Thursday, 4 June 2026
โซเชียลมีเดีย

ประชาธิปไตยฉบับไวรัล!! คน Gen Z โพสต์แล้วปฏิวัติ แชร์แล้วเปลี่ยนประเทศ จุดเชื่อมโยง!! ประท้วงเนปาล กับ ‘แก๊งค์ชานม’ จะรอด หรือแค่ร้อนตามเทรนด์

(14 ก.ย. 68) บทความวันนี้ของเอย่าขอพุ่งเป้าไปที่การประท้วงในประเทศเนปาลที่มีการลุกลามบานปลายในขณะนี้  เอย่าเชื่อว่าใครก็ทราบดีถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่นี้เกิดจาก 3 เหตุผลใหญ่ๆคือ
1. การแบนโซเชียลมีเดีย
2. ความไม่พอใจต่อการทุจริตทางการเมืองและระบบการเมืองแบบครอบครัวและคนสนิท
3. ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ซึ่งปัจจัยหลักใหญ่ที่คนให้ความสำคัญว่าน่าจะเป็นชนวนเหตุคือการปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือศัพท์นักข่าวเรียกว่า คน Gen Z นั่นเอง  

พอเรามาดูช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะหาจุดยืนของตัวเองออกมาเรียกร้องอะไรก็ตามโดยที่ไม่ฟังเสียงหรือเหตุผลจากรัฐบาลจนทำให้สถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เรื่องนี้เอย่าลองมาหาข้อมูลกัน  อย่างเรื่องการแบนโซเชียลของเนปาลนั้น ทางรัฐบาลของเนปาลให้เหตุผลว่า  ต้องการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศ และอยู่ภายใต้กฎหมายเนปาล   โดยมีเหตุผลคือเหตุผลคือ เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลเท็จ พวก fake news และ hate speech รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น  แต่ในขณะที่ประชาชนมองว่า มองว่าเป็น การเซ็นเซอร์และละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก  บางคนใช้โซเชียลในการ ทำงาน การเรียน และติดต่อสื่อสาร หากถูกบล็อกคือกระทบชีวิตประจำวัน  แต่จุดคือ ชาวเนปาลมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ ควบคุมเสียงวิจารณ์และการเมือง ไม่ใช่เพื่อป้องกันข่าวปลอมจริง ๆ และทำให้เนปาล ล้าหลังและโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก  เอย่าถามว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่….?

ในความเป็นจริงแล้วหลายประเทศมีกฎข้อบังคับให้โซเชียลมีเดียต้องจดทะเบียนหรือตั้งสำนักงานในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น
• ประเทศจีน ไม่อนุญาตให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้าถึงได้โดยตรง เช่นพวก Facebook, X, YouTube จะถูกบล็อกการใช้งาน ส่วนบริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องมีการจดทะเบียนกับรัฐบาล และทำงานภายใต้ระบบ Great Firewall เท่านั้น
• ประเทศอินเดีย กำหนดให้แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, WhatsApp, X  ต้องมีบุคลากรในตำแหน่ง Chief Compliance Officer, nodal contact person, และ grievance officer ประจำในอินเดีย และต้องต้องลบเนื้อหาภายใน 36 ชั่วโมง หากรัฐบาลสั่ง
• ในตุรกี มีกฎหมาย Social Media Law 2020 บังคับให้แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านราย/วัน ต้อง ตั้งตัวแทนทางกฎหมายในตุรกี และต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นอาจถูกปรับ
• ในเวียดนาม มีกฎหมายไซเบอร์บังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดีย ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวเวียดนามในประเทศ และมีสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม
และยังมีชาติอีกหลายชาติที่มีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ  ประเด็นที่สำคัญคือ คนเนปาลทำไมไม่รู้…?

จากการประท้วงหลายๆประเทศที่ผ่านมาของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไทยหรือเมียนมา มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมมวลชนซึ่งจุดนี้ในเนปาลก็ไม่ได้ต่างกันเพียงแต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าสื่อตะวันตกไม่เคยนำเสนอจุดนี้ออกมาเพราะนี่คือสิ่งที่เป็นจุดที่แพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการสร้างความวุ่นวายในประเทศอื่นๆอันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลเนปาลที่ถูกโค่นล้มไปกัวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือมีข่าวว่าผู้นำการปฏิวัติที่ชื่อ นาย Balendra Shah ซึ่งคนๆนี้เป็นผู้นำในการปฏิวัติครั้งนี้ เขาเป็นนักร้องเพลงแรปมาก่อน ที่จะมาเป็น เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงกาฐมาณฑุ  โดยการที่คนๆนี้ก้าวมาสู่การเป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ธรรมดา กล่าวคือ  เขาใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ต่อต้านคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาจริง ๆ ของคนเมือง  โปรโมทผ่านโซเชียลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ซึ่งผลงานของเขาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร แม้จะแก้เรื่องการเอาโซเชียลมาถ่ายทอดสดการประชุมสภาเพื่อให้รู้สึกว่าโปร่งใส แต่เราคนไทยนั้นรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นแค่การทำให้รู้สึกว่าได้รับรู้เท่านั้น  ในขณะที่ปัญหาขยะ  จราจร หรือปัญหาสังคมก็ยังไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มาถึงจุดนี้รู้สึกไหมคะว่าเหมือนนักการเมืองบางคนในประเทศไทยเลย….

มาจุดนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ก็คงต้องดูว่าประชาชนเนปาลยังสนับสนุนเขาต่อไปไหมหรือเขาสามารถแก้ปัญหาในเนปาลได้จริงหรือไม่ อย่าลืมว่าประเทศมันใหญ่กว่าเมืองมาก หากนาย Balen Shah มีความมุ่งมั่นและหวังดีต่อประเทศชาติจริงน่าจะทำให้เนปาลเจริญขึ้นได้  แต่ประเด็นเขาจะสร้างให้ชาวเนปาลตื่นรู้กับสังคมโลกหรือจะปั่นหัวชาวเนปาลให้อยู่กับความหวังก็คงต้องดูกันต่อไป   แต่สำหรับเอย่าแค่จะบอกว่าการประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับแก๊งค์ประท้วงชานมเลยก็แค่นั้น

รีแบรนด์ ‘X’ ปั้นเป็นซูเปอร์แอปแบบ WeChat จีน รวมโซเชียลมีเดีย และระบบจ่ายเงินไว้ในที่เดียว เล็งให้เอ็กซ์เป็นศูนย์กลางชีวิตดิจิทัล และการเงินของโลกตะวันตก

(8 ธ.ค. 68) อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เผยวิสัยทัศน์ล่าสุดว่า เขาต้องการเปลี่ยนเอ็กซ์ให้กลายเป็น “WeChat++” หรือซูเปอร์แอปเวอร์ชันอัปเกรด ที่รวมทั้งโซเชียลมีเดียและบริการการเงินไว้ในที่เดียว คล้ายกับแอป WeChat ของบริษัทยักษ์ใหญ่เทนเซนต์ (Tencent) ของจีน 

มัสก์ยก WeChat เป็นต้นแบบว่าเป็นแอปที่ “คนจีนใช้แทบทั้งชีวิตในแอปเดียว” ตั้งแต่คุยกัน โพสต์คอนเทนต์ ไปจนถึงโอน–จ่ายเงิน พร้อมชี้ว่า “นอกจีนยังไม่มีอะไรแบบ WeChat” โดย WeChat หรือชื่อท้องถิ่นว่า Weixin รวมทุกอย่างทั้งโซเชียล คอนเทนต์ ระบบจ่ายเงิน และมินิโปรแกรมจากผู้ให้บริการภายนอก ในขณะที่ Weixin อยู่ภายใต้ระบบเซ็นเซอร์เข้มงวดของจีน ส่วนเอ็กซ์ก็ถูกบล็อกไม่ให้ใช้งานในประเทศ

เขาย้ำว่าความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เพราะตั้งแต่รีแบรนด์ Twitter เป็น X ในเดือน ก.ค. 2023 มัสก์ก็พูดต่อเนื่องว่าอยากพัฒนาให้เอ็กซ์มีบทบาทใกล้เคียงกับ WeChat มากขึ้น และเชื่อมโยงกลับไปถึง “แผนดั้งเดิมของ X.com” ที่เขาฝันไว้ให้เป็นศูนย์กลางธุรกรรมการเงิน สำหรับการโอนและชำระเงินในโลกออนไลน์

ด้านบริการการเงิน เอ็กซ์เริ่มเดินเกมจริงจังมากขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยการจับมือกับ Visa เปิดตัวฟีเจอร์ด้านการเงินชื่อ X Money (คาดว่าจะเปิดใช้เต็มรูปแบบปลายปีนี้) เพื่อให้ผู้ใช้โอนเงินระหว่างกันผ่านบัตรเดบิต และโอนเข้าบัญชีธนาคารได้โดยตรง นอกเหนือจากฟังก์ชันโซเชียลเดิมที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม

พร้อมกันนั้น เอ็กซ์ยังทยอยเพิ่มความสามารถด้านคอลเสียงและวิดีโอ โดยมัสก์เชื่อว่าอนาคต “การโต้ตอบส่วนใหญ่จะกลายเป็นวิดีโอเรียลไทม์ร่วมกับเอไอ” ขณะที่ข้อความตัวหนังสือจะมีสัดส่วนลดลง เขาเผยว่าตอนนี้เอ็กซ์มีผู้ใช้งานต่อเดือนราว 600 ล้านบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “คนที่อ่านตัวหนังสือ” จึงยังมีพื้นที่ให้ขยายฐานผู้ใช้กลุ่มใหม่ๆ ผ่านวิดีโอและบริการเสริมแบบซูเปอร์แอปที่เขากำลังเดินหน้าอยู่ในตอนนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top