวิพล กล่าวปิดท้าย

ข้อเสนอสุดพิเศษฉลองเปิดตัว eView Connect  

มอบสิทธิพิเศษและส่วนลดรวมมูลค่าสูงสุดกว่า 120,000 บาท! จำกัดเพียง 50 คันแรกเท่านั้น!

1. สิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วงเปิดตัว สำหรับลูกค้าที่จอง eView Connect ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ i7, i8 และ i9                      

ภายในช่วงเวลาที่กำหนด 50 คันแรก จะได้รับสิทธิพิเศษ แบบจัดเต็ม รวมมูลค่าเกือบ 90,000 บาท 

• ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. นาน 1 ปี 

• ฟรี! ค่าบำรุงรักษา นาน 5 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

• ฟรี! บัตรชาร์จรถไฟฟ้า Spark EV มูลค่า 10,000 บาท

• อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.95% นาน 4 ปี (ภายใต้เงื่อนไขที่สถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด)

2. แคมเปญพิเศษสุด ฉลองเปิดตัว eView Connect i7 (จำกัด 50 คันแรก)

เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความสนใจ CP FOTON ขอมอบราคาสุดพิเศษช่วงเปิดตัวสำหรับรุ่น eView Connect i7 

• รับส่วนลดเงินสดเพิ่มจากราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษเหลือเพียง 799,000 บาท เท่านั้น! 

* จำกัดสิทธิ์เฉพาะลูกค้า 50 ท่านแรก ลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่าแบบดับเบิล 

1. ส่วนลดพิเศษ : 49,000 บาท จากราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษเหลือเพียง 799,000 บาท 

2. สิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ช่วงเปิดตัว มูลค่าเกือบ 90,000 บาท 

รวมรับสิทธิประโยชน์และส่วนลดทั้งหมด มูลค่าสูงสุดกว่า 120,000 บาท!

ระยะเวลาแคมเปญพิเศษนี้ สำหรับผู้ที่สั่งจองรถ eView Connect ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ถึง                     วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้น

“อย่าหลงเชื่อ AI แต่ต้องใช้ AIให้เป็น”

เมื่อวานนี้ “ผมได้รับเกียรติเป็นประธานเปิดงาน DigiCommerce Service Expo ณ ศูนย์การประชุมแห่ง
ชาติสิริกิติ์ และบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลิกอนาคตประเทศไทยสู่ยุคใหม่ (Thailand Beyond Next)” ว่าด้วยโอกาสของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางภูมิภาคด้าน AI-Commerce, ซัพพลายเชนอัจฉริยะ และเทคโนโลยีผู้บริโภคแห่งอนาคต”

ภายในงาน “ผมมีโอกาสพูดคุยกับผู้จัดงานและผู้ประกอบการจากประเทศจีนหลายท่าน จึงได้ทราบว่าสมาคมด้านโลจิสติกส์ของจีนมีมากกว่า 3,000 สมาคม และหลายแห่งกำลังมองหาประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญในการจัดงานและขยายธุรกิจในภูมิภาค”

ได้สะท้อนมุมมองอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงตลาดปลายทางของสินค้า แต่ควรเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วมกัน ผมจึงเชิญชวนให้ผู้ประกอบการจีนทำงานร่วมกับผู้ประกอบการไทยและ Local Supply Chain ของประเทศ โดยผมยินดีช่วยประสานความร่วมมือผ่านเครือข่ายของหอการค้าไทย เพื่อให้เกิดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ในช่วงบ่าย ผมได้เดินทางไปบรรยายเรื่องปัญญาประดิษฐ์ให้กับนักลงทุนของ LH ณ โรงแรม Rosewood Bangkok สิ่งที่น่าชื่นใจคือ แม้หลายท่านจะไม่ได้อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีโดยตรง แต่กลับมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับ AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และทิศทางการแข่งขันของโลกยุคใหม่ หลายความคิดเห็นและข้อมูลที่ได้รับมีคุณค่าอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ทั้งสองเวทีในวันเดียวกัน ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เรามีทั้งโอกาสจากกระแสการลงทุนระดับโลก ความพร้อมของภาคธุรกิจ และบุคลากรที่มีศักยภาพ

สิ่งสำคัญในวันนี้ คือการที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และสัญญาณจากตลาดโลกมาร่วมกันกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ผมเชื่อว่า หากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาคได้ในอนาคตอันใกล้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top