Friday, 11 September 2026
ออสเตรีย

สถานบริการทางเพศออสเตรีย จัดโปรล่อใจหนุ่มฉีดวัคซีน หลังอัตราฉีดของประเทศยังต่ำกว่าเกณฑ์ 70%

สถานบริการทางเพศในกรุงเวียนนาของออสเตรีย ให้บริการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 และมอบโปรโมชันใช้บริการฟรี 30 นาที

“ฟัน พาลาสท์” (Fun Palast) สถานประกอบการที่ให้บริการค้าประเวณีแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนาของออสเตรีย ได้เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 พร้อมมอบข้อเสนอเป็นบัตรกำนัลห้องซาวน่า มูลค่า 40 ยูโร หรือกว่า 1,500 บาท สำหรับใช้บริการฟรีเป็นเวลา 30 นาที

สถานบริการทางเพศแห่งนี้ จะเปิดให้บริการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เป็นเวลา 4 ชั่วโมงของทุกวันจันทร์ ตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชายเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสดังกล่าวมากขึ้น

'รมต.คลัง ออสเตรีย' รับไม่สามารถแบนนำเข้าก๊าซรัสเซีย หวั่น กระทบเศรษฐกิจ - ประชาชนเดือดร้อน

ออสเตรียไม่สามารถแบนนำเข้าก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ส่วนหนึ่งในมาตรการคว่ำบาตรเล่นงานมอสโก จากการเปิดเผยของ แมกนุส บรุนเนอร์ รัฐมนตรีคลัง เนื่องจากมันจะกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกเขาเอง ที่ต้องพึ่งพิงพลังงานของมอสโกเป็นอย่างมาก

หลายประเทศในตะวันตก ในนั้นรวมถึงบรรดาสมาชิกอียู กำหนดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางเล่นงานรัสเซีย ตอบโต้กรณีรุกรานยูเครน

บรุนเนอร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเมื่อวันศุกร์ (22 เม.ย.) ว่า ออสเตรียสนับสนุน "ทุกมาตรการคว่ำบาตร" ที่กำหนดเล่นงานมอสโก "แต่ไม่ขอห้ามนำเข้าก๊าซธรรมชาติ" จากรัสเซีย

‘4 ชาติยุโรป’ ยกระดับความปลอดภัยช่วง ‘คริสต์มาส-ปีใหม่’ หวั่น!! ภัยคุกคามจากก่อการร้าย หลังพบความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

หลายชาติในยุโรปตรึงมาตรการการรักษาความปลอดภัยเข้มในช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่ เนื่องจากหวั่นภัยก่อการร้าย หลังพบความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และเกิดเหตุทำร้ายชาวยุโรปในกรุงปารีสก่อนหน้านี้ 

(25 ธ.ค.66) ก่อนหน้านี้มีการรายงานว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ส่งผลให้ยุโรปเสี่ยงภัยก่อการร้ายมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปก็ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวและได้หารือถึงการยกระดับการรักษาความปลอดภัย

ต่อมามติชนรายงานว่า ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย และสเปน เป็นหนึ่งในชาติยุโรปที่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นขึ้นรับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องภัยคุกคามจากการก่อการร้าย 

ที่ฝรั่งเศส นายเฌราลด์ ดาร์มาแนง รัฐมนตรีมหาดไทยโพสต์บน X เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม สั่งการให้ตำรวจและสารวัตรทหารเพิ่มการรักษาการณ์ตามโบสถ์ต่างๆ ทั่วประเทศ “เพื่อปกป้องชาวคริสเตียนที่จะมาร่วมเฉลิมฉลองคริสมาสต์ในเย็นวันนี้และเช้าวันพรุ่งนี้”

ขณะที่ทางการเยอรมนีได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้นบริเวณมหาวิหารเมืองโคโลญ โดยนายไมเคิล เอสเซอร์ ผู้บัญชาการตำรวจเมืองโคโลญจ์ แถลงว่า ตำรวจจะทำทุกอย่างเพื่อรับรองความปลอดภัย โดยผู้ที่เดินทางมายังโบสถ์ทุกคนจะถูกตำรวจค้นอย่างเข้มข้น

ทั้งนี้ ตำรวจพร้อมสุนัขดมกลิ่มได้ตรวจค้นหา หลังจากมีรายงานกลุ่มติดอาวุธอิสลามิกมีแผนที่จะก่อเหตุโจมตีโบสถ์ในช่วงวันคริสต์มาสอีฟ หรือช่วงปีใหม่

ที่กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย ตำรวจได้เพิ่มการวางกำลังรักษาความปลอดภัยช่วงฉลองเทศกาลคริสต์ โดยตำรวจออสเตรีย ระบุว่า ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายทั่วยุโรปเรียกร้องให้มีการโจมตีงานฉลองของชาวคริสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราววันที่ 24 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงได้เพิ่มมาตรการป้องกันที่สอดคล้องในพื้นที่สาธารณะในกรุงเวียนนาและรัฐต่างๆ

นอกจากนี้ มีรายงานว่า ตำรวจออสเตรียได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ที่ต้องสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับกองกำลังรัฐอิสลามแห่งโคราซาน ซึ่งแตกหน่อมาจากกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรง

‘รัฐบาลออสเตรีย’ ประกาศมาตรการแจกเงิน จูงใจ!! ‘ผู้ลี้ภัยซีเรีย’ ให้เดินทางกลับบ้านเกิด หลังระบอบบาชาร์ อัล-อัสซาด ล่มสลาย

(15 ธ.ค. 67) นายกรัฐมนตรี คาร์ล เนฮัมเมอร์ ออกมาตอบสนองข่าวการโค่นล้มระบอบอัสซาดอย่างไว โดยประกาศในวันเดียวกัน (8 ธ.ค.) ว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงในซีเรียควรจะถูกพิจารณาใหม่ รวมถึงการรับผู้ลี้ภัยจากซีเรียด้วย

อย่างไรก็ตาม การบังคับเนรเทศผู้ลี้ภัยโดยที่เจ้าตัวไม่เต็มใจนั้นไม่สามารถทำได้จนกว่าบริบททางการเมืองในซีเรียจะชัดเจนกว่านี้ ดังนั้น รัฐบาลออสเตรียจึงจะเน้นใช้วิธี ‘ส่งกลับประเทศโดยสมัครใจ’ นอกจากนี้ ยังระงับการพิจารณาคำร้องขอลี้ภัยของชาวซีเรีย เช่นเดียวกับที่หลายๆ รัฐบาลในยุโรปเริ่มทำกันแล้ว

เนฮัมเมอร์ ก็เช่นเดียวกับรัฐบาลสายอนุรักษนิยมในยุโรปอื่นๆ ที่ถูกพวก ‘ฝ่ายขวา’ กดดันอย่างหนักในเรื่องนโยบายผู้อพยพ และชาวซีเรียก็ถือเป็นผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ต้องการเข้าไปตั้งถิ่นฐานในออสเตรียที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู)

“ออสเตรียพร้อมที่จะสนับสนุนชาวซีเรียซึ่งต้องการกลับบ้านด้วยเงินโบนัส 1,000 ยูโร (ประมาณ 35,000 บาท) ซีเรียต้องการพลเมืองของตัวเองกลับไปช่วยฟื้นฟูบ้านเมือง” เนฮัมเมอร์ โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษผ่าน X

ทั้งนี้ จะมีชาวซีเรียรับข้อเสนอดังกล่าวมากน้อยเท่าไหร่ยังเป็นสิ่งที่ต้องรอดู และการที่สายการบิน Austrian Airlines ยังคงระงับเที่ยวบินไปตะวันออกกลางสืบเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบ ก็ทำให้เงินโบนัสนี้อาจจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ลี้ภัยที่ประสงค์จะกลับบ้าน

ตั๋วเดินทางแบบเที่ยวเดียวไปยังกรุงเบรุตซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นยอดนิยมสำหรับการเดินทางทางบกไปยังกรุงดามัสกัส ปัจจุบันราคาอยู่ที่อย่างน้อย 1,066.10 ยูโรตามข้อมูลจากเว็บไซต์สายการบิน Turkish Airlines

เศรษฐกิจไทยโตได้!! ขนาด GDP ใหญ่ระดับโลก 5 บทเรียนเปลี่ยนของดีให้โต นอร์เวย์–UAE–ออสเตรียชี้ทาง ไทยใช้ศักยภาพเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น

ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

เศรษฐกิจใหญ่ระดับ ‘นอร์เวย์–UAE–ออสเตรีย’ เปิด 5 บทเรียน เปลี่ยนของดีที่ไทยมี ให้สร้างรายได้มากกว่าเดิมหากมองประเทศไทยผ่านข่าวเศรษฐกิจในแต่ละวัน เราอาจรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยเล็ก โตช้า และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามแต่ถ้าถอยออกมามองอีกมุมหนึ่ง จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า

เศรษฐกิจไทยไม่ได้เล็กเลย ข้อมูลจาก IMF World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ประเมิน GDP แบบ Nominal ของไทยไว้ราว 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับประมาณ 32 ของโลก

ขนาดใกล้เคียงกับ นอร์เวย์ 599,000 ล้านดอลลาร์, UAE 622,000 ล้านดอลลาร์, ออสเตรีย 624,000 ล้านดอลลาร์และยังใหญ่กว่า เวียดนาม 527,000 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 516,000 ล้านดอลลาร์, ฟิลิปปินส์ 512,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไทยมีความมั่งคั่งหรือคุณภาพชีวิตเท่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะ GDP ต่อหัวแตกต่างกันมากแต่มันกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า «ประเทศไทยมี “ขนาด” และมี “ฐานเศรษฐกิจ” อยู่แล้ว»

คำถามที่สำคัญกว่า จึงอาจไม่ใช่ว่า “ไทยมีอะไร?” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เรามี สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม?”

บทเรียนที่ 1 จากนอร์เวย์

มีทรัพยากรแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่การขายทรัพยากรคนส่วนใหญ่มักอธิบายความร่ำรวยของนอร์เวย์ง่าย ๆ ว่า “เพราะมีน้ำมัน” แต่หลายประเทศบนโลกก็มีน้ำมัน และไม่ได้ร่ำรวยแบบนอร์เวย์ สิ่งที่นอร์เวย์ทำแตกต่างออกไป คือการไม่มองรายได้จากทรัพยากรเป็นเงินสำหรับใช้ให้หมดในรุ่นเดียว รายได้จากน้ำมันและก๊าซจำนวนมากถูกนำเข้าสู่ Government Pension Fund Global เพื่อบริหารเป็นทรัพย์สินระยะยาว ให้ความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป

รัฐบาลนอร์เวย์ยังใช้กฎการคลังควบคุมการดึงเงินจากกองทุนมาใช้ โดยอิงกับผลตอบแทนระยะยาว แทนที่จะใช้รายได้จากน้ำมันตามกระแสการเมืองในแต่ละปี

ประเทศไทยไม่มีน้ำมันมหาศาลแบบนอร์เวย์ แต่ไทยก็มี “ทรัพยากร” ของเราเอง อาหาร, เกษตร, ผลไม้,สมุนไพร, ทะเล, ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, อาหารไทย, การแพทย์, การบริการและการท่องเที่ยว ดังนั้น บทเรียนจากนอร์เวย์ไม่ใช่ “ไทยต้องไปหาน้ำมัน” แต่คือ อย่าขายทรัพยากรในรูปแบบที่มีมูลค่าต่ำที่สุด

ข้าว อาจไม่จำเป็นต้องจบที่การส่งออกข้าวสาร ผลไม้ อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายผลสด สมุนไพร อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายวัตถุดิบ แต่สามารถพัฒนาต่อไปเป็น

-Functional Food

-Health Product

-Ingredient

-Biotech

-Wellness

-Brand

-Intellectual Property

น่าสนใจว่า World Bank เองจัด Agribusiness และ Sustainable & Health Tourism อยู่ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว

บทเรียนที่ 2 จาก UAE

อย่ามีแค่ “ทำเลดี” ต้องเปลี่ยนทำเลให้เป็นรายได้ UAE มีน้ำมันเป็นจุดเริ่มต้นแต่สิ่งที่ประเทศทำต่อจากนั้นน่าสนใจกว่าเขานำความมั่งคั่งและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ไปสร้าง สายการบิน, สนามบิน, ท่าเรือ ,Logistics, Tourism, Finance, Real Estate, Technology และศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก

รัฐบาล UAE ยังวางยุทธศาสตร์ชัดเจนเรื่องการดึงดูด เงินลงทุน คนเก่ง เทคโนโลยี การวิจัย การท่องเที่ยว และธุรกิจอนาคต เข้าสู่ประเทศ

แล้วประเทศไทยล่ะ? เรามักพูดกันมานานว่า “ไทยอยู่ตรงกลางอาเซียน” แต่คำถามสำคัญคือ เราเปลี่ยนการอยู่ตรงกลาง ให้กลายเป็นรายได้มากพอแล้วหรือยัง?

ประเทศไทยสามารถเชื่อม จีนตอนใต้, ลาว, กัมพูชา, เมียนมา, มาเลเซีย, เวียดนาม และต่อออกไปยังอินเดียเราไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเหมือนดูไบ แต่สามารถสร้างความเป็น Hub ในแบบของไทยเองได้

-Food Hub

-Health & Wellness Hub

-Regional Logistics Hub

-MICE Hub

-Digital & Data Hub

-Creative Production Hub

ทำเลทางภูมิศาสตร์จะไม่มีมูลค่าเต็มที่ หากไม่มีถนน รถไฟ สนามบิน ระบบศุลกากร กฎหมาย และบริการที่ทำให้คนอยากใช้ประเทศไทยเป็นฐาน

บทเรียนที่ 3 จากออสเตรีย

เมื่อคนลดลง ต้องทำให้ “คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น” ออสเตรียกับประเทศไทยมีปัญหาบางอย่างคล้ายกันอย่างน่าสนใจ คือ ประชากรสูงวัย, แรงงานในอนาคตลดลง และ Productivity เติบโตช้า

IMF ประเมินว่าออสเตรียต้องเร่งการปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพราะในระยะยาวการหดตัวของกำลังแรงงานและ Productivity ที่อ่อนแอจะกดศักยภาพการเติบโตของประเทศ

ประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน

IMF ระบุว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยประกอบด้วย การลงทุนต่ำ การเติบโตของผลิตภาพที่ช้า และสังคมสูงวัย แต่ถ้าเรายอมรับว่าแรงงานไทยจะไม่เพิ่มเหมือนในอดีตคำตอบก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะมันบังคับให้ประเทศต้องเปลี่ยนจาก “ใช้คนมาก” ไปสู่ “ทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มูลค่าสูงขึ้น”

-AI

-Automation

-Robotics

-Digital Tools

-Reskill

-Upskill

จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะมาแย่งงานแต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แรงงานไทย World Bank ระบุในรายงานปี 2569 ด้วยว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะ และสถาบันที่รองรับ และสังคมสูงวัยเองก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้

-Healthcare

-Preventive Health

-Longevity

-Senior Living

-Wellness

-อาหารสุขภาพ

-บริการดูแลผู้สูงอายุ

ไทยจึงสามารถเปลี่ยนปัญหา Aging ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้าง Longevity Economy ได้เช่นกัน

บทเรียนที่ 4 จากมาเลเซีย

อย่าทิ้งโรงงาน แต่ทำให้โรงงาน “แพงขึ้น” มาเลเซียกำลังเดินหน้าเข้าสู่ประเทศรายได้สูงแต่บทเรียนสำคัญไม่ใช่การทิ้งอุตสาหกรรมเดิม ตรงกันข้ามมาเลเซียกำลังถามว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทมี Productivity สูงขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้น และจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น

World Bank ระบุว่าความท้าทายของมาเลเซียในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศรายได้สูง คือการสร้าง งานที่มีคุณภาพ ผลิตภาพสูง และค่าจ้างสูงกว่าเดิม และพบว่าบริษัทที่มี Productivity สูงที่สุด 10% จ่ายค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทระดับกลางประมาณ 3 เท่า นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญกับไทยมากเพราะไทยมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่พร้อมอยู่แล้ว World Bank ระบุว่า Manufacturing ของไทยคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และจ้างงานมากกว่า 6.2 ล้านคน

เราไม่จำเป็นต้องเลิกเป็นประเทศอุตสาหกรรมแต่ต้องขยับจาก Manufacturing ไปสู่ Advanced Manufacturing

รถยนต์ → EV / Electronics / Smart Mobility

เครื่องใช้ไฟฟ้า → Energy-efficient Technology

โรงงาน → Automation / AI Factory

ชิ้นส่วน → Advanced Electronics

การผลิตทั่วไป → Green Manufacturing และไทยมีฐานอยู่แล้ว

สินค้า Green Goods คิดเป็นเกือบ 10% ของการส่งออกไทย ขณะที่ World Bank ประเมินว่าเฉพาะการขยาย EV และชิ้นส่วน Solar PV และเทคโนโลยีทำความเย็นประสิทธิภาพสูง สามารถเพิ่มระดับ GDP ไทยได้อีกประมาณ 2.9% ภายในปี 2035 นี่คือข่าวดีเพราะหมายความว่าเราไม่ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทุกตัวบางเครื่องยนต์มีอยู่แล้วแค่ต้อง Upgrade

บทเรียนที่ 5 จากเวียดนาม

อย่าคิดแต่ “โครงการใหม่” ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ของเดิมเดินช้าเวียดนามกำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย IMF ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับประมาณการการเติบโตของเวียดนามขึ้นเป็น 7.5% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.9% แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนจากเวียดนาม ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP สิ่งที่น่าสนใจคือ ความพยายามรื้อคอขวด World Bank ระบุว่าเวียดนามกำลังดำเนินการปฏิรูปขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างระบบบริหารราชการ ขณะที่ยังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึง FDI อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดง่าย ๆ คือถ้าที่ดินทำให้โครงการช้า ก็แก้ที่ดิน ถ้าอนุมัติช้า ก็แก้ขั้นตอนถ้า Infrastructure ไม่พอ ก็ลงทุน Infrastructure

หากบริษัทต่างชาติเข้ามาแล้วบริษัทท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์มากพอ ก็หาทางเชื่อม FDI เข้ากับ Local Supply Chain

ไทยสามารถเรียนรู้วิธีคิดแบบเดียวกันได้เพราะข่าวดีคือนักลงทุนยังสนใจประเทศไทย World Bank ระบุว่า คำขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ของไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเด่นใน Digital Infrastructure Battery Electronics และ EV ดังนั้นปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีเงินอยากเข้าประเทศไทย” แต่คือ ทำอย่างไรให้เงินที่อยากเข้า เปลี่ยนเป็นโรงงาน งาน และรายได้ได้เร็วที่สุด

มาเลเซียเองก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก การปฏิรูปกระบวนการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมใน Kulim และ Johor ช่วยลดเวลาจากที่บางกรณีเคยใช้สูงสุดถึง 3 ปี เหลือประมาณ 10–14 เดือน และตามมาด้วยเงินลงทุนใหม่และการจ้างงานจำนวนมาก เรื่องแบบนี้ไทยสามารถเรียนรู้ได้โดยตรง

ข่าวดีคือ ไทยมี ‘ของ’ อยู่ในมือแล้วหากอ่านมาถึงตรงนี้ อาจดูเหมือนประเทศไทยต้องแก้ทุกอย่าง

แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของไทยไม่ได้แย่เลย World Bank กำลังศึกษาอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศไทย และระบุถึง 5 กลุ่มที่ไทยมีความได้เปรียบชัดเจน

1. Advanced Manufacturingเราไม่ได้เริ่มโรงงานจากศูนย์ เรามี Supplier, Enginee, Factory, Logistics, Automotive, Cluster,Electronics, Cluster โจทย์คือยกระดับมัน

2. Agribusiness ประเทศไทยมีชื่อเรื่องอาหารอยู่แล้วโจทย์คือเปลี่ยนจากขายอาหารเยอะไปสู่ขายอาหารแพงและมี IP

3. Digital Services Data Center, Cloud, AI และ Digital Infrastructure กำลังดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทย โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้คนไทยและบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain นี้มากขึ้น

4. Sustainable & Health Tourism ไทยมี Brand ด้านการท่องเที่ยวและบริการอยู่แล้วโจทย์จึงไม่ควรเป็นแค่ “เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ควรเป็น “เพิ่มรายได้ต่อคนต่อวัน” Wellness, Medical, Longevity, Premium Travel, MICE

5. Creative Economy อาหารไทย, เพลง, หนัง, ซีรีส์, แฟชั่น, ดีไซน์, Content, กีฬา, เทศกาล ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนจาก Culture เป็น Exportable IP ได้

ประเทศไทยอาจไม่ต้องหา ‘เครื่องยนต์ใหม่’ มากเท่าที่คิดเราชอบพูดกันว่าประเทศไทยต้องหา New S-Curve ต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่บางทีคำตอบอีกครึ่งหนึ่งอาจง่ายกว่านั้น คือ เอาเครื่องยนต์ที่เรามีอยู่แล้ว มาทำให้แรงขึ้น

Agriculture → Agribusiness

Tourism → Premium & Health Tourism

Factory → Advanced Manufacturing

Location → Regional Hub

Culture → Creative IP

Workers → AI-enabled Workforce

SME → Productive SME

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศอื่น แต่คือการทำให้ “ประเทศไทยเก่งขึ้นในสิ่งที่ประเทศไทยเก่งอยู่แล้ว” ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

นอร์เวย์สอนเราว่าทรัพยากรต้องถูกเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งระยะยาว UAE สอนว่า ตำแหน่งที่ตั้งสามารถกลายเป็นธุรกิจระดับโลก ออสเตรียเตือนว่าเมื่อคนลดลง Productivity ต่อคนต้องสูงขึ้น

มาเลเซียแสดงให้เห็นว่าโรงงานไม่จำเป็นต้องหายไป แต่ต้องสร้างงานที่แพงขึ้นเวียดนามกำลังพิสูจน์ว่าถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ประเทศเดินช้าแต่ประเทศไทยเองก็มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศเหล่านั้นไม่มี

นั่นคือชุดความได้เปรียบของประเทศไทยเอง เราเป็นประเทศอุตสาหกรรม เราเป็นประเทศอาหาร เราเป็นประเทศท่องเที่ยว เราเป็นประเทศบริการ เราอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ของอาเซียน และเรามีวัฒนธรรมที่โลกเริ่มรู้จักมากขึ้น

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของประเทศในทศวรรษต่อไป อาจไม่ใช่ “ไทยจะเอาอะไรไปสู้คนอื่น?” เพราะขอ จำนวนมากอยู่ในมือเราแล้ว แต่คือ เราจะเปลี่ยน “ของดีที่เรามีให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้เร็วแค่ไหน เพราะประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าในวันพรุ่งนี้ แค่ทำให้ พื้นที่เดิม,โรงงานเดิม, คนเดิมn สินค้าเดิม, วัฒนธรรมเดิมและจุดแข็งเดิม สร้างรายได้ได้มากกว่าเดิม GDP ก็สามารถโต ค่าจ้างก็สามารถโต ธุรกิจก็สามารถโต และสุดท้ายความมั่งคั่งของคนไทยก็สามารถโตตามไปด้วย

นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่าเพียงการถามว่า

“ทำไมประเทศไทยโตช้า?”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top