Thursday, 4 June 2026
เศรษฐกิจโลก

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' ห่วงทรัมป์ 2.0 ทำเศรษฐกิจโลกโตต่ำ 3% กระทบไทยเร่งหาทางออกประเทศจัดเวที “ โอกาสหรือวิกฤติใหม่เศรษฐกิจไทยภายใต้สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน“ 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(FKII Thailand) เปิดเผยวันนี้ว่า ไอเอ็มเอฟ.ประเมินล่าสุดว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนกระทบทั่วโลกเป็นลูกโซ่จะส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลงจาก 3.3% เหลือ 2.8% ส่วนมิติการค้านั้น การค้าระหว่างสองประเทศคิดเป็นสัดส่วน 3% ของตลาดการค้าโลกซึ่งมีมูลค่า24 ล้านล้านดอลลาร์โดยเมื่อปี 2024 มูลค่าการส่งออกนำเข้าของสหรัฐและจีนอยู่ที่ 582.4 พันล้านดอลลาร์ โดย สหรัฐส่งไปจีน 143.5 พันล้านดอลลลาร์ และจีนส่งไปสหรัฐ 438.9 พันล้านดอลลาร์ 

ซึ่งองค์การการค้าโลก(WTO)มองว่าถ้าสงครามการค้ายังสู้กันด้วยการขึ้นภาษีทำให้2ชาติมหาอำนาจยุติการค้าขายกันแต่ตลาดโลกอีก97%ก็ยังค้าขายต่อไปได้ นับเป็นตัวอย่างมุมมองที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตามผลกระทบยังมีอีกหลายมิติไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจการค้าและเป็นทั้งโอกาสและวิกฤตขึ้นกับวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการเมืองของทั้ง2มหาอำนาจและอยู่ในกลุ่มประเทศเสี่ยงลำดับต้นๆที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและนโยบายทรัมป์2.0ครั้งนี้ แต่จะรอดจะร่วงหรือจะรุ่งจะเป็นโอกาสหรือวิกฤตสำหรับก้าวต่อไปของประเทศไทยหาคำตอบได้ในงานเสวนาโต๊ะกลมของสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์ -FKII National Dialogue “โอกาสหรือวิกฤติใหม่เศรษฐกิจไทยภายใต้สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน“

วันพุธที่ 30 เมษายน 2568 
เวลา 13.00-15.30 น.
ณ TVA Hall สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา กรุงเทพมหานคร

ขอเชิญร่วมแสดงความเห็นเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทยในสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน พบกับวิทยากรร่วมเสวนา อาทิ

1. นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand
2. นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (TVA) และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand
ผู้เชี่ยวชาญด้านอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี
3. นายเกษมสันต์ วีระกุล  ประธานซีเอ็ดนักวิชาการอิสระ สื่อมวลชน ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
4. ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน อดีตอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่งผู้เชี่ยวชาญด้านจีน และผู้ร่วมเสวนาโต๊ะกลม

ลงทะเบียนด่วน!!! รับจำนวนจำกัด!!!
ที่ LineOA FKII Thailand: https://lin.ee/BgPCPvd
ติดต่อสอบถาม
091-1805459 (วรวุฒิ)
093-1252012 (ลิต้า)

ปตท. ตั้งวอร์รูมเตรียมรับมือสงครามเศรษฐกิจโลก มั่นใจเดินมาถูกทางพร้อมสร้างการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

(21 พ.ค. 68) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ปักหมุดความสำเร็จครบรอบ 1 ปี เดินหน้าตามวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 สะท้อนทิศทางการบริหารใน 2 เรื่องหลัก คือ เน้นธุรกิจ Hydrocarbon ที่ถนัด ปรับพอร์ตธุรกิจสู่สมดุลใหม่ และเร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ จํานวน 23,315 ล้านบาท นำส่งรายได้เข้ารัฐในรูปแบบภาษี จำนวน 7,256 ล้านบาท 

ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย การมุ่งเน้นธุรกิจหลัก Hydrocarbon สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งอาทิตย์ เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการสินภูฮ่อม แหล่งปิโตรเลียมบนบกที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ช่วยให้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยเพิ่มขึ้น  พร้อมขยายการเติบโตของธุรกิจปัจจุบันในต่างประเทศ โดยเข้าถือหุ้น 10% ใน Ghasha หนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้ง บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) มีการขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดียและไต้หวัน สอดรับกับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เติบโตพร้อมกันนี้ยังสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ LNG ให้เกิดประโยชน์สูงสุด วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาค 

โดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมนำเข้า LNG รวมปริมาณ 11 ล้านตันต่อปี ครอบคลุมทั้งสัญญาระยะยาวและสัญญาซื้อขายแบบ Spot LNG Hub ของภูมิภาค ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีความท้าทายจาก Industry Landscape ที่เปลี่ยนไป จึงต้องเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบปิโตรเคมีในระยะยาว โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) จะนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกา ปริมาณ 400,000 ตันต่อปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ  การสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการ P1 และ D1 ซึ่งเป็นการบริหารจัดการ supply & market ร่วมกัน นอกจากนี้ ปตท. ยังเร่งแสวงหา Strategic Partner เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจ ซึ่งจะเป็นผลดีกับ ปตท. และ flagship โดย ปตท. ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 

ปรับพอร์ตธุรกิจ Non-Hydrocarbon โดยประเมินธุรกิจใน 2 มุม คือ 1) ธุรกิจต้องมีความน่าสนใจ (Attractiveness) และ 2) ปตท. มี Right to Play มีความถนัดหรือมีจุดแข็ง สามารถเข้าไปต่อยอดในธุรกิจนั้นๆ ได้ และมี Partner ที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้ ปตท. มีแนวทางการลงทุนในธุรกิจ Non-Hydrocarbon ดังนี้ 1) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ EV Value Chain ปตท. จะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจบรรจุกระแสไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Horizon Plus และธุรกิจที่มีความเสี่ยง 2) ธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่ง ปตท. ออกจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. มุ่งเน้นเฉพาะที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก และสามารถสร้าง Synergy ภายในกลุ่มได้  3) ธุรกิจ Life Science ปรับพอร์ตมุ่งเน้นเฉพาะ Pharmaceutical และ Nutrition มีแผนการเติบโตที่ชัดเจนร่วมกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ และสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทางการเงิน (Self-funding) ทั้งนี้จากการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ Non-Hydrocarbon ข้างต้น ทำให้สามารถรักษาเงินลงทุน (Capital Preservation) ไว้ได้ แทนที่จะนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงและไม่สร้างผลกำไร

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน กลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกันทั้งกลุ่ม ปตท. ทั้งนี้ได้มีการ Reconfirm เป้าหมาย Net Zero 2050 และกำหนดแผนงานชัดเจน มีการพิจารณาปัจจัยรอบด้าน อาทิ ต้นทุนของการลดคาร์บอนด้วยวิธีต่างๆ เทียบกับค่าใช้จ่ายของการปล่อยคาร์บอน เช่น ภาษีคาร์บอนที่จะเกิดขึ้น โดยจะต้องมีความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ยังมีความก้าวหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) รวมถึงพัฒนา CCS Hub Model เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท. ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผลเทคโนโลยี CCS ระดับประเทศในอนาคต สำหรับการศึกษาด้านธุรกิจไฮโดรเจนในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับพันธมิตรทั้งในด้านการจัดหาไฮโดรเจนและแอมโมเนียคาร์บอนต่ำ และการประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าเพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลเชิงธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) ของประเทศไทยในอนาคต

นอกจากนี้ ปตท. มีการบริหารทางเงินที่เป็นเลิศ โดยมีการจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2567 ที่ 2.10 บาทต่อหุ้น นับเป็นการจ่ายเงินปันผลสูงสุดตั้งแต่ ปตท. เข้าตลาดฯ และ ปตท. ได้มีการขยายระยะเวลาเครดิตทางการค้า (ETC) เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่บริษัทในกลุ่ม โดยยังคงยึดหลักการรักษาวินัยทางการเงิน (Financial Discipline) อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ในปี 2568 ปตท. มีการซื้อหุ้นคืนเพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น และเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น

จากสัญญาณสถานการณ์พลังงานที่มีความผันผวน และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอย อันเนื่องจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 ปริมาณการผลิตน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก และความต้องการใช้พลังงานที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปตท. จึงได้ดำเนินเชิงรุกจัดตั้งวอร์รูม เตรียมแผนรับมือเศรษฐกิจถดถอยครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 ด้าน ได้แก่ 1. Strategy ทบทวนกลยุทธ์เดิมพร้อมพิจารณาความท้าทายใหม่ที่จะเข้ามากระทบ พบว่ากลยุทธ์กลุ่ม ปตท. มาถูกทาง เหมาะสม สามารถรับมือกับปัจจัยภายนอกและความท้าทายจากเรื่องสงครามการค้าได้ เพียงแต่บางเรื่องต้องเร่งให้เร็วขึ้น เช่น การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. 2. Financial Management รักษาวินัยการเงิน บริหารต้นทุนการเงิน เสริมสภาพคล่องกระแสเงินสด รักษาระดับ Credit Rating 3. Supply Chain & Customer ดูแลคู่ค้า ลูกค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องตลอด Supply Chain พร้อมเร่งดำเนินโครงการสร้างมูลค่าเพิ่ม 4. Project Management ทบทวนความเป็นไปได้ของโครงการและการลงทุน โดยต้องพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (Asset Monetization) ของ flagship  5. Communication สื่อสารและสร้างความเข้าใจการดำเนินธุรกิจแก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง 

ดร.คงกระพัน เปิดเผยว่า “1 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ ปตท. ได้ปรับกลยุทธ์ มั่นใจว่ากลยุทธ์มาถูกทาง สะท้อนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอก นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. พร้อมเร่งสร้างความแข็งแรงภายใน สร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. ผ่านโครงการสำคัญได้แก่ โครงการ P1 และ D1 ซึ่งเป็น PTT Group Synergy บริหารงานแบบ Centralized Supply and Market Management มีเป้าหมาย 3,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2028 โครงการ MissionX ยกระดับ Operational Excellence เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าทั้งกลุ่ม ปตท. ประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2027 มีแผนงานชัดเจนและเป้าหมายเป็นรูปธรรมซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว โครงการ Axis นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะสร้างมูลค่าได้อีก 11,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2029 รวมถึงการทำ Asset Monetization ของกลุ่ม ปตท. ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งด้วยการรักษาวินัยทางการเงินและการลงทุนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดภายในกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมและผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน” 

นอกจากภารกิจในด้านพลังงาน กลุ่ม ปตท. ยังคงยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย โดยส่งเจ้าหน้าที่ PTT Group SEALs ร่วมภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหว สนับสนุนอาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนแก่สภากาชาดเมียนมา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาด้วย 

ปตท. ยึดมั่นพันธกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างการเติบโต ควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างสมดุล สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และสร้างคุณค่าสู่สังคม เพื่อให้ ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

‘ดร.กอบศักดิ์’ แนะเร่งหามาตรการช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี หลังจีน -สหรัฐฯปิดดีลเจรจาอาจกระทบสินค้าส่งออกไทย

ดร.กอบศักดิ์ เผยจีน-สหรัฐปิดดีลเจรจาภาษี จีนถูกเรียกเก็บภาษี 55% ส่วนจีนเก็บภาษีสหรัฐ 10% กระทบสินค้าส่งออกไทย แนะเตรียมมาตรการช่วยเอสเอ็มอีในประเทศ ลุ้นไทยเจรจาสหรัฐลดภาษีต่ำกว่า 36%

(12 มิ.ย.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ว่า “ปิดดีลจีน – โดน Tariff สหรัฐที่ 55% !!” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สรุปข้อตกลงล่าสุดให้โลกฟังว่า หลังเจรจากัน 2 ครั้ง สหรัฐจะได้เข้าถึง rare earths, magnets ส่วนจีนจะได้ชิป และวีซ่าสำหรับนักเรียนจีน โดยสหรัฐคิดภาษีจีน 55% และจีนคิดภาษีสหรัฐ 10%

“ทั้งหมด รอการพิจารณาของท่านประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ซึ่งจะมีนัยยะกับไทย เพราะจากที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เคยบอกไว้เสมอ 36% คืออัตราสูงสุดสำหรับไทย หมายความว่า ต่อให้เราไม่ได้ลดเลย ที่อัตรานี้ เราจะยังได้เปรียบสินค้าจีนประมาณ 20% ถ้าเรามีข้อเสนอที่ดี สหรัฐพอใจ ก็คงจะลดให้จากอัตราดังกล่าวบ้าง”

ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา (1) ได้เหลือ 10-20% (2) ไม่ต่างจากคู่แข่งของเรามากนัก ในสงครามการค้าโลกรอบนี้ ประเทศไทยก็ถือว่าพอไปได้ ส่งออกไทยก็น่าจะมีทางออก ในช่วงครึ่งหลังของปี สามารถไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจีนโดน 55% China Flooding ก็จะเป็นปัญหาให้ไทยหนักใจ คงต้องเตรียมมาตรการช่วย SMEs ในประเทศรับมือบรรเทาผลกระทบและเร่งหาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เพื่อให้ไทยลดสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐให้เหลือ 10% จากปัจจุบันที่ 18.3% จะได้ไม่ต้องเป็นลูกไล่ของเขา เพราะยังจะวุ่นวายอย่างนี้ไปอีกหลายปี”

‘ภูดิศ อาสนมณี’ ชี้ ดุลการค้าไม่ได้แปลว่าประเทศประเทศหนึ่งได้เปรียบการค้าอีกประเทศหนึ่งเสมอไป

นายภูดิศ อาสนมณี วิทยากรและนักวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่สหรัฐ อเมริกา เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทยในอัตรา 36% โดยอ้างเหตุผลเสียเปรียบดุลการค้า ว่า ...

ดุลการค้าไม่ได้แปลว่าประเทศประเทศหนึ่งได้เปรียบการค้าอีกประเทศหนึ่งเสมอไปครับ แต่มันบอกขีดความสามารถในการผลิตและขายสินค้าบริการของประเทศหนึ่งๆ

ยกตัวอย่าง
บริษัทแอปเปิ้ล จ้างโรงงานในจีนผลิต iphone เพราะต้นทุนต่ำ คุณภาพดี 
แอปเปิ้ลเอาไปขายทำกำไรมหาศาลจนหุ้นพุ่งกระฉูดถูกใจนักลงทุน
คำถามคือ จีนเอาเปรียบสหรัฐฯ หรือไม่? สหรัฐเสียเปรียบจีนหรือไม่?

ผู้ที่ประโยชน์สูงสุดคือใคร?
โรงงานจีน?
ผู้ถือหุ้นแอปเปิ้ล?

ผู้บริโภค?
ไทยผลิตถุงขยะและถุงพลาสติกให้กับ Wall Mart เพราะในอเมริกาไม่มีโรงงานผลิต ถึงทำได้ก็แพงมาก ไทยทำได้ถูก คุณภาพดี Wall Mart เอาไปขายทำกำไรจนบริษัทใหญ่โต 

ถามว่าไทยเอาเปรียบการค้าสหรัฐหรือไม่?
ถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานกินเงินเดือนประจำ คุณซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ ซื้อเสื้อผ้า รองเท้าจากห้าง กินข้าวในร้านใกล้บ้าน โดยที่พวกเขาไม่เคยใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากคุณเลย  พวกเขาได้เปรียบดุลการค้าจากคุณ  เขาเอาเปรียบคุณหรือไม่?

สินค้าจากจีนมีคุณภาพและราคาที่เหมาะกับคนไทย คนไทยจึงสั่งซื้อ เขาไม่ได้บังคับให้เราซื้อนะครับ ถ้าคุณไม่พอใจก็ไปซื้อจากสินค้าไทย ญี่ปุ่น อเมริกาหรือยุโรป ก็ได้ แต่ต้องจ่ายแพงขึ้น

ประเทศไทยไม่ได้ขาดดุลการค้าจากจีนแค่ประเทศเดียว แต่ยังมี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย ฯลฯ และอีกหลาย ๆ ประเทศ  ซึ่งก็มีเหตุผลคือประเทศไทยผลิตสินค้านั้น ๆ ไม่ได้จึงนำเข้า

สี จิ้นผิง พบนายกรัสเซีย ย้ำจีน–รัสเซียร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เร่งเชื่อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจสองชาติ ขยายพลังงาน–เทคโนโลยี–เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างพลังใหม่เพื่อสันติภาพโลก

(7 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน พบกับนายกรัฐมนตรีมิเฮอิล มิชูสติน ของรัสเซียที่กรุงปักกิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้กระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงแผนพัฒนาประเทศของทั้งสองให้สอดรับกัน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและผลักดันการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

สีจิ้นผิงระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีนและรัสเซียร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน และยังคงพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น เขาเสนอให้ทั้งสองประเทศขยายการลงทุนร่วมกัน เสริมความร่วมมือในด้านพลังงาน การคมนาคม เกษตร และอวกาศ รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ในด้านปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

จีนกำลังเดินหน้าสู่ “การพัฒนาแบบจีนยุคใหม่” ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงและเปิดประเทศในระดับลึกมากขึ้น สีจิ้นผิงยืนยันว่าจีนพร้อมประสานยุทธศาสตร์กับรัสเซีย เพื่อให้ทั้งสองประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน และสร้างผลประโยชน์ร่วมแก่ประชาชนทั้งสองชาติ

ด้านนายกรัฐมนตรีมิชูสติน กล่าวขอบคุณและส่งคำทักทายจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พร้อมย้ำว่ารัสเซียพร้อมสานต่อความร่วมมือกับจีนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ พลังงาน เกษตรกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ใกล้ชิดในระดับประชาชน และทำงานร่วมกันในเวทีนานาชาติเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ย้อนรอยเศรษฐกิจไทย รัฐบาลพรรคไหนขึ้นมาบริหารแล้ว "เศรษฐกิจดีขึ้นจริง" เพราะฝีมือ หรือแค่ได้จังหวะโลกเป็นใจ บทเรียนการเมืองที่ตัวเลขไม่เคยโกหก

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย มักจะมีคำถามว่า “รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคการเมืองไหน ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตที่สุด” ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้ยากยิ่ง

1. ทำไมคำถามนี้ตอบยากกว่าที่คิด
เวลาเราถามว่า “รัฐบาลพรรคไหนทำเศรษฐกิจดี?”  
คำถามจริง ๆ แฝงไว้สองเรื่องพร้อมกันคือ  
1. ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นแค่ไหน – GDP โตเท่าไหร่ รายได้คนดีขึ้นไหม  
2. คนส่วนใหญ่ “รู้สึก” ว่าดีขึ้นหรือเปล่า – เงินหมุนไหม หนี้ท่วมไหม ค่าครองชีพไล่ทันรายได้หรือไม่  
ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจไทยยังผูกกับ จังหวะเศรษฐกิจโลกและเงินลงทุนต่างชาติ อย่างหนัก  
ทำให้หลายรอบที่ดูเหมือน “รัฐบาลเก่ง” จริง ๆ แล้ว  
อาจเป็นเพราะเราขึ้นลิฟต์ตามรอบโลกมากกว่าฝีมือนักการเมืองล้วน ๆ
บทความนี้เลยจะพาปูเสื่อไล่ทีละยุค แล้วค่อยสรุปตรง ๆ ตอนท้ายว่า  
> ถ้าต้องตอบชื่อ “ยุค/พรรค” ที่เห็นว่า เศรษฐกิจดีขึ้นชัด ในภาพรวม มีใครบ้าง

2. ยุคบูม 2530–2539: เศรษฐกิจพุ่งแรงสุดในประวัติศาสตร์ แต่เครดิตแบ่งกับ “เงินต่างชาติ”
ช่วง ปี 2530–2539 (1987–1996) คือยุคที่ไทยโตแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ใหม่  
GDP โตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี มีบางปีขึ้นไปแตะกว่า 13% ด้วยซ้ำ  
ตัวขับเคลื่อนหลักคือ  
- เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไหลเข้าแบบท่วม หลัง Plaza Accord  
- ไทยเปลี่ยนจาก “ผลิตแทนการนำเข้า” มาเป็น โรงงานส่งออกของโลก อย่างเต็มตัว  
แต่ด้านมืดก็ตามมา:
- ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเฉลี่ยหลายปีติด  
- เงินกู้ต่างประเทศไหลเข้าเร็วเกินไป กลายเป็นพื้นฐานของวิกฤตปี 2540 ในเวลาต่อมา  
การเมืองช่วงนั้นเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค  
ทั้งชาติไทย ประชาธิปัตย์ และขั้วอื่นหมุนเวียนกัน
> ถ้าดูแต่ตัวเลข จะบอกว่า “รัฐบาลช่วงนั้นทำเศรษฐกิจดีมาก” ก็ไม่ผิด  
> แต่ถ้าแฟร์ ๆ ต้องยอมรับว่า แรงส่งหลักมาจากรอบโลก + FDI  
> และจบลงด้วยวิกฤตครั้งใหญ่ เพราะบริหารความเสี่ยงไม่อยู่

3. ยุคฟื้นจากปี 40 สู่ “ทักษิโณมิกส์”: ไทยรักไทย กับภาพจำว่า “เศรษฐกิจกลับมาคึก”
หลังวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก ก่อนจะเริ่มฟื้นช่วงปลายรัฐบาลชวน (ประชาธิปัตย์)  
ด้วยชุดนโยบายปรับโครงสร้างตามกรอบ IMF – แนวรัดเข็มขัด เน้นเสถียรภาพ
พอถึง ปี 2544 รัฐบาลไทยรักไทย (ทักษิณ) เข้ามาในจังหวะที่  
- เศรษฐกิจเริ่มตั้งหลักได้  
- ค่าเงินบาทอยู่ในระดับส่งออกแข่งขันได้  
- โลกกำลังอยู่ในรอบขาขึ้นอีกรอบ
ตัวเลขเติบโตในช่วงนั้นถือว่าโดดเด่น:
- หลังปี 2002 ไทยกลับมาโต 5–7% ต่อปีต่อเนื่องหลายปี  
- อีสานเป็นภูมิภาคที่รายได้ต่อหัวโตเร็วมาก ช่วง 2001–2011 รายได้ต่อหัวของอีสานเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ขณะที่กรุงเทพฯ ก็โตต่อเนื่องเช่นกัน  
นโยบายที่คนจำได้:
- 30 บาทรักษาทุกโรค  
- กองทุนหมู่บ้าน / SML  
- OTOP  
- ผลักดันสินเชื่อรายย่อย ทำให้คนตัวเล็กเข้าถึงเครดิตง่ายขึ้น  
สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ความรู้สึก” ของคนจำนวนมากคือ  
> “ยุคนี้เงินหมุน คนต่างจังหวัดเริ่มมีโอกาส มีเครดิต มีหน้าที่การงานมากขึ้น”
แน่นอน ด้านลบก็มี ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เริ่มสูงขึ้น  
ข้อครหาเรื่องคอร์รัปชัน และความขัดแย้งทางการเมืองที่สร้างบาดแผลยาวนาน
แต่ถ้าตอบตามข้อมูล + perception ของสังคมส่วนใหญ่:
> ยุคไทยรักไทย (ทักษิณ) คือหนึ่งในยุคที่ตอบได้เต็มปากว่า “เศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน”  
> ทั้งในแง่ตัวเลข และความรู้สึกของฐานรากจำนวนมาก

4. 2008–2013: วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์–น้ำท่วมใหญ่ และการรีบาวด์ของอภิสิทธิ์–ยิ่งลักษณ์
พอถึงปี 2008 โลกเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยปี 2009 ติดลบเล็กน้อย ก่อนจะรีบาวด์แรงในปี 2010:
- ปี 2009 โตประมาณ -0.7%  
- ปี 2010 รีบาวด์ขึ้นราว 7.5%  

ช่วงนี้อยู่ภายใต้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ (ประชาธิปัตย์)  
> ถ้าดูแค่ตัวเลข จะเห็นว่าช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์มีปีที่ “เศรษฐกิจดีขึ้นชัด”  
> แต่ส่วนสำคัญมาจาก เศรษฐกิจโลกที่ฟื้น + สินค้าส่งออก  
> มากกว่านโยบายเชิงรุกภายในประเทศ
ต่อมาคือ ยุคยิ่งลักษณ์ (เพื่อไทย) 2554–2557
- ปี 2011 เจอน้ำท่วมใหญ่ GDP โตแค่ 0.8%  
- ปี 2012 รีบาวด์แรง โตประมาณ 7.2% จากการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม + นโยบายกระตุ้น เช่น รถคันแรก ฯลฯ  
- หลังจากนั้น 2013–2014 โตชะลอลงมาราว 2–1% ตามลำดับ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น  
สรุปยุคนี้แบบสั้น ๆ:
> ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์และยิ่งลักษณ์ ต่างก็มี “ปีทอง” ที่ตัวเลขดีขึ้นชัด  
> แต่ส่วนหนึ่งเป็น การเด้งกลับหลังวิกฤต (โลกหรือน้ำท่วม)  
> มากกว่าจะเป็นโหมด “บูมต่อเนื่อง” แบบช่วงไทยรักไทย

5. ยุครัฐประหาร–คสช.–พลังประชารัฐ: ตัวเลข “กลาง ๆ” แต่คนรู้สึก “ฝืด”
หลังรัฐประหารปี 2557 ไทยเข้าสู่ยุค คสช.  
ต่อด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งยังมีขั้วเดิมเป็นแกนหลัก
ตัวเลขการเติบโตช่วง 2015–2019 อยู่ราว:
- 2015: 3.1%  
- 2016: 3.4%  
- 2017: 4.2%  
- 2018: 4.2%  
- 2019: 2.2%  
ถ้าดูเฉพาะ macro:
- ไม่ได้แย่ระดับวิกฤต  
- แต่ก็ไม่แรงพอจะเรียกว่า “บูม”

ปัญหาคือด้านโครงสร้าง:
- ไทยเริ่มแก่ตัวลงเร็ว (สังคมสูงวัย)  
- ผลิตภาพแรงงานไม่ได้ดีขึ้นมาก  
- หนี้ครัวเรือนระดับสูง กดการบริโภค  
เลยเกิดภาพที่คุ้นกันมากในฐาน SME/มนุษย์เงินเดือน:
> ตัวเลขประเทศโต แต่ร้านเล็ก–คนตัวเล็กรู้สึกฝืด ค่าครองชีพไล่แซงรายได้
ดังนั้น ถ้าถามแบบตรง ๆ ว่า  
“พอรัฐบาลชุดนี้ขึ้นแล้ว เศรษฐกิจดีขึ้นชัดไหม?”  
คำตอบในสายตาคนส่วนใหญ่จะอยู่ในโทน “ไม่ถึงขั้นดีขึ้นชัด เป็นแค่ไม่ล้ม” มากกว่า

6. หลังโควิดถึงปัจจุบัน: ไทยโตช้าเมื่อเทียบภูมิภาค
โควิดทำไทยเจ็บหนักเป็นพิเศษ เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง:
- ปี 2020 GDP หดตัวราว -6.2%  
- ปี 2021 โตแค่ 1.5%  
- ปี 2022 โตประมาณ 2.8%  

หลังจากนั้น แม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่หลายองค์กรระหว่างประเทศ  
มองว่าไทยจะโตแค่ ประมาณ 2–3% ต่อปี ในช่วง 2024–2026  
ขณะเดียวกัน รัฐบาลปัจจุบันพยายามใช้มาตรการกระตุ้น เช่น  
- โครงการโอนเงินดิจิทัล  
- มาตรการดึง FDI ในอุตสาหกรรมใหม่  
- โครงการที่อยู่อาศัยรายได้น้อย และขยายระบบประกันสุขภาพ  
แต่เมื่อเทียบกับ:
- โครงสร้างที่ไทยแก่เร็ว  
- หนี้ครัวเรือนสูง  
- แข่งกับเวียดนาม–อินโดฯ ที่ดึงโรงงาน–ลงทุนโลกไปก่อน  
จึงยังเร็วเกินไปที่จะพูดว่า  
> “รัฐบาลปัจจุบันขึ้นมาแล้วเศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน”

7. แล้วสุดท้าย… รัฐบาลพรรคไหน “ขึ้นแล้วเศรษฐกิจดีขึ้น” ในสายตาผู้เขียน?
ถ้าแยก “อารมณ์ทางการเมือง” ออก แล้วมองตามข้อมูล + ความรู้สึกรวม ๆ ของสังคม
7.1 ยุคไทยรักไทย – ทักษิณ (2544–2549)
- ขึ้นมาช่วงฟื้นตัวหลังวิกฤตปี 40  
- กล้าใช้นโยบายการคลังดันกำลังซื้อฐานราก  
- ตัวเลขโต 5–7% ต่อเนื่องหลายปี  
- ฐานรากและต่างจังหวัด “รู้สึก” ว่าชีวิตดีขึ้น มีเครดิต มีโอกาส
> ✅ ถ้าให้ตอบชื่อ “ยุค–พรรค” ที่เศรษฐกิจดีขึ้นชัด ทั้งตัวเลขและความรู้สึก  
> ยุคไทยรักไทย คือเคสที่ชัดที่สุด (โดยไม่ปฏิเสธว่ามีต้นทุนทางหนี้ คอร์รัปชัน และความขัดแย้งทางการเมืองตามมา)

7.2 ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ (ปชป.) และยิ่งลักษณ์ (เพื่อไทย)
ทั้งสองยุคมี “ปีรีบาวด์สวยมาก”
- อภิสิทธิ์: ปี 2010 โต ~7.5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  
- ยิ่งลักษณ์: ปี 2012 โต ~7.2% หลังน้ำท่วมใหญ่  
แต่ภาพรวม:
- โตแรงในปีที่เด้งจากภาวะตกต่ำ  
- จากนั้นโมเมนตัมถูกตัดด้วยปัจจัยการเมืองและปัญหาเชิงนโยบาย (เช่น จำนำข้าว)  
> ✅ ถ้าถามว่า “ขึ้นแล้วมีช่วงที่เศรษฐกิจดีขึ้นชัดไหม” – มี  
> ❌ แต่ไม่ใช่ “รอบบูมยาว” แบบช่วงไทยรักไทย หรือยุคบูมก่อนปี 40

7.3 ยุคบูม 2530–2539 (รัฐบาลผสมหลายพรรค)
- เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี  
- ไทยก้าวกระโดดจากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมส่งออก  
- แต่ต้องยอมรับว่าจบลงด้วยวิกฤตใหญ่ เพราะหนี้–ดุลบัญชีเดินสะพัดผิดรูป  
> ✅ ถ้ามองแค่ตัวเลขและการเปลี่ยนผ่านประเทศ ยุคนี้ “สุด”  
> ⚠️ แต่เครดิตแบ่งหนักกับ “รอบโลก + เงินต่างชาติ”  
> และเป็นยุคที่วางระเบิดเวลาไว้ให้รุ่นต่อไป

8. 3 บทเรียนจากการย้อนดูทุกยุค
1. จังหวะโลกสำคัญไม่แพ้นโยบายพรรค  
พรรคที่ดู “เก่ง” มักขึ้นมาในจังหวะที่โลกเป็นขาขึ้น และกล้าขยายการคลังในเวลาที่เหมาะ
2. คนจะรู้สึกว่าเศรษฐกิจดี เมื่อฐานรากมีโอกาสจริง ไม่ใช่แค่ GDP โต แต่คือ  
- เข้าถึงเครดิต  
- มีงาน มีรายได้พอ  
- ไม่ถูกหนี้และค่าครองชีพไล่จนหายใจไม่ออก
3. ถ้าจะตัดสินรัฐบาลด้วยคำว่า “ทำเศรษฐกิจดีไหม” ต้องดูยาวกว่า 1 ปีรีบาวด์  
   ปีทองหลังวิกฤตเป็นเรื่องปกติ แต่ความเก่งจริงคือ  
- รักษาโมเมนตัม  
- วางโครงสร้างใหม่ให้โตต่อได้โดยไม่พังในอีกสิบปีข้างหน้า

เกมทรัพย์สินเดือด!! รัสเซียเรียก “ชัยชนะของกฎหมาย” หลัง EU ไม่ยึดทรัพย์ แต่ยังโยงเงินกู้ยูเครน 9 หมื่นล้านยูโร รัสเซียชี้ “สามัญสำนึกเหนือการเมือง”

(19 ธ.ค. 68) คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้อำนวยการกองทุนการลงทุนโดยตรงของรัสเซียและทูตรัสเซียพิเศษด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ ประกาศว่ากฎหมายและสามัญสำนึกเป็นฝ่ายชนะ หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจไม่ยึดทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไว้

ดมิทรีเยฟโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า "หากเป็นความจริง การที่ EU พับแผนเดิมที่เสนอไว้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย—การแตะต้องเงินสำรองต่างประเทศของรัสเซียเพื่อนำไปสนับสนุนยูเครน—ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของกฎหมาย + สามัญสำนึก และเป็นชัยชนะของ ‘เสียงแห่งเหตุผล’ ในยุโรป ที่ช่วยปกป้อง EU/ยูโร/และยูโรเคลียร์ (อย่างน้อยในตอนนี้)"

ก่อนหน้านี้ EU ได้ประกาศเงินกู้ 90,000 ล้านยูโรแก่ยูเครน โดยอาจใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่อายัดไว้เป็นแหล่งชำระคืน แม้เครมลินจะขึ้นว่าความพยายามยึดทรัพย์เหล่านี้เป็น "การขโมย" และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านดมิทรีเยฟยังเรียกร้องให้ 'อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน' ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ 'ฟรีดริช เมิร์ซ' นายกรัฐมนตรีเยอรมนีลาออก พร้อมตำหนิกลุ่มผู้นำยุโรป "พวกกระหายสงคราม" ที่พยายามบังคับใช้มาตรการที่ละเมิดกฎหมาย

ตั้งแต่ปี 2565, EU และกลุ่ม G7 ได้อายัดเงินสำรองรัสเซียมากกว่า 300,000 ล้านยูโร ส่วนใหญ่เก็บในยุโรปกับยูโรเคลียร์ ขณะที่ EU พยายามขออนุมัติใช้ทรัพย์เหล่านี้เพื่อสนับสนุนยูเครน ท่ามกลางบทวิเคราะห์ว่าการตัดสินใจหลีกเลี่ยงการริบทรัพย์ครั้งนี้เป็นชัยชนะของกฎหมายและสามัญสำนึกในเวทีระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

สงครามพิมพ์เงิน!! TISCO ESU ชี้ปี 69 "การคลัง" นำโลก! สหรัฐฯ-จีนแข่งพิมพ์เงินพยุงเศรษฐกิจ ชูเทรนด์ AI ยังร้อนแรงและยั่งยืนกว่ายุค Dotcom พร้อมเตือนไทยเผชิญ "ปีม้าไฟ" จีดีพีโตเพียง 1.6%

TISCO ESU ชี้ปี 2569 การคลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก สหรัฐ vs จีน แข่งพิมพ์เงิน - AI ยังร้อนแรง – ด้านไทยโตต่ำเสี่ยงปากเหว

(20 ธันวาคม 2568) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโตภายใต้บริบทใหม่  โดยนโยบายการคลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ส่วนนโยบายการเงินลดบทบาทลงชัดเจน พร้อมจับตากระแสลงทุน AI ยังร้อนแรง ด้านสหรัฐฯ - จีนแข่งพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยยังไม่พ้นปากเหว  โตต่ำจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง - การเมืองไม่แน่นอน แม้มีแรงหนุนจาก FDI

เศรษฐกิจโลกภายใต้เกมการคลังของประเทศมหาอำนาจ
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวภายใต้บริบทใหม่ โดยมีนโยบายการคลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่บทบาทของนโยบายการเงินลดลงอย่างชัดเจน หลังธนาคารกลางทั่วโลกทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวใกล้ระดับเป้าหมาย นโยบายการคลังจึงกลายเป็นกลไกหลักสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

สหรัฐฯ เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) เพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษี หนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือน พร้อมออกมาตรการจูงใจลงทุนภาคเอกชน เช่น การหักค่าเสื่อมราคาแบบพิเศษ (Bonus Depreciation) และการบันทึกรายจ่ายทันที (Expensing) อีกทั้งกระแสลงทุนในเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังมีความร้อนแรง หากอ้างอิงจากแผนธุรกิจและนักวิเคราะห์คาดว่าการลงทุนใน Data Center และ Software ของบริษัทชั้นนำใน S&P จะเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในปี 2569 หนุนอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 1.9% และมีพลวัตที่สมดุลมากขึ้น

ยูโรโซน คาดว่าจะขยายตัวราว 1.1% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเยอรมนีที่เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มงบกลาโหม ประกอบกับสภาวะการเงินที่ผ่อนคลายและการลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและหนุนการลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่การใช้จ่ายครัวเรือนจะปรับตัวดีขึ้นตามรายได้ที่แท้จริง หลังเงินเฟ้อชะลอและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง

จีน คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงเล็กน้อยในปีหน้า ตามภาคการส่งออกที่จะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจได้น้อยลง แต่รัฐบาลยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพิ่มโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Safety Nets) ฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรมไฮเทค ส่วน ญี่ปุ่น คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงมากขึ้น ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กับจีนที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่นโยบายการคลังยังมุ่งไปยังการบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

ด้าน นโยบายการเงิน คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลง 0.25–0.50% ตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในครึ่งปีหลัง ขณะที่ ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 2.0% จากเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับเป้าหมายและอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัว ส่วนญี่ปุ่นแตกต่าง คาดว่า BoJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ตามเงินเฟ้อที่ทรงตัวใกล้เป้าหมาย

AI Boom vs Dotcom Bubble ทำไมรอบนี้ไม่เหมือนเดิม
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงหนุนจากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายคนตั้งคำถามว่า เรากำลังเข้าสู่ฟองสบู่แบบยุค Dotcom หรือไม่ โดย TISCO ESU ประเมินความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสองยุค และเหตุผลว่าทำไมการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม

1. มูลค่าหุ้นไม่ได้สูงเกินจริงเหมือนอดีต: ในยุค Dotcom ปี 2000 หุ้นผู้นำเทคโนโลยีมีค่า P/E เฉลี่ยสูงถึง 95.6 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่ม Magnificent 7 รวม Microsoft, Apple, Nvidia และ Amazon มีค่าเฉลี่ยเพียง 35.5 เท่า ไม่นับรวม Tesla  ที่มีค่า P/E สูงถึง 308.7 เท่า แต่โดยรวมตลาดไม่ได้อยู่ในระดับฟองสบู่แบบเดิม
2. IPO Activity ไม่มีความร้อนแรงแบบ FOMO: ปัจจุบันจำนวนและมูลค่า IPO ยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 1999–2000 ที่มีการระดมทุนอย่างบ้าคลั่ง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกหรือการเก็งกำไรแบบสุดโต่ง (FOMO : Fear of Missing Out)
3. โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง: ยุค Dotcom ใช้เงินทุนจากหนี้สินเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงสูงเมื่อกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามคาด แต่รอบนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีงบดุลแข็งแกร่งและใช้เงินสดลงทุน โดยสัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าตลาดของ S&P 500 ลดลงต่อเนื่อง แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน
4. สภาพคล่องและเครดิตยังแข็งแรง: Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ ไม่มีสัญญาณความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงและสภาพคล่องยังคงผ่อนคลาย ซึ่งต่างจากช่วงก่อนฟองสบู่แตกในอดีต
5. แนวโน้มกำไรยังหนุนตลาด: EPS ของ S&P500 คาดว่าจะเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า หากกำไรยังเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานแรงจะต่ำลง

“การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI แตกต่างจากยุคฟองสบู่ Dotcom อย่างชัดเจน ดังนั้น แม้จะมีความผันผวนตามธรรมชาติของตลาด แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทำให้รอบนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม”
 
เมื่อเศรษฐกิจโลกผูกโยง “สงครามพิมพ์เงิน” สหรัฐฯ–จีน
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิส กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่อาจแยกออกจากการแบ่งแยกห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก (Decoupling) และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ “สหรัฐ ฯ และจีน” จากเดิมที่เน้นสงครามการค้าและเทคโนโลยี ปัจจุบันสมรภูมิใหม่เริ่มชัดเจนขึ้น นั่นคือ “สงครามพิมพ์เงิน” ที่ทั้งสองประเทศใช้เป็นเครื่องมือเร่งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

ฝั่งสหรัฐฯ ระบุในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ โดยจะเน้นเสริมศักยภาพการผลิต การพึ่งพาตนเอง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสำคัญ ความพยายามลดการพึ่งพาจีนและดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้โมเดลเศรษฐกิจที่เรียกว่า “4F” ที่อาศัยความยืดหยุ่นของระบบการเงินแบบ Fiat Currency เพื่อผลักดันนโยบายการคลังเชิงขยายตัว จนนำไปสู่ภาวะ Fiscal Dominance ที่ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางจึงถูกกดดันให้ใช้นโยบาย Financial Repression กดอัตราดอกเบี้ยแท้จริงให้อยู่ในระดับต่ำ จูงใจเงินทุนเข้าสู่การลงทุนมากกว่าการออม ส่งผลให้เกิด Passive Flows ที่หล่อเลี้ยงตลาดทุนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเงินออมในประเทศและเงินทุนต่างชาติ

“ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับตลาดทุนอย่างแนบแน่น และขยายตัวแรงกว่าศักยภาพ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันกับจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสำคัญเช่นกัน”

ด้านจีน เคยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อทศวรรษก่อน โดยลดบทบาทอสังหาริมทรัพย์ และย้ายทรัพยากรสู่ภาคอุตสาหกรรม จนกลายเป็นผู้นำการผลิตโลกที่สามารถยืนหยัดต้านทานแรงกดดันจากสงครามการค้ารอบใหม่ได้ ล่าสุดจีนส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศอีกครั้ง ผ่านมาตรการ Anti-Involution และแผน 19 ประการ เน้นพัฒนาธุรกิจขนาดย่อม กระตุ้นการบริโภค ฟื้นความมั่งคั่งครัวเรือน และกระจายรายได้ออกจากภาคการผลิต ขณะเดียวกันต้องขยายปริมาณเงินเพื่อสกัดแรงแข็งค่าของเงินหยวน ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากกลยุทธ์ 4F ของสหรัฐฯ

“เมื่อทั้งสองมหาอำนาจต่างเร่งสร้างในสิ่งที่ตนเองขาด สภาพคล่องโลกจึงยังถูกคงไว้ในระดับสูงในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ และจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคภูมิภาคนิยม”
 
เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟยังไม่พ้นปากเหว
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง และประเมินว่าจะเป็น “ปีม้าไฟ” ที่ยังไม่พ้นจากปากเหว โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโตเพียง 1.6% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าศักยภาพมาก โดยมองครึ่งปีแรกยังคงอ่อนแรง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในครึ่งหลัง แรงกดดันสำคัญมาจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะมีผลเต็มปี ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้งชายแดน ตลอดจนภาคการผลิตที่อ่อนแอและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการขาดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าระดับก่อนโควิด สวนทางกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้เครื่องยนต์หลักทั้งสองอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออกแผ่วลงจนไม่สามารถจะเป็นแรงส่งที่สำคัญได้เหมือนในอดีต

ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากภายในก็เผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้สินต่อจีดีพีที่สูง ทั้งหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังสูงเกือบ 90% ของจีดีพี และหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพีแล้ว ทำให้การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเผชิญกับข้อจำกัด และมีแนวโน้มชะลอลงจากปีนี้ นอกจากนี้ หากไม่มีการปฏิรูปแผนการใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ก็จะทำให้อันดับเครดิตของประเทศมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับลดอันดับลงในปี 2570

สำหรับปัจจัยบวกนอกเหนือไปจากดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะต่ำลงแล้ว คือการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) หากมาตรการ Fast Pass สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเสรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt. แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากประเด็นการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายและระยะเวลาในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่มีแนวโน้มจะล่าช้าไปไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน นอกจากนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดเวลาเดิมส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยออกมาช่วยฟื้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอย่าง “คนละครึ่งพลัสเฟสสอง” หรือ “ช็อปดีมีคืน” เป็นอันต้องสะดุด ไปทำให้กำลังซื้อในไตรมาสแรก และภาพรวมเศรษฐกิจอาจซึมกว่าที่คาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนกับกัมพูชา หากยืดเยื้ออาจทำให้มีความเสี่ยงที่การเลือกตั้งอาจล่าออกไป โดยประเด็นความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจลงทุนได้ ดังนั้นจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ด้านนโยบายการเงิน หลัง กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25% ตามที่คาด และเน้นย้ำว่านโยบายต้องสอดประสานกันทั้งการคลัง และการเงิน ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมเข้ามา ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่จะยังต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 1.00%  ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดูแลค่าเงินบาทและลดภาระหนี้ รวมถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไป อีกทั้งเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันด้านลบ (Negative Shocks) ที่รุนแรงเพิ่มเติม ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 1-2 ครั้งเป็น 0.50% ได้

รัสเซียคาดผลผลิตพุ่ง!! ผลผลิตข้าวสาลีเพิ่ม 10.6% ถั่วพัลส์สูงสุดในประวัติการณ์ มันฝรั่งและผลไม้ก็เพิ่มตาม สถิติล่าสุดปี 2025 จากมอสโก

(28 ธ.ค. 68) สำนักงานสถิติรัสเซียรายงานคาดการณ์ผลผลิตข้าวสาลีของประเทศในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.4 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับปี 2024

ผลผลิตข้าวบาร์เลย์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 เป็น 19.7 ล้านตัน ข้าวโอ๊ตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 หรือ 3.8 ล้านตัน และข้าวฟ่างเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 เป็น 3.5 ล้านตัน ขณะที่ถั่วพัลส์มีผลผลิตสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50

โดยรวม ผลผลิตธัญพืชและถั่วพัลส์คาดว่าจะมีน้ำหนักสุทธิ 139.4 ล้านตัน มากกว่าปี 2024 ที่มี 125.9 ล้านตัน ส่วนผลผลิตมันฝรั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 เป็น 19.5 ล้านตัน และผลผลิตผลไม้รวมทั้งเบอร์รีเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 เป็น 4.3 ล้านตัน

รายงานยังเน้นถึงความสำคัญของการเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตรที่อาจมีผลต่อการส่งออกและเศรษฐกิจอาหารของรัสเซียในระดับโลก โดยระบุว่า "ความก้าวหน้าด้านผลผลิตครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ"

ที่มา : Xinhua

ตะวันออกกลางปะทุ!! ปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนโลก น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งแรงสุดรอบหลายปี หลังวิกฤตตะวันออกกลางเขย่าตลาดโลก นักวิเคราะห์เตือนอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(6 มี.ค. 69) สมาคมยานยนต์อเมริกันรายงานราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. อยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นเกือบ 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ครั้งแรกในรอบเกือบปีนับตั้งแต่มีนาคม 2022

ราคาที่พุ่งสูงนี้ขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงต้นเมษายน 2025 โดยปกติราคาน้ำมันเบนซินจะสูงขึ้นในฤดูใบไม้ผลิเมื่อต้องผลิตน้ำมันเบนซินสูตรฤดูร้อนเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) สำหรับเดือนเมษายน ปรับขึ้น 8.51% ปิดที่สูงสุดในรอบแปดเดือนที่กว่า 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งล่าสุด หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญ

รายงานจากบริษัทวาณิชธนกิจสตีเฟลระบุว่า "การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและสร้างความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ราคาน้ำมันนี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกในบริบทความตึงเครียดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top