Friday, 5 June 2026
เขมร

ปัญหาชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ที่รัฐบาลทำงานไม่คืบหน้า นี่คือกุญแจที่ไขคำตอบว่า กองทัพรัฐประหารทำไม

(15 มิ.ย. 68) สุดท้ายการประชุม JBC ไทย-กัมพูชาก็เป็นอย่างที่เอย่าคาด คือฝ่ายกัมพูชาจะตีกินเพื่อล่มการประชุมนี้และจะพยายามดึงให้ไทยเข้าสู่ศาลโลก 

เอาเป็นว่าก่อนมาถึงตรงนี้เอย่ามาย้อนความกันก่อนดีกว่าว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

ทุกอย่างเริ่มจากทหารกัมพูชารุกล้ำชายแดนไทยแล้วอ้างว่าปราสาทตาเมืองธมและปราสาทตาควายเป็นของกัมพูชา ทางกองทัพไทยก็ไม่รอช้าส่งกองทัพเข้าประชิดชายแดนส่งทหารพรานปักธงชัยลงพื้นที่ทันที

ฝั่งกัมพูชาเห็นท่าไม่ดีก็เลยสั่งให้กองทัพตนเองร่นลงมา  สุดท้ายพยายามดิ้นว่าจะฟ้องศาลโลก

ฝั่งไทยกร้าวขึ้นประกาศปิดด่านชายแดน  ฝั่งกัมพูชาเริ่มปล่อยข่าวแบนสินค้าไทย แต่ไม่เป็นผลจึงเปลี่ยนมาใช้มาตรการตัดเนตตัดไฟที่เคยซื้อจากฝั่งไทย 

ดูฝั่งรัฐบาลไทยก็พยายามจะกีดกันกองทัพไม่ให้เข้ามายุ่งโดยอ้างว่าจะไปตกลงกันในที่ประชุม JBC และสุดท้ายเป็นอย่างไรละก็ตามที่นักวิเคราะห์คาดเลยว่าฝั่งกัมพูชาจะล้มโต๊ะการประชุม JBC

ถามว่างานนี้ผู้นำไทยรู้เห็นไหมคงไม่อาจทราบได้  แต่มีนักวิเคราะห์หลายคนบอกว่าเรื่องราวนี้ถ้าไม่มีการผลักจากฝั่งรัฐบาลไทย  เราก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปรับอำนาจศาลโลกเหมือนที่เคยเสียเปรียบและเสียดินแดนมาแล้วในอดีต

ความไม่ไว้วางใจก่อปัญหารุนแรงมากขึ้นเพราะทุกคนในประเทศไทยนี้รู้ดีถึงสายสัมพันธ์ทางครอบครัวระหว่างผู้นำของไทยและกัมพูชา จนเรียกได้ว่าปัญหานี้แก้ง่ายมากแค่บินไปกินข้าวบ้านญาติสักมื้อก็น่าจะจบ

แต่หากคิดอีกมุมว่านี่คือแผนฮุบแผ่นดินของครอบครัวนี้ โดยสุดท้ายหากมีการขึ้นศาลโลกและตัดสินแบ่งดินแดนไปคนละครึ่ง บ้านฝั่งกัมพูชาก็จะได้อวดว่านี่ไงฉันไปเอาแผ่นดินที่เคยเป็นของเรามาได้ตั้ง 500,000 ตารางกิโลเมตร ในขณะครอบครัวฝั่งไทยจะอ้างว่านี่ฉันหยุดความสูญเสียทั้งสงคราม เศรษฐกิจระหว่างประเทศไว้เชียวนะ

ถามว่ามาแนวนี้นักวิเคราะห์หลายคน  ประชาชนหลายกลุ่มก็ดูออกเพราะทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นรัฐบาลนี้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเรื่อง

เผลอๆเหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะเป็นคำตอบให้ประชาชนหลายคนที่อาจจะลืมไปแล้วว่าตอนนั้นลุงตู่ต้องทำรัฐประหารเพราะอะไร ให้กลับมาเห็นก็ได้ว่าการรัฐประหารมันไม่ได้แย่หากทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

‘ทหารไทย’ รับศึกรอบด้านปกป้องอธิปไตยชาติ หมดยุคพูดถึงการยึดอำนาจรัฐประหาร

(23 มิ.ย. 68) ในขณะที่ข่าวการเมืองของพรรคเพื่อเขมรกำลังร้อนแรงฝั่งพรรคประชาชนพม่าก็ไม่น้อยหน้า  เดินหน้าสร้างคอนเนคชั่นร่วมกับพวกอินฟลูสายรักประชาชนพม่าแถวแม่สอดจนชาวกะเหรี่ยงและพม่าที่ดีๆโทรมาบ่นกับเอย่าว่ามาทำไมก็ไม่รู้มาแล้วสร้างความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับกลุ่มพม่า กะเหรี่ยงที่เขาทำมาหากินอย่างสงบให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก

แต่เรื่องที่น่าสนใจที่สุดของเอย่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของ 2 พรรคนั้นแต่เป็นการได้ไปสัมภาษณ์กลุ่มนายทหารใหญ่ของไทยถึงสภาวะการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ว่าจนถึงวันนี้ทหารมีแนวคิดจะยึดอำนาจคืนจากรัฐบาลไหม 

ทราบหรือไม่นายทหารทุกท่านส่ายหัวบอกเป็นประโยคและเหตุผลเดียวกันว่า จากนี้ทหารจะไม่ทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว

เอย่าจึงถามต่อว่าทำไม

1 ในนายทหารใหญ่กล่าวว่าจากที่ผ่านมาคนไทยคิดมาตลอดว่าทหารมากอบโกย โกงกิน  และโยนความผิดอะไรก็ตามให้ทหาร  ขนาดเรื่องตึก สตง. ถล่มยังบอกทหารโกงทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับทหารเลย ทำไมประชาชนไม่โทษวิศวกรโครงสร้างตอนตรวจรับว่าให้สร้างต่อได้  สมมุติตอนนี้ปฏิวัติไปเศรษฐกิจตกต่ำก็โทษทหารอีก ไม่โทษว่ามันเป็นมาก่อนแล้วละ  ทหารเข้ามาช่วยแก้อะไรแบบนี้

ท่านบอกว่า ความคิดแบบนี้แสดงถึงความอคติที่ไม่ได้แยกแยะแล้ว จากนี้ทหารจะไม่ทำอะไรอีก ก็ในเมื่ออำนาจอยู่ในมือประชาชน เลือกมาเอง..จะสุข...จะทุกข์ จะขัดแย้งก็ดีกันเองละกัน  ทหารจะไม่ยุ่งอีก  แค่งานรักษาอธิปไตยที่ฝ่ายการเมืองพยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงานของทหาร  ฝ่ายกลาโหมก็ลำบากอยู่แล้ว  แต่ที่ไม่เคยมีข่าวออกเพราะพวกเราเป็นทหารไง  เราคือผู้กระทำไม่ใช่ผู้พูด ดังนั้นทหารจึงเลือกจะทำมากกว่าจะพูด

ทหารอีกท่านกล่าวต่อแค่ปัญหารอบประเทศตอนนี้ก็เยอะมากแล้วไหนจะยา จะผู้อพยพผิดกฎหมาย ไหนจะก่อการร้ายขอแบ่งแยกดินแดน ไหนจะเรื่องสิ่งแวดล้อมสารพิษที่มาจากเหมืองในจีนและพม่า กองทัพเข้าไปช่วยคุยระหว่างประเทศ ช่วยแก้ปัญหา แต่ไม่เคยมีใครรู้ นี่อีกไม่กี่เดือนน้ำเหนือก็จะบ่าแล้วทหารเราก็เตรียมการเหมือนทุกครั้งถามว่ามีใครเคยเห็นไหม  เห็นว่ามันคือหน้าที่

ทหารไม่ได้ถูกฝึกมาให้พูดแต่ถูกฝึกมาให้รับคำสั่งเพื่อปฏิบัติเพื่อชาติ  นายทหารอีกท่านกล่าวเสริม

เอย่าก็หวังว่าคนไทยคงตาสว่างขึ้นนะคะหลังจากคิดแต่ว่ากลัวทหารมาเล่นการเมือง  สิ่งที่พวกพรรคการเมืองกลัวทหารมาเล่นการเมือง ไม่ใช่กลัวทหารโกงกินหรอกเอย่าว่า เพราะต่อให้ไม่ใช่ทหารพวกเขาก็ทำกันอยู่แล้วเผลอๆหนักกว่ายุคทหารด้วย  แต่ที่กลัวทหารมาเล่นการเมืองเพราะคนพวกนั้นสั่งทหารไม่ได้ตะหากเพราะทหารถูกฝึกมาให้รับคำสั่งและทำเพื่อบ้านเมืองให้ดีที่สุดนั่นเอง

‘ก.พลังงานฯ กัมพูชา’ ออกแถลงการณ์ ยัน!! ไม่ได้นำเข้าไฟฟ้าจากไทยแล้ว

(28 มิ.ย. 68) กระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า กัมพูชายังคงซื้อไฟฟ้าจากประเทศไทยผ่านจุดเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า 6 จุด

แถลงการณ์ระบุว่า เพื่อชี้แจงสถานการณ์ กระทรวงเหมืองแร่และพลังงานขอยืนยันว่า กัมพูชาไม่ได้มีการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศไทยแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กัมพูชาได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าจากฝั่งไทยตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย.

‘สม รังสี’ เผย!! ‘ฮุน เซน’ โกรธไทย ไม่ใช่เพราะรักชาติ ชี้!! กลัวการปกครองล่มสลาย เพราะไทยปราบ ‘มาเฟียจีน’

(28 มิ.ย. 68) ‘สม รังสี’ อดีตผู้นำฝ่ายค้านของปร้ะทศกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ฮุน เซน โกรธ ประเทศไทย ที่ทําให้ ตั๋ว ต๋องสับสน ไม่ใช่เพราะรักชาติ แต่เพราะกลัวการปกครองล่มสลาย ซึ่งอาศัยเงินนับพันล้านดอลลาร์จากกลุ่มอาชญากรรมระหว่างประเทศ นําโดยโจรมาเฟียจีนที่ดําเนินการตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย

ทางการไทยตัดสินใจที่จะปราบโจรมาเฟียที่ป้อนระบอบฮุนเซน นี่คือเรื่องราวที่ทําให้ฮุนเซนเป็นห่วงและโกรธจนสับสนกับไทย

คนทรยศฮุนเซนไม่เคยคิดถึงชาติ เขาทําได้ทุกอย่างถ้าเขายังมีพลัง เขาตัดดินแดนเขมรตะวันออกของเราไปยังต่างประเทศ ซึ่งทําให้เขาเป็นผู้นํา ถ้าคุณรักชาติของคุณจริง คุณต้องรักทั้งตะวันตกและตะวันออก อย่าลืมตาข้างเดียว มองไปทางตะวันตกเท่านั้น ต้องเปิดตาข้างหนึ่ง มองไปทิศตะวันออก

วิเคราะห์!! ‘ฮุนเซน’ เพลี่ยงพล้ำ หรือ ตามบท เกิดอะไรขึ้น!! ทำไม?? ถึงทำแบบนี้

(29 มิ.ย. 68) ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายๆคนจะได้เห็นข่าวในสื่อออนไลน์ที่ฮุนเซนออกมา Live รัวๆต่อว่าตระกูลชินวัตรและนายทักษิณต่างๆนานา  วันนี้เอย่าจะมานั่งวิเคราะห์กันชอตต่อชอตถึงสิ่งที่ฮุนเซนทำนั้น  เกิดอะไรขึ้นทำไมฮุนเซนถึงทำแบบนี้

ย้อนรอยกันก่อนว่าเรื่องราวทั้งหมดระหว่างกัมพูชากับไทยเริ่มตั้งแต่คุณแพรทองธารเข้ามาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี  ฝั่งกัมพูชาก็เริ่มมีการส่งคนมาที่ปราสามตาเมือนธม และ ปราสาทตาควาย

จนกระทั่งกองทัพกัมพูชาเอากองทัพมาขุดสนามเพาะและนั่นคือจุดที่กองทัพสุดจะทนเพราะรุกล้ำอธิปไตยจนเกินเหตุ  จากนั้นเหตุการณ์เป็นเช่นไรก็อย่างืฝที่ทุกคนได้ตามข่าวมานั่นแล

แต่ที่น่าสงสารคืออาทิตย์ที่ผ่านมานี้ฮุนเซนเปลี่ยนบทออกมา Live  ต่อว่าผู้นำรัฐบาลและครอบครัวอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนจนเหมือนลืมไปว่าเฮ้ยนี่ญาติแกนะ

เอย่าในฐานะที่คลุกคลีตีโมงกับเรื่องพรรค์นี้มาพอสมควรวันนี้ก็จะมาวิเคราะห์ให้อ่านกันนะคะ

เริ่มว่าถ้าหากทะเลาะกันจริงเหตุผลก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับธุรกิจสีเทาหรือคาสิโนตามริมชายแดน อย่าลืมนะคะว่าฮุนเซนเก็บค่าเช่าที่ อารมณ์เหมือนเจ้าของตึกแถวบรรทัดทองนั่นละคะ ขายดีไหมไม่ใช่ปัญหาของเจ้าของตึกเพราะงั้นเรื่องนี้ที่มีคนบางคนวิเคราะห์ออกมาตีตกไปได้เลย  ส่วนข้ออื่นที่จะทะเลาะกันเอย่าพยายามคิดแล้วคิดอีกก็ยังหาไม่เจอ  ยกเว้นเสียแต่รู้ว่าครอบครัวฝั่งไทยกำลังเพลี่ยงพล้ำแล้วเลยเล่นบทตัดญาติเสียเลย

แต่อย่าลืมนะคะจนถึงวันนี้ฮุนเซนยังไม่ได้พูดอะไรที่คนไทยไม่รู้เลยออกมา  สิ่งที่ออกจากปากฮุนเซนวันนี้คือทุกเรื่องที่คนไทยทราบมาก่อนแล้ว  แต่เขาเอาทาพูดอีกทีในมุมเขาเองก็แค่นั้น  เพราะฉะนั้นเอย่ามองว่าฮุนเซนกำลังเพลี่ยงพล้ำไหม ไม่ใช่เลยแต่น่าจะเป็นสคริปต์ที่เตี๊ยมกันไว้แล้วกับฝั่งไทยเสียมากกว่า

มา ณ วันนี้เอย่าอยากให้ผู้อ่านลองมองนะคะ  เขาพยายามแซงชั่นไทยทุกอย่าง  แต่อย่าลืมว่าเขาอาจจะมีดีลประเทศอื่น supply ไว้และตระกูลฮุนได้ประโยชน์อยู่แล้วก็เป็นได้  นี่จึงเป็นแค่สถานการณ์เตะหมูเข้าปากหมาแบบเสียมิได้เสียด้วย

ในวันนี้เรื่องที่น่าจับตาก็คือ ผู้ที่พยายามสร้างบทเด่นขึ้นมาในช่วงนี้มากกว่าจนหลายคนอดสงสัยว่ารับงานใครมาหรือเปล่า  เพราะขนาดสงครามอิหร่าน อิสราเอล และอเมริกา ยังกลายเป็นปาหี่กองใหญ่ได้ ไฉนเลยงานนี้อาจจะมีมวยล้มต้มคนดูให้เคลิ้มไปกับสถานการณ์ก็เป็นได้เพราะดูเหมือนพยายามสร้างเงื่อนไขให้กองทัพยึดอำนาจเสียเหลือเกิน

แต่ไม่ต้องห่วงคะจากที่เอย่านำเสนอไปกองทัพก็รับรู้เช่นกันและยังยืนยันคำเดิมว่า

"คนไทยควรได้เรียนรู้และรับผลจากสิ่งที่คุณเลือกมา  เวลานี้ทหารขอทำงานตามขอบเขตของตนพอแล้ว ไม่ขอก้าวก่ายการเมืองอีก"

‘อดีตบิ๊กศรภ.’ ฟันธง!! ยอดมวลชน ‘อนุสาวรีย์ชัยฯ’ เมื่อวานนี้ ทะลุห้าหมื่น ชี้!! ประสบความสำเร็จ แม้จะเป็นการชุมนุมนัดแรก และมีฝนตกกระหน่ำ

(29 มิ.ย. 68) พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “เมื่อวานนี้มีคนออกมาไล่ นายกฯอิ๊ง และ ฮุนเซน กี่คนกันแน่!” ระบุว่า ตั้งแต่เข้ารับราชการเป็นทหาร ผมก็อยู่ในกองที่ทำงานสืบสวนคลุมพื้นที่กรุงเทพ และ ปริมฌฑล (กอง ที่ทำงานสืบสวนใน ศรภ.นั้นมีกำลังพลเกิน 100 คนขึ้นไปทุกกอง บางกองไปถึงกว่า 500 คน) ดังนั้น พื้นที่ไหนในกรุงเทพ บรรจุคนได้เท่าไร การประเมินของหน่วยข่าว จึงไม่ค่อยผิดพลาด ครับ ยกเว้นแต่เจ้านายจะเอาไปแก้ ให้น้อยลง

เมื่อวานนี้ผมมาถึงอนุสาวรีย์ชัย ประมาณ 16.00 น. ได้ พอมาถึงก็เดินเข้าหาที่ชุมนุมทันที ทักทายผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักมาตั้งแต่อยู่บนรถไฟฟ้าแล้ว ระหว่างทางเกิดพายุฝนหนักหนามาก จนดูเหมือนฟ้ากับดินประสานเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อมาถึงบริเวณอนุสาวรีย์ ผมก็กลายเป็น ลูกหมาตกน้ำ ไปแล้ว หลายกลุ่มที่นัดหมายพบกันไว้ก็ผิดพลาดกระจัดกระจายกันไปหมด เช่น กลุ่มเชียงใหม่  รศ.ธีระฯ  คุณ กุ๊ก และ รศ.อัศวนีย์, กลุ่มพิษณุโลก อ.จักษ์, กลุ่มปากช่อง เฮียเกรียง, กลุ่ม สตูล บังโต, กลุ่มเพชรบุรี  หมีเซี้ย ฯลฯ ส่วนกลุ่มภูเก็ตมาเจอตอนขากลับ ก็ขออภัยด้วยครับ แต่เชื่อเถอะมันคงต้องมีเรื่องมาให้พบกันแบบนี้อีก แน่นอน

พอฝนหยุดตกสักพัก ผมก็มายืนร้องเพลงชาติ อยู่ที่หัวมุมถนน ทุกคนร้องกันสุดเสียง เหมือนต้องการระบายอะไรในใจออกไป จากนั้นผมก็ไปขอพักอยู่กับ กลุ่มสุขุมวิทย์ ของ พี่แอ๊ว พี่แดง ที่ห้องอาหารชั้น 3 พงหลี  พอตัวแห้งดีแล้ว ก่อนกลับก็ลงมาสำรวจพื้นที่อีกที

คนดูเหมือนจะเต็มลานอนุสาวรีย์  เว้นแต่พื้นที่เล็กๆ 3 แห่งที่มีน้ำฝนขังเป็นแอ่งน้ำไว้มาก ผู้ชุมนุมจึงขยายตัวเข้าไปในถนนทางไปดินแดงและพหลโยธิน (ทุกถนนที่แยกจากอนุสาวรีย์มีคนทั้งนั้นแต่ไม่มากเหมือนทางพหลโยธิน ส่วนทางดินแดง มีจักรยานยนต์จอดอยู่ช่วงกลางถนน น่าจะเป็นของผู้มาร่วมชุมนุมและสำหรับให้บริการรับส่งเข้า-ออกพื้นที่ชุมนุม  ส่วนอีก 2 ถนน เป็นที่ขึ้นลงรถไฟฟ้า เป็นจุดหลักให้ผู้คนเข้ามาร่วมชุมนุม ซึ่งมีการเดินเข้าตลอดเวลาแม้จะใกล้ช่วงปิดงาน)

บน Skywalk ผู้ชุมนุมจัดระเบียบกันเอง แถวหน้าสุด นั่งกับพื้นหรือใช้เก้าอี้ตัวเล็กๆนั่ง แถว 2 ยืนเบียดกันค้ำหัวแถวแรก แถว 3-4 เป็นช่องทางเดินสวนกันไปมาแน่นเอียดเหมือนไหลไป แถว 5 ปีนนั่งตามราวขอบ(อย่างน่าหวาดเสียว บางคนถือธงชาติผืนใหญ่โบกไปมาด้วย) ทุกขั้นบันไดขึ้นลงก็มีลักษณะเดียวกัน แต่ยืนเป็นหลัก

ตามปกติ ลานอนุสาวรีย์และ ขอบฟุตบาท จะบรรจุคนได้ประมาณ 5 หมื่นคน (15 แถวหน้าเวทีต้องนั่ง ) แต่คราวนี้ นั่งไม่ได้ เพราะมีน้ำฝนขัง ทำให้แฉะ  ผู้ร่วมชุมนุนจึงต้องยืน และค่อนข้างแน่น (ดูภาพที่ผมถ่ายมาประกอบ) คนจึงมากขึ้นกว่าปกติ เพราะการนั่งจะเปลืองพื้นที่มากกว่ายืน นอกจากนั้น ผู้ชุมนุมยังเกินล้น กระจายเข้าไปในถนนทุกสายที่แยกจากอนุสาวรีย์ประมาณ 30 ถึง 40 เมตร และยังมี บน Skywalks ที่แน่นขนัดเพิ่มเข้าไปอีก

สรุปแล้วผู้เข้าร่วมชุมนุมก็จะได้ประมาณห้าหมื่นคน (แบบไม่ต้องใช้ AI ช่วยเสริมเติมแต่งเพิ่ม)  ก็คงมากกว่าที่กัมพูชา ซึ่งมีประมาณ 2 หมื่นคนกระมังครับ

ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการทำลายสถิติ แม้การจัดเครื่องเสียงจะไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เพราะเป็นการชุมนุมครั้งแรก ประกอบกับฝนกระหน่ำอย่างหนัก  ซึ่งน่าจะไม่ค่อยมีคนมามากขนาดนี้ อย่างมากก็ 3-4 หมื่นคน  ยกเว้นแต่จะชุมนุมต่อเนื่องกันมาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งจะสะท้อนไปถึงรัฐบาลหรือไม่ ก็แล้วแต่ว่าแกนนำรัฐบาล  จะใช้สมองคิดบ้างไหมเท่านั้น

เรื่องอะไรๆ ก็ผ่านมาหมดแล้ว อยากให้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองนี้  หรือของกัมพูชาด้วยก็ได้ เข้าใจว่า “ ดวงตะวันนั้นขึ้น แล้วก็ตก แต่นรก(ในใจ) ตกแล้วขึ้นยากครับ ”

‘เขมร’ ทำสงครามไซเบอร์ผ่าน Google Map ปักหมุด 'ปราสาทตาเมือนธม' เข้าชายแดนตัวเอง

(2 ก.8. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Army Military Force - สำรอง‘ โพสต์ข้อความพร้อมภาพ โดยระบุว่า “รัฐบาลเขมรทำสงครามไซเบอร์ ย้ายหมุดปราสาทตาเมือนธมในแอพพลิเคชั่น Google Map จากฝั่งประเทศไทยอยู่ไปในฝั่งกัมพูชาเรียบร้อยละ เพื่อสร้างหลักฐานเท็จฟ้องสื่อต่างชาติและศาลโลกรวมทั้งหลอกชาวเขมรด้วยกัน ให้เข้าใจผิดว่า ปราสาทตาเมือนธมอยู่ในดินแดนกัมพูชามาเนินนาน และประเทศไทยต้องการรุกรานดินแดนกัมพูชา เพื่อต้องการยึดปราสาทตาเมือนธมดังกล่าว”

พิกัด 14.349597904473361, 103.26662069859759

อนึ่ง พบว่าปราสาทตาเมือน (บายกรีม) กับปราสาทตาเมือนโต๊ดริมถนน 2407 ยังอยู่ในเขตประเทศไทยเหมือนเดิม

‘นักท่องเที่ยวอินโด’ โพสต์!! ลงโซเชียล โดน!! ตำรวจกัมพูชา ไถ!! เงิน 300 ดอลลาร์

(5 ก.ค. 68) เพจ ‘JanJao K. Sisprakaew’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ตำรวจกัมพูชา’ โดยได้ระบุว่า ...

นักท่องเที่ยวอินโดโพสต์ลงโซเชียล
ว่าถูกตำรวจเหมนเรียกให้หยุดตรวจ
นักท่องเที่ยวได้แสดงใบขับขี่ถูกต้องไปแล้ว

แต่ตำรวจยังคงเรียกร้องเอกสารอื่นๆ 
จนกระทั่งตำรวจเรียกร้อง 300 ดอลลาร์ 
ชายชาวอินโดนีเซียจึงต่อรองเหลือ 50 ดอลลาร์ แต่ตำรวจยังเรียกร้องเพิ่มอีก 4,000 เรียล

นักท่องเที่ยวจึงได้โพสต์เรื่องนี้ลงโซเชียล
หลังจากมีกระแสบนโซเชียล 
ตำรวจเหมนก็ถูกเรียกสอบ

พล.อ.ณัฐพล ชี้แจง!! กรณีให้สัมภาษณ์คลาดเคลื่อน ยัน!! ไม่ได้เอ่ยถึง ‘พล.อ.เตีย เซ็ยฮา’ ของกัมพูชา

(5 ก.ค. 68) จากกรณีที่ถ้อยคำการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 68 ถูกตีความคลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศบ.ทก.) ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง

พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าการพูดคุยดังกล่าวเป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อหาทางออกร่วมกันด้วยความจริงใจ และยืนยันว่า

ไม่ได้กล่าวถึง พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แต่อย่างใด

"ขอความเชื่อมั่นและไว้ใจว่าผมในฐานะ ผอ.ศบ.ทก. จะดำเนินการอย่าง 'รอบคอบ รอบด้าน ใช้สติ สร้างสันติ' นำความสงบสุขกลับคืนมาสู่แผ่นดินไทย และก้าวสู่กลไกการพูดคุยที่มีศักยภาพบนพื้นฐานของความจริงใจและไว้เนื้อเชื่อใจกันต่อไป" พล.อ.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

‘หนุ่มลาว’ ฟาดเดือด!! ตอกหน้า ‘สาวเขมร ปากดี’ ชี้!! ให้ย้อนกลับไปวันแรก ที่เข้ามาของานคนไทยทำ

(5 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Sarina Hung’ ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

‘สาวแรงงานเขมร’ ได้กล่าวกับ ‘หนุ่มแรงงานจากประเทศลาว’ ว่า  

“ทุกวันนี้คนต่างด้าวมาอยู่กินฟรีใช่ไหม ขอข้าวคนไทยกินขอบ้านคนไทยอยู่ใช่ไหม ห้องก็เช่าข้าวก็ซื้อกินเอง ไม่ได้มาอยู่ฟรีกินฟรีเลย แล้วจะให้สำนึกบุญคุณอะไร”

ซึ่งทางด้านหนุ่มลาว ก็ได้ฟาดเดือด!! ตอกหน้าสาวเขมรปากดี ที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ กลับไป ว่า

“ต้องย้อนกลับไปวันแรกที่คุณ เข้าประเทศไทยมาคุณพูดภาษาไทยไม่ได้ มีเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียว บางคนใบอนุญาตทำงานก็ไม่มี ลักลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ มาของานคนไทยทำ มายกมือไหว้ มายกมือกราบ”

“ถ้าถามว่าบุญคุณของคนไทยคืออะไร ก็คือบุญคุณ ที่คุณไปฉีดยาไปรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลของคนไทยเขา บางคนเข้ามาคลอดลูกอยู่ประเทศไทย เอาลูกไปเข้าโรงเรียนไทย บางคนก็เรียนฟรี นี่แหละคือบุญคุณ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top