Thursday, 4 June 2026
เยอรมนี

ดูดแบบได้หน้าลืมหลัง จนเกิดพื้นที่ทับซ้อน ปัญหาใหญ่ที่ ‘ภูมิใจไทย’ ต้องตามแก้

(8 ต.ค. 68) เมื่อ ‘สส.ราชิต สุดพุ่ม’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ต้องตาม ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ ไปอยู่ภูมิใจไทย และต้องลงสมัคร สส.เขต 1 นครศรีฯ ชนกับ ‘ทรงศักดิ์ มุสิกอง’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ย้ายจากเขต 1 มาเขต 1 อะไรจะเกิดขึ้น คนเก่าของภูมิใจไทย จะเอาไปไว้ไหน ขึ้นบัญชีรายชื่อ หรือย้ายพรรคหนี

คนเก่าของภูมิใจไทย อย่าง ‘จรัญ ขุนอินทร์’ ทำพื้นที่มายาวนาน ช่วยงานใน อบจ.นครศรีอย่างเข้มแข็ง แต่กำลังถูกราชิตเบียดตกขอบเวที หรือให้นั่งทำใจทำงานให้ อบจ.ต่อไป หรือจะต้องหาพรรคใหม่สังกัด

เช่นเดียวกับ ‘อนันต์ ทองอุ่น’ ที่ลุยงานมายาวนาน วางรากฐานไว้ตั้งแต่เป็นท้องถิ่นจังหวัด คนในแวดวงท้องถิ่นรู้จักดี หลังเกษียณจากราชการ มุ่งมั่นตั้งใจเป็นนักการเมือง เวทีแรกลงสมัครชิงนายกฯอบจ.นครศรีฯ แต่พ่ายแพ้ให้กับ ‘เจ้ต้อย-กนกพร เดชเดโช’ ด้วยคะแนนที่ไม่น่าเกลียด

เมื่อครั้งเลือกตั้งนายกฯอบจ.ที่ผ่านมา ช่วยงานวางแผนหาเสียงให้ ‘นายกฯน้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ เต็มกำลังความสามารถ เมื่อเวที สส.เปิดก็มุ่งหวังพิสูจน์ตัวเอง เสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯในนามภูมิใจไทย

แต่น่าจะถูกเบียดตกเวทีภูมิใจไทยไปอีกคน จึงมีข่าวย้ายพรรค และย้ายเขต เข้าใจว่า อนันต์ขอย้ายเขตก็ได้ในนามภูมิใจไทย เช่นย้ายไปเขต 3 ก็น่าจะทับซ้อนกับ ‘มานะ ยวงทอง’ ที่ทำพื้นที่มาต่อเนื่องเช่นกัน ไม่แปลกจึงมีข่าวอนันต์จะย้ายพรรค

ถามว่า ในจังหวัดนครศรี พรรคไหนที่มีกระแสอยู่ ก็จะมีกล้าธรรม ประชาธิปัตย์ หรือประปรายก็พลังประชารัฐ แต่เขต 1 พลังประชารัฐเคยเลือก ‘ฮูวัยดีย๊ะ อูเซ็ง (พิศสุวรรณ)’ น้องสาว ดร.สุรินทร์ ดีด ‘ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ’ อดีต สส.ออกไปอยู่กล้าธรรม แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ฮูวัยดีย๊ะไม่มีชื่อติดชาร์จ พรรคจึงเปลี่ยนไปเลือก ‘สจ.สุภาพ ขุนศรี’ มาสมัครแทน

อนันต์ จึงขอลงในนามพลังประชารัฐ และย้ายไปลงเขต 3 ย่านเชียรใหญ่ เฉลิมพระเกียรติแทน รอการแบ่งเขตที่ชัดเจนจาก กกต.

นี้คือชะตากรรมของว่าที่ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ที่เกิดจากพลังดูดแบบใช้ไดโว่ ดูดติดไปหมดแม้กระทั่งสิ่งโสโครก ปัญหาในแบบเดียวกัน ยังเกิดขึ้นอีกหลายเขตหลายจังหวัดของภาคใต้ที่จะต้องไล่แก้ปัญหากัน อย่างเขต 2 หาดใหญ่ สงขลา พรรคเคยติดต่อ ‘จูรี นุ่มแก้ว’ ไว้ แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์รัฐบาลพิสดารขึ้นมา เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พร้อมกับข่าวจะรับ ‘ศาสตรา ศรีปาน’ เข้าภูมิใจไทย ลงเขต 2 ก็ไปทับซ้อนกับจูรี ต้องตามแก้กันวุ่นวาย ท้ายสุดก็ลงที่จูรี ดีดศาสตราออกไป สถานการณ์นี้จึงยังไม่รู้ว่า ศาสตราจะไปพรรคไปไหน

พื้นที่ทับซ้อนปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการดูด แบบได้หน้าลืมหลังที่ภูมิใจไทยจะต้องตามแก้

บทเรียนจาก ‘เยอรมนี-โปรตุเกส’ ที่ใช้ "โหวตความไว้วางใจ" เป็นประตูก่อนรีเซ็ตประเทศ ผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง ๆ"

การยุบสภาในหลายประเทศไม่ใช่การกดปุ่มเดียวจบตามอำเภอใจของผู้นำ แต่ต้องผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ไม่ใช่เพียงการยุบเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง ประสบการณ์ของเยอรมนีและโปรตุเกสสะท้อนให้เห็นถึงระบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" ที่ใช้การโหวตความไว้วางใจเป็นมาตรฐานก่อนเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

เยอรมนี: ต้องแพ้โหวตไว้วางใจก่อนยุบสภา

ระบบการเมืองเยอรมนีออกแบบให้การยุบสภาเกิดขึ้นได้ยาก โดยมักผูกกับกระบวนการ "โหวตความไว้วางใจ" ของนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาได้อีกต่อไป การแพ้โหวตความไว้วางใจจึงกลายเป็นหลักฐานทางการเมืองที่ชัดเจนว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ก่อนที่จะเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

กลไกนี้ป้องกันไม่ให้การยุบสภากลายเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธีที่ผู้นำใช้เพื่อหาประโยชน์ในเกมการเมือง แต่เป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อรัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

โปรตุเกส: รัฐบาลเสียงข้างน้อยล้มจากความไว้วางใจ แล้วค่อยยุบ

โปรตุเกสก็สะท้อนหลักคิดที่คล้ายคลึงกัน เมื่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยสูญเสียความไว้วางใจจากสภา การล้มของรัฐบาลจากการโหวตจึงนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า การ "ยุบสภา" ในบางประเทศยุโรปคือมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่ท่าทีเชิงการตลาดหรือกลวิธีทางการเมือง

ข้อดี-ข้อเสียของระบบนี้

ข้อดี ของระบบยุบสภาแบบมีเงื่อนไขคือ ช่วยลดข้อครหาว่า "ยุบเพื่อเอาเปรียบ" เพราะรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีเสียงข้างมากพอจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้การยุบสภาเป็นมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้กดดันหรือขู่เข็ญฝ่ายตรงข้ามได้รายวัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสีย ก็มีเช่นกัน หากการเมืองแตกขั้วอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดวงจรการเลือกตั้งที่ถี่เกินไปและสิ้นเปลืองต้นทุนของประเทศ โดยเฉพาะหากผลการเลือกตั้งยังคงได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยซ้ำ

บทเรียนสำหรับไทย: ควรมีกติกากันการยุบเล่นเกมหรือไม่?

ประสบการณ์จากเยอรมนีและโปรตุเกสชวนให้ไทยพิจารณาว่า ควรออกแบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" เพื่อลดการยุบที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเพียงเกมการเมืองหรือไม่

แนวทางที่อาจพิจารณาได้ เช่น กำหนดให้ยุบสภาได้เมื่อรัฐบาลแพ้โหวตความไว้วางใจหรือไม่สามารถผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณได้ หรือกำหนดเส้นตายการจัดตั้งรัฐบาลภายในระยะเวลาที่ชัดเจน หากทำไม่ได้จึงค่อยยุบสภา

นอกจากนี้ ควรวางกรอบอำนาจของรัฐบาลรักษาการให้ชัดเจน เพื่อลดการใช้อำนาจรัฐในการหาเสียงหรือสร้างความได้เปรียบให้ตนเองในช่วงหาเสียง

อย่างไรก็ตาม เยอรมนีและโปรตุเกสไม่ได้สอนว่า "การยุบสภาเป็นทางออกที่ดี" แต่สอนว่า "ถ้าจะยุบ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่าจำเป็นจริง" การยุบสภาไม่ควรเป็นของเล่นในมือนายกรัฐมนตรีหรือเครื่องมือทางยุทธวิธี แต่ควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่ใช้เมื่อการบริหารประเทศต่อไปไม่ได้จริงๆ

การออกแบบกติกาที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า การตัดสินใจยุบสภาไม่ได้เกิดจากความเห็นแก่ตัวทางการเมือง แต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนสำคัญที่ไทยควรนำมาพิจารณาในการปรับปรุงระบบการเมืองให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

กระแสตีกลับผู้อพยพ! คนส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการ ลดคนลี้ภัยเข้าประเทศอย่างเข้ม ผลสำรวจพบ 53% เห็นด้วย 'ดอบรินต์' ดันนโยบายคุมชายแดนเข้ม

(22 ธ.ค. 68)  21 ธ.ค. (ซินหัว) ผลสำรวจความคิดเห็นจากยูกัฟในเยอรมนีเผยว่า ชาวเยอรมนีส่วนใหญ่สนับสนุนแผนของรัฐบาลกลางในการจำกัดการอพยพของผู้ลี้ภัยเข้าสู่ประเทศ โดยผลสำรวจระบุว่าร้อยละ 53 เห็นด้วยกับเป้าหมายของ 'อเล็กซานเดอร์ ดอบรินต์' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในในการลดจำนวนผู้แสวงหาการลี้ภัยอย่างเต็มที่ ขณะที่ร้อยละ 23 ค่อนข้างสนับสนุน น้อยเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่คัดค้านนโยบายนี้

'ดอบรินต์' ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ได้สั่งเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมชายแดนและอนุมัติให้ปฏิเสธการขอลี้ภัยที่ชายแดน ยกเว้นสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงตั้งครรภ์และผู้ป่วยหนัก พร้อมสนับสนุนกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่เพิ่มมาตรการในการตั้งศูนย์ส่งกลับผู้ขอลี้ภัย เพื่อเร่งรัดการเนรเทศผู้ที่ต้องเดินทางออกจากเยอรมนีก่อน

ผลสำรวจที่มีผู้ตอบมากกว่า 2,100 คนในช่วงวันที่ 12-15 ธันวาคม ยังแสดงให้เห็นว่ามีผู้เพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในนโยบายผู้อพยพ ขณะที่ร้อยละ 42 ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เลย

"เราต้องการควบคุมการอพยพอย่างเข้มงวดมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย" กล่าวโดย 'ดอบรินต์' ในแง่ของการบริหารจัดการผู้อพยพที่เหมาะสม

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงแนวโน้มของยุโรปในการเพิ่มมาตรการควบคุมผู้อพยพเพื่อตอบสนองความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ

ที่มา : Xinhua

เยอรมนีสะเทือน!! ประกาศตัดขาดพลังงานรัสเซีย พึ่งพานำเข้าจากนอร์เวย์-สหรัฐฯ อุตสาหกรรมหนักกระทบหนักถอนโครงการ ฝ่ายค้านวอนยกเลิกคว่ำบาตรฟื้นท่อก๊าซ

(9 ม.ค. 69) เยอรมนีเผชิญวิกฤตพลังงาน หลังตัดสินใจเลิกพึ่งพาพลังงานราคาถูกจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและความน่าเชื่อถือของประเทศในช่วงที่ผ่านมา

เดอะ เทเลกราฟ วิเคราะห์ว่า นโยบายคว่ำบาตรของเยอรมนีที่เดินตามทิศทางของชาติตะวันตกแบบไม่รอบคอบ กลับสร้างความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศต้องพึ่งพานำเข้าพลังงานจากนอร์เวย์และสหรัฐฯ ถึง 70% และมีค่าไฟฟ้าสูง ทำให้ผู้ผลิตเหล็ก ArcelorMittal ถอนตัวจากโครงการ "เหล็กสีเขียว" มูลค่า 1.43 พันล้านดอลลาร์ฯ เพื่อย้ายไปลงทุนในประเทศที่มีพลังงานราคาถูกและเชื่อถือได้

รายงานเน้นว่ายุโรปที่พยายามลดการพึ่งพารัสเซียในทางการเมืองและพลังงาน กำลังสร้างช่องโหว่ใหญ่ให้เยอรมนี มีผลกระทบต่อความตึงเครียดและการถดถอยทางเศรษฐกิจในประเทศ

ฝ่ายค้านฝ่ายขวา 'AfD' เสนอให้คืนความสัมพันธ์ค้าขายกับรัสเซีย ยกเลิกคว่ำบาตร และฟื้นฟูท่อส่งก๊าซ Nord Stream เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความยากจนของประชาชน โดยในแถลงการณ์เลือกตั้ง 2025 ระบุว่า "ควรกลับมาค้าขายกับรัสเซียโดยไม่มีข้อจำกัด"

ด้าน 'โทมัส บาไรส์' จากพรรค 'CDU' เสนอว่าหากความขัดแย้งยูเครนสิ้นสุด ก๊าซอาจกลับมาส่งได้ ขณะที่ 'ดีทมาร์ วอยด์เคอ' พรรค 'SPD' เห็นด้วยกับการคืนสถานะความสัมพันธ์ทางการค้าให้เป็นปกติ

ที่มา : Sputni

‘เมอร์ซ’ เตือนลูกอย่าไปอเมริกา!! นายกฯ เยอรมนีลั่น ไม่แนะนำลูกเรียน-ทำงานสหรัฐฯ อเมริกาไม่ใช่ดินแดนแห่งโอกาสเหมือนเดิม เตือนคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นอนาคตในประเทศตัวเอง ชี้สังคมสหรัฐฯ เปลี่ยนหนัก งานหายาก แม้คนเก่งก็ไม่รอด

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้แนะนำลูกชายของเธอไม่ให้ไปศึกษาหรือทำงานในสหรัฐอเมริกา

นายฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมในสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง และแม้แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติสูงก็ยังหางานทำได้ยาก

เมอร์ซกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมเยาวชนคาทอลิกที่เมืองเวือร์ซบูร์กเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม

“ผมจะไม่แนะนำให้ลูกๆ ไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เพราะสภาพสังคมที่นั่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่คนที่มีความรู้ความสามารถดีที่สุดในอเมริกาก็ยังหางานทำได้ยากมาก” เขากล่าว

แต่ในทางกลับกัน นายเมอร์ซได้กระตุ้นให้ชาวเยอรมัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศชาติของตน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเน้นย้ำว่า "ผมเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศใน โลก ที่มอบโอกาสที่ดีมากมายเท่ากับเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนหนุ่มสาว" พร้อมทั้งแนะนำประชาชนอย่าตกอยู่ใน "ความคิดในแง่ร้าย" เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบัน

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับนโยบายการค้า สงครามในยูเครน และล่าสุดคือความขัดแย้งในอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อพันธมิตรนาโตมากขึ้นเรื่อยๆ

ความตึงเครียดระหว่างเบอร์ลินและวอชิงตันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเมอร์ซวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ อย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังถูก "ดูหมิ่น" ในความขัดแย้งกับอิหร่าน

คำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์ในทันที และเขาตอบโต้ด้วยการประกาศถอนทหารสหรัฐบางส่วนที่ประจำการอยู่ในเยอรมนี และเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการโจมตีโดยตรงต่อหนึ่งในจุดแข็ง ทางเศรษฐกิจ หลักของเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม เมอร์ซยืนยันว่าเขายังคงมีความประทับใจที่ดีต่ออเมริกา “ผมชื่นชมอเมริกามาก” เขากล่าวกับผู้ชม แต่แล้วท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ เขาก็เสริมว่า “ความชื่นชมนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นอีกต่อไปแล้ว”

นายเมอร์ซเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 และก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าตนเองเป็นผู้สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกาอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่นายทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ผู้นำเยอรมนีก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเบอร์ลินอย่างเปิดเผยมากขึ้น

ฮา เดา

ที่มา: https://tuoitre.vn/thu-tuong-duc-khuyen-con-khong-nen-sang-my-hoc-tap-lam-viec-20260516092302962.htm


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top