Sunday, 19 July 2026
อังกฤษ

พบ!! โควิดสายพันธุ์ใหม่ ‘Stratus’ ระบาด!! ในอังกฤษ อาการ ‘เจ็บคอ–เพลีย’ แพทย์ย้ำ!! อย่าตื่นตระหนก

(26 ต.ค. 68) ช่วงนี้ถ้าใครรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ หรือไม่สบายเล็กน้อย อาจเป็นอาการจากโควิดสายพันธุ์ใหม่ชื่อ “XFG” หรือ “Stratus” ซึ่งกำลังแพร่กระจายอยู่หลายพื้นที่ในสหราชอาณาจักร  

แพทย์ยืนยันว่า

 สายพันธุ์นี้ ไม่ได้รุนแรงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า
แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเล็กน้อย
ทำให้ ติดง่ายขึ้นเล็กน้อย และมีอาการต่างจากเดิม เช่น
เจ็บคอ / คอแห้ง
รู้สึกเพลียหรือป่วย ๆ แต่ไม่มีไข้สูง

ยังไม่มีหลักฐานว่าสายพันธุ์ Stratus ทำให้เกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตมากขึ้น
แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ระวังสุขภาพช่วงอากาศเปลี่ยน — โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนภูมิต่ำ

 สรุปสั้น:
> โควิดสายพันธุ์ “Stratus” ระบาดใน UK
อาการหลัก: เจ็บคอ–เพลีย แต่ไม่รุนแรง
แพทย์ย้ำ ยังไม่ต้องตื่นตระหนก แค่ดูแลสุขภาพและสวมหน้ากากในที่แออัด

‘คิงชาร์ลส์ที่ 3’ แห่งสหราชอาณาจักร ดำริให้ถอดฐานันดรศักดิ์ของ ‘เจ้าชายแอนดรูว์’ พระอนุชาวัย 65 ปี ตะเพิดจากคฤหาสน์วินด์เซอร์ ปิดฉาก ‘ดยุกแห่งยอร์ก’ หลังพัวพันคดีอื้อฉาว

(31 ต.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงมีพระราชดำริให้ถอดฐานันดรศักดิ์ของ 'เจ้าชายแอนดรูว์' พระอนุชาวัย 65 ปี พร้อมสั่งให้ออกจากคฤหาสน์ Royal Lodge ในวินด์เซอร์ จากกรณีที่เจ้าชายแอนดรูว์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) อาชญากรคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

แถลงการณ์จากพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่า จากนี้ 'เจ้าชายแอนดรูว์' จะถูกเรียกว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ และต้องยกเลิกสัญญาเช่าคฤหาสน์หลวง โดยจะย้ายไปอาศัยที่พักเอกชนบนที่ดินของแซนด์ริงแฮม ซึ่งได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์ ทั้งนี้ การปลดฐานันดรฯ มีผลในทันที และถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีที่มีการถอดยศเจ้าชายในราชวงศ์อังกฤษ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังครอบครัวของเวอร์จิเนีย จุฟเฟร (Virginia Giuffre) หญิงชาวอเมริกัน-ออสเตรเลีย ซึ่งกล่าวหาเจ้าชายแอนดรูว์ว่าล่วงละเมิดทางเพศเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น โดยจุฟเฟรเสียชีวิตไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่พี่ชายของเธอกล่าวว่า “นี่คือวันที่ทั้งสุขและเศร้าในเวลาเดียวกัน เธอน่าจะได้อยู่เห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่อต้านราชวงศ์ 'รีพับลิก' เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับแอนดรูว์ โดยย้ำว่าการปลดยศไม่เพียงพอต่อความยุติธรรม “นี่ไม่ใช่การแสดงความเข้มงวดของชาร์ลส์หรือวิลเลียม แต่คือการปกป้องสถาบันจากมลทินของแอนดรูว์” กลุ่มระบุ พร้อมย้ำว่า “ไม่มีใครควรอยู่เหนือกฎหมาย”

ไขข้อสงสัย?? คดีไล่แทงบนรถไฟ LNER สะเทือนอังกฤษ ผู้โดยสาร–พนักงาน เจ็บ 11 ราย ตำรวจถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติหน้าที่ หลังมีผู้แจ้งเหตุซ้ำๆ แต่จับไม่ทัน!!

เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดบนขบวนรถไฟ LNER เส้นทางดอนคาสเตอร์–ลอนดอน คิงส์ครอส เวลาประมาณ 19:39 น. ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 ราย ในจำนวนนี้มีพนักงานของ LNER ซึ่งพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารและถูกยกย่องว่าเป็น “ฮีโร่” ขบวนรถหยุดฉุกเฉินที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ของอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ติดอาวุธจาก British Transport Police (BTP) และตำรวจแคมบริดจ์เชียร์เข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทันที ผู้ต้องสงสัยคือ แอนโทนี วิลเลียมส์ (Anthony Williams) อายุ 32 ปี ชาวเมืองปีเตอร์โบโร ถูกตั้งข้อหารวม 13 กระทง ได้แก่…

พยายามฆ่า 11 กระทง (เกี่ยวข้องกับเหตุบนรถไฟ 10 กระทง และที่สถานี Pontoon Dock DLR อีก 1 กระทง), ทำร้ายร่างกาย (ABH) 1 กระทง และครอบครองอาวุธมีคมในที่สาธารณะ 1 กระทง เขาถูกนำตัวขึ้นศาล Peterborough Magistrates’ Court เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 และคดีกำหนดขึ้นศาล Cambridge Crown Court ต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. 68 (เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ใช่วันพิพากษา)

ขณะเดียวกัน เกิดข้อกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังมีรายงานว่ามีการแจ้งเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมต้องสงสัยของชายคนเดิมหลายครั้งก่อนเกิดเหตุจริง เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า คืนวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม มีการแจ้งเหตุแทงเด็กชายวัย 14 ปีในปีเตอร์โบโร แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนี อีกทั้งมีผู้พบเห็นชายถือมีดขนาดใหญ่บริเวณร้านตัดผมและแจ้งตำรวจ แต่เมื่อไปถึงพื้นที่ ชายดังกล่าวไม่อยู่แล้ว

ต่อมาเช้าวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 10.00 น. ชายต้องสงสัยกลับมาปรากฏตัวที่ร้านตัดผมแห่งเดิมอีกครั้ง ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมระบุว่าได้แจ้งตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้า และยืนยันว่า “ตำรวจรู้เรื่องเขาตั้งแต่เช้าวันเสาร์แล้ว” ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามี “โอกาสทอง” ที่ตำรวจอาจสกัดเหตุได้เร็วกว่านี้หรือไม่

หน่วยงานอิสระกำกับดูแลตำรวจ (Independent Office for Police Conduct: IOPC) จึงเริ่มสอบสวนว่าตำรวจแคมบริดจ์เชียร์จัดการรับแจ้งเหตุ ประเมินความเสี่ยง และประสานงานกับ BTP อย่างทันท่วงทีเพียงใด ควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างรับการรักษา และ LNER ระบุว่าจะสนับสนุนผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สรุป
เหตุการณ์ไล่แทงบนรถไฟ LNER ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล และมีการสอบสวนคู่ขนานในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อการรับแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการโจมตีจริง

รัสเซียสกัดแผนลับทัน!! อ้าง ‘ยูเครน–อังกฤษ’ พยายามไฮแจ็ก เครื่องบินรบ MiG-31 พร้อมขีปนาวุธ ‘คินซาล’ หลังเสนอสินบน 3 ล้านดอลล์ ล่อนักบินรัสเซีย เครมลินเตือนอาจดึง NATO เข้าสู่สงครามโดยตรง

(12 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้สกัดแผนลับของหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อังกฤษ ในการพยายามยึดเครื่องบินขับไล่รุ่น MiG-31 ที่ติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงคินซาล (KinZhal) โดยมีการพยายามติดต่อชักชวนและติดสินบนนักบินรัสเซียด้วยเงินสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 109.5 ล้านบาท) เพื่อให้ขับเครื่องบินหลบหนีออกนอกประเทศ

ตามรายงานของ FSB เผย แผนดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ยึดเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ โดยวางแผนให้นำ MiG-31 บินไปยังพื้นที่ใกล้ฐานทัพของ NATO ที่เมืองคอนสแตนตา ประเทศโรมาเนีย ซึ่งอาจถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO ยิงตก เพื่อโยนความผิดให้รัสเซียและขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น

ทางการรัสเซียมองว่าปฏิบัติการนี้เป็นความพยายาม “ยั่วยุทางทหาร” ที่อาจลากประเทศสมาชิก NATO เข้าร่วมสงครามโดยตรง ขณะที่สถานทูตรัสเซียในเนเธอร์แลนด์เรียกร้องให้ยุโรป “ตระหนักถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค” และกล่าวหายูเครนว่าดำเนินงานภายใต้คำสั่งของตะวันตก

ด้านนักวิเคราะห์ทางทหารของรัสเซียระบุว่า แผนดังกล่าวมีหลายเป้าหมาย ทั้งต้องการทำลายภาพลักษณ์ของรัสเซีย สร้างความเชื่อว่าทหารรัสเซียไม่จงรักภักดี และพยายามแสดงว่ายูเครนยังมีศักยภาพตอบโต้ แม้ในภาวะสงครามยืดเยื้อ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหานี้จากฝ่ายใด และสื่อชาติตะวันตกส่วนใหญ่รายงานในเชิง “ข้ออ้างของรัสเซีย” ที่ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ชาวผู้ดีแห่ย้ายไปรัสเซีย “ค่านิยมร่วม” Common Values Visa หวังย้ายปักหลักเริ่มชีวิตใหม่ในรัสเซีย หลังเบื่อการเมือง-วัฒนธรรมในประเทศตัวเอง โอดภาษีสูง เงินไหลช่วยยูเครนเกินรับไหว

(26 พ.ย. 68) มีรายงานว่าชาวอังกฤษจำนวนหลายร้อยคนกำลังยื่นขอ “วีซ่าค่านิยมร่วม” (Common Values Visa) เพื่อย้ายไปพำนักในรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับนโยบายรัฐบาลอังกฤษ ภาษีที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และบรรยากาศทางการเมือง–วัฒนธรรมในประเทศที่ถูกมองว่า “โว้กเกินไป” (Woke) หรือให้ความสำคัญกับประเด็นอัตลักษณ์ทางสังคม เชื้อชาติ และเพศอย่างสุดโต่ง

ฟิลิป ฮัทชินสัน (Philip Hutchinson) ตัวแทนบริษัท Moscow Connect ซึ่งช่วยดูแลการย้ายถิ่นให้ชาวต่างชาติ เปิดเผยว่าขณะนี้มีชาวอังกฤษส่งคำถามและใบสมัครย้ายไปอยู่รัสเซียสัปดาห์ละราว 50-80 ราย พร้อมระบุว่าหลายคนไม่พอใจที่เงินภาษีที่จ่ายเพิ่มขึ้นถูกนำไปสนับสนุนยูเครน ขณะที่ชาวอังกฤษรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ผมรักรัสเซีย ที่นั่นไม่มีอาชญากรรม ถนนหนทางสะอาด และเป็นประเทศที่เจริญ”

โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้ออกกฎเปิดทางให้ชาวต่างชาติที่รู้สึก “ไม่สอดคล้องกับนโยบายประเทศตัวเอง” สามารถขอวีซ่าและใบพำนักชั่วคราวได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องสอบภาษา เพียงยื่นคำชี้แจงเหตุผลต่อสถานทูตรัสเซีย แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในอังกฤษ แต่ยังพบคนจากชาติตะวันตกอื่น ๆ ยื่นขอเข้าร่วมโครงการนี้รวมแล้วกว่า 2,200 คน เช่น กรณีเชฟชาวเยอรมันที่พาครอบครัวย้ายไปอยู่แคว้นวลาดิมีร์ของรัสเซีย เพราะไม่เห็นด้วยกับ “ค่านิยมยุโรปยุคใหม่”
 

“สตาร์มเมอร์” ส่อหลุดเก้าอี้ปี 2569 เดลี่เทเลกราฟชี้ชะตา “สตาร์มเมอร์” หลัง สส.แรงงาน 80 รายกดดันให้กำหนดวันลาออก จากเศรษฐกิจตกต่ำถึงแรงกดดันในสภา ส่อเปลี่ยนนายกฯ คนที่ 5 ในรอบ 5 ปี

เดลี่เทเลกราฟ ทำนายชะตากรรมนายกอังกฤษ น่าจะไม่เกินปี 2569 หลัง สส.พรรคแรงงาน(ลูกพรรคตัวเอง) จำนวนถึง 80 รายยื่นหนังสือให้ นายกกำหนดวันที่จะลาออกจากตำแหน่ง

หาก นายเคียร์ สตาร์มเมอร์ หลุดจากตำแหน่งนายกในปีนี้ อังกฤษจะสร้างสถิติใหม่ เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี บ่อยที่สุดในโลก 5 คนใน 5 ปี หรือเฉลี่ยปีละคน

การกดดันจากทั้งนอกและในสภาอังกฤษให้ นายกพิจารณาตัวเองว่าไร้ความสามารถ มีมาเป็นระยะๆ และเห็นเป็นรูปเป็นร่าง หลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่งปธน.สหรัฐ เมื่อต้นปี 2025 เมื่อทรัมป์ประกาศออกสื่อเหยียดหยามนายกอังกฤษ โดยสตาร์มเมอร์ไร้ท่าทีต่อต้าน เสมือนยอมรับเป็นในๆ และกระแสกดดันแรงขึ้นเมื่อสภาพเศรษฐกิจอังกฤษตกต่ำ จนเกิดการประท้วงในหลายเมืองให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา

ที่มา : https://www.facebook.com/100050827629069/posts/1527429315627975/?rdid=JFmxYLjOowRg0t85#

อังกฤษ ยกระดับคุมโลกออนไลน์เด็ก!! ห้ามเยาวชนต่ำกว่า 16 ปีใช้ TikTok–Instagram–Facebook–X มาตรการเข้มปกป้องเด็กจากเนื้อหาอันตราย ราว 90% ผู้ปกครองหนุนแนวทางนี้ สงครามกฎหมายกับวัยรุ่นเริ่มต้นแล้ว

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ Keir Starmer ประกาศมาตรการครั้งประวัติศาสตร์ ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานสื่อสังคมออนไลน์หลัก เช่น TikTok, Instagram, Snapchat, Facebook, YouTube และ X โดยรัฐบาลระบุว่าเป้าหมายคือการปกป้องเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย การเสพติดหน้าจอ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และการติดต่อกับคนแปลกหน้าในโลกดิจิทัล

มาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกฎควบคุมเทคโนโลยีสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวทางของออสเตรเลีย แต่ขยายขอบเขตกว้างกว่าเดิม รวมถึงการจำกัดฟีเจอร์บางอย่างในเกมและแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีม เช่น การพูดคุยกับคนแปลกหน้า ขณะที่แอปส่งข้อความบางประเภท เช่น WhatsApp และ Signal จะไม่อยู่ในข่ายคำสั่งห้าม

รัฐบาลอังกฤษอ้างผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนกว่า 116,000 ราย ซึ่งพบว่าประมาณ 90% ของผู้ปกครองสนับสนุนให้กำหนดอายุขั้นต่ำ 16 ปีสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา นักวิชาการ และกลุ่มสิทธิเด็กบางส่วนตั้งคำถามว่า “การแบน” จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ผลักให้วัยรุ่นหาวิธีลักลอบเข้าใช้งานผ่านบัญชีปลอม VPN หรือแพลตฟอร์มที่ควบคุมได้ยากกว่าเดิม

ในแถลงการณ์ นายกรัฐมนตรี Starmer ยอมรับว่าโซเชียลมีเดียมีประโยชน์ต่อคนหนุ่มสาว แต่กล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเลือก “ความปลอดภัยของเด็กมาก่อน” พร้อมเปรียบเทียบแนวคิดนี้กับกฎหมายห้ามเด็กซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือแม้จะไม่สามารถป้องกันการฝ่าฝืนได้ 100% แต่รัฐยังมีหน้าที่กำหนดเส้นแบ่งว่าพฤติกรรมใดเหมาะสมกับวัยใด

สำหรับเหล่าวัยรุ่นอังกฤษ ข่าวนี้อาจเป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายว่า “การถูกพ่อแม่บอกให้วางมือถือ” อาจไม่ใช่คำสั่งที่น่ากลัวที่สุดอีกต่อไป เพราะต่อไปอาจมีรัฐบาลทั้งประเทศมายืนอยู่ข้างหลังพร้อมพูดว่า “วางมันลง ลูก”

ส่วนบริษัทเทคโนโลยีเองก็เข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้อย่างเข้มงวดขึ้น คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ว่าเด็กจะเข้าโซเชียลได้หรือไม่ แต่คือใครจะชนะในสงครามระหว่างกฎหมายกับวัยรุ่นอายุ 15 ปีที่รู้วิธีตั้งค่า VPN ได้เร็วกว่าพ่อแม่หาวิธีเปลี่ยนรหัส Wi-Fi เสียอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3689020144583986/?rdid=KG3FOIYGpjz83wgS#

อังกฤษ-อาร์เจนตินา อริตลอดกาล จากการเมืองสู่สงครามลามมาสนามฟุตบอลโลก

หากจะพูดถึงคู่ปรับตลอดกาลในโลกฟุตบอลที่ร้อนระอุที่สุด เดือดดาบที่สุด คู่ระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ทว่าความเกลียดชังและความดุเดือดในสนามหญ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแท็กติกหรือศักดิ์ศรีของเกมกีฬา แต่มันคือ "สงครามตัวแทน" ที่หยั่งรากลึกมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์เลือด
นี่คือเรื่องราวของความบาดหมางจากสมรภูมิจริง... ลามลงสู่ผืนหญ้าในฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นความเป็นอริ: เหตุเกิดจากการเมืองนำไปสู่สงครามละเลงเลือดบนเกาะกลางทะเล
ชนวนเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวคือ "สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์" (Falklands War) หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า "มัลบีนัส" (Las Malvinas) ซึ่งปะทุขึ้นในปี 1982 หมู่เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1833 แต่อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ในปี 1982 รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาในประเทศ ได้ตัดสินใจบุกยึดเกาะนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนและกระตุ้นกระแสชาตินิยม

ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรี "หญิงเหล็ก" มาร์กาเรต แทตเชอร์ ของอังกฤษ ตัดสินใจตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยการส่งกองทัพเรือเต็มรูปแบบข้ามมหาสมุทรมาเปิดฉากสงครามกับกองทัพอาร์เจนตินาอย่างซึ่งหน้า สงครามนี้สิ้นสุดลงในเวลาเพียง 74 วันด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทิ้งบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ให้ชาวอาร์เจนตินา พร้อมกับความสูญเสียชีวิตทหารอาร์เจนตินากว่า 649 นาย ส่วนทหารอังกฤษเสียชีวิตไป 255 นาย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความบอบช้ำและกลายเป็นความแค้นฝังลึกในใจของชาวอาร์เจนไตน์ไม่รู้ลืม

ข้ามเส้นจากสมรภูมิ สู่สนามฟุตบอลโลกในปี 1986
เพียง 4 ปีหลังจากเสียงปืนและควันไฟจากสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์สงบลง โชคชะตาก็กำหนดให้ทั้งสองชาติโคจรมาพบกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก
สำหรับชาวอาร์เจนตินา เกมนี้ไม่ใช่แค่แมตช์ฟุตบอล แต่มันคือโอกาสในการล้างตาและทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปในสงคราม โดยมีชายที่ชื่อ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) เป็นแม่ทัพใหญ่

"มันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังจะไปทำสงคราม... เรารู้ดีว่าพวกเขาได้ฆ่าเด็กๆ ของเราที่นั่น (ฟอล์กแลนด์) เหมือนกับลูกนก และนี่คือการล้างแค้นของเรา"
ดีเอโก มาราโดนา เขียนบรรยายถึงความรู้สึกก่อนก้าวลงสนามในวันนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

90 นาทีแห่งประวัติศาสตร์: "หัตถ์พระเจ้า" และ "ประตูแห่งศตวรรษ"
เกมในวันนั้นกลายเป็นแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เพราะมาราโดนาได้แสดงสองด้านที่สุดขั้วออกมาภายในเวลาห่างกันเพียง 4 นาที ซึ่งทั้งสองประตูล้วนสะท้อนถึง "สงครามตัวแทน" และ “เอาคืน” อังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 51 "หัตถ์พระเจ้า" (Hand of God): มาราโดนากระโดดชกบอลข้ามตัว ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูอังกฤษเข้าประตูไปอย่างหน้าตาเฉย แม้ผู้เล่นอังกฤษจะประท้วงอย่างหนักแต่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น มาราโดนากล่าวในภายหลังด้วยความสะใจปนเล่ห์เหลี่ยมของเขาว่า “ประตูนี้เกิดขึ้นจากหัวของมาราโดนาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า” สำหรับชาวอาร์เจนตินา มันคือการโกงที่แสนหวานเพื่อเอาคืนอังกฤษที่พวกเขาเกลียดชัง

นาทีที่ 55 "ประตูแห่งศตวรรษ" (Goal of the Century): ถัดมาไม่กี่นาที มาราโดนารับบอลจากครึ่งสนาม ลากเลื้อยหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คนรวด ก่อนจะล็อกหลบผู้รักษาประตูเข้าไปยิงอย่างเหนือชั้น ประตูนี้คือการตอกย้ำชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จด้วยอัจฉริยภาพทางฟุตบอลของมาราโดนาอย่างแท้จริง
สุดท้ายอาร์เจนตินาชนะไป 2-1 และก้าวไปคว้าแชมป์โลกในปีนั้น ชัยชนะเหนืออังกฤษในวันนั้นทำให้มาราโดนากลายเป็น "วีรบุรุษสงครามในคราบนักฟุตบอล" ของชาวอาร์เจนตินาทันที

มรดกความแค้นที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด
ความบาดหมางในปี 1986 ได้กลายเป็นรากฐานของแมตช์หยุดโลกทุกครั้งหลังจากนั้น:

ฟุตบอลโลก 1998: ความเดือดดาลกลับมาอีกครั้งเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ของอังกฤษ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังจากไปดีดขานอกเกมใส่ ดีเอโก ซิเมโอเน กองกลางจอมเจ้าเล่ห์ของอาร์เจนตินา ทำให้อังกฤษตกรอบ 16ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษอย่างเจ็บปวด ทำให้เบ็คแฮมกลายเป็นแพะรับบาปของแฟนบอลทั้งชาติไปอีกหลายปีหลังจากนั้น

ฟุตบอลโลก 2002: สี่ปีต่อมาที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เบ็คแฮมกลับมาในฐานะกัปตันทีมชาติและล้างตาได้สำเร็จด้วยการยิงจุดโทษให้อังกฤษเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่งผลให้อาร์เจนตินาตกรอบแรกในเวลาต่อมา

ฟุตบอลในฐานะภาพสะท้อนความเป็นอริของทั้งสองชาติ
เรื่องราวระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่า บางครั้งฟุตบอลก็เป็นมากกว่าแค่เกมกีฬาแต่มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้คนระบายความอัดอั้น ความรักชาติ และรวมไปถึงความแค้นทางประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างถูกกฎหมาย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาหลายคนชี้ให้เห็นว่า ฟุตบอลในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย" เป็นสนามที่ประชาชนสามารถระบายความโกรธ ความภาคภูมิใจ และความเจ็บปวดของชาติออกมาได้โดยไม่ต้องหยิบอาวุธ
ศาสตราจารย์ Eduardo Archetti นักมานุษยวิทยาชาวอาร์เจนตินาเคยกล่าวว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬาของอาร์เจนตินา แต่เป็นภาษาแห่งอัตลักษณ์ชาติ การชนะอังกฤษในสนามฟุตบอลจึงมีน้ำหนักทางจิตวิทยาที่มากกว่าการชนะทีมอื่นๆ ทุกทีมในโลก
ในทางกลับกัน ชาวอังกฤษก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือเกมธรรมดา ทุกครั้งที่เห็นธงฟ้าขาวของอาร์เจนตินา สื่ออังกฤษจะพาดหัวด้วยถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับสงคราม ฟอล์กแลนด์ และมาราโดนาเสมอ ราวกับว่าบาดแผลจากสงครามในปี 1982 และ ความปราชัยต่อมาราโดนาและเพื่อนร่วมทีมในแมตช์อัปยศของทีมชาติอังกฤษในปี 1986 ยังคงสดใหม่และสร้างความเจ็บปวดให้ชาวอังกฤษอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศจะลดน้อยลงตามกาลเวลา และนักเตะอาร์เจนตินามากมายต่างย้ายมาค้าแข้งและเป็นที่รักในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (เช่น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ของลิเวอร์พูล, ลิซานโดร มาร์ติเนสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซของเชลซี) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เหล่านักรบในเสื้อลายฟ้าขาวต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอัศวินภายใต้เสื้อสีขาวของพลพรรคสิงโตคำราม... กลิ่นอายของความขัดแย้งในรอยทางแห่งประวัติศาสตร์ สายตาอันดุดัน อารมณ์ที่คุกรุ่นและคบเพลิงแห่งจิตวิญญาณอันระอุไปด้วยความไม่ยอมแพ้ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเสมอ

สงครามฟอล์กแลนด์อาจจบลงไปแล้วด้วยปืนและเลือดที่หลั่งนอง แต่ส่วนหนึ่งของมันยังคงสู้รบต่อไปในทุกการดวลลูกจุดโทษ ทุกการปะทะบนสนาม และทุกเสียงโห่ร้องจากอัฒจันทร์ที่ดังก้องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพบกันบนสนามฟุตบอลของอังกฤษกับอาร์เจนตินาถึงเป็น มากกว่าฟุตบอล แต่มันแสดงให้เห็นถึงตัวตนของมนุษยชาติในรูปแบบที่ดิบและจริงที่สุดผ่านเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนโลกใบนี้นั่นเอง

Digest

‘ทูเคิล’ โดนวิจารณ์หนัก!! ‘รูนีย์’ จวกทูเคิลขึ้นนำแล้วถอยรับ ทำอังกฤษหมดความเชื่อมั่น หลังส่งกองหลังลงอุดเกมแต่เอาไม่อยู่ จนเสียโอกาสปิดเกมอาร์เจนตินา

เวย์น รูนีย์ อดีตแข้งทีมชาติอังกฤษออกโรงวิจารณ์ โธมัส ทูเคิล กุนซือทัพ “สิงโตคำราม” หลังวางแผนการเล่นที่เน้นตั้งรับจนเกินไปจน อังกฤษ พ่าย อาร์เจนตินา ตกรอบฟุตบอลโลก

โดย อังกฤษ ต้องจบเส้นทางการลุ้นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ไว้ที่รอบรองชนะเลิศหลังพ่ายต่อ อาร์เจนตินา แชมป์เก่า 1-2 เมื่อวันที่ 15 ก.ค

อย่างไรก็ตามหลังจากขึ้นนำ โธมัส ทูเคิล กุนซือทัพ “สิงโตคำราม” กลับวางแท็คติกเน้นเกมรับด้วยการส่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟลงสนามพร้อมกัน 4 คนทว่าสุดท้ายยันสกอร์ไว้ไม่อยู่ และถูกแซงชนะไปในช่วงท้ายเกม

หลังการแข่งขัน รูนีย์ ออกโรงวิจารณ์ ทูเคิล แบบไม่ไว้หน้าว่า “มันเป็นความตื่นตระหนก มันเป็นความตื่นตระหนกจริงๆ คุณจะขึ้นนำแล้วยอมแพ้ไม่ได้ คุณจะเสียบอล และเสียโอกาสในการทำประตูที่สอง คุณต้องเป็นฝ่ายรุกเมื่อ อาร์เจนตินา ตกอยู่ในความกดดันเพื่อที่จะกลับมาสู่เกม”

“ถ้าคุณอยู่ในสนามนั้น ขึ้นนำ 1-0 แล้วเห็นผู้จัดการทีมเปลี่ยนตัว คุณจะเริ่มหมดความเชื่อมั่น คุณจะทำแบบนั้นได้แค่ไม่กี่ครั้งหรอก คุณเริ่มคิดว่า เราจะตั้งรับเหรอ เราจะผ่านมันไปได้ยังไง?”

“เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เราตั้งรับ เราปล่อยให้พวกเขาบุกเข้ามา พวกเขาสร้างโอกาสได้หลายครั้ง แล้วเราก็พลาดไป มันน่าผิดหวังจริงๆ”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10325355


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top