Tuesday, 21 July 2026
ออสเตรเลีย

วีรบุรุษกองทัพออสเตรเลีย ‘เบน โรเบิร์ต-สมิธ’ สู่ผู้ต้องหาอาชญากรรมสงคราม โดน 5 ข้อหาอาชญากรรมสงคราม อาจถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตทหารออสเตรเลีย
ถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมสงคราม

อดีตทหารกล้าของออสเตรเลีย 'เบน โรเบิร์ต-สมิธ' ถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม 5 กระทง ในคดีฆาตกรรม 3 คดีที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน เขาถูกควบคุมตัวที่ท่าอากาศยานซิดนีย์ และจะนำตัวยื่นขอประกันในวันถัดไป

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian และสำนักงานผู้สอบสวนพิเศษของออสเตรเลีย ระบุว่าในคดีแรก โรเบิร์ต-สมิธมีส่วนในเหตุการณ์ยิงชายชาวอัฟกัน 2 รายในปี 2552 เหยื่อถูกยิงทั้งขณะยังอยู่ในท่าทางยอมจำนนและไม่มีอาวุธ

คดีที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าจับชายชื่อ 'อาลี จัน' ทรมานจนเสียชีวิต ด้วยการบังคับให้เหยื่อเดินไปยังหน้าผาสูงและสั่งให้ทหารรายหนึ่งยิงจนตาย ขณะที่คดีที่ 3 เชื่อมโยงกับการฆาตกรรมพลเรือนอีก 2 รายในพื้นที่เดียวกัน ข้อมูลยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

รอสส์ บาร์เน็ตต์ ผอ.สำนักงานสอบสวนพิเศษเผยว่าเรื่องนี้เริ่มสอบสวนตั้งแต่ปี 2564 หลังคดีถูกสื่อออสเตรเลียเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ โรเบิร์ต-สมิธปฏิเสธข้อหาและเคยฟ้องหมิ่นประมาทสื่อ แต่แพ้คดีทุกศาล

อนุสรณ์สถานสมรภูมิรบออสเตรเลียจะติดตามสถานการณ์และพิจารณาแก้ไขเกียรติยศของเขา ขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซียังไม่แสดงความเห็นในคดีนี้

ที่มา : https://url.in.th/mxisU

“หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ” ถอดรหัส ‘ทาคาอิจิ’ คุกเข่าในออสเตรเลีย ถูกมองสำนึกผิดแบบมีผลประโยชน์ แฝงเกมปิดล้อมจีน จุดชนวนเอเชียเดือด ถูกมองเลือกขอโทษตะวันตก เมินเหยื่อสงครามตัวจริง

"หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ" — ถอดรหัสเบื้องหลังการคุกเข่าของ 'ทาคาอิจิ' ที่ออสเตรเลีย

ภาพของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ #ทาคาอิจิ แห่ง #ญี่ปุ่น คุกเข่าหน้าสุสานวีรชนนิรนามที่ #ออสเตรเลีย และถูกนำขึ้นโชว์บนหน้าแรกของเว็บไซต์ทำเนียบนายกฯ ญี่ปุ่นทันที กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความโกรธแค้นและระแวดระวังให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างจีนและเกาหลีใต้

1. ทำไมต้องเป็น "ออสเตรเลีย"? — หัวเข่าที่มีไว้ให้คนผิวสีขาว

หากญี่ปุ่นต้องการคุกเข่าขอโทษต่อบาปกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 จริงๆ ออสเตรเลียไม่ใช่สมรภูมิหลัก:

ข้ามหัวเหยื่อตัวจริง: ก่อนจะมาออสเตรเลีย ทาคาอิจิเพิ่งไปเยือนเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานและสูญเสียประชากรไปมหาศาลในสงคราม แต่เธอกลับ "ไม่คุกเข่า" ให้เวียดนาม

เลือกกราบกรานตะวันตก: เธอเลือกที่จะคุกเข่าอย่างราบคาบใน #ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศคนขาว และรู้ดีว่าข้างหลังออสเตรเลียมี "#สหรัฐฯ และ #อังกฤษ" ยืนหนุนหลังอยู่ นี่ไม่ใช่การสำนึกผิด แต่เป็น "ใบเบิกทาง" เพื่อแสดงความภักดีต่อโลกตะวันตก และปูทางสู่การฟื้นฟูกองทัพญี่ปุ่นให้กลับสู่สภาวะปกติ (Military Normalization)

2. แผนการแฝง: แร่ธาตุ ความมั่นคง และพันธมิตรปิดล้อม

การคุกเข่าครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการลงนามข้อตกลงสำคัญระหว่างญี่ปุ่นและออสเตรเลีย:

ความมั่นคงทางแร่ธาตุ (Rare Earths): ทั้งสองประเทศแสดงความอุดมการณ์ร่วมในการต่อต้านการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (ซึ่งพุ่งเป้าไปที่จีน) โดยเตรียมจับมือกันลงทุนและอุดหนุนการพัฒนาแร่ร่วมกัน

การกระชับวงล้อม: มีการตอกย้ำความร่วมมือในกรอบ "Quad" (สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-อินเดีย) และกลุ่มพันธมิตรใหม่อย่าง "IP4" (ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-เกาหลีใต้) เพื่อปิดล้อมอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

3. ฟ้ากับเหว: การเปรียบเทียบกับ "การคุกเข่าที่วอร์ซอ" ของวิลลี บรันดท์

การคุกเข่าของทาคาอิจิ เมื่อเทียบกับของวิลลี บรันดท์ ที่วอร์ซอ ทำให้เห็นความแตกต่างทางจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง:

Willy Brandt (1970): อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์ผู้เสียชีวิตจากการลุกฮือของชาวยิวในวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็น "เหยื่อโดยตรง" ของ #นาซี เพื่อแสดงความสำนึกผิดอย่างแท้จริงจากใจจนชนะใจคนทั้งโลก

Sanae Takaichi (2026): คุกเข่าต่อหน้าประเทศคนขาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ โดยปฏิเสธที่จะไปคุกเข่าขอโทษเหยื่อสงครามนับแสนคนที่หนานจิงหรือเกาหลีใต้

ความย้อนแย้งที่น่าขยะแขยง: "ลองจินตนาการว่า ถ้าวันนั้น วิลลี บรันดท์ ไม่ยอมคุกเข่าต่อหน้าเหยื่อชาวยิวในโปแลนด์ แต่เลือกไปคุกเข่าที่สุสานทหารอเมริกาหรืออังกฤษแทน... โลกจะมองว่ามันน่าขันและเสแสร้งขนาดไหน?"

ญี่ปุ่นไม่ได้ 'คุกเข่าไม่เป็น' หรือ 'หยิ่งยโสจนก้มหัวไม่ได้'  เขาก้มได้ คุกเข่าได้ แต่ต้องเลือกดูว่าเข่าคู่นั้นก้มลงแล้วจะได้ 'กำไร' กลับมาเท่าไหร่ในทางการเมือง

การคุกเข่าต่อออสเตรเลียได้ประโยชน์ทั้งพันธมิตรทางทหารและการยอมรับจากกลุ่มแองโกลแซกซอน (Anglo-Saxon) แต่การคุกเข่าให้จีนหรือเกาหลีใต้ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองในมุมมองของกลุ่มขวาจัดญี่ปุ่น แถมยังจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศร่วงอีกต่างหาก

ตราบใดที่นักการเมืองญี่ปุ่นยังคงใช้ 'คำสารภาพบาป' เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า และยังใช้คำว่า '#สิ้นสุดสงคราม' แทนคำว่า '#พ่ายแพ้สงคราม' พร้อมทั้งยังคงบูชา #อาชญากรสงคราม ในศาลเจ้าจาสุกุญิ... หัวเข่าที่แคนเบอร์ราครั้งนี้ ก็เป็นได้แค่ 'การแสดงละครสวมหน้ากาก' ที่น่ารังเกียจที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตปี 2026

ที่มา : https://www.facebook.com/100075826461941/posts/984873714050168/?rdid=uiJh4mvNSoM53MTG#

ลดใช้แทปเล็ต หันมาใช้หนังสือ เมื่อการจดด้วยมืออาจช่วยให้เด็กเข้าใจบทเรียนมากกว่าหน้าจอ โรงเรียนออสเตรเลียลดใช้แลปทอป หลังผล PISA ดิ่งลง จ่อจำกัดแลปทอปหวังดึงสมาธิเด็กกลับมา หันกลับสอนด้วยกระดาน สมุด และหนังสือเรียน

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค นัทแนะ  ได้โพสต์ว่า

กล่าวโดยย่อ... ตอนนี้โรงเรียนหลายแห่งในออสเตรเลียสั่งห้ามนักเรียนใช้คอมพิวเตอร์แลปทอปแล้วซึ่งแต่ก่อนห้ามแต่เพียงโทรศัพท์มือถือหรือไอแพดเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวเขาพาไปชมห้องเรียนชั้นม.1 ของโรงเรียนคาทอลิกหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ชื่อ Our Lady of Mercy อยู่ทางใต้ของนครซิดนีย์

ที่โรงเรียนนี้เขาให้นักเรียนใช้แต่สมุด กระดาษ ปากกาและหนังสือเรียนในห้องเรียน

ชั่วโมงเรียนคณิตศาสตร์ คือ ให้นักเรียนหัดคิดเลขบนกระดาษ  บางทีครูก็เขียนโจทย์บนกระดานแล้วให้นักเรียนออกมาแก้โจทย์หน้าห้อง

เหตุผลของคุณครูใหญ่คือ เอาผลการสอบ PISA (ข้อสอบกลางทั่วโลกที่ทดสอบคณิตศาสตร์  การรู้หนังสือ และวิทยาศาสตร์) ของเด็กๆปัจจุบันไปเทียบกับเด็กต้นปี 2000 แล้วพบว่า

ผลทดสอบต่ำลงมากกว่า 25 คะแนนทุกวิชา

เหตุผลที่ครูเอาไปเทียบกับเด็กยุคต้นปี 2000 ก็เพราะว่า แม้ออสเตรเลียนั้นเริ่มสนใจเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาในโรงเรียนตั้งแต่ยุค 1970

แต่รัฐบาลออสเตรเลียเริ่มจริงจังให้เด็กๆทุกคนมีแลปทอปไปโรงเรียนในปี 2007

คุณครูใหญ่ “คริสทีน ฮาร์ดิ้ง” ซึ่งสอนหนังสือมากว่า 30 ปีสังเกตว่า ตั้งแต่เริ่มให้นักเรียนใช้คอมพิวเตอร์   นักเรียนก็ดูเครียด ดูกังวลมากขึ้น  ในขณะที่ผลการเรียนลดลง และที่สำคัญคือ หลายคนจำเรื่องที่เพิ่งเรียนไปหมาดๆวันนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์นักเรียนมัธยมที่โรงเรียนนี้ว่ารู้สึกยังไงที่โรงเรียนให้เลิกใช้แลปทอป คำตอบก็คือ

“ลายมือสวยขึ้นมากเลยค่ะ”

“หนูจดบันทึกมากขึ้น  ตอนนี้หนูเขียนสมุดหมดไปครึ่งเล่มแล้ว”

“เป้เบาลงเยอะเลย  เพราะแต่ก่อนต้องแบกแลปทอปมาทุกวัน”

“เพื่อนๆมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากขึ้นเยอะ”

“แลปทอปคือสิ่งที่ดึงความสนใจหนูออกจากบทเรียน”

ในเวลานี้ โรงเรียนในออสเตรเลียอีก 148 แห่งกำลังทบทวนระเบียบการใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนอยู่  ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามแนวเดียวกัน คือ ลดการใช้แลปทอปลงให้มากที่สุด

สำหรับตัวผมนั้น เห็นด้วย 100% เพราะความเข้าใจบทเรียนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเราจดบันทึกเพราะสมองจะต้องเรียบเรียงข้อมูลก่อนที่เราจะเขียนออกมาได้

ที่มา : https://www.facebook.com/100063522588676/posts/1579286077532130/?rdid=LgBHxEII3H4UCggU#

“ออสเตรเลีย” คลื่นย้ายถิ่นครั้งใหญ่!! ซิดนีย์–เมลเบิร์น คนไหลออกหนัก ออสซี่เลือกชีวิตภูมิภาคแทนเมืองใหญ่ คนออกจากเมืองหลวงมากกว่าคนกลับเข้าเมืองเกือบ 30% ชาวออสเตรเลียหันหาบ้านนอกเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น

ออสซี่” ย้ายออกจากเมืองใหญ่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์!

ข้อมูลล่าสุด commbank เผยว่า ชาวออสเตรเลียกำลังเลือกใช้ชีวิตในเมืองภูมิภาคมากขึ้นกว่าที่เคย โดยการย้ายจากเมืองหลวงสู่ภูมิภาคแตะระดับสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

ชาวซิดนีย์เป็นกลุ่มที่ย้ายออกมากที่สุด คิดเป็น 55% ของการย้ายออกจากเมืองหลวงทั้งหมด ขณะที่ชาวเมลเบิร์นตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 36%

ดัชนี Regional Movers Index (RMI) ระบุว่า การย้ายจากเมืองใหญ่สู่ภูมิภาคเพิ่มขึ้น 20.1% จากไตรมาสก่อน และสูงกว่าปีก่อน 4.7% โดยจำนวนคนที่ย้ายออกจากเมืองหลวงมีมากกว่าคนที่ย้ายกลับเข้าเมืองถึง 29.7%

แม้จะผ่านช่วงโควิด วิกฤตค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และปัญหาที่อยู่อาศัย แต่ความนิยมในการใช้ชีวิตนอกเมืองใหญ่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าหลายคนกำลังมองหาคุณภาพชีวิตที่สมดุลมากขึ้น พื้นที่กว้างขึ้น และความเป็นชุมชนที่อบอุ่นกว่าเดิม

Source: commbank

Credit: https://www.commbank.com.au/articles/newsroom/2026/06/regional-movers-index-march-quarter-record.html

การบินไทยย้ำกฎเข้ม!! ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องยาเสพติด–สิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวที่เมลเบิร์น ยืนยันเป็นเรื่องรายบุคคล อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

การบินไทยชี้แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศออสเตรเลีย

ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนั้น

บริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายของทุกประเทศที่ให้บริการและไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการ

ที่มา : https://www.facebook.com/100076576924740/posts/1047544014474820/?rdid=fQoA3BrJJJ93NBcN#

“การบินไทย” เจอวิกฤติความเชื่อมั่น!! จากคดีรายบุคคลสู่ภาพลักษณ์ประเทศ ประธานบอร์ดการบินไทยสั่งสอบด่วน ปมลูกเรือถูกจับที่เมลเบิร์น กระทบภาพลักษณ์สายการบินแห่งชาติ

วิกฤติความเชื่อมั่นสายการบินแห่งชาติอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกทางการออสเตรเลียควบคุมตัวในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้ส่งผลเสียแค่ในระดับองค์กร แต่กำลังลุกลามกระทบถึงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียควบคุมตัวลูกเรือบนเที่ยวบินขาเข้า ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร และลูกเรือรายดังกล่าวถูกหลอกให้ถือสิ่งของผิดกฎหมายหรือไม่ โดยปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายลวรณ ระบุว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารเร่งทบทวนกฎระเบียบการปฏิบัติงานของลูกเรือทั้งหมด แม้ว่าในปัจจุบันการบินไทยจะมีกฎที่ห้ามพนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดอยู่แล้วก็ตาม

การทบทวนครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การประเมินว่า มาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังคงมีความเหมาะสมและรัดกุมเพียงพอหรือไม่ โดยฝ่ายบริหารต้องเข้าไปขันน็อตเพิ่มความเข้มข้น และปรับปรุงระเบียบให้ทันสมัยเพื่ออุดช่องโหว่ความหละหลวมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ประธานบอร์ดการบินไทย ยังประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงว่า เหตุการณ์อื้อฉาวครั้งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเข้มงวดในการตรวจค้นลูกเรือคนอื่นๆ ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลียในอนาคต แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงผู้โดยสารชาวไทยทั่วไปที่ต้องการเดินทางเข้าออสเตรเลียอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ทั้งต่อภาพลักษณ์ของการบินไทยและชื่อเสียงของประเทศ

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240866?anf=


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top