Friday, 5 June 2026
แรงงานต่างด้าว

ผบ.ตร.แสดงความเสียใจ สดุดีตำรวจกล้า ผบ.หมู่ สภ.เมืองกำแพงเพชร ที่เสียชีวิตถูกรถชนขณะปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดสกัดจับขบวนการขนแรงงานต่างด้าว สั่งจัดพิธีให้สมเกียรติ ดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ พร้อมให้ถอดบทเรียนเพิ่มประสิทธิภาพการตั้งด่านตรวจ 

(18 ธ.ค.67) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีรถขบวนการขนย้ายแรงงงานต่างด้าวชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกำแพงเพชร เสียชีวิตขณะตั้งด่าน ว่า ได้รับรายงานจาก สภ.เมืองกำแพงเพชร ก่อนเกิดเหตุตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับ ว่าจะมีขบวนการลักลอบขนย้ายแรงงานต่างด้าวจาก อ.วังเจ้า จ.ตาก ผ่านพื้นที่ จ.กำแพงเพชร บริเวณพื้นที่ ต.นาบ่อคำ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร จึงวางแผนจับกุม

โดยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 23.30 น. ขณะตำรวจได้ตั้งจุดสกัดจับกุม บริเวณบนถนนหลวง 1116 (สายรอง) วังเจ้า - กำแพงเพชร หน้าอนามัยนาบ่อคำ บ้านหนองปิ้งไก่ ต.นาบ่อคำ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร พร้อมใช้อุปกรณ์สกัดเจาะยางรถยนต์ไว้บนถนนในช่องทางการจราจรที่เปิดไว้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจใช้ไฟฉายส่องให้สัญญาณเพื่อให้รถหยุด ได้มีรถคนร้ายขนแรงงานต่างด้าวตามที่ได้รับแจ้งผ่านมา โดยรถ 2 คันแรกได้เร่งความเร็วเข้าด่านแต่ถูกอุปกรณ์สกัดเจาะยางรถยนต์วางอยู่ ทำให้ล้อหน้าทั้งสองข้างยางรั่วไม่สามารถไปต่อได้ ส่วนคันที่ 3 มีนายทรงพลฯ เป็นคนขับ ไม่ยอมหยุดรถ แต่กลับพุ่งชนรถตำรวจที่จอดอยู่อย่างจัง ทำให้ตำรวจที่อยู่บริเวณดังกล่าวต้องกระโดดหลบด้วยความรวดเร็ว แต่ปรากฏว่าด้านท้ายของรถได้ฟาดร่างของ ส.ต.ท.ณัฐวัฒน์ ภวัตรัชต์พงษ์ ผบ.หมู่(ป.) สภ.เมืองกำแพงเพชร ที่ยืนปฏิบัติหน้าที่ กระเด็นไปฟาดกับเสาไฟส่องสว่างข้างทาง เสียชีวิตคาที่ และทำให้ ส.ต.ท.บุญญฤทธิ์ แก้วจาเครือ ผบ.หมู่(ป.) สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่า มีทรัพย์สินราชการเสียหายเป็นรถยนต์สายตรวจ 1 คัน หลังเกิดเหตุสามารถจับกุมผู้ต้องหาขับขี่รถยนต์นำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองจำนวน 3 คน และผู้ต้องหาสัญชาติเมียนมา เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 19 คน พร้อมของกลางรถยนต์กระบะ 3 คัน

ส่วนทางคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) หลังทราบเรื่องสั่งการให้ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 และ พล.ต.ต.โอภาส คงเมือง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร ลงควบคุมคดี สอบสวนคดีด้วยตนเอง 

นอกจากนี้ โฆษก ตร. กล่าวว่า ผบ.ตร.ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ ส.ต.ท.ณัฐวัฒน์ ภวัตรัชต์พงษ์ ผบ.หมู่(ป.) สภ.เมืองกำแพงเพชร ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ นับเป็นการสูญเสียตำรวจน้ำดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมขอยกย่องสดุดี 'ส.ต.ท.ณัฐวัฒน์ฯ' เป็นตำรวจกล้า ที่ทำหน้าที่ 'ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์' ทุ่มเท อย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่หวาดหวั่น จนวาระสุดท้ายของชีวิต โดยสั่งการให้ สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 6 และตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร จัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพให้อย่างสมเกียรติ ดูแลสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการต่าง ๆ อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังสั่งการให้งานป้องกันปราบปรามถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการตั้งด่าน จุดตรวจ จุดสกัดทั่วประเทศ ให้เกิดความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิ่งขึ้นทุกมิติ

สตม. เร่งรัดปราบปราม การกระทำความผิดของแรงงานต่างด้าว 

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ให้ สตม. เร่งรัดปราบปราม การกระทำความผิดของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงาน 3 สัญชาติ นั้น  

วันนี้ (24 ธ.ค. 67) พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สทส.ปรก.รอง ผบช.สตม. , นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร  พร้อมด้วย พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3,  พ.ต.อ.ปัณณวิช จันทร์สมบูรณ์ รอง ผบก.ปรก.รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง รอง ผบก.ฯ ปรก.รอง ผบก.ตม.3

พ.ต.อ.ปกฉัตร ชัยสุกวัฒน์ ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร และ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3
 
พร้อมด้วยกำลังข้าราชการตำรวจในสังกัด สตม. ได้แก่ ตม.จว.สมุทรสาคร, กก.สส.บก.ตม.3, บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรสาคร และเจ้าหน้าที่จัดหางานจังหวัดสมุทรสาคร  รวมกว่า 100 นาย  ได้เข้าตรวจสอบบริเวณตลาดกลางกุ้ง เพื่อระดมกวาดล้างอาชญากรรมมช่วงวันคริสมาสต์ และเทศกาลปีใหม่

ตรวจสอบคนต่างด้าว บริเวณตลาดกลางกุ้ง ต.ท่าทราย อ.เมือง จว.สมุทรสาคร
เมื่อเดินทางถึงที่เกิดเหตุ พบคนต่างด้าว 3 สัญชาติ กว่า 500 ราย ทำงานอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว  
ผลการปฏิบัติ จับกุมผู้กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ดังนี้

1. ข้อหา เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 20  ราย  
2.ข้อหา เป็นคนต่างด้าว ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวไม่พักอาศัย ณ ที่ ที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม  ม.37(2) จำนวน  1 ราย

รวมทั้งสิ้น 21 ราย  

ซึ่งตลอดทั้งปี 2567 ทาง ตม.จว.สมุทรสาคร ได้จับกุมคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย หรือเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวนกว่า 1,500 ราย

ทั้งนี้พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สทส.ปรก.รอง ผบช.สตม.  ยังได้เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้แรงงานต่างด้าวในการทำงานในด้านต่างๆ ดูได้จากการที่ ครม. มีมติผ่อนผันการทำงานของแรงงานต่างด้าว ตลอดจนปัจจุบันก็อนุญาตให้คนต่างด้าวสามารถทำงานขายของหน้าร้านได้ โดยต้องมีนายจ้างและอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยกระทรวงแรงงาน นั้น

แต่ก็ยังคงมีการลักลอบกระทำผิดกฎหมายทั้งโดยเจตนา หรือโดยความไม่รู้ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางสำนักงานตำรวจคนเข้าเมืองก็มิได้นิ่งนอนใจ ส่วนหนึ่ง จึงได้มีการกวดขัน ปราบปราม เพื่อเป็นการป้องกันการกระทำผิดและบังคับให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการ เจ้าของร้านที่มีลูกจ้างเป็นต่างด้าวขายของหน้าร้าน ผู้ประกอบการต้องอยู่ประจำที่ร้านหรือสถานประกอบการด้วย เป็นการยืนยันว่ากิจการดังกล่าวเป็นกิจการของนายจ้างคนไทยทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแฝงตัวของคนต่างด้าว กรณีประกอบกิจการเองโดยผิดกฎหมาย

ผู้อพยพประท้วงรบ.ทรัมป์ บอยคอตหยุดงาน แสดงพลังเป็นเบื้องหลังผู้สร้างศก.อเมริกา

(4 ก.พ. 68) สื่อท้องถิ่นสหรัฐรายงานว่า บรรดาประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวและผู้อพยพ ต่างออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านนโยบายจับกุมและเนรเทศผู้อพยพของรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะที่นครลอสแอนเจลิส (LA) ซึ่งมีการรวมตัวประท้วงหลายจุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า การประท้วงทั่วเมืองใหญ่ในสหรัฐภายใต้แคมเปญ Day without immigrations ที่นครลอสแองเจลิส กลุ่มผู้ประท้วงเดินขบวนไปยังศาลากลาง LA พร้อมโบกธงและถือป้ายต่อต้านมาตรการแข็งกร้าวต่อผู้อพยพ ก่อนที่บางส่วนจะเคลื่อนตัวไปปิดกั้นทางด่วนหมายเลข 101 ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาตในใจกลางเมืองนานหลายชั่วโมง ขณะที่เมืองริเวอร์ไซด์ ทางตะวันออกของ LA ก็มีการชุมนุมเช่นกัน โดยบางกลุ่มใช้รถยนต์เบิร์นยางกลางสี่แยกเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ

ส่วนที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส กลุ่มภาคประชาสังคมได้เดินขบวนประท้วงนโยบายเข้มงวดของทรัมป์ ที่มุ่งเน้นจับกุมและเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย พร้อมเพิ่มงบประมาณปิดกั้นพรมแดน รายงานระบุว่ารัฐบาลทรัมป์จับกุมผู้อพยพเฉลี่ยวันละ 900-1,200 คน โดยเฉพาะในเมืองที่มีศูนย์พักพิงขนาดใหญ่ เช่น นิวยอร์กและชิคาโก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกาใต้ เปรียบเทียบกับยุครัฐบาลโจ ไบเดน ที่มีอัตราการจับกุมเฉลี่ยเพียง 311 คนต่อวัน

กลุ่มผู้อพยพหลายกลุ่มได้แสดงพลังในการสนับสนุนบทบาทของแรงงานต่างด้าวในฐานะกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการบอยคอตการทำงานและการงดซื้อสินค้าต่างๆ เพื่อแสดงออกว่าแรงงานต่างด้าวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ หากขาดแรงงานต่างด้าว สหรัฐฯ จะไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงได้

ขณะเดียวกันนาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนปานามา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับคลองปานามา ซึ่งทรัมป์เคยขู่ว่าจะใช้กำลังทหารเข้าควบคุม อ้างเหตุผลว่าค่าธรรมเนียมผ่านทางสูงเกินไปและปานามาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโฮเซ ราอูล มูลิโน ของปานามายืนยันว่าคลองปานามาเป็นของประเทศตนและไม่สามารถเจรจาเปลี่ยนแปลงได้ แต่จะพิจารณาข้อกังวลของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลงทุนของบริษัทจีนและฮ่องกง รวมถึงมาตรการควบคุมผู้อพยพ

รูบิโอยังมีกำหนดเดินทางเยือนเอลซัลวาดอร์ คอสตาริกา กัวเตมาลา และสาธารณรัฐโดมินิกัน เพื่อหารือเรื่องการผลักดันผู้อพยพกลับประเทศต้นทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเข้มงวดของทรัมป์ในการควบคุมการเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ตม.3 ร่วมกับตำรวจนนทบุรีระดมกำลังตรวจสอบแรงงานต่างด้าวตลาดบางใหญ่ 

เมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.68) เวลาประมาณ 00.10 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 ,พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จว.นนทบุรี,พ.ต.ท.รัฐไกร ประยูรศร รอง ผกก.สส. บก.ตม.3 ,ว่าที่ พ.ต.ท.จตุรโชค เพชรคง สว.กก.สส.บก.ตม.3  นำกำลังเข้าตรวจสอบร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี, ตม.จว.นนทบุรี, ฝ่ายปกครองจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานราชการอื่นๆ ในจังหวัดนนทบุรี ตรวจสอบแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่ตลาดบางใหญ่ ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบแรงงานต่างด้าวจำนวนมากภายในตลาด กำลังทำงานตามแผงร้านค้าต่างๆ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงได้ระดมกำลังรวบรวมแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาตรวจสอบ

พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3 เปิดเผยว่าได้ร่วมกับ พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จว.นนทบุรีพร้อมกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการตัังแต่เวลา 23.00 น. ของวันที่ 12 มิ.ย.68 ถึงเวลา 02.30 น. โดยได้นำแรงงานต่างด้าวทั้งสัญชาติกัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม จำนวนกว่า 400 คน มาตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มีเอกสารประจำตัว และเอกสารการทำงานถูกต้อง ต่อมาได้นำแรงงานต่างด้าวจำนวน 181 คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมาตรวจสอบโดยละเอียด หากแต่พบแรงงานต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย จำนวน 20 ราย โดยพบคนต่างด้าวสัญชาติเวียดนาม 1 ราย กระทำความผิดฐาน “คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” และคนต่างด้าวสัญชาติลาวกระทำความผิด จำนวน 3 ราย โดยจำนวน 2 ราย มีความผิดฐาน “คนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” และจำนวน 1 ราย มีความผิดฐาน “คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน”  ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของการไม่แจ้งที่พักอาศัยเท่านั้น  เจ้าหน้าที่จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3 ยังเปิดเผยอีกว่า ความผิดในข้อหาดังกล่าวแม้มีโทษเพียงการปรับในชั้นศาล แต่ผู้ถูกจับจะต้องถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ถูกบันทึกเป็นบุคคลต้องห้าม หรือ blacklist ห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร และถูกส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป

‘หนุ่มลาว’ ฟาดเดือด!! ตอกหน้า ‘สาวเขมร ปากดี’ ชี้!! ให้ย้อนกลับไปวันแรก ที่เข้ามาของานคนไทยทำ

(5 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Sarina Hung’ ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

‘สาวแรงงานเขมร’ ได้กล่าวกับ ‘หนุ่มแรงงานจากประเทศลาว’ ว่า  

“ทุกวันนี้คนต่างด้าวมาอยู่กินฟรีใช่ไหม ขอข้าวคนไทยกินขอบ้านคนไทยอยู่ใช่ไหม ห้องก็เช่าข้าวก็ซื้อกินเอง ไม่ได้มาอยู่ฟรีกินฟรีเลย แล้วจะให้สำนึกบุญคุณอะไร”

ซึ่งทางด้านหนุ่มลาว ก็ได้ฟาดเดือด!! ตอกหน้าสาวเขมรปากดี ที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ กลับไป ว่า

“ต้องย้อนกลับไปวันแรกที่คุณ เข้าประเทศไทยมาคุณพูดภาษาไทยไม่ได้ มีเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียว บางคนใบอนุญาตทำงานก็ไม่มี ลักลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ มาของานคนไทยทำ มายกมือไหว้ มายกมือกราบ”

“ถ้าถามว่าบุญคุณของคนไทยคืออะไร ก็คือบุญคุณ ที่คุณไปฉีดยาไปรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลของคนไทยเขา บางคนเข้ามาคลอดลูกอยู่ประเทศไทย เอาลูกไปเข้าโรงเรียนไทย บางคนก็เรียนฟรี นี่แหละคือบุญคุณ”

จากอุบัติเหตุ!! รถบรรทุก ชน มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ในที่เกิดเหตุ สู่การตรวจสอบ!! ‘วีซ่าต่างด้าว’ ครั้งใหญ่ที่สุด ในสหรัฐฯ

(24 ส.ค. 68) ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ หนุ่มอินเดียวัย 28 ปี ที่หวังจะมาขุดทองเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐ อาจเป็นต้นเหตุทำให้วีซ่าของเพื่อนร่วมอาชีพ และ ชาวต่างด้าวในสหรัฐมากกว่า 55 ล้านคนมีโอกาสปลิว ต้องถูกเนรเทศออกจากสหรัฐได้ เหตุเพราะการ U-Turn ผิดที่เพียงแค่ครั้งเดียว

จุดพลิกหลายชีวิตนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา ขณะที่ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ที่ทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกพ่วง กำลังขับรถแล่นขึ้นบนไฮเวย์ ในรัฐฟลอริด้า แต่เขาดันไปกลับรถในช่อง ห้าม U-Turn เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชน และมีผู้เสียชีวิตถึง 3 คน ในที่เกิดเหตุ 

ตำรวจฟลอริด้าจัดการไล่ล่า หาตัวคนขับรถบรรทุกทันที และสามารถจับกุมเขาได้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เขาอาศัยอยู่ และถูกส่งตัวกลับมาขึ้นศาลในฟลอริด้า อาจฟังดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุน่าเศร้าบนท้องถนนที่เกิดขึ้นมากมายหลายครั้งในแต่ละปี แต่ไม่ใช่กับคดีของ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ที่ตอนนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเต็มรูปแบบ ทั้งการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ โจมตีพรรคคู่แข่ง และ ปลุกกระแสชาตินิยม

หลังจากที่จับกุมคนขับรถได้ ก็มีการสืบประวัติและพบว่า ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน และไม่ได้ถือวีซ่าใดๆเลยด้วยซ้ำ เขาเป็นเพียงหนุ่มอินเดียที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติจากพรมแดนเม็กซิโกตั้งแต่ปี 2018 เข้ามาตั้งรกรากในแคลิฟอร์เนีย

ตัวเขาพยายามขึ้นทะเบียนแรงงานถูกกฎหมายในสหรัฐ แต่ถูกปฏิเสธตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ 1 อันที่จริงแล้วเขาก็ควรแอบๆทำงานตามโรงงานที่รับคนต่างด้าวเข้าเมือง แต่ประเด็นคือ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ กลับได้ใบขับขี่รถสาธารณะที่ออกโดยรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ทำให้เขายึดอาชีพคนขับรถบรรทุกส่งของข้ามรัฐได้ 
และเขาน่าจะได้ขับรถบรรทุกส่งของไปเรื่อยๆ หากไม่ไปขับรถย้อนศร กลับรถผิดจุด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตถึง 3 คนที่ฟลอริด้า และกลายเป็นว่าคนขับรถบรรทุกเป็นชาวโรบินฮู้ดแต่ถือใบขับขี่ถูกต้องตามกฎหมาย

และที่งามหน้ายิ่งกว่านั้นคือ เมื่อจับนายซิงห์มาประเมินความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ปรากฏว่าเขาสอบตกทักษะการพูด สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องเพียงแค่ 2 จาก 12 หัวข้อสนทนา แถมยังจำแนกสัญญาณป้ายจราจรได้เพียง 1 ใน 4 เท่านั้น แล้วเขาจะไปสอบใบขับขี่รถสาธารณะของแคลิฟอร์เนียจนได้มาได้อย่างไร??

จากคดีของ ฮาร์เจนดา ซิงห์ ทำให้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัส ใช้เป็นข้ออ้างในการออกคำสั่งระงับการออกวีซ่าทำงานให้กับคนขับรถสาธารณะที่เป็นชาวต่างชาติในทันที แล้วยังได้ทิ้งท้ายไว้ให้คิดด้วยว่า 

"จำนวนคนขับรถบรรทุกพ่วงต่างด้าวบนท้องถนนในสหรัฐฯมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของชาวอเมริกันมากขึ้นเท่านั้น และยังบั่นทอนคุณภาพชีวิต (แย่งงาน) ของคนขับรถบรรทุกชาวอเมริกันด้วย”

ต่อมา รัฐบาลทรัมป์ ก็ได้โจมตีการทำงานของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย - เกวิน นิวซัม - ที่เป็นนักการเมืองเลือดเดโมแครต ถึงการปล่อยปละละเลยในระเบียบมาตรฐานของรัฐบาลกลาง ที่ปล่อยให้คนต่างด้าวผิดกฎหมายครอบครองใบขับขี่รถบรรทุกได้ ทั้งๆที่ขาดคุณสมบัติทั้งด้านความรู้กฎหมายจราจรพื้นฐาน และ การสื่อสารภาษาอังกฤษ

ความเรือหายยังไม่หมด ทางการสหรัฐเลยถือโอกาสนี้ ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังชาวต่างชาติที่กำลังถือวีซ่าถูกกฎหมายของสหรัฐกว่า 55 ล้านคนในขณะนี้ด้วย เพื่อประเมินว่า ผู้ถือวีซ่าเคยมีพฤติกรรมละเมิดเงื่อนไขการเข้าเมืองสหรัฐข้อใดหรือไม่ 

แมทธิว ทราเกสเซอร์ โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ ออกมากล่าวถึงนโยบายรีวิววีซ่า 55 ล้านใบว่า "เราจะไม่ยอมให้สิทธิ์พำนักในสหรัฐ แก่ใครก็ตามที่ดูหมิ่น และ มีอุดมการณ์ต่อต้านอเมริกา" 

ดังนั้นหากพบว่าต่างด้าวคนใดมาเคยออกมาต่อต้าน เห็นต่างนโยบายสหรัฐ ก็มีสิทธิ์ถูกเพิกถอนวีซ่า ส่งตัวกลับประเทศได้ทันที และโฆษก ตม. ย้ำอีกครั้งว่าจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วย และอาจเรียกได้ว่าเป็นการรีวิววีซ่าครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐได้เลย 

ซึ่งเมื่อก่อนอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้ มานั่งตรวจสอบประวัติต่างด้าวใหม่หมด 55 ล้านคน แต่ปัจจุบันนี้ เรามี AI มาช่วยทำ อะไรๆ มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
U-Turn ผิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆนะ นายจ๋า ไม่ใช่เปลี่ยนแค่นายซิงห์คนเดียว แต่อาจเปลี่ยนชีวิตเพื่อนต่างด้าวในสหรัฐอีกหลายแสน หลายล้านชีวิตเลยทีเดียว

‘ตรีนุช’ เปิดระบบ e-WorkPermit ตลอด 24 ชม. ยื่นขออนุญาตแรงงานต่างด้าวออนไลน์ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

‘ตรีนุช’ เปิดตัวระบบ “e-WorkPermit” ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

(7 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้พัฒนาระบบการให้บริการอนุญาตทำงานแก่แรงงานต่างด้าวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ “e-WorkPermit” เพื่อให้บริการแบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ การอนุมัติ จนถึงการรับใบอนุญาตทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล ระบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอ และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service)” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้มีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้เปิดศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานจำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับระบบใหม่ ประกอบด้วย ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว จำนวน 40 แห่งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง จำนวน 5 แห่ง หน่วยบริการเคลื่อนที่ จำนวน 8 หน่วย ศูนย์กำกับและควบคุมการปฏิบัติงาน จำนวน 1 แห่ง

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนผ่านการให้บริการด้านแรงงานต่างด้าวไปสู่ระบบดิจิทัลแบบครบวงจร โดยภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบ ส่วนภาคเอกชนผู้รับจ้างจะรับผิดชอบในการให้บริการและดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบที่กำหนด ระบบ e-WorkPermit จะช่วยลดการใช้เอกสาร ลดขั้นตอน ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวแบบบูรณาการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ร่วมกันได้ 

โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ได้แก่ เริ่มจากการลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เมื่อยื่นคำขอและชำระค่ายื่นคำขอแล้ว สามารถรอการตรวจสอบเอกสาร และจะได้รับแจ้งผลการพิจารณาผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ E-mail, SMS และ Line OA เมื่อได้รับผลการอนุญาตทำงาน ก็สามารถชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และทำการนัดหมายออนไลน์เพื่อเลือกศูนย์บริการ วันและเวลาที่สะดวกในการเข้ารับบริการ จากนั้นเดินทางไปที่ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวที่เลือกไว้ เพื่อรับใบอนุญาตทำงานที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตน อาทิ การสแกนใบหน้า ม่านตา และลายนิ้วมือ เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำของข้อมูล ทั้งนี้ บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) สามารถลงทะเบียนในระบบ เพื่อเข้าใช้งานจัดเก็บโปรไฟล์และยืนยันตัวตนได้ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ส่วนคนต่างด้าวและนายจ้างสามารถลงทะเบียนการใช้งานระบบ และยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานได้พร้อมกัน ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป 

นายจ้างและสถานประกอบการที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th, Facebook DOE e-WorkPermit หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

“ตรีนุช” นั่งประธาน คบต. ทบทวนขยายเวลาทำงานแรงงานต่างด้าว ลาว เมียนมา และเวียดนาม ผ่อนผันต่อใบอนุญาต ลดหลักประกันนายจ้าง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์  คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวนมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานภายในประเทศและสภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้

1. อนุญาตให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหลักฐานการอนุญาตให้อยู่หรือทำงานในประเทศไทยแต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่ประกาศจะมีผลบังคับใช้และต้องการทำงาน สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี ในส่วนคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องเป็นคนที่อยู่หรือเคยอยู่และทำงานในราชอาณาจักรแล้วเท่านั้น และต้องดำเนินการตามแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด

2. ผ่อนผันให้คนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567  ที่ได้รับอนุญาตถึง 31 มีนาคม 2569 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ได้รับอนุญาตถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่และทำงานได้ต่อไปเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน พร้อมเอกสารหลักฐาน ก่อนที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ เพื่อป้องกันการขาดแคลนแรงงานอันจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง สถานประกอบการ

3. แก้ไขการเก็บหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ (กรณีหลักประกันของนายจ้าง) ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 และมติวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 โดยให้นายจ้างวางหลักประกัน 1 พันบาท ต่อการจ้างคนต่างด้าว 1 คน สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อช่วยบรรเทาและลดภาระต้นทุนให้กับนายจ้าง สถานประกอบการ โดยนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง กรณีมีค่าใช้จ่ายเกินหลักประกันที่วางไว้

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้ง 3 แนวทางนี้เป็นการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานและช่วยลดภาระให้กับนายจ้างได้อย่างแท้จริง โดยกรมการจัดหางานจะเร่งรัดสรุปผลการพิจารณาทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุดต่อไป โดยแรงงานต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผันก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และประกาศกระทรวงมหาดไทย รวมถึงประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว ติดตามข่าวสารและรายละเอียด แนวทางการปฏิบัติจากกรมการจัดหางานอย่างใกล้ชิด ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

'ตรีนุช' สยบข่าวมั่ว!! ยันแรงงานกัมพูชาไม่ต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 69 ชี้เป็นความเข้าใจผิด ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ ย้ำ อยู่ทำงานต่อได้ยาวถึงปี 70-72 วอนนายจ้างอย่าตื่นตระหนก

‘ตรีนุช’ แจงไม่มีแรงงานกัมพูชาต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 69 ชี้เป็นความเข้าใจผิด ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ 
ย้ำอยู่ทำงานต่อได้ยาวถึงปี 70-72 

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยต้องเดินทางกลับประเทศในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่มีการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน นั้น  กระทรวงแรงงานขอชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีเพียงคนต่างด้าวสัญชาติลาวและเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้ผ่อนผันให้คนต่างด้าวดังกล่าว สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570   

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ในส่วนของคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา หากเป็นกลุ่มที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 จะได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 และกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแล้ว (ที่ใบอนุญาตเดิมหมดอายุในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570 และสามารถต่ออายุได้อีกครั้งเดียวไม่เกิน 2 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2572ดังนั้น จึงไม่มีแรงงานสัญชาติกัมพูชากลุ่มใดที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางาน  อยู่ระหว่างหามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับแรงงานกัมพูชาอย่างรอบคอบรัดกุม เกิดความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ ติดตามข่าวสารจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ไฟเขียวแรงงาน!! ครม.เห็นชอบยืดต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ “ลาว-เมียนมา-เวียดนาม” มากกว่า 3.7 แสนคนได้รับผล สกัดแรงงานผิดกฎหมาย-ลดผลกระทบเศรษฐกิจ

ครม.ไฟเขียวขยายเวลาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ “ลาว -เมียนมา- เวียดนาม” กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึง 31 มี.ค.69 หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึงวันที่ 31 มี.ค.2569จากเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อไม่ให้แรงงานกลุ่มนี้ หลุดออกจากระบบ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รมว.แรงงาน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ มติครม.ยังได้ให้มีการขยายระยะเวลาในส่วนของการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางและตรวจลงตรา (วีซ่า) จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผัน เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ในระหว่างนี้นายจ้างที่มีแรงงานทั้ง 3 สัญชาติในสังกัดและผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสาร ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน www.mol.go.th เว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top