Monday, 20 July 2026
เศรษฐกิจโลก

เรือสินค้า 'มยุรีนารี' ถูกโจมตี!! PSL ธุรกิจไทยที่ปักหลักบนเศรษฐกิจจริงของโลก บริษัทไทยที่โตมากับวัฏจักรการค้าโลก ยังล่องต่อในเกมเศรษฐกิจ เป็นชื่อสำคัญของไทยบนเส้นทางการค้าโลก

รู้จัก “พรีเชียส ชิปปิ้ง” เรือธงเดินเรือไทยที่ยังล่องอยู่ในเศรษฐกิจโลก  จากบริษัทที่ก่อตั้งปลายปี 1989 สู่ผู้เล่นสำคัญในตลาดเรือเทกองแห้งของโลก ภายใต้ชื่อย่อ PSL ที่นักลงทุนไทยคุ้นเคย

เวลาพูดถึงระบบขนส่งของเศรษฐกิจโลก หลายคนมักนึกถึงตู้คอนเทนเนอร์ ท่าเรือ หรือสายการบิน แต่ในความเป็นจริง สินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลของโลก ตั้งแต่สินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไปจนถึงไม้ซุง ยังต้องอาศัยเรือเทกองแห้งเป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้าย และในสมรภูมินั้น ประเทศไทยมีชื่อของ “พรีเชียส ชิปปิ้ง” หรือ PSL อยู่ในฐานะผู้เล่นรายสำคัญมานานหลายทศวรรษ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1989 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1993 ขณะที่เอกสารของบริษัทระบุว่าเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคม 1991 หลังได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยและ BOI จุดนี้สะท้อนว่า PSL ไม่ใช่ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเติบโตตามกระแสโลจิสติกส์ แต่เป็นบริษัทไทยที่เติบโตมากับวัฏจักรการค้าโลกมาอย่างยาวนาน

แกนหลักของธุรกิจ PSL คือการเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าเทกองแห้ง โดยบริษัทถูกอธิบายบน factsheet ของ SET ว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มเรือ dry cargo ขนาด small handy size และมีการดำเนินงานครอบคลุม 5 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ/แคนาดา ยุโรป ละตินอเมริกา-แอฟริกา อนุทวีปอินเดีย-ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันออกไกล สินค้าหลักที่ขนส่งคือสินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไม้ซุง โค้ก และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ

จุดแข็งของโมเดลนี้อยู่ตรงการเลือกยืนในเซกเมนต์เรือที่คล่องตัวกว่าเรือขนาดใหญ่มาก ทำให้เข้าถึงท่าเรือได้หลากหลายและรองรับสินค้าที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง นี่คือเหตุผลที่ PSL ถูกมองว่าไม่ได้แข่งด้วยความใหญ่ที่สุด แต่แข่งด้วยความเหมาะสมของขนาดเรือและความสามารถในการกระจายงานในหลายภูมิภาคพร้อมกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามปรับตัวตามแรงกดดันของอุตสาหกรรมเดินเรือยุคใหม่ โดยเอกสารนำเสนอของบริษัทระบุว่า PSL ได้ทยอยแทนที่เรือเก่าที่กินพลังงานมากในช่วงปี 2013-2017 ด้วย “eco-vessels” ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่อการขนส่ง และเอกสารปี 2025-2026 ของบริษัทก็ยังสะท้อนภาพการปรับกองเรืออย่างต่อเนื่อง ภาพนี้ทำให้เห็นว่า แม้ธุรกิจเดินเรือจะเป็นธุรกิจดั้งเดิม แต่ผู้เล่นที่อยู่รอดต้องคิดเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน ต้นทุน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความต่อเนื่องของทีมบริหาร โดยชื่อของ Khalid Moinuddin Hashim ปรากฏอยู่ในเอกสารบริษัทในฐานะ Managing Director มาอย่างยาวนาน ซึ่งในธุรกิจที่ผันผวนตามค่าระวางเรือ เศรษฐกิจโลก และอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ ความต่อเนื่องของผู้นำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางบริษัท
สำหรับภาพล่าสุดของบริษัท ข้อมูลจาก SET factsheet ณ 11 มีนาคม 2026 ระบุว่า PSL มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 10,837 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดล่าสุดก่อนเปิดตลาดวันที่ 12 มีนาคมอยู่ที่ 6.95 บาท ส่วนเอกสาร Opportunity Day สำหรับผลประกอบการปี 2025 ระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 345.01 ล้านบาท และเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้นปี 2026 เสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.40 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกันเอกสารเปิดเผยข้อมูลของบริษัทในปี 2025 ระบุว่ากองเรือของ PSL อยู่ที่ 40 ลำ

ในเชิงภาพใหญ่ พรีเชียส ชิปปิ้ง คือภาพแทนของบริษัทไทยที่ปักหลักอยู่บน “เศรษฐกิจจริง” ของโลก ไม่ว่าจะเกิดความผันผวนทางการเมือง ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ สินค้าเทกองแห้งจำนวนมหาศาลยังคงต้องถูกลำเลียงข้ามทวีปอยู่เสมอ และตราบใดที่การค้าโลกยังขยับ ธุรกิจแบบ PSL ก็ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะฟันเฟืองของระบบนั้น

ดังนั้น หากจะมองพรีเชียส ชิปปิ้งในฐานะ “หุ้นเดินเรือ” อย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะในอีกมุมหนึ่ง PSL คือกรณีศึกษาของธุรกิจไทยที่อยู่รอดในสนามโลกด้วยการวางตัวในจุดที่ชัด เลือกเซกเมนต์ที่ตนเองแข็งแรง และค่อย ๆ ปรับกองเรือให้รับกับโลกยุคใหม่ นี่อาจไม่ใช่ธุรกิจที่หวือหวาที่สุดในหน้าข่าว แต่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำให้เราเห็นว่า บริษัทไทยยังสามารถยืนอยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2106546573222537&set=pcb.2106547559889105

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

ลุยรับมือ!! “ธนกร” สั่งทุกหน่วยอุตฯ รับมือศึกตะวันออกกลาง ประคองผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เร่งลดภาระผู้ประกอบการทั่วประเทศ หนุนใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น

“ธนกร” สั่งทุกหน่วยงานประคองอุตฯ ไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลางตามนโยบาย ศปศ. กำชับเร่งเดินหน้ามาตรการลดภาระ-อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน รัฐบาลจึงตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.)” เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ประเมินผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อดูแลภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

นายธนกร กล่าวต่อว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือปัญหาการจัดหาน้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมกลับไปใช้น้ำมันผ่านระบบค้าส่งตามปกติ หากผู้ประกอบการรายใดประสบปัญหา สามารถใช้หลักฐานการสั่งซื้อย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดซื้อน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มสถานการณ์พลังงานภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรครบกำหนดนั้น ภาครัฐนำโดยกระทรวงพลังงาน ได้หารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อบริหารจัดการด้านปริมาณและการกระจายน้ำมันให้เพียงพอ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางปรับราคาน้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

“ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญคือ 1. สำรวจสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เพื่อจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุด 2. รณรงค์ให้สถานประกอบการในการลดใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก และ 3. ส่งเสริมการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ ระบบทะเบียนลูกค้ากลาง (I-Industry) การยื่นขอใบอนุญาตออนไลน์ (Digital License) และการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (Digital Payment) เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เช่น สินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวตามแนวประชารัฐ และสินเชื่อสีเขียว รวมถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และอินเดีย ตลอดจนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น การทำประกันความเสี่ยงจากสงคราม และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น การผลิตพลังงานจากชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (Biofuel) เช่น แกลบ ใบอ้อย ชานอ้อย กะลาและเส้นใยปาล์ม การพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที เพื่อดูแลผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว

นิวยอร์กอ่วม!! น้ำมันเบนซินเกิน 4 ดอลลาร์ นิวยอร์กเผชิญราคาสูงสุดในรอบปี รับแรงกระแทกสงครามอิหร่าน กระทบตลาดน้ำมันโลกอย่างแรง

ราคาน้ำมันเบนซินในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พุ่งสูงเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2022 ชาวนิวยอร์กหลายคนพบว่าค่าครองชีพด้านน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ราคาปลีกราคาน้ำมันพุ่งสูงมีสาเหตุหลักจากสงครามในอิหร่าน ที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับตัวขึ้นอย่างรุนแรง การยิงขีปนาวุธและเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนี้ ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมัน ทำให้ตลาดขาดแคลนและราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยใกล้เคียงกับช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงกลางปี 2022 มีผลต่อค่าครองชีพและการเดินทางของผู้คนในนิวยอร์กที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในโลกที่พึ่งพาน้ำมันเพื่อขนส่งและอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพทางการเมือง ในขณะที่สถาณการณ์สงครามในอิหร่านยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติเร็ว ๆ นี้

การเฝ้าติดตามราคาน้ำมันและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ตั้งนโยบายต่างประเทศในเวลานี้

ที่มา : Xinhua

'เอกนิติ' ร่วมหารือเศรษฐกิจ รมว.คลังจีนที่วอชิงตัน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติโลก เน้นร่วมมือ EV, AI, และเศรษฐกิจเขียว จีนเน้นลงทุนเทคโนโลยีในอาเซียน

รองนายกฯ ‘เอกนิติ’ ร่วมหารือ รมว. คลังจีน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมืออุตสหกรรมอนาคตที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว

นอกจากนั้น จีนยังได้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะยังคงเน้นไปทีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279055374414078&id=100069288816651&rdid=c6PfEBjmjY5Nsnft#

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ!! การเติบโตปี 2026 เหลือ 2.8% คาดฟื้นปี 2027 เป็น 3.1% ความขัดแย้งตะวันออกกลางกดดัน หวังสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยผ่อนคลาย

วันพุธ (3 มิ.ย.) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.4 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2027

รายงานระบุว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มต้นปี 2026 ได้แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่ความขัด

แย้งในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่กำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยแนวโน้มของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจยังคงส่งผลต่อไปอีกระยะ แม้หลังความขัดแย้งยุติลง

องค์การฯ ตระหนักถึงความไม่แน่นอนนี้ และได้วิเคราะห์โดยพิจารณาจาก 2 แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ สถานการณ์หยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด ซึ่งผลกระทบต่างๆ จะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ และสามารถคลี่คลายได้ค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนอีกแนวทางคือสถานการณ์หยุดชะงักที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบในวงกว้างและมีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า

ทั้งนี้ องค์การฯ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกข้างต้น ภายใต้สถานการณ์พื้นฐานที่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มคืบหน้ามากขึ้น และราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เป็นต้นไป

ที่มา : Xinhua

“สายการบินสหรัฐฯ” หยุดชะงัก!! ค่าน้ำมันโหดเดือน เม.ย. พุ่งเกือบ 6.5 พันล้านดอลลาร์ ราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่ม 78% ในปีเดียว กำไรสายการบินลดเกือบครึ่งในปี 2026 สายการบินต้นทุนต่ำยุติกิจการจากต้นทุนสูง

นิวยอร์ก, 9 มิ.ย. (ซินหัว) -- รายงานล่าสุดจากสำนักสถิติการขนส่งของสหรัฐฯ เผยว่าสายการบินของสหรัฐฯ จ่ายค่าเชื้อเพลิงเกือบ 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.13 แสนล้านบาท)

เมื่อเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 26 เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน และร้อยละ 78 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อนานกว่า 100 วันแล้ว โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินในเดือนเมษายนอยู่ที่ 4.11 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 135 บาท) ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้น 94 เซนต์ (ราว 31 บาท) จากเดือนมีนาคม และเพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 59 บาท) จากปี 2025

เมื่อวันอาทิตย์ (7 มิ.ย.) สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศคาดว่าบรรดาสายการบินจะมีกำไรสุทธิรวม 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.55 แสนล้านบาท) ในปี 2026 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.91 แสนล้านบาท)

สมาคมฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของสายการบินกว่า 370 แห่งในสหรัฐฯ และทั่วโลก คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิต่อผู้โดยสารจะลดลงจาก 9.10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 299 บาท) ในปี 2025 เหลือ 4.50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 148 บาท) ในปีนี้ ด้านวิลลี วอลช์ ผู้อำนวยการใหญ่ของสมาคมฯ กล่าวว่าความขัดแย้งในอิหร่านและต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นได้ฉุดรั้งแนวโน้มของธุรกิจสายการบิน

สายการบินสปิริต แอร์ไลน์ส (Spirit Airlines) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ดำเนินงานในฐานะสายการบินต้นทุนต่ำพิเศษ ได้ยุติการดำเนินงานเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หลังจากยื่นขอล้มละลายถึง 2 ครั้งใน 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ที่มา : Xinhua

“ธนาคารโลก” ชี้เศรษฐกิจชะลอ!! ปรับลดเติบโตโลกเหลือ2.5% แรงกดดันพลังงานเงินเฟ้อสูง คาดสหรัฐ-ยูโรโซนชะลอตัว เตือนเสี่ยงลุกลามจากตะวันออกกลาง

นิวยอร์ก, 12 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.) รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำครึ่งปีของธนาคารโลกปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจากร้อยละ 2.9 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.5 ในปี 2026 นับเป็นอัตราต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 โดยมีสาเหตุจากราคาพลังงานพุ่งสูง เงินเฟ้อรุนแรง และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลาง

รายงานเตือนว่าความเสี่ยงด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับสูง โดยหากปัญหาการหยุดชะงักด้านพลังงานยังคงยืดเยื้อและราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 115 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,700 บาท) ต่อบาร์เรลในปีนี้ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงเหลือร้อยละ 2.1 พร้อมกับผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มเป็นร้อยละ 4.4 หรืออัตราการเติบโตเศรษฐกิจอาจลดเหลือร้อยละ 1.3 หากวิกฤตพลังงานส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน

รายงานได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ราวสองในสาม เมื่อเทียบกับรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2026 โดยปรับลดลงมากที่สุดในกลุ่มประเทศภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย จากอัตราการเติบโตร้อยละ 3.9 ในปี 2025 เหลือเกือบร้อยละ 0 ในปี 2026 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียใต้คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดที่ร้อยละ 6.3 ในปี 2026 แม้จะชะลอลงจากร้อยละ 7 ในปี 2025

นอกจากนี้ รายงานยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 2.2 ในปี 2026 แม้ตัวเลขนี้อาจลดลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2027 และร้อยละ 2 ในปี 2028 ขณะที่เขตยูโรหรือยูโรโซนคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 0.8 ในปี 2026 ลดลงจากร้อยละ 1.4 ในปี 2025 ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 0.7 ในปีนี้ ลดลงจากร้อยละ 1.1 ในปี 2025

รายงานคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวแตะร้อยละ 2.8 ในปี 2027 แต่จะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงทศวรรษ 2010 อยู่ 0.4 จุด โดยธนาคารฯ เล็งเห็นว่าการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งแม้ความเสี่ยงด้านลบยังคงอยู่เนื่องมาจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์หยุดชะงัก และแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

สำหรับในระดับโลก ธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเร่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร รวมทั้งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานรูปแบบใหม่ ขณะที่ในระดับประเทศ ธนาคารโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศควบคุมอัตราเงินเฟ้อ เสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลัง และสนับสนุนการสร้างงาน

ที่มา : Xinhua

“เวียดนาม” ดึงลงทุน!! ดึงเงินลงทุนต่างชาติ 3.46 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 61% ครึ่งปีแรก 2569 ภาคผลิตดึงทุนมากสุด 1.79 หมื่นล้าน สิงคโปร์ลงทุนใหม่ใหญ่สุด 7.3 พันล้าน

ฮานอย, 6 ก.ค. (ซินหัว) -- สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเผยว่าเวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ 3.465 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.16 ล้านล้านบาท) ในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2026 เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบปีต่อปี

มูลค่าการลงทุนที่จดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 1.739 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.8 แสนล้านบาท) ครอบคลุม 2,013 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 87.2 จากปีก่อนหน้า โดยสิงคโปร์เป็นแหล่งลงทุนใหม่ขนาดใหญ่ที่สุด มีมูลค่ากว่า 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.43 แสนล้านบาท) ส่วนการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการเดิมจำนวน 541 โครงการ มีมูลค่า 1.104 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.68 แสนล้านบาท) ขณะที่การร่วมลงทุนและการเข้าซื้อหุ้นมีมูลค่า 6.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.07 แสนล้านบาท)
ภาคการผลิตและการแปรรูปยังคงเป็นภาคส่วนที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด อยู่ที่ 1.791 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.97 แสนล้านบาท) ตามมาด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ดึงดูดเงินลงทุน 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้ เวียดนามได้เบิกจ่ายเงินลงทุนจากต่างประเทศ 1.303 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.34 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีสำหรับช่วงหกเดือนแรกของปี

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top